OS/SF จับฉ่ายAshley
เซเว่นบอย [TaeGi]
  • วันเทศกาล แน่นอนว่าเหล่าปุถุชนทั้งหลายที่ได้ยินคำนี้มักจะยิ้มหน้าระรื่นพร้อมวางแผนเกี่ยวกับวันหยุดยาวของพวกเขากันตั้งแต่หัววัน แต่อนิจจา มีคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ถูกพระเจ้ากลั่นแกล้งโดยการต้องทำงานตลอดวันหยุดยาว ไม่ได้หยุดพักผ่อนอย่างที่ใครสักคนเขียนเอาไว้บนปฏิทิน

    และใช่ครับ ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น

    เริ่มเช้าวันหยุดเทศกาลที่ใครก็สามารถสาดน้ำประปาใส่ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้อย่างไม่มีความผิด ไม่ว่าคุณจะรู้จักคนคนนั้นหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าพูดกันตามตรง ผมไม่คิดว่าจะมีคนที่ออกมาเปิดน้ำใส่ถังแล้วเที่ยวสาดคนนู้นคนนี้ไปทั่วตั้งแต่หัววันหรอกนะ โดยเฉพาะในเมืองเขตร้อนที่มีแดดจัดแทบจะตลอดเวลาแบบนี้ และถ้าดูตามตารางเวลาที่ได้มาแล้วผมก็แทบจะสามารถไปถึงที่ทำงานได้แบบตัวแห้ง ๆ เว้นแต่ว่าผมจะดวงซวยจนโดนฝนห่าใหญ่ตกใส่ระหว่างเดินทาง

    นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ผมอาจจะเป็นผู้วิเศษจากอีกมิติหนึ่ง หรือเป็นชายหนุ่มที่พิเศษไปจากผู้คนกว่าเจ็ดสิบล้านคนในประเทศไทย เพราะตั้งแต่ที่ผมก้าวขาออกจากบ้านเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นติด ๆ กัน ฝนห่าใหญ่ (จากสายยางของเด็กคนหนึ่ง) สาดลงมาบนตัวผมจนเสื้อทำงานเปียกชุ่ม มือของใครสักคนปัดป่ายอยู่บนใบหน้าของผมอย่างร้อนรนเพราะตัวเลขนับถอยหลังบนหน้าจอดิจิตอลกำลังจะหมดลง หลังจากเธอถอยห่างและผมก็ห้ามกลไกการทำงานของร่างกายตัวเองไม่ได้จนต้องอ้าปากหาว รสชาติเฝื่อน ๆ ของแป้งที่ไหลเข้าไปในปากทำให้ผมหายง่วง ได้ผลดียิ่งกว่ากาแฟเข้มข้นขนาด 22 ออนซ์เสียอีก และน่าแปลกที่ผมใส่หมวกกันน็อคแต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงความเปียกชุ่ม และพนันได้เลยว่าถ้าผมถอดหมวกออกแล้วต้องมีใครสักคนทำหน้าประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของผม

    "อ่อนชิบหาย ทำไมมึงไม่ยกมือบอกเขาว่าไม่เล่นค้าบ"

    "กูยกแล้ว เขาบอก Hello แล้วเขาก็ฉีดน้ำใส่มือกู"

    ผมมองเพื่อนร่วมงานเส้นตื้นที่ทรุดอยู่กับพื้นเพราะคำพูดของผม แจมพยายามจะกลั้นขำเพราะมีลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน และผมยืนยันได้เลยว่านั่นจะเป็นการกระทำที่โง่เง่าที่สุดของมันในปีนี้

    "พี่ยักษ์เปลี่ยนลุคหรอคะ ปกติพี่ไม่เซ็ทผมนี่นา"

    แจมหลุดขำอีกครั้ง คราวนี้มันพยายามจะปิดปากตัวเองด้วยซองใส่แซนวิช

    "พี่โดนสาดน้ำอะครับ ผมมันเปียกพี่เลยเสยขึ้นเฉย ๆ"

    "แต่ก็เข้ากับพี่ดีนะคะ หนูใจสั่นเลยอะตอนเดินเข้ามา"

    ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพราะแจมยื่นแซนวิชแฮมชีสมาให้พอดี เด็กผู้หญิงคนนั้นยิ้มเขิน ๆ ตอนที่ผมยื่นถุงพลาสติกให้เธอ แก้มกลมขึ้นสีจัด ไม่แน่ใจว่าเพราะบลัชออนหรือเพราะเมืองไทยแดดจัดกันแน่ 

    "เมื่อไหร่จะมีคนมาถ่ายรูปเราแล้วเอาไปลงทวิตติดแท็กพ่อค้าแซ่บสักทีวะ"

    "กูยังไม่อยากได้โบนัส"

    ผมพยายามจะใช้แขนเสื้อเช็ดคราบแป้งที่แก้มข้างขวาของตัวเองมาตั้งแต่เช้าแล้ว แต่นอกจากมันจะไม่หลุดออกแล้วเสื้อของผมก็ยิ่งเลอะเทอะ ความพยายามอันยาวนานเลยจบลงแค่นั้น ตลอดเวลาการทำงานแจมพยายามจะชวนให้ผมออกไปพูดคุยกับพวกผู้ชายร้านข้าง ๆ ข้อเสนอมากมายถูกพ่นออกมาจากปากไม่หยุดหย่อนจนผมเริ่มเบื่อหน่าย ความอดทนที่คิดว่าสูงแล้วกลับลดฮวบลงมาทันทีที่ถูกเซ้าซี้มาตลอดสองชั่วโมงเต็ม

    ผมนั่งเงียบ ๆ อยู่ท่ามกลางวงสนทนาที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้า มองแก้วที่ยังมีหยดน้ำเกาะอยู่รอบ ๆ พร้อมทั้งภาวนาให้มีใครสักคนเดินเข้าไปในร้านสักทีผมจะได้ไปจากตรงนี้

    "กูไปยืนเคาน์เตอร์ก่อนนะ"

    "เอ้า ทำไมมึงรีบจังวะ"

    "กูร้อน"

    แจมจับแขนผม ส่ายหน้าตุ่ย ๆ ของมันจนหน้าม้าสะบัด พยายามจะฉุดให้ผมนั่งลงที่เดิมเพื่อที่มันจะได้ดื่มเบียร์ฟรีต่ออีกสักแก้ว

    แต่สุดท้ายพระเจ้าก็รักผม

    "นั่นไงลูกค้า กูไปละ มึงก็รีบตามมาแล้วกัน"

    เด็กหนุ่มตัวเปียกโชกเดินมาพร้อมปืนฉีดน้ำกระบอกใหญ่ เชิ้ตลายดอกสีแดงแนบไปกับผิวเพราะเปียกน้ำ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเพราะไม่สามารถหยิบมือถือออกมาจากซองกันน้ำได้ ผมไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเขาหรอก แต่เป็นเขาต่างหากที่เดินเข้ามาหาผมแทน

    "พี่ครับ พี่หยิบมือถือให้ผมหน่อยได้ไหมครับ"

    ผมทำตามที่เขาบอก ตอนนี้ไอโฟนราคาหลายหมื่นวางอยู่บนฝ่ามือของผม เจ้าของเครื่องออกคำสั่งอีกครั้ง

    "กดเบอร์แม่ผม นั่นแหละครับ"

    พูดกันตามตรง ผมไม่ใช่คนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายนัก ผมมีขอบเขตของตัวผมเอง และผมก็ไม่คิดจะเข้าไปในขอบเขตของใคร แต่ตอนนี้ผมกำลังกลืนน้ำลายตัวเอง เด็กคนนั้นขอให้ผมช่วยถือมือถือให้ระหว่างที่เขากำลังคุยกับแม่ และเพราะเขาตัวสูงกว่าผม ถึงจะไม่ได้ห่างกันมากแต่ผมก็ไม่ได้มีเงินมากมายพอจะชดใช้ด้วยการซื้อมือถือเครื่องใหม่ให้เขาได้ถ้าเผลอทำหลุดมือไป

    "เดี๋ยวแทนกลับสักสองทุ่มนะแม่ โหย สองทุ่มไม่ดึกหรอก"

    เขามองหน้าผม ด้วยสายตาที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่ผมจะเคยเห็น

    "แม่ไม่ต้องห่วงหรอกหน่า แทนดูแลตัวเองได้ครับ"

    "มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยครับ แม่ไม่เชื่อแทนหรอ"

    "งั้นแม่คุยกับพี่เขานะ"

    ชิบหาย

    เขาโน้มตัวลงมาใกล้ ๆ ผม กระซิบบอกผมว่าควรจะพูดยังไงให้แม่ของเขาเชื่อ ส่งยิ้มกว้างมาให้แทนคำพูดให้กำลังใจ ฝ่ามือเย็นเยียบแตะลงที่บ่าของผมก่อนที่เขาจะขอตัวเข้าไปดูของในร้าน ผมไม่มีทางเลือกนอกจากต้องจำใจแนะนำตัวเองกับคนปลายสาย แต่ผมกลับไม่ได้ยินเสียงใครตอบกลับมา มีแค่เพียงเสียงเพลงจังหวะหนักหน่วงที่เปิดเผื่อคนทั้งจังหวัดที่ดังอยู่ในโสตประสาทกับรอยยิ้มยียวนหลังกระจกใสเท่านั้น

    "สงกรานต์ทั้งทีพี่ไม่ออกไปเล่นน้ำหน่อยหรอครับ"

    "ไม่ต้องเล่นก็เปียก"

    "ไม่เล่นแล้วจะเปียกได้ไง"

    "ฝีมือเด็กเปรต"

    เสียงหัวเราะทุ้ม ๆ ดังไปทั่วร้าน ไม่มีใครเลยนอกจากผมกับเขา

    "เมื่อไหร่จะเอามือถือคืนไปสักที"

    "ก็มือผมเปียกอะ"

    เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่คล้าย ๆ ว่าจะ..อ้อน? พอคิดถึงตรงนี้ขนแขนผมก็ตั้งชัน ดวงตากลมโตจ้องหน้าผมไม่วางตา ผมสีน้ำตาลเข้มของเขายังคงชุ่มน้ำ และผมแค่กลัวว่าเคาน์เตอร์จะเปียก และนั่นจะทำให้ผมต้องซวยอีกเป็นครั้งที่สองของวัน ผมยื่นผ้าขนหนูที่ใช้เมื่อเช้าให้เขาแต่เด็กหนุ่มกลับก้มหัวลงมาแทน ไม่ยอมรับผ้าขนหนูไป

    "เช็ดสิครับ"

    ตอนกรอกใบสมัครเข้าทำงานไม่มีบอกว่าจะต้องมาบริการลูกค้าแบบถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้เสียหน่อย

    "พี่อย่าเช็ดแรงดิ หัวผมจะหลุดแล้วเนี่ย"

    "เรื่องมากจังวะ เอาไปเช็ดเองเลยดิงั้น"

    "ยอมแล้วค้าบ ไม่บ่นแล้ว เช็ดหัวให้ผมหน่อยนะครับ"

    รอยยิ้มลูกหมากับสายตาแพรวพราวเกินเด็กอายุ 20 ต้น ๆ ทำให้ใครบางคนเสียอาการ พนักงานเซเว่นตัวขาวทำได้แค่กำผ้าขนหนูเอาไว้อย่างนั้น เขาพยายามจะโฟกัสไปที่ผมเปียก ๆ ของเด็กตรงหน้า แต่ใครคนนั้นกลับไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย

    "พี่ชื่ออะไร"

    ผมไม่ได้ตอบ เด็กคนนั้นเลยแสร้งทำเป็นโน้มตัวเข้ามาใกล้ ๆ พร้อมกับพึมพำว่ายังไม่ได้ยินที่ผมพูดเลย ผ้าขนหนูชุ่มน้ำถูกโยนทิ้งไปแล้ว ตรงหน้าหมอนั่นนั่นแหละ

    ผมหมายถึงตรงหน้าจริง ๆ

    "ใจร้ายอะ ชื่อก็ไม่ยอมบอกแล้วยังมาทำร้ายร่างกายกันอีก"

    ผมไม่ได้คิดจะสนใจเด็กคนนั้นอีก พยายามทำตัวให้ยุ่งขึ้นมาเสียอย่างนั้น กระดาษเอสี่ว่างเปล่าก็ถูกหยิบขึ้นมาเพ่งพินิจมองดูจินตนาการของผมเอง เสียงบ่นงึมงำยังดังให้ได้ยินอยู่ไม่ขาด ผมปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจตัวเองอยู่สักพัก พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีทั้งเคาน์เตอร์ก็เต็มไปด้วยขนมและเครื่องดื่มมากมายเกินจำเป็น รอยยิ้มยียวนปรากฏขึ้นอีกครั้งตอนที่เขาเห็นว่าผมกำลังหาทางไปต่อไม่ถูก

    "ถ้าพี่ไม่บอก ผมก็จะมาตามถามพี่อยู่แบบนี้"

    "ทุกวัน ทุกวัน..ทุกวัน" ว่าพลางเคาะนิ้วลงกับผิวโต๊ะ มืออีกข้างก็ซ้อนอยู่ใต้คาง ทำตัวเหมือนเป็นจอมวางแผนในหนังสายลับยังไงอย่างงั้น

    "จะมาก็มาเหอะ มาให้ถูกเวลาแล้วกัน" ผมพูดออกไป คราวนี้ผมจะต้องเป็นฝ่ายอยู่เหนือบ้าง

    "บ้านผมก็อยู่ข้าง ๆ บ้านพี่นั่นแหละหน่า"

    คราวนี้แม้แต่พระเจ้าก็ช่วยอะไรผมไม่ได้

    "เพราะงั้นก็..เตรียมตัวรอเลยนะครับ :-)"


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in