Alive : กำเนิดกลายพันธุ์WRUNK
Alive : กำเนิดกลายพันธุ์ ตอนที่ 3
  • ……….

     

    ตอนที่ 3 : ศูนย์อพยพ

     

    “ตอนนี้เราเหลือประชากรในเคลโออยู่เท่าไร” น้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจังของท่านประธานใหญ่ถามขึ้นเขายืนอยู่หัวโต๊ะประชุมไม้ยาว รายล้อมไปด้วยบรรดาผู้อยู่เบื้องหลังมหานครเคลโอ

    “ประมาณสิบห้าเปอร์เซ็นต์ครับ” ชายในชุดสูทนั่งไม่ไกลจากเขานักตอบ

    “แล้ว...” ท่านประธานยังไม่ทันจะได้กล่าวอะไรต่อ เสียงปึง ของประตูที่ถูกเปิดขึ้นกะทันหันก็ดังขึ้นทำเอาบุคคลที่ปรากฏตัวใหม่เป็นจุดสนใจของทุกคนในห้องประชุม

     

    ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เนื้อตัวชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อจากการวิ่งมาที่นี่เขาสั่งให้ลูกน้องรออยู่ด้านนอกก่อนปิดประตูแล้วเดินเข้ามานั่งที่ว่างของตน

     

    “มาสายนะมาคัส” ประธานเอ่ยน้ำเสียงไม่ได้โกรธแต่ก็ไม่มีทีเล่นมาคัสเป็นหัวหน้าหน่วยย่อยของบริษัทอไลว์ฟที่อยู่รอบนอก

    “ตอนนี้เรากำลังพูดถึงโปรเจคมิวแทนท์กันอยู่” ท่านประธานเอ่ยเสียงเรียบ“แต่เรายังขาดคนที่จะมาทดลองโปรเจคนี้ผมเลยคิดจะสร้างกำแพงป้องกันเหล่าผู้ติดเชื้อหรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่าซอมบี้”เมื่อพูดจบเขาก็หยุดเว้นช่วง รู้ว่าต้องมีคนถามแน่นอน

    “แต่ท่านครับในเมื่อเราสามารถควบคุมผู้ติดเขื้อได้” หัวหน้าสาขาคนหนึ่งขัดขึ้น

     

    “มันก็ถูกของคุณแต่ผมต้องการปลูกฝังความคิดใหม่และยื่นมือเป็นผู้ช่วยเหลือแก่ชาวเมืองที่เดือดร้อน คนเหล่านั้นก็จะเคารพในการกระทำของเรา เวลาเราทำอะไรมันก็จะสะดวกมากขึ้น” เขาเว้นจังหวะหายใจก่อนพูดต่อว่า “ด้วยแคปซูลที่ผมมอบหมายไว้กับสาขาย่อยรอบนอกของเราเพิ่งถูกทำลายไป” เขามองมาที่มาคัสที่ทำได้เพียงยอมรับความจริงกับสิ่งที่ตนพลาดไป 


    “ทำให้ยังมีผู้ติดเชื้อกว่าสี่สิบสิบเปอร์เซ็นต์ยังออกไล่ล่าด้วยความหิวกระหายซึ่งนั่นจะทำหน้าที่ต้อนพวกที่รอดมาหาเราในป้อมปราการที่แน่นหนา ที่มีทั้งที่พักอาหาร ใครบ้างจะไม่อยากมา ต้องขอบคุณมาคัสจริงๆ” เขามองมาที่มาคัสอีกครั้งสีหน้าไม่ได้แสดงความดีใจกับเขาเหมือนประโยคที่พูดออกมาเลยสักนิด

     

                มาคัสทำได้เพียงยิ้มแห้งๆรับคำชมของท่านประธานโดยไม่ทราบถึงความจริงใจที่แน่ชัดเขารู้ว่าต่อให้ตัวเองไม่พลาด แต่ท่านก็จะบังคับผู้ติดเชื้อให้ทำทีเหมือนกำลังไล่ล่าและหิวกระหายเพื่อต้อนพวกที่รอดเข้ามาติดกับอยู่ดีถึงแม้มันจะไม่ค่อยสมจริงก็ตาม แต่อย่างน้อยพวกมันก็จะไม่กัดหรือรุมทึ้งคนที่รอดแน่นอน

     

    “เอาเป็นว่าเร่งสร้างกำแพงล้อมรอบเคลโอส่วนในให้เร็วที่สุดพร้อมประกาศออกไปว่า ให้ผู้ที่เหลือรอดมารวมตัวกันข้างในที่มีพร้อมทั้งน้ำดื่มอาหาร ที่พัก ทุกอย่างพร้อมเสร็จสรรพ ผมรอที่จะเริ่มโปรเจคนี้ไม่ไหวแล้ว” เขากล่าวสรุป

    “ครับท่าน!” เสียงหัวหน้าหน่วยและบุคคลสำคัญในด้านต่างๆขานรับก้องห้องประชุม ท่านประธานลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนเดินหายเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวที่มีประตูเชื่อมกับห้องประชุมใหญ่แห่งนี้

     

    “ตอนนี้เชื้อคงระบาดออกไปนอกเคลโอแล้ว คงเกินรับมือที่จะหยุดแล้วแน่ๆแต่ท่านก็ยังจะดำเนินไอ้โปรเจคบ้านั่นอีกไม่สนใจเลยรึไงว่าโลกภายนอกมันจะเกิดอะไรขึ้น” หลังจากกาประชุมสิ้นสุดลงเขาก็เดินคุยกับเพื่อนสนิทของเขา หลุยส์ที่เป็นหัวหน้าด้านอาวุธชีวภาพหรือก็คือนักวิทยาศาสตร์ประจำห้องทดลองไวรัสนั่นเอง

    “จะว่าท่านอย่างเดียวก็ไม่ได้หรอก...”

    “ฉันรู้ตัวน่าว่าพลาด ถึงได้กังวลอยู่นีไง” มาคัสพูดขึ้น

    “เดี๋ยวนี้เวลานายไปไหนมาไหนต้องมีคนคุ้มกันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร” หลุยส์ถาม เมื่อข้างหลังมาคัสมีบอดี้การ์ดในชุดสูทห้าคนเดินตามอยู่ไม่ห่างทั้งๆ ตอนนี้อยู่ในอาคารที่มีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนา

    “คนของฉันเหลือแค่นี้แหละ” พูดขึ้นมาก็ทำให้มาคัสอารมณ์เสียเมื่อลูกน้องเขาโดนไอ้หน่วยลับบ้านั่นจัดการไปซะครึ่ง แถมยังมีไวรัสระบาดนี่อีก

    “แล้วจะเอาไงต่อ”

    “จัดการปัญหาที่ฉันเพิ่งก่อไปน่ะสิ ฉันต้องหยุดการแพร่ระบาดนี่ให้ได้”มาคัสยืนกราน

     

    ..............................

     

                หนึ่งสัปดาห์เต็มที่ผมมาอยู่กับทุกคนผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือนวนิยายสืบสวนที่วอลเทอร์หามาได้ส่วนเอมี่กับแมกส์ก็วิ่งเล่นไปทั่วอาคารไล่ตั้งแต่ชั้นล่างจนไปถึงชั้นบนโดยมีแซลลี่คอยดูแลและเตือนไม่ให้เจ้าตัวป่วนสองคนนี้ส่งเสียงดังจนเกินไปไม่งั้นทุกคนอาจงานเข้าได้

     

                ด้วยความไม่ประมาทบิลจึงให้ทุกคนเตรียมเป้สัมภาระให้พร้อมอยู่เสมออีกทั้งเขายังคอยเดินตรวจตราบริเวณต่างๆ ของอาคารมีอยู่ครั้งหนึ่งผมแหวกผ้าม่านออกเล็กน้อยเพียงเพื่อจะดูโลกภายนอกบ้างจึงได้เห็นว่ามีพวกซอมบี้มากมายเดินเพ่นพ่านอยู่ตามทางเท้าและท้องถนนคงไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ๆ ที่จะเดินเท้ากันออกไป

     

    “ลุงบิลคะ มาดูนี่เร็วเข้า” เอมี่กับแมกส์ที่นั่งวาดรูปเล่นกันอยู่บนพื้นปูพรมกลางห้องนั่งเล่นตะโกนเรียกบิลที่ช่วยแซลลี่เตรียมของอยู่ในครัว

    “มีอะไรรึเอมี่?” บิลรีบวิ่งเข้ามาในห้องนั่งเล่นทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกก่อนทราบเหตุผลที่เจ้าตัวน้อยเรียกหน้าจอทีวีถูกเปิดทิ้งไว้เพื่อรับข่าวสารตลอดหลายวันที่ผ่านมาตอนนี้มันมีการเคลื่อนไหวแล้ว ทั้งหมดมารวมตัวกันที่ห้องรวมบิลทิ้งตัวลงบนโซฟาข้างๆ ผมที่กำลังอ่านนิยายอยู่

     

                //หลังจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสที่เกิดขึ้นมาร่วมอาทิตย์ ทางการเคลโอจึงได้เตรียมการป้องกันภัยขึ้นโดยการสร้างกำแพงสูงล้อมรอบเคลโอส่วนในและจัดตั้งศูนย์อพยพขึ้นมีทั้งที่พักอาศัย โรงอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามความจำเป็นของทุกคน//

     

    “หวาวว” เอมี่ส่งเสียดีใจยกใหญ่เมื่อเห็นภาพสถานที่กว้างขวางผู้คนมากมายที่ยังเป็นปกติสิ่งก่อสร้างที่ดูสะอาดสะอ้านสวยงามปราศจากคราบเลือดและพวกซอมบี้

    “เงียบหน่อยจ้ะเด็กๆ” แซลลี่พูดขึ้นเมื่อเด็กทั้งสองเริ่มจินตนาการภาพตัวเองไปอยู่ในนั้น

     

                //ที่นี่เปิดต้อนรับผู้รอดชีวิตทุกคนค่ะ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ//

     

    “มันดูทะแม่งๆ เหมือนพวกโฆษณาชวนเชื่อยังไงไม่รู้สิ” ผมแสดงความเห็นหลังจากพิธีกรสาวพูดจบ

    “ฉันก็ว่างั้น” วอลเทอร์ที่ยืนพิงวงกบประตูห้องนั่งเล่นอยู่ด้านหลังเห็นด้วย

    “ยังไงมันก็เป็นทางรอดเดียวของพวกเราในตอนนี้ล่ะนะ” บิลว่าและก็จริงตามที่เขาพูด อาหารพวกเราเหลือไม่มากแล้ว

     

                สิ้นช่วงรายงานโทรทัศน์ก็กลับมาเป็นภาพคลื่นขาวดำพร้อมกับส่งเสียงซ่าลากยาวจนน่ารำคาญบิลลุกขึ้นไปปิดทีวีตั้งแต่อยู่ที่นี่มาหลายวันก็ยังไม่มีใครสักคนที่หารีโมตทีวีนี่เจอบิลทำท่าเหมือนจะหันมาพูดอะไรกับทุกคน แต่ก็เกิดเสียง โครม ! ขึ้น เหมือนมีโลหะอะไรสักอย่างพุ่งชนกันเสียงมันดันสนั่นอยู่หน้าอาคารที่พวกเขาอยู่

     

                บิลเดินไปยังหน้าต่างค่อยๆ แหวกผ้าม่านออกช้าๆ เพื่อมองที่มาของเสียง ทุกคนพากันลุกขึ้นและตื่นตัวมันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ผมคิดในใจ

     

    “ดูท่าจะมีคนบางกลุ่มรีบร้อนจะไปยังศูนย์อพยพที่ว่า” บิลหันกลับมาบอกทุกคน

    “บิล!” แซลลี่ตะโกนลั่นด้วยความตกใจผมและทุกคนต่างเห็นในสิ่งที่ทำให้แซลลี่ตะโกนยกเว้นบิลที่หันหลังให้กับหน้าต่างอยู่

     

    ..........

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in