sueño contigoYaniquita
you,come and leave
  •    Jung Jaehyun,Kim Doyoung


      “คุณว่าเราหยุดเรื่องนี้ได้จริงๆหรอ”




           คุณไม่ตอบอะไรผม เบือนหน้าออกไปทางหน้าต่าง กำลังร้องไห้อยู่แน่ๆ ผมพลิกผ้าห่มออก เอี้ยวตัวไปโอบคุณเค้ามากอดไว้แน่นพลางบ่นในใจว่านี่คุณจะตัวผอมไปแล้วนะ ฝ่ามือลูบไล้ไปตามแนวกระดูกสันหลังและไหล่ที่สั่นเบาๆ ดีใจเหลือเกินที่ตอนนี้คุณซุกหน้ากับอกผมอยู่จะได้ไม่ต้องเห็นว่าไม่ใช่คุณคนเดียวที่กำลังร้องไห้

















          ผมหัววิ้งไปหมด ไอหน้าโง่นั่นต่อยผมเข้าที่หางคิ้วอย่างจัง รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ที่โรงพักแสนอึมครึม คุณตำรวจบอกผมว่าผู้ปกครองได้จ่ายค่าปรับให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

    มีปัญหาอีกจนได้

          ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนผมมึนไปหมดว่าพ่อแม่มาตอนไหน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดตอนนี้พวกเขาควรจะอยู่ที่มาเก๊าสิ ผมกล่าวขอโทษและบอกลาคุณตำรวจหลังจากเซ็นชื่อลงบันทึกประจำวันแล้ววิ่งถลาไปยังเก้าอี้ยาวด้านนอก หัวมันตื้อไปหมด ไม่รู้จะสู้หน้าพ่อแม่ยังไงดี ผมกวาดสายตาจนทั่วก็เห็นแต่ไอโง่ที่ต่อยผมกับเมียมันนั่งทำแผลกันอยู่ อ่อ แล้วก็พี่ตัวผอมอีกคน



    “ออกมาแล้วหรอ มานี่ มาทำแผลมา”



          ‘พี่ตัวผอม’สบตาผมพร้อมตบฝากล่องชุดประถมพยาบาลเบาๆ ผมหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น รอหัวรีเซทให้เสร็จก่อน ใช้เวลาผูกเรื่องราวทั้งหมดไม่นานนักก็ร้องอ๋อ 



          “พูดได้มั้ยครับ”



          ผมที่โดนอีกคนทำความสะอาดแผลอยู่กระซิบถาม พยายามจะขยับปากให้น้อยที่สุดเพื่อที่พี่ตั- อ่า ผู้ปกครองชั่วคราวผมจะได้ทำแผลต่อได้อย่างสะดวก



    “ได้ ว่ามา”


          คุณผู้ปกครองพูดโดยไม่หยุดมือจากการทาสำลีชุบแอลกอฮอล์รอบแผล ถึงมันจะไม่โดนส่วนที่เลือดออกจังๆแต่ผมก็เผลอกัดปากล่าง



    “พี่ เอ่อ คุณมาเจอผมได้ยังไงหรอครับ”



    “วันนี้ออกเวรดึกเลยไม่ทันขึ้นรถไฟใต้ดินเที่ยวสุดท้าย พอเดินมาเรียกแท็กซี่ก็เจอเธอกำลังถูกต่อยนั่นแหละ”



    “คุณเป็นหมอหรอครับ”



          เดาว่าเป็นหมอเพราะสถานีใต้ดินนั้นอยู่ใกล้ๆกับโรงพยาบาลพอดี ผมช้อนตามองหน้าคุณคนที่มาดดูโตกว่าผม



    “ใช่ เพิ่งจะจบหมาดๆเลย เอาล่ะ แผลเสร็จเรียบร้อยแล้วอย่าเพิ่งให้มันโดนน้ำล่ะเดียวมันจะไม่แห้งสักที คราวนี้ก็ถึงตาเธอที่ต้องถูกถามแล้วนะว่าไปทำอะไรมา”



          คุณตำรวจเดินมาบอกเราว่าถ้าหมดธุระแล้วก็เชิญกลับสักที ผมกับคุณหมอผู้ปกครองจำเป็นจึงเดินออกมาจากสน.เงียบๆ



    “คุณจะไปไหนต่อหรอ”


    “ตีหนึ่งครึ่งแล้วก็คงต้องกลับบ้านน่ะสิ”



         คุณหันมายิ้มขำๆ ในความมืดที่มีเพียงไฟถนนจากหัวมุมฟุตบาธแต่คุณส่องสว่างเหลือเกิน 



    “ผมว่าตอนนี้คุณจะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าก็คงไม่ทันแล้วแหละ ถ้าคุณไม่รังเกียจคอนโดผมอยู่ตรงสถานีใต้ดินพอดีน่ะ เรียกแกร้บจากตรงนี้คงไม่เกินห้านาที”



          พูดเสร็จผมก็แทบจะมุดลงใต้ดินเพราะความอาย ไม่รู้เลยจริงๆว่าคุณจะคิดว่าผมเป็นพวกหัวรุนแรงและรู้สึกไม่ปลอดภัยรึเปล่า



    “จริงๆผมไม่ไ—“


    “ดีจัง พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องรีบตื่นด้วย ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยคืนนึงนะครับ”



          คุณยิ้มอีกแล้ว



    “ขอบคุณนะครับ” 



          ผมพูดเสียงเเผ่ว ตาหลุบไปมองของถนน


    “ตอนที่ต่อยเค้านี่ห้าวจัง ตอนนี้กลายเป็นไอลูกหมาโดนดุซะแล้ว”



    “คุณอะ! ผมไม่ได้เริ่มก่อน เค้ามาหาเรื่องผมก่อนนะ!”









    สองปีต่อมา










          ผมกดวางสายคุณหมอแล้วตรงไปที่ร้านคริสปี้ครีมทันที หวังว่าพอเปิดประตู้ห้องเข้ามาเจอกล่องโดนัทรสออริจินอลที่คุณโปรดปรานเป็นหนักหนาจะช่วยคลายความเหนื่อยลงบ้าง  




         ผมเด้งตัวจากโซฟาเมื่อได้ยินเสียงแกร็กจากประตู คุณที่ผมยุ่งเหยิงและขอบตาแดงก่ำยืนตั่วสั่นอยู่ที่ประตู ผมดีใจเหมือนหมาที่เจ้าของกลับมาบ้าน วันนี้คุณบอกว่าคุณเลิกตอนสองทุ่มครึ่ง แต่นี่ปาไปห้าทุ่มกว่าแล้ว



          คิดคำปลอบใจอะไรไม่ออกเลยยกเว้นดึงคุณที่สภาพดูไม่จืดมากอดแน่น คุณปลอยโฮเหมือนปากเขื่อนแตก มือผอมๆจิกเสื้อผมแน่น ตัวสั่นจนผมกลัวคุณล้มลงไปกองตรงนี้



    “ขอจูบได้มั้ย”



    หน้าคุณชุ่มไปด้วยน้ำตา ผมขมวดคิ้วให้กับคำถามนั่น



    “คุณถามอะไรเนี่ย”



          จูบครั้งนี้เคล้าไปด้วยรสเค็มปะแล่มจากน้ำตา ผมประคองใบหน้าเล็กไว้ น้ำลายชื้นแฉะและริมฝีปากนุ่มอุ่นทำให้ผมหัวโล่งทุกครั้งเมื่อได้ลิ้มรส คุณกลายเป็นคนไม่ได้สติที่กำลังร้องไห้และจูบผมอย่างบ้าคลั่งไปด้วย มือปลดกระดุมเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาวยามดูดเลียซอกคอผมอย่างเอาเป็นเอาตาย จับมือผมมาแนบเอวแล้วรั้งคอมาจูบอีกครั้ง ความสงสัยเต็มหัวไปหมดแต่คุณไม่เปิดโอกาสให้ผมถามเลย


          เรามีอะไรกันโดยที่คุณร้องไห้ไม่หยุด คุณกัดริมฝีปากล่างจนเลือดออกเพราะความเจ็บ ผมขอร้องอ้อนวอนให้คุณหยุดสักทีแต่คุณก็ยังดึงดันจะทำมันให้ได้


          เซ็กส์ครั้งแรกที่แย่ที่สุดของเราจบลงด้วยการที่คุณนอนขดตัวหันหลังให้ ผมใกล้ถึงจุดที่เรียกว่าหัวเสียเต็มที ดึงคุณที่นอนตัวสั่นเพราะยังร้องไห้ไม่หยุดมาสบตา



    “คุณเป็นอะไรของคุณกันแน่”



    “เธอว่าเราห่างกันไปก่อนดีมั้ย”



    คุณที่ตาแดงก่ำเค้นเสียงในลำคอเพื่อตอบผม ตากลมคู่นั้นเศร้าสร้อยเหลือเกิน


    “ผมไม่เข้าใจช่วยอธิบายเพิ่มหน่อยได้มั้ย มันคือประโยคคำถามที่ผมมีสิทธิ์ตอบได้หรือไม่รึเปล่า คุณเดินเข้าห้องมาร้องไห้ไม่หยุด ลากผมไปจูบ แล้วตอนนี้ก็บอกให้เราห่างกันเนี่ยนะ”


    ผมไม่ได้ตั้งใจตวาดคุณเลย



    “เธอก็รู้ว่าลูกชายคนเดียวของบ้านเป็นความหวังของพ่อแม่ขนาดไหน เป็นหมอก็เป็นให้แล้ว แต่งงานให้เค้าพอใจอีกเรื่องจะเป็นไรไป”



    “คุณ…”



    “เธอน่ะยังเด็กอยู่เลย ช่วยถือซะว่าเรื่องนี้ผ่านเข้ามาเป็นบทเรียนนึงของชีวิตได้มั้ย”



    “อยู่ๆคุณเข้ามาในชีวิตผม คุณมาทำให้ผมรักคุณจนแทบบ้า แล้วตอนนี้คุณมาขอให้ผมเดินออกไปจากชีวิตคุณง่ายๆอย่างนี้เนี่ยนะ เชื่อเค้าเลย”



    ผมปาดน้ำตาลวกๆ ไม่อยากให้คุณเห็นผมตอนร้องไห้เลย



    “ได้โปรด” 



    เสียงคุณแหบแห้งเพราะร้องไห้มามาก



    “คุณมีอะไรอยากบอกผมก่อนจะไปมั้ย”



    ผมกัดฟันกรอดเพื่อกลั้นก้อนสะอื้นไว้ในอก




    “ไม่รู้ว่ามันยากเกินไปรึเปล่า แต่เธอช่วยรักตัวเองให้มากๆหน่อยจะได้มั้ย”




          ผมจะไม่มีวันปล่อยคุณไปเลยหากคุณเลือกที่จะพูดคำว่ารักออกมา แต่คุณไม่พูด แม้สักครั้งตลอดสองปีที่ผ่านมา สถานะของเราไม่เคยได้รับการตั้งชื่อ สิ่งเดียวที่ชัดเจนระหว่างเราคือความรักของผมที่มีให้คุณ





          คืนสุดท้ายที่คุณนอนอยู่บนเตียงเดียวกันกับผมผ่านไปไวเหมือนใครกลั่นแกล้ง แสงอาทิตย์ของรุ่งเช้าที่ผมไม่อยากให้มาถึงแยงผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา สิ่งแรกที่ผมทำคือการผลิกตัวไปมองอีกฝั่งของเตียงด้วยความหวังที่ว่าทั้งหมดนี่เป็นเรื่องเหลวไหลที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่คุณไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว สิ่งเดียวที่เตือนใจผมถึงการมีอยู่ของคุณในห้องนี้คือกลิ่นอบอุ่นของมนุษย์จางๆ โต๊ะเขียนหนังสือที่ถูกจัดอย่างเรียบร้อย และไข่ดาวทอดแล้วสองฟอง ผมอดยิ้มไม่ได้ คุณก็ยังเป็นคุณคนเดิม คนที่ยุ่งกับแคสคนไข้จนไม่เป็นอันจะทานอาหารแต่กลับบ่นให้ผมกินข้าวเช้าทุกวัน หรือคุณคนที่วุ่นวายกับกองเอกสารกองยักษ์แสนไร้ระเบียบแต่ทนไม่ได้ที่เห็นโต๊ะเขียนหนังสือที่วางข้าวของระเกะระกะ 




          สุดแสนเสียใจที่ผมไม่เคยได้ฟังคำว่ารักจากปากคุณเลยสักครั้งแม้วันที่คุณจากไปไกล ผมลุกจากเตียงเพื่อเดินไปห้องน้ำ แปรงสีฟันที่ถูกบีบยาสีฟันเอาไว้แล้วทำผมยิ้มทั้งน้ำตา 



          สุดท้ายก็ทำได้แค่ก่นด่าตัวเองที่ตีความความรักของคุณเป็นเพียงคำพูด เพราะคำว่ารักของคุณมันถูกบอกผ่านรายละเอียดเล็กน้อยในชีวิตผมมาหมดแล้ว









          จดหมายเชิญมาร่วมงานแต่งของคุณถูกส่งมาให้ผมในอีกสามเดือนต่อมา ผมพยายามอย่างมากที่จะควบคุมมือตัวเองไม่ให้สั่น ข้างในซองทำให้ผมประหลาดใจเพราะแทนที่จะเป็นการ์ดเชิญมันกลับกลายเป็นจดหมายน้อยแทน





    ถึง เธอ

          มีหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่อยากจะบอกกับเธอจนเรียบเรียงไม่ถูกว่าควรเล่าเรื่องไหนก่อน 
    อย่างแรก อยากจะบอกขอโทษสำหรับคืนนั้นที่เผลอทำตัวไม่ดีใส่และจากไปโดยไม่อธิบายให้เธอฟังถึงเรื่องทั้งหมดโดยละเอียด ขอโทษที่ตัดสินเอาเองว่าเธอยังไร้เดียงสาและไม่พร้อมจะเข้าใจเรื่องนี้ 
     
          ในตอนนั้นอาการพ่อทรุดลงมาก แต่ต่อให้เขาจะเป็นผู้ป่วยติดเตียงก็ยังไม่เลิกความคิดที่ว่าเขาเป็นผู้ลิขิตชีวิตลูกชายคนเดียวของเขา เขาสั่งให้จัดงานแต่งงานระหว่างลูกสาวของเพื่อนสนิทและฉันขึ้นโดยเอาการตัดสินใจของฉันไปแขวนไว้กับชีวิตของเขา เขาขู่ว่าหากไม่เกิดการแต่งงานนี้ขึ้นเขาจะไม่ทำการรักษาต่อ

          แม้คำขอโทษอย่างจริงใจสักร้อยครั้งก็คงไม่พอกับความรู้สึกที่เสียไปของเธอ แต่อยากให้เธอรู้ไว้ว่าเราทั้งคู่ต่างเสียใจไม่แพ้กัน ขอบคุณเหลือเกินสำหรับการมีอยู่ของเธอในชีวิตตลอดสองปีที่ผ่านมา
     เจ้าเด็กน้อยในวันวานของฉัน

          ได้โปรดรักตัวเองให้มาก 

                                                                                                                           รักเธอเหลือเกิน
              
                                                                                                                                      คุณ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in