Fictober #โทรุกะliving_doll
Day 18 :「Ruins」


  • This dream isn’t feeling sweet, we’re reeling through the midnight streets
    And I’ve never felt more alone
    It feels so scary, getting old...

    ศตวรรษที่ 23 โลกเดินทางมาถึงจุดจบ

    โรคร้ายระบาดไปทั่วและผู้คนล้มตายจนเหลือประชากรแค่ไม่ถึง 1 ใน 3

    ความอดอยากกระจายไปทุกหย่อมหญ้า จุดจบของโลกมีที่มาจากสงครามที่พรากชีวิตผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก มหาสมุทรแห้งเหือดกลายเป็นทะเลทรายกว้างสุดลูกหูลูกตา

    และความหวังของเหล่ามนุษย์พังทลายลงเหมือนกับเศษซากปรักหักพังที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง



    ทากะและโทรุก็เป็นหนึ่งในนั้น

    พวกเขาไม่มีบ้าน เร่ร่อนไปวันๆ ค่ำไหนก็หาที่ซุกหัวนอนแถวนั้นเอา วันต่อมาก็เริ่มออกเดินทางใหม่ เดินเท้าเพื่อค้นหาที่อยู่ สถานที่ที่พอรองรับพวกเขา ที่ๆ มีอาหารและที่นอนสำหรับพวกเขาสองคน

    แต่ความหวังมันช่างดูริบหรี่เหลือเกิน

    "หนาวอ่ะ"

    แขนเล็กกระชับเสื้อกันหนาวสีเหลืองตุ่นแนบกาย อากาศหนาวเย็นจนตัวสั่นทั้งที่ตะวันยังไม่ตกดิน มีเหตุมาจากบรรยากาศของโลกที่แปรปรวน ผลพวงจากการเอาคืนของธรรมชาติ สิ่งที่เขาต้องรับกรรมจากการกระทำของคนในศตวรรษก่อนๆ

    "ปวดขาอ่ะ"

    เขาเหนื่อยและปวดขาจนอยากจะร้องไห้ หลังจากเดินฝ่าแดดและลมหนาวจนขาลากมาทั้งวัน อาหารที่ตุนไว้กำลังจะหมด น้ำก็เหลืออยู่ก้นขวด และพวกเขาก็ต้องประหยัดมันเอาไว้

    "โทรุ เหมือนขาฉันกำลังจะกลายเป็นเสาหินเลยอ่ะ" ทากะงอแง บ่น และก็พูดอยู่อย่างนั้น โทรุไม่ยอมพูดอะไรกับเขาสักคำ ถามว่ามันปกติมั้ย ก็ปกติแหละ แต่เขาก็ยังคงบ่นต่อไปแม้จะรู้ว่าหมอนี่คงจะไม่ตอบอะไรกลับมาหรือไม่ก็ตอบเขาด้วยคำพูดที่จะทำให้เขาหุบปากเงียบ

    "เก็บแรงไว้เดินเถอะทากะ"

    นั่นไง..

    คนตัวสูงข้างหน้ายังคงจ้ำเดินอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พวกเขาเดินอยู่บนเส้นทางที่ไม่รู้จุดหมาย บางครั้งก็ผ่านเศษซากกองอิฐและปูนของอาคารที่ถูกทำลายจนย่อยยับเป็นเศษเล็กเศษน้อย บางคราวก็เป็นผืนดินที่ทั้งชื้นและสกปรก

    ทากะก้าวเดินอย่างลำบาก แม้จะระมัดระวังแค่ไหนแต่สุดท้ายยังไงเขาก็พลาดอยู่ดี

    เท้าเล็กเหยียบไปลงบนก้อนหิน มันโงนเงน และในที่สุดคนตัวเล็กก็ล้มลงกระแทกพื้น แขนครูดกับแผ่นคอนกรีตแตกๆ จนได้เลือด

    "ทากะ!" โทรุรีบกลับหลังรุดเข้ามาดูด้วยความตกใจ

    "เจ็บขา..." มือเล็กจับลงบนข้อเท้า ปากอิ่มเบะออก  นึกโมโหตัวเองอยู่ในใจที่สะเพร่าจนต้องเจ็บตัวแบบนี้ มือเล็กแตะลงบนแผลที่เลือดสีแดงเริ่มไหลหยดลงบนพื้น น้ำตาเริ่มปริ่มจะไหลอยู่รอมร่อ

    โทรุรีบเปิดกระเป๋าเป้ เขาเจอเสื้อตัวเก่าของตนในนั้น ไม่รอช้า มือหนาฉีกมันออกเป็นผ้าผืนยาวเพื่อพันแผลห้ามเลือด

    "เจ็บ..."

    "เดินไหวมั้ย" ร่างสูงประคองคนเจ็บขึ้น ทากะพยายามทรงตัวยืน แต่ความปวดที่ข้อเท้าทำให้เสียหลักล้มไปอีกครั้ง เคราะห์ดีที่ท่อนแขนของโทรุคว้าเอวผอมไว้ได้ทัน "ดูท่าจะไม่ไหวนะ..."



    "ขอโทษ..." ทากะเอ่ยเบาๆ หลังจากที่ถูกบอกให้ขึ้นขี่หลัง ใบหน้าเปื้อนคราบดินหมองลงเพราะรู้สึกว่าทำให้เพื่อนต้องมาลำบากเพราะเขาอีกครั้ง

    "ขอโทษทำไม ไม่เห็นมีอะไรต้องขอโทษเลย" โทรุยังเดินต่อไปข้างหน้า ก้าวอย่างมั่นคง กระชับท่อนขาทากะไว้แน่น เพื่อที่จะมั่นใจว่าเขาจะไม่ทำคนตัวเล็กร่วงลงพื้น

    "หนักมั้ย" แขนเล็กโอบรอบคอ ทากะวางคางลงบนไหล่กว้าง "ขอโทษที่เป็นภาระนะ"

    "ไม่ใช่ภาระ ห้ามคิดแบบนี้อีก ตัวแค่นี้เอาอะไรมาหนัก" เขาโคลงหัว ใช้น้ำเสียงสบายๆ เพื่อให้คนตัวเล็กสบายใจ โทรุไม่เคยคิดว่าทากะเป็นภาระ ไม่เคยเลยสักครั้ง ถึงจะขี้บ่นไปบ้าง แต่เพราะเสียงของทากะอีกนั่นแหละที่ช่วยให้โทรุไม่จิตตกเสียสติกับโลกพังๆ ใบนี้ไปเสียก่อน

    "โทรุ... คืนนี้เราจะนอนที่ไหนดี" ลมหายใจอุ่นๆ รินรดต้นคอ ทากะแนบแก้มกับแผ่นหลังกว้าง หวังให้ความอบอุ่นจากอีกคนแผ่มาถึงเขา "ฉันหนาว หนาวมากๆ เลยอ่ะ"

    "ฉันจะรีบหาที่อุ่นๆ ให้นายนอน สัญญาเลย"

    แม้จะหนาวแค่ไหน สองขาจะเหนื่อยล้าเพียงใด แต่เขาก็ยังคงก้าวต่อไป ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อคนที่เขาแบกไว้บนหลังด้วย การเดินทางที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน เขาจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด

    โทรุเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เป็นสีม่วงหม่น ไม่มีแม้แต่เมฆ ตามผนังของอาคารที่ถูกทอดทิ้งพวกนั้นมีคำสบถด่าและสาปแช่งโลกใบนี้ถูกพ่นไว้จนเต็มไปหมด โทรุอ่านผ่านๆ และคิดตาม

    พวกเขาอายุแค่ 19 แต่ต้องมาผจญกับปัญหาต่างๆ นานากับโลกที่โหดร้ายใบนี้ด้วยตัวเอง ไม่คิดว่ามันจะมากไปหน่อยเหรอ

    "โทรุ..." ทากะเรียกเขาอีกครั้ง น้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงและแหบแห้ง สักพักโทรุก็รับรู้ได้ถึงความชื้นที่ซึมผ่านเนื้อผ้า

    "ร้องไห้ทำไม?" เขาหันไปมองเสี้ยวหน้าอีกคน "เจ็บเท้าเหรอ? หรือเจ็บแผล?"

    แต่คนตัวเล็กเอาแต่ส่ายหน้า และซุกหน้ากับแผ่นหลังเขาเพื่อซ่อนน้ำตาที่ปิดไม่มิด

    "ไม่ต้องร้อง ฉันจะดูแลนายเอง"

    โลกใบนี้มันห่วย ยิ่งเห็นน้ำตาของทากะ มันก็ยิ่งทำให้เขาเกลียดมากขึ้นไปอีก

    พวกเขาควรจะได้ใช้ชีวิตสิ ได้ทำอะไรที่อยากทำ ได้กินอะไรก็ได้ที่อยากกิน

    เขาจะกล่าวโทษใครก็ได้ ดินฟ้าอากาศ คนรุ่นก่อนพวกเขาที่ทำลายโลกจนหมดทางแก้ไข หรือจะโทษชะตากรรมตัวเองที่ยังต้องทนใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆ แบบนี้

    แต่โทรุคิดว่ามันไร้ประโยชน์ เพราะยังไงมันก็ไม่สามารถเปลี่ยนให้ดาวเคราะห์ดวงนี้กลับมาเขียวขจีดังเดิมได้

    โลกใบนี้พังเกินซ่อมเสียแล้ว...

    และสิ่งที่โหดร้ายที่สุดคือการที่พวกเขายังคงต้องดิ้นรนใช้ชีวิตต่อไป



    หมอกเริ่มโรยตัวจนแทบมองไม่เห็นทาง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน แต่สองขาโทรุยังไม่หยุดเดิน

    ไม่มีที่ให้พวกเขาพักเลย มองไปทางไหนก็เห็นเพียงแค่ซากพังๆ ไม่พอจะหลบลมหนาวและช่วยให้ทากะอบอุ่นขึ้นได้

    สองขาสั่นสะท้านเพราะความเย็นจนแทบแข็งไปทั้งตัว และจากที่เขาหันไปมองสีหน้าทากะเมื่อกี้ คนตัวเล็กมีสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก ร่างกายผอมบางสั่นน้อยๆ ยามที่ลมพัดมาปะทะผิวกาย ใบหน้าซีดเผือดเพราะบาดแผลที่เสียเลือด

    "หนาว" ริมฝีปากแตกระแหงจนเจ็บไปหมด ลำคอแทบเป็นผุยผงเหมือนทะเลทรายแห้งผาก

    เขาต้องรีบแล้ว ก่อนที่เราทั้งคู่จะหนาวตายกลางถนนสกปรกนี่

    และในที่สุดโทรุก็เห็น เงาดำทะมึนอาคารที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร เขารีบก้าวเดินและละล่ำละลักบอกทากะด้วยความดีใจ

    "ทนหน่อยนะทากะ อีกแปปเดียว"

    "อือ"

    และในเมื่อมนุษย์มีความหวัง คนเราจะทำทุกอย่างเพื่อคว้ามันเอาไว้

    ในที่สุดโทรุก็พาตัวเองและทากะมาถึงตึกร้าง โชคดีที่จากป้ายทางเข้ามันเหมือนจะเป็นโรงแรมเก่า เขาไม่ได้หวังอะไรมาก ขอแค่มีที่นอนกับผ้าห่มสักผืนพอที่จะให้ทากะและเขาใช้มันหลบลมหนาวได้ก็พอ

    "ถึงแล้วทากะ"

    เขาวางร่างเล็กลงบนฟูกเก่าๆ ภาวนาให้ในตู้มีผ้าห่มหนาๆ สักผืน และโชคก็ดูจะเข้าข้างเขาอีกครั้งเมื่อโทรุเปิดตู้ มีผ้าห่มที่ถูกพับทิ้งไว้ในนั้นหนึ่งผืน

    เขาคิดว่าตัวเองใช้โชคดีจนหมดแล้วในวันนี้

    "โทรุ..."

    "มาแล้วทากะ มาแล้ว.."

    เด็กหนุ่มจัดการห่มผ้าให้คนที่นอนหนาวสั่น ทากะตัวสั่นเทาอย่างน่าสงสาร โทรุวางมือลงบนหน้าผากเนียนและพบว่ามันร้อนจี๋

    โทรุร้อนรน "ทนหน่อยนะทากะ" เขาเริ่มออกเดินสำรวจตรงทางเดิน เก็บเศษไม้และเศษหินมาเท่าที่จะทำได้ เขาวางแผนจะจุดไฟสักกองหนึ่ง หวังว่ามันจะช่วยให้เขาและทากะผ่านพ้นคืนนี้ไปได้โดยไม่หนาวตายก่อนรุ่งเช้า


    เสียงไม้ลั่นในกองไฟยามถูกเผาไหม้ วิธีก่อกองไฟแบบเก่ายังคงใช้ได้ดีเสมอ และโทรุก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ซะด้วย

    ร่างสูงนั่งชันเข่าหลังพิงเตียงที่มีทากะนอนอยู่บนนั้น เขี่ยท่อนฟืนไปมา มองดูเปลวไฟและเงาดำที่พาดทับผนังขยับราวกับกำลังร่ายรำ

    "โทรุ ไม่นอนเหรอ?" ทากะขยับตัวมาใกล้ คนตัวเล็กขดอยู่ใต้ผ้าห่มจนเหมือนก้อนกลมๆ มองเพื่อนที่เอาแต่นั่งเขี่ยฟืนเล่นไม่ยอมมานอนด้วยกันเสียที

    "นายนอนเถอะ" โทรุว่า ตายังไม่เลิกจ้องกองไฟนั้นเหมือนมันมีอะไรให้น่าสนใจนักหนา

    "นอนด้วยกันสิ ไม่ต้องเฝ้ายามก็ได้ ไม่มีอะไรหรอก" มืออุ่นๆ ยื่นออกจากผ้าห่มมาแตะแขนเขา โทรุหลุบตาลงต่ำ

    และเริ่มโอนอ่อนผ่อนตาม

    คนตัวสูงสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม ขยับไปใกล้คนตัวเล็ก ใช้สองแขนตระกองกอดเอวบางไว้อย่างที่เคยทำเสมอ

    "ยังเจ็บแขนกับเท้าอยู่มั้ย?"

    "เจ็บอยู่ แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากเลย" ทากะยิ้ม เป็นรอยยิ้มแรกของวัน สดใส น่าทะนุถนอมสมกับที่โทรุคอยดูแลปกป้องมาโดยตลอด

    ในโลกที่เลวร้าย อย่างน้อยก็ยังมีรอยยิ้มของทากะที่สดใสอยู่

    "อุ่นมั้ย?"

    "อุ่นมากๆ ขอบคุณนะ" ทากะปิดเปลือกตาลง "...เล่านิทานให้ฟังหน่อยสิ เอาเรื่องนั้น เรื่องของเด็กหนุ่มที่ไล่ตามความฝันน่ะ"

    ไม่รู้ว่าเราทั้งคู่ปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่

    "กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กชายคนหนึ่งจากบ้านมาตามหาฝันในเมืองใหญ่..." โทรุเริ่มเล่านิทานกล่อมเด็ก เรื่องเล่าเรื่องโปรดก่อนนอนของทากะ "ผู้ใหญ่ต่างคัดค้าน เพื่อนๆ ต่างบั่นทอนกำลังใจ แต่เด็กคนนั้นไม่ได้สนใจเลยสักนิด"

    สิ่งเดียวที่จะเยียวยา แม้จะเพียงน้อยนิด แต่มันก็ทำให้พวกเขาหลุดออกจากโลกเดิมที่อาศัยอยู่

    "เด็กหนุ่มคนนั้นตามหาคนที่จะมาเติมเต็มความฝัน ไม่เคยหยุดพัก จนกระทั่งเขาก็ได้เจอ.."

    "..."

    "คนๆ นั้นมีเสียงที่ทรงพลังและอ่อนหวานในเวลาเดียวกัน ริมฝีปากและดวงตาคู่นั้นยามที่ร้องเพลงต่างสะกดผู้คนเอาไว้อยู่หมัด เด็กหนุ่มรู้ได้ในทันทีว่านี่แหละคนที่เขาตามหา..."

    ความรู้สึกอบอุ่นของน้ำเสียงกับจังหวะลมหายใจที่คุ้นเคยของโทรุช่วยปลอบโยนทากะอยู่เสมอ

    "แต่น่าเสียดายที่คนๆ นั้นไม่ได้มั่นใจในตัวเองเอาเสียเลย เขาก้มหน้าอยู่เสมอแม้ว่าตอนนั้นจะร้องเพลงอยู่ก็ตาม"

    ทากะหัวเราะเสียงแผ่ว เด็กคนนั้นช่างเหมือนเขาเสียจริง

    "เขาตามตื๊อวันแล้ววันเล่า แต่คนๆ นั้นก็ยังคงปฏิเสธ"

    เสียงฟืนแตกในกองไฟกับเสียงทุ้มที่กำลังเล่านิทานเหมือนเพลงกล่อมชั้นดี

    "เขาได้แต่คิดว่าจะทำยังไงดีให้คนๆ นั้นมั่นใจ และยอมเงยหน้าขึ้นมามองเขา จนในที่สุดเขาก็คิดออก..."

    "เขากลับไปหาคนๆ นั้นอีกครั้ง และบอกว่า..."

    คนตัวเล็กนิ่งฟัง นี่แหละคือตอนที่เขาชอบที่สุด

    "'ทำไมต้องก้มหน้าร้องเพลงตลอดเวลาล่ะ ถ้าที่ทำอยู่ตรงนี้มันไม่มีความสุขก็มากับฉัน...' และยื่นมือไปให้เด็กหนุ่มคนนั้น"

    ทากะรู้ รู้ว่าโทรุกำลังพูดถึงเขาและตัวเอง อาจจะเป็นตัวตนของพวกเขาในโลกคู่ขนาน โลกที่สงบสุขและน่าอยู่กว่านี้

    "และสิ่งที่เขาต้องการมาโดยตลอดก็เป็นจริง ความพยายามไม่ไร้ประโยชน์เมื่อมือคู่นั้นวางลงบนมือของเขา..."

    ทากะหลับตา ซึมซับทุกคำและน้ำเสียงจากโทรุ จินตนาการถึงวันที่ดีที่ไม่มีวันได้สัมผัส

    "พวกเขาไปด้วยกัน พยายามด้วยกัน ผิดหวังด้วยกันและประสบความสำเร็จด้วยกัน" ใบหน้าคมซุกซบเข้ากับลาดไหล่บอบบาง "มิตรภาพที่มากกว่าเพื่อน นั่นคือคำว่าครอบครัว พวกเขาเป็นทั้งเพื่อน พี่น้อง และครอบครัวให้แก่กัน..."

    "แล้ว... พวกเขาได้อยู่ด้วยกันตลอดไปมั้ย?"

    ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ มีเพียงอ้อมกอดที่กระชับแน่นขึ้นจนรู้สึกได้

    "โทรุ?"

    นิทานเรื่องนี้ไม่เคยมีตอนจบ โทรุไม่เคยเล่าจุดจบให้เขาฟังเสียที

    "..."

    "..."

    "ฉัน..." เนิ่นนานราวกับจะเพิ่งค้นหาเส้นเสียงตัวเองเจอ "ฉันไม่รู้ ไม่มีใครรู้อนาคตหรอกทากะ"

    เสียงหัวเราะแผ่วเบาจากคนใต้ผืนผ้าห่มเดียวกันบาดลึกลงกลางใจ โรยแรงและเหนื่อยล้า

    "ฉันรู้แค่ว่าตอนนี้พวกเขามีกันและกัน..." โทรุตอบตามความจริง "และตอนนี้ฉันมีนาย"


    ความรู้สึกเศร้าหมองเริ่มเกาะกุมจิตใจอีกครั้ง เมื่อระลึกได้ว่าโลกความเป็นจริงนั้นน่ากลัวเพียงใด

    และอีกครั้งที่โลกผุพังนี้มันโหดร้ายเกินไป กระแสของความจริงที่น่าเศร้าซัดใส่เด็กอย่างพวกเขาจนแทบล้ม

    มีดวงใจสองดวงที่ยังคงเต้นอยู่และยังคงดิ้นรนเอาชีวิตรอดบนดาวเคราะห์ที่รอวันแตกดับและมีเพียงซากปรักหักพังที่รอวันสูญสิ้น

    สิ่งที่ยึดเหนี่ยวพวกเขาไว้คือกันและกัน

    ได้แต่หวังว่ามันจะเพียงพอที่จะทำให้เราทั้งคู่เข้มแข็งพอจะผ่านมันไปได้

    หวังว่ามันจะเพียงพอ...



    You’re the only friend I need, sharing beds like little kids
    And laughing till our ribs get tough, but that will never be enough...
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in