My Confessioncn20024
โพสต์นี้มีเนื้อหาที่อาจไม่เหมาะสมกับเยาวชน 22
  • วันนี้ฉันอายุ 22 ปีแล้ว

    ฉันร้องไห้รับวันเกิดเพราะความแปรปรวนทางอารมณ์ที่จะโทษว่ามันเป็นความผิดของฮอร์โมน

    ฉันอยากตาย

    ฉันเสียดายสิ่งต่างๆมากมายบนโลกที่ฉันทำค้างไว้ ยังไม่ได้สัมผัส หรือยังไม่ได้ลิ้มลอง

    แต่ฉันก็ยังอยากตาย

    ความปราถนาในการตายที่สมบูรณ์แบบที่สุดของฉันคือการนอนในโลงไฮเทคแล้วก็เผา พรึ่บ! แวบเดียวเท่านั้น แล้วฉันก็จะหายไปทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ

    ไม่เหลือร่างกายให้เป็นภาระของงานศพ

    มีแค่เศษเถ้าฝุ่นสีดำด่างกองหนึ่ง

    ฉันได้ไอเดียนี้มาจากหนังเรื่องหนึ่งที่มีฝาแฝดเจ็ดคน ฉันจำชื่อเรื่องไม่ได้แต่รู้แค่ว่าแฝดทุกคนมีชื่อเรียงตามสัปดาห์  ผู้นำรัฐบาลในหนังป่าวประกาศหลอกชาวเมือง แต่ก็นำเด็กที่เป็นลูกคนที่สองเป็นต้นไปเข้าเครื่องนี้แล้วเผา

    นั่นคือความตายที่ฉันอยากได้

    ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราถึงต้องห้ามฆ่าตัวตายกันนัก คนป่วยที่ทรมาณอย่างหนักถูกห้ามทำการุณยฆาตตามกฎหมาย น้อยมากที่จะเข้าข่ายเกณฑ์อย่างถูกต้อง หรือแม้แต่ศาสนาพุทธที่ฉันเคยถูกพร่ำสอนมาว่าการฆ่าตัวตายในชาตินี้ ฉันต้องชดใช้ด้วยการฆ่าตัวตายแบบเดียวกันไปอีกห้าร้อยชาติ

    ตอนแรกฉันกลัวมากทั้งที่ไม่เข้าใจว่าทำไม จริงๆก็ไม่เข้าใจตั้งแต่ผลกรรมสืบเนื่องจากชาติก่อนหน้าหรือก่อนๆๆๆหน้าอีก มันไม่แฟร์เอาเสียเลย คนที่เกิดมาใหม่ไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นกับคนเก่าเสียหน่อย เหมือนถูกเหมารวมให้โดนทำโทษอะไรทั้งที่ไมาผิดอย่างนั้นแหละ

    จนตอนนี้ฉันหมดศรัทธาในศาสนาพุทธ

    ฉันไม่ชอบข้อบังคับว่าพระห้ามถูกตัวผู้หญิงแล้วจะอาบัติ มีหลายคนบอกมันจริงและทั้งไม่จริง ฉันไม่รู้ความจริง แต่ฉันไม่ยอมรับกฏนี้นัก ผู้หญิงช่างน่ารังเกียจเหลือเกินที่ทำให้พระอาบัติต่างๆ โอ สังคมชายเป็นใหญ่

    ทางเลือกที่สองในการตายของฉันคือการไหลตาย

    นอนแล้วก็หลับไป ไปแบบไม่ตื่นขึ้นมาอีก

    มันสงบ ราบเรียบ แต่ทรงพลังมากถึงขนาดนั้น

    ฉันยังมีงานของลูกค้าที่รับค้างไว้อยู่ โปรเจคจบที่ยังไม่เริ่มทำ ฉันเหลือเวลาอีกเพียงเดือนหรือมากที่สุดสองเดือนในการทำงานเกือบ60% ฉันมีนู่นนี่นั่นอีกมากมาย

    ฉันคิดเสมอว่าเราทุกคนเหมือนเกิดมาเพื่อวิ่งบนลู่ แล้วมีเส้นชัยเป็นความตาย ทุกคนต้องตาย จะช้าเร็วก็ต้องตาย ฉันเลยคิดอยู่เสมอว่าทำไมเราจะต้องดิ้นรนกันขนาดนี้เพื่อตอนจบที่ไม่มีอะไรเลยแบบนั้นด้วยกันด้วย

    ฉันเคยถูกทิ้งไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง

    ครั้งแรกเป็นปอหนึ่งที่ไม่มีใครเข้ามาในชีวิตฉันนัก ความทรงจำฉันรางเลือน จำไม่ได้ถุงเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่เคยเกิดขึ้น

    ฉันจำได้แค่แผ่นหลังของแม่ที่กำลังยืนล้างจานอยู่หลังบ้าน ฉันกำลังเกาะขอบประตู ถามว่าทำไมถึงไม่มีเพื่อนบ้างเลย

    แม่ฉันตอบว่าเดี๋ยวก็มีเอง

    ฉันคิดว่าฉันเงียบไม่ได้ตอบอะไรกลับไปละมั้ง แล้วก็ผ่านไปปีกว่า

    ปอสี่ฉันถามเพื่อนที่เคยไม่คุยกับฉันว่าทำแบบนั้นเพราะอะไร พวกเธอตอบว่าฉันชอบตี ใช้กำลังหนัก

    มอต้นเป็นช่วงที่ฉันยืนในมุมคนนอก มองคนในห้องที่ถูกกันออกไปเป็นส่วนเกิน ไม่ได้ร่วมกลั่นแกล้งแตาก็ไม่ได้เข้าไปปกป้องหรือสนิทสนมด้วย

    มอปลายฉันเปลี่ยนตัวเอง พูดกับเพื่อนต่างกลุ่มมากขึ้น ชีวิตมอสี่ดีมาก มอห้าตึงๆ และมอหกที่พังไม่เหลือชิ้นดี

    ฉันจำบรรยากาศอึดอัดในห้องตอนนั้นไม่ได้เท่าไหร่ รู้แต่ว่าฉันจำความรู้สึกได้ จำความเจ็บปวดได้ จำข้อความยาวเหยียดที่ต่อว่าและตักเตือนบนเสื้อนักเรียนมอปลายของฉันได้ จำสีหมึกที่จดยาวบนนั้นได้ และความรู้สึกชาจนอยากวิ่งหนีไปให้สุดขอบโลกได้

    'กูจะไม่พูดว่าทำไมแต่กูหวังดี อยากให้ปรับปรุงตัว แต่ถ้าไม่ทำก็เรื่องของมึง แค่เหตุการณ์แบบตอนนี้มึึงก็จะเจออีกในตอนเข้ามหาลัย'

    ข้อความประมาณนี้จากเรียงความยาวเหยียด

    เป็นสิ่งที่ฉันจำแม่นที่สุดจากข่อความหลายประโยคบนเสื้อ น่าตลกดี มันเจ็บปวดแต่กลับฝังแน่นที่สุดไม่ไปไหน

    ปีหนึ่งฉันมีความสุขมาก แทบอยากเอาความสุขนี้ไปละเลงเหยียบบนหน้าของคนที่ปรามาสใส่ฉันว่าจะโดนทิ้งอีก

    แล้วทุกอย่างก็กลับตาลปัตร

    เป็นเหมือนเดิม ฉันถูกทิ้ง ฉันไม่รู้ที่ยืนของตัวเองบนรุุ่น ร้องไห้จะเป็นจะตาย แล้วก็ได้แต่คิดย้ำๆว่าฉันผิดใช่มั้ยที่เลือกจะเป็นตัวเองแบบนี้

    แม่และครอบครัวปลอบฉัน เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เพื่อนสนิทไม่ได้หากันง่ายๆ และการไม่มีเพื่อนสนิทมันก็ไม่เป็นไร

    จริงๆฉันมีเพื่อนสนิทสองคนที่มาจากตอนมอต้น ฉันเป็นคนหยิบกรรไกรมีสะบั้นสายสัมพันธ์ของเรา แต่พวกเธอยื้อมันไว้จนถึงตอนนี้ ขอบคุณมากๆ

    ฉันเคยคิดอยากตายมาหลายครั้ง แต่ตัดสินใจได้ตอนอายุ19ว่าเอาล่ะ พอแล้ว ตายจริงๆจังๆกันเลยดีกว่า

    2019ที่ผ่านมาฉันเพิ่งคิดได้อีกอย่างว่าอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกหน่อยจนถึง30 นับถอยหลังไปอีกแปดปี ฉันจะเรียนจบ หรือน่าจะจบในปีช่วงกลางปีนี้ได้ แล้วก็ทำงาน หรืออาจะว่างงาน แต่ที่แน่ๆคือฉันก็ยังไม่รู้เป้าหมายที่แท้จริงอยู่ดี ความหวังกับความฝันและแพสชั่นกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และหนักหน่วงเกินไป ไกลเกินจะไขว่คว้าค้นหาในความมืดที่มีแต่อะไรก็ไม่รู้ของฉัน

    ฉันไม่รู้ว่าชอบอะไร แต่รู้ว่าไม่ชอบและเกลียดอะไรจากความล้มเหลวและการกองความพยายามทิ้งไว้ตรงนั้นนั่นแหละ

    นอกจากนี้แล้วปลายปี2019เป็นครั้งแรกที่ฉันสามารถมองย้อนกลับไปมองอดีตที่ถูกทิ้งขว้างนั้นได้ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมบอกว่ามันไร้สาระชิิบหายเลยอิเหี้ยได้อย่างเต็มหัวใจจริงๆ ฉันเคยคิดว่าฉันอาจจะเข้าข้างตัวเองมากไป ฉันอาจจะตีความผิดคิดว่าฉันเป็นเหยื่อก็ได้ ทุกอย่างอาจะผิดที่ฉันเองจริงๆก็ได้

    เพราะสังคมโรงเรียนมันแคบขนาดนั้นแหละ

    ฉันหนีกลับหอหรือย้้ายที่นั่งหรือโดดเรียนไม่เข้าไปเจอคู่กรณีเลยไม่ได้ โรงเรียนมีการเช็คสาย เช็คชื่อในคาบ การโต้ตอบอินเตอร์แอคในห้องแคบๆราวสี่สิบคนอยู่ มันเป็นกรงขังและโลกใบเล็กที่ฉันหนีไปไหนไม่ได้ ไม่มีเวลาตั้งหลัก ไม่มีเวลาคิดทบทวน ฉันได้เผชิญหน้าด้วยความหวาดกลัว แล้วก็ทิ้งรอยแผลเป็นรอยใหญ่ในใจมาสามปี

    แต่สังคมมหาลัยมันไม่ใช่ มันกว้าง มันเปิด มันฟรี ไม่ใช่ไม่มีกรอบ แต่ขอบเขตนั้นมันขยายออกไปกว้างกว่ารั้วโรงเรียนแบบเทียบไม่ติด

    19-20-21 ฉันเคยคิดว่ากูอายุแค่19แต่อยากตามแล้วว่ะไอ้เหี้ย แต่นานเข้าก็หัวเราะที่เอ้า ดันไม่ใช่ฉันคนเดียวที่อยากตายนี่หว่า

    ปีใหม่ที่ผ่านมาฉันเห็นทวีตหลายคนบอกว่า 2019 เป็นปีที่เหี้ยและเหี้ยมโหดเอาเรื่องกับใครหลายๆคนที่ทั้งรู้จักและไม่รู้จัก

    ฉันยิิ้มขำด้วยความคิดว่าเอ้า ไม่ได้มีกูที่ชีวิตเหี้ยคนเดียวเหมือนกันนี่หว่า

    ดังนั้นความปราถนาอันยิ่งใหญ่ของปีนี้จึงมีแค่ ขอให้ปีนี้อ่อนโยนกว่าปีที่แล้วลงหน่อย ฉันฝึกสกิลการช่างแม่งมาแล้วจาก2019เพื่อรับมือ2020แล้ว ใจดีกับฉันที่เข้มแข็งและด้านชากับโลกขึ้นอีกนิดนี้อย่างมากและมากที่สุดด้วยเถอะ

    พิมพ์ถึงบรรทัดนี้ฉันสบายใจขึ้นมาก น้ำตาหยุดไหล ก้อนความรู้สึกในอกจางไปแล้ว

    ขอให้รอดพ้นปีนี้ไปได้ด้วยรอยยิ้ม

    ขอให้ฉันเข้มแข็งไม่ว่าจะเจ็บปวดมากแค่ไหน

    (*สำคัญ ลงทะเบียนเรียนเสรีทันด้วยอิเหี้ย กูบิ๊วมาขนาดนี้ถ้าระบบคิวเจ็ดโมงมึงบ้งนะอิมอเทคโนโลยีหน้าฮี๊ เทอมสุดท้ายแล้วอ่อนโยนกับกูด้วย!)

    สุขสันต์วันเกิดแด่ตัวฉัน
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in