Oyster's worldindiiej
[1] Feminism 101 - ถ้าเราเปลี่ยนจุดเริ่มต้น จุดจบจะเป็นอย่างไร ?

  • โลกในฝันของเฟมมินิสต์เป็นยังไง ไม่มีใครรู้ 

    คำว่าเท่าเทียมระหว่างเพศ จะแปรสภาพออกมาในรูปแบบไหน อาจจะเป็นโลกผู้หญิงเป็นใหญ่ อาจจะเป็นโลกที่ผู้หญิงกับผู้ชายเป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาเหมือนกันๆ หรืออาจจะเป็นโลกใบเดิมที่ผู้ชายเป็นใหญ่เหมือนปัจจุุบัน  


    เฟมมินิสต์เพียงตั้งคำถามให้กับทุกคน ถ้าเราเปลี่ยนจุดเริ่มต้น จุดจบจะเป็นอย่างไร ? 







    What is feminism ? 
    เฟมมินิสต์คืออะไร ? 

    ถ้าให้ตอบแบบสั้นที่สุดตามที่หนังสือเรียนเขียนไว้ Feminism คือ การจบระบบการกดขี่ผู้หญิงในสังคม ฟังดูเกรีี้ยวกราดรุนแรงเหลือเกิน มันอาจจะเป็นเพราะคำนิยามแบบนี้ ทุกครั้งที่คิดถึง Feminism ภาพที่ปรากฎในหัวคือภาพผู้หญิงขี้โมโห โวยวาย เสียงดัง เมื่อก่อนเราเองก็คิดแบบนี้เหมือนกันแต่หลังจากได้ศึกษา feminism มากขึ้นเรากลับรู้สึกว่า Feminism คือ  'เสียง' เสียงเฉยๆที่ไม่จำเป็นต้องโวยวายหรือว่าหวานใส แต่มันเป็นเสียงที่แตกต่าง เสียงที่ถามคำถามยากๆและเสียงที่ให้คำตอบที่น่าปวดหัว ยิ่งเราศึกษามากขึ้น เรายิ่งรู้สึกว่า Feminism เป็นเรื่องที่ยาก ซับซ้อนมากๆ และทำให้เรามองอะไรต่างไปจากเดิมมากๆ วันนี้เลยอยากมาเขียนเล่าการศึกษา feminism ผ่านมุมมองของเราดูค่ะ ถ้ามีข้อผิดพลาดยังไงต้องขอโทษล่วงหน้าเลย หวังว่าบทความนี้อาจจะนำเสนออะไรใหม่ให้ทุกคนได้บ้างนะคะ 





    So what exactly is Feminism and where does it come from? 
    Feminism คือ อะไรและมากจากไหน ?  



    สำหรับเราแล้วคนที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือ Martha Nussbaum อาจารย์ นักเขียน นักกฎหมาย นักปรัชญาที่มีงานเขียนเกี่ยวกับ Feminism ออกมาเยอะมากๆคนนึง ถ้าพูดถึงFeminism เราคิดถึงเขาเป็นคนแรกเลย 





    ในคลิป Nussbaum อธิบายสั้นๆว่า Feminism เกิดจากวันหนึ่งที่ผู้หญิงคนนึงตื่นขึ้นมาแล้วตระหนักได้ว่าชีวิตของเธอที่ถูกวางโปรแกรมไว้โดยผู้ชาย ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเธอ ชีวิตที่ตื่นขึ้นมาแล้วต้องอยู่กับบ้านเลี้ยงลูก ไม่มีสิทธิ์มีเสียงจะเสนอความเห็น ต้องฟังเพศชาย เป็นชีวิตแบบนี้ที่ทำให้เธอรู้สึกชีวิตของเธอมันไม่มีความหมายอะไร เธอไม่สามารถสร้างความหมายอะไรให้กับชีวิตที่ถูกวางแผนเอาไว้แล้วได้ มันเป็นจุดเริ่มต้นตรงนี้ที่ผู้หญิงเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไม ? ทำไมชีวิตถึงได้เป็นแบบนี้ ? 


    ส่วนตัวเราประทับใจกับประเด็นผู้หญิงกับความหมายของการมีชีวิตอันนี้มาก  Feminism ไม่ใช่แค่ข้อเรียกร้องทางการเมือง แต่เป็นการตั้งคำถามว่าทำไม และพยายามหาคำตอบให้คำถามนั้น การขยายขอบเขตของfeminism ให้กว้างขึ้นทำให้ feminism กลายเป็นเรื่องของการchallenge คำตอบที่ผู้ชายเคยตอบไว้แล้วและทดแทนมันด้วยคำตอบใหม่ที่ผู้หญิงเป็นคนตอบ จากแนวคิดตรงนี้ทำให้feminism กลายเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าสิทธิ์ทางกฎหมาย หรือว่า stereotype ของผู้หญิงทางสังคม แต่เป็นการ challenge ความรู้ในทุกๆส่วนบนโลกใบนี้เลย ตัวอย่างเช่น เรื่องของสเปิร์มและไข่ 






    องค์ความรู้ทางชีววิทยาบอกว่า เวลามนุษย์ผสมพันธุ์ สเปิร์มของเพศผู้จะวิ่งเข้าไปเจาะไข่ของเพศเมีย หรือว่าการที่ไข่ที่ไม่ได้รับการผสมพันธุ์จะบุบสลายไป  ในบทความที่ค่อนข้างดังของ Emily Martin เธอเขียนไว้ว่าการใช้คำพูดพวกนี้เป็นการโชว์ความผู้ชายเป็นใหญ่ (สเปิร์มเจาะไข่ ไม่ใช่ไข่เจาะสเปิร์ม) และกำหนดหน้าที่ของผู้หญิงในการสืบพันธุ์ที่เป็นฝ่ายรับเท่านั้น (ไข่ที่จะบุบสลายถ้าไม่เจอกับสเปิร์ม การมีประจำเดือนเป็นเหมือนความผิดพลาด) Martin บอกว่าการใช้คำพูดแบบนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติทางธรรมชาติ ที่ผู้หญิงเป็นเพียงฝ่ายรับและpassive ในเรื่องการผสมพันธุ์ ในปัจจุบันมีหลายงานวิจัย (ตัวอย่าง) ที่ออกมายอมรับว่าไข่และสเปิร์มมีหน้าที่และความสำคัญที่เท่าเทียมกันในการผสมพันธุ์ บางงานวิจัยถึงขั้นบรรยายถึงความผู้หญิงเป็นใหญ่ด้วยการอธิบายถึง  Agressive Egg ที่บังคับให้สเปิร์มเข้าจู่โจมด้วยซ้ำ ปัญหาคือ ถ้าเราเคยเรียนมาว่าสเปิร์มเจาะไข่ ต่อให้เราเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีโอกาสได้เห็นการผสมพันธุ์ของไข่กับสเปิร์ม ในหัวเราก็จะคิดว่าสเปิร์มเจาะไข่จริงๆ ไม่ได้คิดว่าอาจจะเป็นไข่ก็ได้ที่ดึงดูดสเปิร์มเข้ามา หรือแม้ว่า ถ้าในที่สุดผลทางวิทยาศาสตร์ระบุมาแล้วว่า ไข่เจาะสเปิร์มจริงๆ ปัญหาที่ตามมาคือถ้าคนที่ค้นพบเรื่องนี้เป็นครั้งแรกเป็นผู้หญิง เราจะยังใช้คำว่า ไข่เจาะสเปิร์มอยู่รึเปล่า ? บางที่รูปที่เราเจอในหนังสือเรียนอาจจะกลายเป็นรูปข้างบนเป็นรูปที่เราแนบมาข้างล่างแทนก็เป็นได้






    สำหรับเรานี่คือสิ่งที่ Nussbaum พูดไว้เกี่ยวกับความหมายของชีวิตและชีวิตที่ถูกตั้งโปรแกรม Nussbaum ใช้คำว่าชีวิตที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้เพราะตั้งแต่ที่ผู้หญิงคนนึงเกิดมา หลายๆอย่างในสังคมก็กำหนดไว้แล้วว่าหน้าที่ของเธอในสังคมคืออะไรโดยที่เธอแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอถูกตั้งโปรแกรม (คิดว่าตัวอย่างเรื่องไข่กับสเปิร์มน่าจะทำให้เห็นภาพได้ว่ามีหลายอย่างในสังคมที่เราไม่เคยตั้งคำถามกับมันแต่มันกำลังส่งผลต่อ gender role ของเราอยู่) ยิ่งเธอต้องการที่จะหลุดพ้นจากสังคมแบบนี้มากเท่าไหร่ สิ่งที่เธอต้องทำคือการมองทุกสิ่งทุกอย่างผ่านสายตาของเธอเอง พูดด้วยเสียงของเธอเอง โดยไม่มีความรู้เก่าๆเข้ามาบดบังความคิดและความรู้สึก โลกของ Feminism มันแทบจะกลายเป็นโลกแห่งจินตนาการด้วยซ้ำ  Feminist เพียงตั้งคำถามว่า่ ถ้าผู้ชายไม่ได้ตั้งโปรแกรมให้ผู้หญิง ตอนนี้โลกนี้จะเป็นยังไง? ถ้าผู้หญิงมีสิทธิ์เท่าผู้ชายมาตลอด โลกในตอนนี้จะเหมือนเดิมอยู่มั้ย ? 



    ถ้าเปลี่ยนจุดเริ่มต้น แล้วจุดจบจะเป็นอย่างไร ? 




    สำหรับเราการพยายามตอบคำถามพวกนี้ มันเป็นการใช้ชีวิตที่มีความหมายอย่างแท้จริงโดยไม่มีใครมาบงการ ดังนั้นแล้ว การเป็น feminist ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เรื่องการเมืองหรือสังคม ไม่ได้แปลว่าต้องไปประท้วงเรียกร้องอะไร อ่อ แล้วก็ไม่ได้แปลว่าต้องเกลียดผู้ชายเลย ผู้ชายจะเอาแนวคิดนี้ไปchallenge สังคมของตัวเองก็ยังได้  สิ่งสำคัญคือเราต้องกล้าที่จะพูดสิ่งที่เราคิดออกมา ส่ิงที่พูดออกมาอาจจะฟังดูผิด ฟังดูแย่ ในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่มานาน แต่ถ้าเราอยากจะใช้ชีวิตของเราให้มีความหมายและเป็นชีวิตของเราอย่างแท้จริง อาวุธสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนมีเหมือนๆกันคือ เสียง และเสียงของเรานี่แหละที่จะเป็นอิสรภาพที่แท้จริงของเรา. 





    วันนี้เขียน feminism ฉบับโลกสวยสุดๆไว้ก่อน เดี๋ยวจะพยายามรีบมาต่อ feminism ฉบับโลกมืดที่มีแต่ปัญหาและปัญหาในตอนหน้านะคะ 





    ปล. ตอนนี้มี feminist approach ในหลายองค์ความรู้มากๆ ใครสนใจลองเสิร์ชหา google กันได้เลยค่ะ อีกเอเรียนึงที่น่าสนใจมากๆ คือ feminist environmentalism ค่ะ เป็นการchallenge องค์ความรู้เดิมที่ว่า มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เพราะมีเหตุผล ดังนั้น dignity ในการเป็นมนุษย์คือการเคารพตัวเอง แต่ในมุมมองของ feminist มีหลายคนมองว่า ไอเดีย กูใหญ่กว่าทุกคนบนโลกมันเป็นไอเดียผู้ชายเป็นใหญ่มากๆ เพราะ feminist หลายคนเชื่อว่าการมี dignity ในตัวเอง ไม่ใช่การพยายามทำตัวให้ใหญ่กว่าธรรมชาติ แต่เป็นเป็นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้ได้ค่ะ ใครสนใจประเด็นนี้เราขอแปะบทความยาวๆไว้ให้ไปอ่านเพิ่มกันได้นะคะ 

    ส่วนใครสนใจเรื่อง feminism on science เชิญวาร์ปค่ะ 




    Written by 
    Twitter @indiiej 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
starlight (@rainyalldayy)
ตามมาจากทวิตเตอร์ค่ะ เห็นคุณพินบทความนี้ไว้ในหน้าprofile :) นานๆทีจะเห็นคนเขียนบทความเรื่องfeminismแนวนี้ซึ่งมันตรงกับที่เราคิดค่ะ55555
เทอมก่อนเราเพิ่งเรียนเรื่องเกี่ยวกับgenderมา เราว่าfeminismอีกapproachหนึ่งที่น่าสนใจมากๆคือแบบของCynthia Enloe ไม่ทราบว่าเคยได้ยินไหมเอ่ย? แต่มันจะเป็นfeminismในเอเรียของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนะคะ quoteที่ดังมากของเค้าเลยคือ where are the woman? กับ the international is personal ตัวเค้ามีargumentว่า สังคมระหว่างประเทศนั้นมีผู้หญิงเป็นคนคอยขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง แต่บทบาทตรงนี้ของผู้หญิงจะถูกความชายเป็นใหญ่บดบังและกดไว้ค่ะ