Sorry, I'm Ovary-Reactเนตรธิ ~
To Be A Normal Me
  • สองเดือนที่ผ่านมาเป็นสองเดือนที่นับว่า มีความปกติสุขที่สุดในรอบปีนี้เลยก็ว่าได้
    ปกติมาก จนอยากจะบอกทุกคนว่า เหยยยย หายแล้วนะเว้ยยยยย

    แต่ยัง ! :'D

    เราก็ยังต้องกินยาทุกวันอยู่ ยังคงนอนไม่ได้ดีแบบมนุษย์ปกติเท่าไร ต้องทนหงุดหงิดกับอาการข้างเคียงของยาอยู่เหมือนเดิม

    ... แต่เราเลิกอยากตายแล้วนะ

    อื้อ อยู่ๆ ตื่นมาวันหนึ่งต้นเดือน ในวันที่มีลมหนาว (มันคือลมหนาว มันไม่ใช่ฤดูหนาว) ตอนเช้าพัดมา เราไม่งอแงที่จะลุกจากที่นอนแล้ว ความรู้สึกไม่อยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตก็จางเหลือเกิน แล้วก็เพิ่งสำนึกรู้ไปพร้อมๆ กันว่ามันจะสิ้นปีแล้วนี่นา เวลาผ่านไปเร็วจัง เหมือนเราไปเที่ยวไหนมาไกลๆ แล้วเพิ่งกลับมาหาตัวเองตอนนี้นี่เอง 

    ดี ..
    มีช่วงเวลาที่คิดว่า ท้องฟ้าวันนี้สวยจังเลย ดีใจที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เห็น

    เป็นระยะเวลาที่เราทำงานได้ กินข้าวอร่อย เข้าสังคมพบคนได้ดี ไม่หน้าบูด ไม่ซึม ดูแลตัวเองได้ ไม่อยากเอามีดมาเชือดตัวเองแล้ว มีสติพอที่หมอจะให้ยาเยอะๆ ได้ไม่กลัวว่าเราจะเอากรอกปากทั้งหมด
    เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนทักว่า หน้าตายิ้มแย้มสดใสขึ้น
    เวลาใครถามว่าเป็นไงบ้าง เราก็จะตอบว่า "เลยจุดวิกฤติมาแล้ว"

    เย่ .
  • ถึงเราจะบอกหมอว่าเรารู้สึกดีขึ้นแล้ว แต่หมอก็ยังไม่ให้หยุดยา และยังกำชับหนักขึ้นไปอีกว่าห้ามหยุดยา และควรกินยาให้ตรงเวลาในทุกวัน
    มันก็มีบางคืนเหมือนกันที่เรารู้สึกแย่กับการต้องกินยา
    ไม่รู้สิ .. มันเหมือนกับว่าเราไม่สามารถจัดการชีวิตตัวเองได้เลย
    ต้องกินยาตลอดเลยเหรอ ? 
    ถ้าไม่กินยาก็นอนไม่ได้ใช่มั้ย ? 
    หรือที่เราเป็นมนุษย์ปกติทุกวันนี้เพราะยาสินะ ถ้าไม่กินยาก็กลับไปพังเหมือนเดิมสินะ

    คำถามอะไรพวกนี้ก็กลับมาวนๆ ในหัวอยู่ในบางคืนเหมือนกัน ทำให้รู้สึกแย่ได้มากจนดื้อ ไม่ยอมกินยา
    ผลก็คือ นอนไม่ได้เลย ...
    ต้องผจญฝันร้ายที่น่ากลัวๆ สะดุ้งตื่นเพราะเหมือนถูกปลุกแรงๆ กลัวจนจะร้องไห้ ใจเต้นตึกตึกยังกับไปวิ่งร้อยเมตรมา พยายามจะหลับอีก ก็จะสะดุ้งเรื่อยๆ เหมือนเดิม
    ก็เลย เลิกดื้อแล้ว ความทรมานจากฝันร้ายโหดๆ ซ้ำๆ มันดึงไปถึงขนาดไม่อยากนอน ไม่อยากทนชีวิตแบบนี้ไปเลย มันดึงไปไกลมาก เพราะฉะนั้นกินยาเพื่อหยุดมันไว้ดีกว่า เพื่อความสุขสวัสดีของผู้คนใกล้ชิด

    เรานอนดีขึ้นด้วยการกินยา นอกจากนั้นก็เป็นวิธีสารพัดอย่างด้านจิตใจที่แฟนช่วย เช่น การเลื่อนบานเฟี้ยมมาบังผนังห้องที่เป็นกระจกซึ่งตรงกับเตียงนอนพอดี โดยมีนัยยะว่าเราไม่ควรนอนขวางประตู/ทางผ่าน ประมาณนี้ ซึ่งมันได้ผล เพราะถ้าเราตื่นขึ้นมาตอนกลางคืนจะไม่ตกใจกลัวว่าจะเห็นผี เป็นต้น 

    สิ่งที่ยังไม่ได้ลอง คือ การออกกำลังกาย ซึ่งมันทำไม่ได้ในเร็ววันนี้แน่นอนเพราะทั้งชีวิตก็ไม่เคยทำไง


  • วันที่บอกหมอว่า รู้สึกปกติมากเลยค่ะ 
    หมอถามกลับว่า รู้สึกปกติเท่าแต่ก่อนหรือเปล่า เราคิดแล้วบอกหมอว่า ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าทั้งชีวิตที่ผ่านมาเรียกว่าปกติไหม แต่ตอนนี้ดี ถ้าให้คะแนนตัวเองก็ถือว่าผ่านเกณฑ์ อยู่ในช่วงที่ปลอดภัย

    นั่นสินะ คำว่าปกติ นี่มันคืออะไรกันแน่ ? ปกติในสายตาคนอื่น ปกติในสายตาตัวเอง ก็อาจจะไม่เท่ากันก็ได้มั้ง ปกติแปลว่าปลอดภัยหรือเปล่า ปกติแปลว่าคนส่วนใหญ่สามารถทำได้เราก็ทำได้หรือเปล่า
    หรือ ปกติแปลว่าเราพอใจไม่อยากจะหลุดออกจากร่างนี้แล้ว 

    ไม่รู้แฮะ 
    แต่ตอนนี้เรารู้สึกปกติดี ร้องไห้และหัวเราะอย่างเหมาะสม มีสติอยู่กับตัว ไม่เหวี่ยงขึ้นลงมากนัก ไม่ทำให้ตัวเองต้องหนักใจจนถึงขนาดทนไม่ได้นักกับการเป็นตัวเองแบบนี้
    ตอนนี้เหมือนเด็กหัดเดินใหม่ ถึงจะเดินช้าๆ หน่อย แต่วันนึงอาจจะกลับมาวิ่งได้ก็ได้
    แต่นั่นก็เรื่องของอนาคต คิดแค่วันนี้ดีกว่า

    .
    .
    .
    "เย็นนี้จะกินอะไรดี ? " :)
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in