Sorry, I'm Ovary-Reactเนตรธิ ~
Drugs Overdose
  • 182 เม็ด คือจำนวนยาทั้งหมดหลายชนิดที่เรากินเข้าไปภายในสามสี่วัน .


    เราค่อนข้างชั่งใจอยู่เหมือนกันว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือเปล่า เพราะอยู่ๆ ก็มีความคิดรับผิดชอบสังคมอย่างคนทำงานสื่อขึ้นมาซะงั้น กลัวคนอ่านแล้วทำตาม แล้วดันตายขึ้นมา ชั้นจะรู้สึกยังไง

    แต่ก็นั่นแหละ , เราเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถในการรับผิดชอบชีวิตตัวเอง





    มันเริ่มต้นที่เช้าวันหนึ่งเราตื่นมาเพราะฝันร้ายมาก (ฝันว่าโดนด่าประจานในที่สาธารณะ)
    มันเหมือนจริงเหลือเกิน มันยังทำให้เจ็บในอกแม้ตื่นขึ้นมาแล้ว แล้วเศร้าเสียจนจะร้องไห้
    วันนั้นเราก็เลยรู้สึกดาวน์ทั้งวันเลย อยู่ๆ ก็ฮึบไม่ขึ้น ท้อแท้ และหดหู่

    กลับมาบ้าน ในหัวเราก็คิดแค่ว่า อยากนอนให้ได้เต็มอิ่ม ก็เลยกินยานอนหลับเยอะกว่าที่หมอสั่งให้ไปสองเท่าได้ หวังว่า ชั้นจะหลับ หลับให้ดี ตื่นมาแฮปปี้ เซ็ตเครื่องใหม่
    สุดท้ายเราหลับไปแค่ 3 ชั่วโมงเอง สะดุ้งตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง

    เราโมโหมาก
    ความคิดแรกคือ เราไม่อยากตื่นแล้ว เหนื่อย .
    เราก็เลย แกะยานอนหลับ กินมันเข้าไปอีกกี่เม็ดก็ไม่รู้ เลยหลับยาวไปจนถึงเที่ยง

    ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวอีกก็คือ ทำไมต้องตื่นมาด้วย ?
    เราไม่ได้คิดอะไรเลย เราไม่ได้คิดถึงตายหรือไม่ตาย เราคิดแค่ว่าเราไม่อยากตื่น ไม่อยากไปเจอคน อยากพัก เหนื่อยอะไรก็ไม่รู้ วันๆ ก็ไม่ได้ทำงานอะไร

    แล้วเราก็เริ่มเมายา เริ่มเบลอๆ เดินไม่ตรง คิดว่าตอนนั้นก็คงกินถึงหลักสิบเม็ดแล้วมั้ง

    แล้วมันก็วนไปแบบนี้ ตื่นขึ้นมา ล้มลุกคลุกคลานไปหายาเพราะเริ่มเดินโซเซ เพื่อจะกินยานอนหลับอีก แล้วก็นอน นอนได้สั้นๆ แล้วก็ตื่นมากินยาอีก เหมือนพยายามจะหนีความจริงด้วยการนอน

    จนอาการเมายามันหนักขึ้นเรื่อยๆ เราเริ่มตาลอย ลิ้นเปลี้ย พูดไม่ชัด พิมพ์อะไรในมือถือไม่เป็นประโยค ส่งเมล์เพี้ยนไปหมด อ่านไม่ออก เนื้อตัวฟกช้ำเพราะล้มเยอะ หัวเข่าถลอก ตกบันไดขาแพลงอีก ล้มทับสแกนเนอร์จนพังด้วย  ฮือ

    มันไม่ใช่แค่ยานอนหลับที่หมอสั่งอย่างเดียวด้วยไงที่เรากิน เรากินยาแก้แพ้ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาลดน้ำมูก ยาอะไรก็ได้ที่ออกฤทธิ์ง่วงทั้งหมดที่มีในบ้าน 

    วันที่สามที่เมามากๆ เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว รู้สึกอยากนอนโรงพยาบาล ดูแลตัวเองไม่ได้ ไม่อาบน้ำเพราะกลัวล้มในห้องน้ำ งานบ้านที่ทำปกติก็เริ่มทำไม่ได้ จะกินข้าวก็ควบคุมมือที่ถือช้อนไม่ถนัด เราโทรไปขอนัดหมอให้เร็วขึ้น เราได้ยินเสียงตัวเองพูดกับพี่พยาบาลเหมือนคนกำลังจะตายจริงๆ แต่ถ้าจะเจอหมอคนเดิมเราก็ต้องรออีกสองวัน

    ระหว่างนั้นก็มุ่งมั่นทำร้ายร่างกายตัวเองต่อไปด้วยกินยาเข้าไปอีก กินจนยาที่หมอสั่งสำหรับหนึ่งเดือนหมด ไปหลอกหมอที่คลินิคแถวบ้านได้ยานอนหลับมาอีก ก็กินเข้าไปอีก กินเป็นขนมเลย

  • เราไม่ไปทำงานเลยต้องนอนอยู่บ้านคนเดียว แฟนเราก็จะกลับมาค่ำๆ จะเจอเรามึนๆ เบลอๆ เรารู้สึกว่าเขาสมเพชเราเหมือนกันที่ทำอะไรแบบนี้และก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการนี้


    จนถึง วันนัดหมอ
    เรานั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาลคนเดียว พอไปถึงปุ๊บ บังเอิญเจอคุณหมอประจำตัวตรงเคาเตอร์พยาบาลพอดี แล้วเขาก็ทักเราว่า ทำไมเดินตัวแข็งแบบนี้ แต่เราก็ไม่ได้ตอบอะไร เพราะมึนมากจริงๆ จะพูดก็ยังรู้สึกยากเลย

    พอถึงเจอหมอ เราก็เทซองยาทั้งหมดที่กินให้หมอดู
    หมอไม่ได้ดุ หมอถามว่า "นี่กะว่าจะตายเลยใช่ไหมคะ?" เราก็ไม่แน่ใจ เราบอกหมอไปว่า "ไม่รู้เหมือนกัน แต่จะตายก็ตาย ไม่ตายก็ไม่ตาย แค่อยากหลับ" บอกหมอไปด้วยว่าเราจดทุกอย่างในชีวิตไว้แล้ว พาสเวิร์ดของทุกสิ่ง บัญชีธนาคารอะไรบ้าง มีประกันอะไรบ้าง เหลือหนี้กยศ.เท่าไร อะไรเก็บไว้ตรงไหนที่บ้าน กะว่าถ้าตายคนข้างหลังก็คงไม่ลำบากในการจัดการนัก ลบทุก conversation กับทุกคนผ่านทุกแอพในมือถือรู้สึกไม่อยากให้คนอื่นเห็น อะไรประมาณนี้ 

    เราจำไม่ได้แล้วว่าหมอถามอะไรอีกบ้าง จำได้ว่าถามว่ามีคนมารับไหม บังเอิญวันนั้นแฟนเราอยู่แถวนั้นพอดีก็มารับได้ แต่เราต้องนั่งรถเข็นไปตรวจเลือด เพราะคุณหมอกลัวว่ากินเข้าไปเยอะขนาดนี้ตับจะพัง แล้วก็ไม่แน่ใจว่าให้ยาอะไรมาเพิ่ม เราพูดไม่รู้เรื่องแล้ว พี่พยาบาลเลยพูดกับแฟนเราแทนเรื่องกินยา เราอยู่ๆ ก็พูดกับพี่พยาบาลว่า "พี่หน้าใสจัง" เพ้อเจ้อมาก

    หลังจากนั้นวันนึง เราก็เริ่มเห็นภาพหลอน ..

  • เราจำไม่ได้ถึงลำดับการเกิดอาการหลอนว่าอะไรมาก่อนหลัง
    แต่เวลาเราอยู่บ้านคนเดียว เราจะรู้สึกและได้ยินเหมือนมีคนพูดอะไรอยู่ข้างหลังและเราก็หันไปถามว่า "อะไรนะ" แต่จริงๆ แล้วไม่มีใคร
    นอกนั้นเราได้ยินเสียงเหมือนข้างบ้านเปิดทีวีีหึ่งๆ ในหูบ่อยๆ

    พอตกค่ำ เราอยู่บ้านกับแม่แฟนสองคน เราลงมาทำอะไรซักอย่างชั้นล่าง เรารู้สึกว่าแฟนเรากลับมาแล้ว เราก็ถามแม่ แม่ก็บอกว่ายังและเริ่มพูดว่ายาที่กินแรงไปหรือเปล่าอะไรประมาณนี้ เพราะดูเบลอๆ 

    เราขึ้นไปนอนต่อแล้วก็ลงมาอีกเพราะรู้สึกว่าแฟนกลับมาแล้วอีกรอบ
    ตอนเดินลงมา
    ที่ตีนบันไดชั้นหนึ่งบ้านแฟนเราจะวางของไว้หลายอย่าง รวมถึงจอดจักรยานไว้ด้วย เราเห็นน้องผู้หญิงคนนึงอายุประมาณอยู่ม.ต้น กำลังทำท่าเหมือนจะปีนจักรยานเล่นอะไรแบบนี้ เราก็เข้าใจว่าเขาคือลูกของคนที่มาทำสวนที่บ้าน เราก็ยิ้มในใจ กะว่าจะลงไปเล่นด้วย แต่พอกระพริบตาอีกที ตรงนั้นก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากจักรยาน เราก็แอบงงๆ

    เดินลงไปชั้นล่างก็เจอคุณแม่ มองไปในสวนมืดๆ เราก็เห็นเหมือนกลุ่มคนที่มาทำสวนให้ที่บ้านเขานั่งดื่ม นั่งสังสรรกันอยู่ ประมาณนี้ เราก็เลยถามแม่ว่า "น้าเอ (นามสมมติ) ยังไม่กลับหรือคะ" แม่ก็บอกว่า กลับแล้ว ดึกป่านนี้แล้ว ไม่มีใครอยู่แล้วแล้วก็บอกให้เราตั้งสติดีดี เราก็เอ๋อ เบลอๆ ไป อ้าวแล้วที่เห็นคืออะไร ไม่เข้าใจ

    แล้วแฟนเราก็กลับมาดึกๆ หน่อย คืนนั้นอาการ ขาอยู่ไม่สุข กำเริบ แล้วเราปวดขาและหงุดหงิดมากจริงๆ มันทำให้นอนไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาเตะขาไปเรื่อยๆ ทรมาน จะร้องไห้ เราบอกแฟนว่าอยากไปโรงพยาบาลตอนนี้เลย (ซึ่งก็ดึกมากแล้ว) ตอนแรกเหมือนจะไม่พาเราไป ให้ทนอีกนิด เดี๋ยวก็หลับ แต่เราก็ดื้อดึงมาก คือถ้าไม่ขับรถพาเราไป เราจะไปเองแล้ว

    พอเตรียมตัวจะไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน เราก็หลอน เห็นพื้นที่เป็นทรายมันเคลื่อนไหว เห็นบานพับประตูบ้านเป็นกิ้งกือยักษ์แล้วเราก็ชี้ๆ ให้แฟนมาดูสิๆ ตัวอะไรไม่รู้

    เราเข้าไปนั่งรอในรถ อาการขากระตุกก็ยังเป็นอยู่ แฟนเราเดินไปเปิดประตูบ้าน แล้วเราก็เห็นเขายืนคุยกับพี่ผู้หญิงเสื้อเหลือง ผมยาวๆ ที่น่าจะเป็นญาติกันเนี่ยแหละตั้งนาน พอแฟนเราเขาเดินกลับมาที่รถเราก็เลยหัวเสียใส่ว่าทำไมคุยกับใครตั้งนาน ปวดขาจะตายอยู่แล้วเนี่ย แล้วเราก็ได้ยินแฟนเราพูดว่า "พี่จะพาไปโรงพยาบาลประจำของเรานะ" ไม่ไปโรงพยาบาลใกล้บ้านแล้ว 

    เรามารู้ทีหลังว่าพี่เขาเปลี่ยนจุดหมายโรงพยาบาลเพราะว่า เขาไม่ได้คุยกับใครเลย เราเห็นภาพหลอนไปเอง




  • ไปถึงโรงพยาบาลหลังเที่ยงคืนแล้ว เราก็จำอะไรไม่ค่อยได้เท่าไร แต่จำได้ว่าค่อนข้างโวยวาย หยุกหยิก อยู่ไม่สุขเพราะปวดขา นั่งรถเข็นอยู่ก็จะลุกไปโน่นไปนี่ ใช้แฟนให้ไปซื้อขนมจากรถเข็นหน้าโรงพยาบาลทั้งที่มันก็ตีสามตีสี่แล้ว ทำอะไรเด๋อๆ เบลอๆ ไปเยอะเลยกว่าจะได้พบหมอ แล้วก็ต้องรอหมอเวรจิตเวชอีก

    จำได้ว่าเจอหมอเวรจิตเวช แต่ไม่รู้ว่าพูดอะไรไปบ้าง โดนเจาะเลือดไปตรวจ แล้วหมอให้ไดอะซีแพม มากิน จะได้หลับ เราก็แหวะออกมาเพราะมันขม ก็ต้องกินเข้าไปใหม่ เอ้อ เราไม่สามารถดื่มน้ำเองจากแก้วได้ด้วย เราไม่กล้ายกแก้วน้ำเรากลัวน้ำจะหกเข้าจมูก แฟนก็ต้องเป็นคนจับแก้วป้อนน้ำให้ น่าสมเพชมาก

    รู้ตัวอีกทีก็ตอนเที่ยงของอีกวันบนเตียงที่บ้านแล้ว สบายดี แต่จำไม่ได้เลยว่ากลับมายังไง เหมือนคนเมาแล้วภาพตัดไปเลย ไม่มีความทรงจำใดใดเหลืออยู่ เรื่องที่เราหลอนและโวยวายอะไรๆ แฟนเราก็เล่าให้ฟังเมื่อตื่นมาแล้วทั้งนั้น

    เนี่ยเป็นประสบการณ์เข้า ER ครั้งที่สองในชีวิตเลย จำได้ว่ารู้สึกตื่นเต้นดีนะ  แต่ก็หดหู่ชะมัด เหมือนมีแต่คนพร้อมตายอยู่รอบตัวเรา
  • ภาพหลอนกับเห็นผีมันต่างกันนะ

    ไม่รู้สิ เราว่าเราอาจจะเคยรู้สึกเหมือนเจอผี ตอนนั้นเรากลัวมาก และรู้ว่าเออ เนี่ยแหละผีหลอก เพราะรู้สึกกลัว แต่กับภาพหลอนมันไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาพหลอนนะ มันรู้สึกและเข้าใจว่าสิ่งนั้นที่เห็น เป็นความจริง เกิดขึ้นจริง 
    ที่เราเห็นแล้วรู้ทีหลัง เราก็แอบตลกในความบ้าของตัวเองเหมือนกัน แต่ว่าความน่ากลัวของมันคือ ถ้าเราดันเกิดเห็นว่าคนรู้จักยืนอยู่กลางถนนแล้วเราก็เดินออกไป นี่มันก็อาจไปถึงขั้นตายเลยก็ได้นะ มันเป็นอาการที่สมองหลงผิดไปแล้ว

    วันสองวันหลังจากไป ER เราก็ยังมีความหูแว่วว่ามีคนเรียกอยู่บ้าง หรืออะไรพึมพำบ้าง ไม่ได้มีเนื้อหาชัดเจน หมอบอกว่ายาที่เรากินขนาดนั้นมันทำให้เห็นภาพหลอนได้อยู่แล้ว แถมเราค่อยๆ กิน ไปเรื่อยๆ ก็ต้องรอกว่ามันจะขับออกมาจนหมดคงอีกพักใหญ่ล่ะ

    อาการข้างเคียงตอนนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่ชัดเจน คือเรา ปากแห้ง คอแห้ง หิวน้ำตลอดเวลา พอคอแห้งก็กลายเป็นว่าไอเยอะแยะจนปวดอก

    เราถูกปรับยาอีกครั้ง และไม่มีสิทธิ์ได้ถือยาจนถึงทุกวันนี้
    แฟนเราจะเป็นคนจัดยาให้เราแทน รู้สึกแย่เหมือนกันที่ทำให้หมอประจำตัวผิดหวัง อุตส่าห์เป็นคนป่วยที่ดูแลตัวเองได้ดีมาตลอดแท้ๆ แต่คุณหมอประจำตัวก็พูดว่า ไม่ได้ไม่ไว้ใจว่าดูแลตัวเองไม่ได้นะ แต่ตอนนี้ถ้ามีคนช่วยก็อาจจะดีกว่า


  • นึกไปนึกมาเราก็ไม่รู้ทำไปทำไมเหมือนกัน มันเป็นช่วงดาวน์ รู้สึกแย่ ท้อแท้ ฮึบไม่ขึ้น อะไรก็เทา อะไรก็น่าเบื่อ อยากบ่นแต่ก็เรื่องเดิมบ่นอีกก็น่ารำคาญ อยากหลับดีดีก็ทำไม่ได้ ตื่นขึ้นมาก็ไม่อยากไปทำงาน การหลับดูจะเป็นอย่างเดียวที่อยากทำ วันเวลาจะได้เคลื่อนไปเร็วๆ ไม่รู้ว่าจะให้เลื่อนไปเร็วเพื่อไปพบเจออะไรที่ดีกว่าหรืออะไร แต่ว่าไม่ชอบตอนนี้ ไม่ชอบความรู้สึก อยากหลับ หลับไปเลย ..



    ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงเหมือนกันถ้าไม่มีแฟนอยู่ด้วย ทุกวันนี้ตื่นเช้ามาก็จะเจอคำถามแรกว่า "หลับดีมั้ย" ทุกๆ เช้า ระหว่างวันก็แชทมาถามว่า "วันนี้เป็นไงบ้าง" "ไม่ได้กินยาอะไรไปใช่ไหม" และอีกหลายๆ คำถามจุกจิกที่มาจากความเป็นห่วง ซึ่งเราก็ยินดีตอบอย่างไม่ปิดบัง

    ไม่กล้ารับปากว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก ไม่ทำให้คนอื่นตกใจและเป็นห่วงแบบนี้ แฟนเราใช้คำพูดว่า "เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง" อือ เราไม่อยากให้เขาช็อคอีก แต่ก็ไม่กล้ารับปาก กลัวทำไม่ได้นิดๆ เหมือนกัน ในสมองมันมีความอยากทำร้ายตัวเองโดยทางใดทางหนึ่งผุดขึ้นมาเป็นช่วง ต้องหาทางจัดการกันไป

    รู้สึกขอบคุณคุณแฟนมากที่ดูแล เราเองพอมาคิดว่าถ้าเราเป็นเขาเจอสถานการณ์แบบนี้ เราอาจะไม่รู้ว่าควรต้องทำอะไรบ้าง คงสติแตก

    และขอโทษตับด้วยที่ทำให้ต้องทำงานหนักขนาดนี้
    จากนี้จะกินอาหารที่มีประโยชน์และดูแลร่างกายให้ดี .
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Kukkai K Wantanakant (@fb1015467230827)
รักนะ เนตรธิ
aunncyn (@aunlish)
เป็นกำลังใจให้น้า กอดกันน
เนตรธิ ~ (@mssiiiiis)
@aunlish ขอบคุณน้าาา กอดด้วย ๆ :3