Sorry, I'm Ovary-Reactเนตรธิ ~
Breakdown
  • ตลอดเวลาปีกว่าที่ต้องเจอหมอบ่อยกว่าเจอแม่
    ไม่ว่าจะพูดถึงเรื่องที่ทุกข์แค่ไหน เกลียดตัวเองแค่ไหน อยากตายเท่าไร ความจริงที่หมอพูดจะกระแทกใจแรงยังไง

    , แต่เราก็ไม่เคยร้องไห้ให้หมอเห็นเลย

    มันมีวันที่เราออกมาร้องไห้คนเดียวหลังจากรับยา และมีแค่ไม่กี่คนใกล้ตัวเท่านั้นที่จะเห็นน้ำตาเรา ก็นั่นไม่ใช่เราในเวอร์ชั่นที่อยากให้ทุกคนจำนี่นา
    คนที่ต้องทนเราเวอร์ชั่นร้องไห้ตลอดเวลาก็คือแฟนเราคนเดียวนั่นแหละ ทั้งรู้สึกขอบคุณและรู้สึกสงสารเขาเหมือนกันที่โยนตัวเองโหมดดีเพรสใส่เขาเสมอแต่ก็ไปสดใสและไม่ร้องไห้หน้าบูดให้คนอื่นกวนใจ


    วันนี้เป็นครั้งแรกที่เราร้องไห้ต่อหน้าหมอ

    จริงๆ วันนี้มันเป็นแค่การขอนัดเพื่อเปลี่ยนยาเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะอัพเดตหรือปรึกษาเพิ่มเติมอะไร

    แต่พอหมอถาม และได้เริ่มพูด ทั้งหมดที่แบกมาก็ร่วงลงตรงนั้น ความรู้สึกมันสับสนปนเปหนักหน่วง จนไม่รู้จะบรรยายยังไง มันว่างเปล่า มันเหมือนจะไม่เศร้า แต่พอพยายามค้นลงไปให้เจอแผลนั้น น้ำตาก็ร่วงลงมาไม่หยุด


    ได้แต่ปาดน้ำตาไป และพูดไป ยิ่งพูด ก็ยิ่งร้องไห้จนรู้สึกอายตัวเองที่อ่อนแอขนาดนี้ให้คนอื่นเห็น

    , หมอถามว่า "คุณคิดว่าปัญหาคืออะไร แล้วทำอะไรกับมันได้บ้าง ?"
    ก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วก็ร้องไห้

    มันไม่ใช่ไม่รู้ มันรู้ดีทั้งหมด มันถึงหนักและกดดัน บีบตัวเองจนสุดท้ายก็มาถึงจุดนี้ .


  • เราไม่ยอมรับความจริง , นั่นคือปัญหา
    เรามองโลก มองตัวเอง และมีความคาดหวังต่อหลายๆ อย่างที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงในปัจจุบัน
    ตรงข้ามกับความเป็นจริงของโลก

    ตลอดเวลาที่ต้องคอยบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าอย่าตั้งเงื่อนไขให้มาก อยู่กับความจริงให้ได้ แต่ตลอดเวลานั้นก็โกรธโลกและไม่รู้จะอธิบายความต้องการของตัวเองให้คนอื่่นเข้าใจได้ยังไง .. เหมือนสิ่งที่เราต้องการมันผิด เราต้องหาเหตุผลนู่นนี่นั่นที่ดีมากพอมาดีเฟนด์ตัวเองจากคนรอบตัวให้ได้

    แล้วถ้าโดนคนอื่นว่าล่ะ ?
    คนอื่นเขาไม่ทำแบบนี้หรอก ?
    จะอธิบายให้คนอื่นฟังยังไง ?
    ถ้าเขาไม่เข้าใจจะทำยังไง ?
    ถ้าเราทำให้เขาผิดหวัง เราจะรับได้เหรอ ?


    ไม่
    เราทำไม่ได้ ...

    เราติดอยู่ตรงกลางที่ตัดสินใจอะไรไม่ได้ซักอย่าง ,
    ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใคร ปัญหาอยู่ที่เราเอง ท้้งหมดอยู่ที่เรา

    จะเป็นอย่างนี้ต่อไป หรือจะเปลี่ยน
    หมอบอกว่า "คุณต้องตัดสินใจนะ" 

    แต่มันไม่ง่ายเลย ไม่มีอะไรง่ายเลยสำหรับเรา ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเกิดมาเป็นมนุษย์แบบนี้
    เราอ่อนแอเกินกว่าจะรับมือกับผลจากการตัดสินใจเรื่องชีวิตของตัวเอง

    เราเคยตัดสินใจ เราเคยเลือก เราเคยเลือกพลาด และเราเคยโดนต่อว่าซ้ำเติม .


    ทำยังไงดี ทำยังไงดี ทำยังไงดี ทำยังไงดี ทำยังไงดี ?

  • สุดท้ายก็คงไม่มีใครตอบให้เรา
    สุดท้ายแล้วก็ต้องหาทางของเราเอง หาวิธีใช้ชีวิตให้เป็นอิสระจากเงื่อนไขและความกลัวที่ตัวเองมีให้ได้
    หรือไม่งั้นชีวิตส่วนที่ยังไม่อยากตายคงจะหาวิธีเพื่อให้อยู่รอดบนโลกยากๆ ใบนี้ไปได้ .

    ไม่ต้องมีความสุขขนาดนั้น
    ไม่ต้องมีความทุกข์ขนาดนี้
    ไม่ต้องมีทั้งหมดที่ต้องการก็ได้

    แค่มีชีวิตอยู่ให้ได้ . . ก็คงมีความหมายมากพอแล้วมั้ง
  • บนโต๊ะในห้องตรวจจะมีกล่องทิชชู่วางอยู่เสมอ .
    มันต้องมีคนใช้สินะ เราคิดแบบนั้น คนที่เข้ามาร้องห่มร้องไห้คงมากอยู่ แต่เราไม่เคยได้ใช้เลย เราไม่เคยร้องไห้
    เรายังคิดอยู่เลยว่าเราแปลกหรือเปล่านะที่ไม่ร้องไห้ แถมยังชอบมาทำตลกให้หมอเห็น เราควรร้องไห้ไหมนะ .

    วันนี้เข้าใจการมีอยู่ของกล่องทิชชู่บนโต๊ะแล้ว 

    แต่ก็ไม่ได้ใช้มันหรอกนะ
    ยังไงก็รู้สึกว่าการเอามือตัวเองปาดน้ำมูกน้ำตา ให้รู้ว่านี่มือเรา ให้รู้ว่าที่เปียกอยู่บนหน้านี่คือน้ำตาเรา ให้รู้ว่ารสน้ำตามันเค็ม มันเรียลกว่า


    โตแล้วต้องเช็ดน้ำตาด้วยมือตัวเองให้ได้ .

    ฮึบ *








    ปล. ได้ยาเพิ่มมาอีกเป็นกระบุง . 
    ปล.2 หมอถามว่าอยากไปหานักจิตวิทยาไหม ก็เลยตอบไปว่า เคยไปมาแล้วค่ะ ไม่ชอบ น่ารำคาญ .



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in