Sorry, I'm Ovary-Reactเนตรธิ ~
Hello New Shrink, I Don't Like You
  • ปีใหม่ .
    เปลี่ยนหมอใหม่ ..

    ร้องไห้เลย  :'(


    ตอนเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว คุณหมอก็บอกเราล่วงหน้าแล้วแหละว่า "ปีหน้าหมอจะไม่ลงตรวจแล้วนะ "
    .. พอได้ยินก็ใจปิ๋วเลย



    คุณหมอกลายเป็นมนุษย์ที่เราต้องเจออย่างน้อยเดือนละครั้ง บางเดือนมากกว่าที่เจอพ่อแม่ตัวเองอีก
    ความประทับใจแรกต่อหมอคนนี้ สำหรับเราเลย คือ หมอสวย *
    หมอตัวเล็กมาก น่ารักมาก พูดเพราะและตลกมากๆ
    ด้วยความที่ นี่คือจิตแพทย์คนแรกที่เคยพบ เราก็เลยไม่ได้คาดหวังอะไรมากมั้ง ความถูกใจมันก็เลยมีเยอะหน่อย
    เรายังจดเอาไว้เลยว่าวันแรกที่เจอหมอ คุณหมอชมเราว่าเรามองขาดมาก เราเข้าใจว่าปัญหาคืออะไร เกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ทำให้เราไม่รู้สึกถูกตัดสินว่าเป็นคนไม่ดี เป็นคนผิด
    หมอไม่พูดอะไรซ้ำซากน่าเบื่อ ไม่ได้พูดสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว หรือตั้งตนว่าเหนือกว่าแล้วสั่งสอน ซึ่งนั่นทำให้เราค่อยๆ เปิด และรู้สึกวางใจที่จะได้คุย จะได้เล่าอะไรให้หมอฟังทุกครั้ง

    คำชมของคุณหมอทำให้เรารู้สึกดี
    กลับกัน .. คำติของคุณหมอก็ทำให้เรายอมรับความจริงมากขึ้น


    เราอยากอวดให้ทุกคนรู้จักคุณหมอของเรามาก
    เรารู้สึกดีกับวิธีการพูดคุยและการรักษาของคุณหมอมาก เราไม่ได้เป็นคนเรียบร้อยพูดเพราะ คุณหมอก็เหมือนจะสังเกตเห็นและใช้คำพูดที่ดูสบายๆ กับเราหน่อย เราก็ยิ่งไม่เกร็ง เราชอบเล่านู่นเล่านี่ให้แฟนเราฟังว่าหมอว่างี้นะ หมอชมงี้นะ หรือบางทีเวลาคุณหมอพูดประโยคอะไรเด็ดๆ โดนๆ เราก็จะแชร์ให้เพื่อนฟังเสมอ 

    เสียดายนิดๆ เหมือนกันที่ไม่ได้บอกขอบคุณคุณหมอตอนครั้งสุดท้ายที่ไปตรวจ ,
    แต่ก็คิดว่าระหว่างคนไข้กับหมอแบบนี้ก็เหมาะสมแล้ว :)


  • มาถึงเรื่องเปลี่ยนคุณหมอใหม่

    มันประจวบเหมาะพอดีที่เราเกิดอาการดิ่งดาวน์อีกรอบ (แต่ไม่เท่าแต่ก่อนแล้ว) อาจจะเป็นเพราะสุขภาพเราด้านอื่นๆ เริ่มเจอปัญหา บวกกับความรู้สึกสมเพชตัวเองทุกปีใหม่ว่าชีวิตยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักที 

    เวลามาเจอหมอใหม่ ก็เหมือนว่าต้องมานับหนึ่งกันใหม่
    เราไม่รู้จักหมอและหมอก็ไม่รู้จักเรา .

    ไม่ได้คาดหวังอะไรหรอกนะ มันซึมๆ อยู่
    แต่เราใช้เวลาไม่กี่นาทีพยายามจะเล่านู่นนี่และความสับสนหงุดหงิดใจในตอนนั้นให้ฟัง หมอพูดตอบกลับมาไม่กี่ประโยค เราก็รู้แล้วว่าเราไม่ชอบเขาเลยอะ เราไม่ชอบขนาดที่เราไม่อยากพูดต่อเลย ไม่อยากเล่าแล้ว
    หลายๆ ประโยคที่หมอตอบกลับมามันทำให้เราคิดในใจว่า 'พูดทำไม รู้อยู่แล้ว แต่ทำไม่ได้ไง' 

    แต่ประโยคที่ทำให้ชัดเจนในใจเลย คือ "ถ้าคุณทำไม่ได้อย่างนั้นก็ถือว่าแพ้เขานะคะ"
    ค่ะ , ก็เพราะว่าแพ้ไงคะ เลยต้องมาหาหมอ 
    ค่ะ , ก็เพราะว่าไม่ชอบต่อสู้ในชีิวิตไงคะ เลยถึงอยากตายอยู่เนี่ย

    ทำไมถึงทำให้รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ อ่อนด้อยเข้าไปอีกเนี่ย


    พอออกจากห้องตรวจปุ๊บก็รู้สึกว่า เออ ถ้ามาเจออย่างนี้เราอยู่บ้านกินยาต่อไปเรื่อยๆ ดีกว่า มันก็มีความเสถียรของมันระดับนึงแล้ว ไม่อยากเสียเวลาเดินทาง ไม่อยากมาอารมณ์บูดกับคำพูดที่ไม่เข้าอกเข้าใจ หรือ sound judgmental แบบนี้

    ไม่ชอบ ไม่ชอบ ไม่ชอบ !
  • คุณหมอคนเก่าหายไปก็เศร้าใจระดับหนึ่งแล้วนะ
    มาเจอคุณหมอคนใหม่ที่ไม่ถูกใจ ก็เพิ่มความงอแงเข้าไปอีก 

    หนึ่งปีที่ผ่านมามันค่อยๆ เกิดความเชื่อใจ ความไว้ใจ และสร้างความผูกพัน (จากทางเราฝั่งเดียว) กับหมอโดยที่เราเองก็รู้ตัว
    มันมีความต้องการอยากจะเจอหมอในช่วงเวลาที่แย่เพราะเขาดูจะเป็นไม่กี่คนที่เข้าใจเราจริงๆ
    เป็นคนที่จ่ายยาให้เราได้พักบ้าง แล้วบอกให้ไม่ต้องพยายามมากเกินไป ไม่ต้องฝืน ถ้าไม่ไหวก็กินยานะ
    เชื่อมั่นว่าจริงๆ แล้วเราทำได้ เราเก่ง แต่ตอนนี้เราต้องการตัวช่วย

    พอ 'สิ่งนั้น' มันหายไป มันก็รู้สึกเคว้งคว้างมากเหมือนกัน
    ยังโชคดีที่ตอนนี้เราดีขึ้นมาแล้วมากๆ , เรารับมือกับอารมณ์พวกนี้ได้ดีแล้ว
    เอาจริงๆ ถ้ามองมันแง่ดี เรื่องนี้ก็คงเป็นบทเรียนหนึ่งที่ช่วยให้สุขภาพจิตแข็งแรงขึ้นก็ได้นะ เพราะสุดท้ายเราก็ต้องยืนและเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเองต่อไปให้ได้อยู่ดี
    จะยึดกับใคร จะพึ่งใครไปตลอด เป็นไปไม่ได้


    เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับจิตแพทย์ มันควรจะมีระยะห่างขนาดไหน ที่ผ่านมาก็เคยได้ยินพวกเรื่องคนไข้ตกหลุมรักหมอที่รักษาตัวเองมาเหมือนกัน นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่เราได้ทั้งหมอเก่าและหมอใหม่เป็นผู้หญิงก็ได้มั้ง อาจจะเป็นด่านแรกที่ป้องกันไม่ให้เกิดความรู้สึกลึกซึ้งเลยเถิด .
  • ตอนนี้ก็เลย ยังไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี
    จะเปลี่ยนหมอเลยมั้ย ? หรือจะลองให้โอกาสหมอดูอีกรอบดี​ ?
    เราตั้งมาตรฐานสูงเพราะเราถูกใจหมอคนเก่าหรือเปล่า ? พอเอามาเปรียบเทียบกันก็เลยรู้สึกแย่
    พอคิดว่ากว่าคุณหมอคนเก่าจะเข้าใจเรามันก็ใช้เวลานะ แต่คิดอีกทีก็ไม่ใช่ เราถูกชะตาคุณหมอคนเก่าตั้งแต่วันแรกที่เจอนี่นา . 

    อะไรแบบนี้มันคงเป็นเรื่องเคมีไม่ตรงกันจริงๆ 
    เราควรจะเชื่อความรู้สึกตัวเอง ตัดสินใจไปเลยหรือเปล่า
    แต่ถ้าเปลี่ยนหมอใหม่ ก็คือต้องมานับหนึ่งกันใหม่รอบที่สามนะ ..... เห้อ 


    ตั้งแต่มาแผนกจิตเวช คุณหมอก็ย้ำว่าเราสามารถแจ้งพยาบาลได้ตลอดเวลาถ้าต้องการเปลี่ยนหมอ ถ้ารู้สึกไม่พอใจ หรือรู้สึกว่าหมอคนนี้คุยกันไม่เข้าใจ โดยไม่ต้องบอกหมอก่อนก็ได้ ไม่ต้องกลัวหมอโกรธ



    เนี่ย คิดว่าจะได้ใช้ครั้งนี้เนี่ยแหละ  เราว่า .. 
    :(
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in