แมวสองตัวนั้นดูมีความสุขดีนะHikari
แมวสองตัวนั้นดูมีความสุขดีนะ ตอนที่ 1 สวัสดีเจ้าเหมียว
  • ตอนที่ 1 "สวัสดีเจ้าเหมียว"

              ฉันยืนจ้องสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในตระกร้า สายตาหวาดกลัวของลูกแมวห้าตัวมองกลับมาที่ฉันผู้ซึ่งเป็นมนุษย์แปลกหน้าเป็นตาเดียว เกือบทุกตัวส่งเสียงร้อง หากจะให้เข้าใจตรงกันตามหลักภาษาก็คงเป็น “เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว” ไม่หยุดหย่อน แต่สำหรับฉันพวกมันร้องว่า “แอ๊ว แอ๊ว แอ๊ว” ไม่หยุดหย่อน สองตัวในนั้นมีขนสีดำสนิทที่ฉันแยกหน้าตาไม่ออก เหมือนกับเวลาเราเจอฝาแฝดที่เหมือนกันแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว ในช่วงแรกๆ เราจะยังแยกพวกเขาไม่ออกแบบนั้นไม่ต่างกัน ฉันเลื่อนสายตาไปยังลูกแมวอีกสามตัวที่เหลือ หนักกว่าแฝดสองคือลูกแมวแฝดสามลายสลิดสุดโหลที่มีอยู่เกือบทุกที่ทั่วโลกแหงนมองฉันอยู่ ไม่ต้องคาดเดาฉันไม่สามารถแยกหน้าพวกมันออกได้
              “ชอบตัวไหนจ๊ะหนู ป้าแถมตระกร้าให้ด้วยนะ แมวที่วัดออกลูก ป้าก็เลยจับมาแจก ช่วยๆ กันเอาไปดูแล” คุณป้าที่คงยืนมองฉันอยู่พูดขึ้นในขณะที่ฉันกำลังลังเลว่าจะเลือกตัวไหนกลับไปดี
              “หนูแยกพวกมันไม่ออกน่ะค่ะคุณป้า”
              “นั่นสินะจ๊ะ ก็หน้าตาเหมือนกันซะขนาดนั้น แต่ก็ต้องมีตัวหนึ่งที่รู้สึกพิเศษใช่ไหมละจ๊ะ” คุณป้าตอบฉันด้วยน้ำเสียงใจดี
              นั่นสินะ แล้วตัวไหนละที่ฉันรู้สึกพิเศษกว่าตัวอื่น ฉันยืนมองเด็กๆ อยู่พักใหญ่ ลืมความเกรงใจไปเสียสนิท “ขอโทษด้วยนะคะ หนูเลือกนานไปหน่อย”
              “ไม่เป็นไรจ้ะ ตามสบายเลย”
              ถึงจะรู้สึกเกรงใจและพูดคำขอโทษไปแบบนั้น แต่ฉันก็ยังยืนลังเลเงียบๆ ต่อไปอีกนานทีเดียว
              “เอาตัวนี้ละค่ะ” ฉันโพล่งออกมา พร้อมเอานิ้วจิ้มไปที่หัวเด็กเล็กๆ คนนั้น

              ส่วนเด็กเล็กๆ คนนั้น ตอนนี้กลายเป็นคนนี้ที่นั่งอยู่บนพื้น ตัวโตขึ้นอีกนิดจากที่มาวันแรกฉันสามารถจับนั่งบนฝ่ามือเดียวของฉันได้ ถ้าเป็นตอนนี้ละก็มีหวังได้ข้อมือหักแน่ๆ สายตาหวาดกลัว ประหม่าเกรงใจมลายหายไปสิ้น เป็นสายตายียวนเข้ามาแทนที่ ผ่านมาหกเดือนถึงจะเป็นเวลาที่ไม่ได้นานนักแต่ฉันคิดจริงๆ ว่าเธอเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง แถมเป็นน้องสาวที่แสบซะด้วย
              “เซียโล่!” ฉันพูดเสียงดุ
               “…..” เซียโล่จ้องหน้าขึ้นมองฉัน หรี่ตาลงข้างหนึ่งเหมือนคนกำลังยกคิ้วทำท่ายียวน
              “เซียโล่ บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ให้ปีนกางเกงยีนส์ ดูซิเนี่ย” ฉันพูดพร้อมกับชี้มือไปตรงสะโพกด้านขวาที่มีรูเล็กๆ สองรูที่เกิดขึ้นจากกรงเล็บ
              “…..”
              “แล้วเวลาโล่เอากรงเล็บไต่กางเกงปีนขึ้นมาถึงเอวเนี่ยมันเจ็บนะรู้ไหม ถึงจะเป็นกางเกงยีนส์ที่หนาก็เถอะ บอกกี่ทีแล้ว” ฉันพูดต่อไปโดยไม่ได้คิดว่าต้องอ่อนโยนต่อชีวิตที่เล็กกว่า ในเมื่อเธอเป็นน้องฉันและดื้อ เหตุการณ์และบทสนทนาท่าทางแบบนี้เกิดขึ้นแทบทุกครั้งที่ฉันสวมกางเกงยีนส์ ฉันเคยมีประสบการณ์เลี้ยงแมวมาก่อน แต่ก็ไม่เคยมีตัวไหนที่ชอบกระโดดไต่กางเกงขึ้นมาที่เอวแบบนี้
              “ทะเลาะอะไรกัน” พี่นุเปิดประเข้ามาพร้อมกับคำถามและรอยยิ้มกว้าง พี่นุมักคิดว่าเป็นเรื่องขำขันที่ฉันและเซียโล่ทะเลาะกัน ซึ่งฉันหมายถึงมนุษย์และแมวที่ทะเลาะกัน แต่อย่างที่บอกว่าเซียโล่คือน้องสาว ไม่ใช่สัตว์แลี้ยง และฉันรู้ว่าเธอเองก็ไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้ตลกสักนิด “ไม่ต้องรีบไปคุยเรื่องแก้ต้นฉบับหรอฮิคาริ” พี่นุเสริมหลังจากคำถามที่เหมือนเป็นคำทักทายมากกว่าคำตอบ
              “กำลังจะไปค่ะพี่นุ วันนี้ฝากเซียโล่ด้วยนะคะ ริอาจจะกลับช้าหน่อย ต้องแวะไปรับของที่สั่งไว้”
              “ไม่ต้องห่วงรีบไปได้แล้ว เดี๋ยวสายนะ” พี่นุพูดพร้อมกับอุ้มเซียโล่ที่กำลังคลอเคลียอยู่ที่ขามาไว้ตรงอกและเกาคางให้อย่างอ่อนโยน
              ฉันขยี้หัวเจ้าเด็กดื้อแรงๆ หนึ่งทีอย่างเอ็นดู ก่อนจะโบกมือลาพี่นุและออกจากบ้าน

              “ริช่วยแก้ตามนี้แล้ววันอังคารหน้าเรามาดูกันอีกทีนะครับ”
              “ได้ค่ะ เจอกันอาทิตย์หน้านะคะพี่วาฬ” ฉันบอกเจ้านายกึ่งเพื่อนรุ่นพี่ที่มักใจดีกับฉันเสมอและออกมาจากร้านกาแฟบลูเบิร์ดจุดนัดพบประจำของเรา
              ฉันมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่ใกล้ที่สุดเพื่อเดินทางไปยังลีฟสแคว์ ย่านกลางเมืองที่มีผังเป็นรูปใบไม้ แหล่งรวมห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และจุดนัดพบของวัยรุ่นที่แต่งตัวกันเต็มที่เพื่อมาพบปะสังสรรค์ แหล่งที่หนุ่มสาวมานัดเดท แต่สำหรับฉันถ้าจะหาแรงบันดาลใจหรือต้องการมุมร้านกาแฟสงบๆ เพื่อให้สมองลื่นไหลในการเขียนแล้วละก็ ฉันมักจะแวะมาที่นี่ มีร้านกาแฟบางร้านที่ให้บริการยี่สิบสี่ชั่วโมงสำหรับชาวเมือง แต่วันนี้ฉันมาเพื่อรับของขวัญที่สั่งไว้ ของขวัญสำหรับพี่วาฬผู้ที่ลืมวันเกิดตัวเองได้ทุกปี ดังนั้นฉันจึงมีหน้าที่จดจำแทนเขา พอเป็นคนสำคัญแล้วการจดจำวันสำคัญเล็กๆ น้อยๆ แทนก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไร พี่นุเองก็จดจำมันได้ เขาจัดมื้อค่ำเล็กๆ ให้พี่วาฬทุกปี เชิญแต่แขกคนสนิทสองสามคน ส่วนเรื่องเค้กคนรักของพี่วาฬจะเป็นคนจัดการมันในทุกปี และทุกปีเช่นกันที่การเซอร์ไพรส์ประสบความสำเร็จ ก็อย่างที่บอกเพราะเขาลืมมันได้ตลอดจะไม่ให้เซอร์ไพร์สได้อย่างไรกัน
              มีร้านเครื่องเขียนเล็กๆ ในซอยหมายเลขห้าทับหนึ่ง ซึ่งเป็นซอยที่คนไม่พลุกพล่าน ไม่ค่อยมีใครเดินทางมาที่นี่นอกจากจะมีธุระเรื่องสัตว์เลี้ยงเพราะมีคลินิกรักษาสัตว์อยู่ในซอยเพียงร้านเดียว ฉันหมายถึงร้านเดียวนอกจากร้านเครื่องเขียน ส่วนที่เหลือนั้นเป็นห้องว่างที่ถูกปิดทิ้งร้างจากกิจการที่ไปต่อไม่ไหว ฉันเดินผ่านคลินิกที่เปิดไฟสว่าง ที่ด้านหน้าหลังกระจกมีกรงสัตว์เลี้ยงตีช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสเท่าๆ กัน เพื่อโชว์ให้เห็นสัตว์ผู้กำพร้าหรือโชคร้ายไม่มีเจ้าของรอคอยเจ้านายใหม่อยู่ในกรงที่เรียงรายเหล่านั้น ฉันมักจะคิดว่าที่นี่เป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าสำหรับสัตว์ สำหรับวันนี้มีเด็กน้อยหัวโตตาปรือตัวน้อยท่าทางมึนๆ อยู่ในกรงนั้นเพียงตัวเดียว ฉันยืนมองมันที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเดินขายังไม่แข็งแรงนักวนไปวนมาอยู่ในกรง เห็นแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ก่อนจะเดินจากไปเพื่อรับของขวัญที่สั่งจองไว้ ฉันเดินออกมาจากร้านเครื่องเขียน และราวกับถูกมนต์สะกด ฉันพลักประตูกระจกของคลินิกเดินตรงไปยังโซนขายของสำหรับสัตว์เลี้ยงและเลือกกระเป๋าสีแดงสำหรับใส่สัตว์เลี้ยงขนาดกลาง ก่อนจะเดินไปแจ้งกับคุณพนักงานต้อนรับว่าฉันต้องการรับเลี้ยงเจ้าหัวโตตาปรือที่เดินงงๆ อยู่ในกรงด้านหน้านั่น
              และฉันก็มีแมวตัวที่สองด้วยเหตุนี้ ด้วยมนต์สะกดของหัวโตและความมึน

              “อืม ตัวนี้ริจะตั้งชื่อว่าอะไรดีคะ” พี่นุถามฉันในขณะที่พยายามทำให้เซียโล่สงบจากสิ่งมีชีวิตแปลกหน้า ฉันว่าหกเดืิอนที่ผ่านมาทำให้เซียโล่ลืมไปเสียแล้วว่าตัวเองนั้นเป็นแมว เด็กเล็กๆ มักจะลืมอะไรง่ายดายราวกับว่าบางสิ่งไม่มีอยู่จริงหรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แถมหกเดือนมานี้ก็มีเพียงฉันและพี่นุเท่านั้นที่เธอสนิท ส่วนพี่วาฬแวะมาทักทายอยู่เล่นด้วยและเอาขนมอร่อยๆ มาฝากบ้างเป็นครั้งคราว ไม่เคยเจอสัตว์อื่นๆ หรือแมวด้วยกันเองเลย ไม่น่าแปลกใจที่เธอจะคิดว่าพวกเราคือมนุษย์ด้วยกันทั้งหมด ส่วนเจ้าสิ่งมีชีวิตหัวโตตัวจิ๋วนี่คงเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นอกโลกที่อันตรายเพราะเซียโล่เอาแต่ขู่ฟ่อแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตั้งแต่ที่ฉันรู้จักเธอมา
              “จะไหวไหมนะ” ฉันมองเซียโล่อย่างกังวลใจ
              “…..” พี่นุไม่ตอบอะไรพยายามกอดเซียโล่ไว้ในอ้อมอกในขณะที่เธอกำลังเกรี้ยวกราด
              “หรือว่าจะพาไปคืนดีคะพี่นุ ถ้าเป็นตอนนี้ก็คงไม่เป็นไร เพราะยังไม่ได้ผูกพันกัน” ฉันพูด
              “น่าเศร้านะ” พี่นุตอบออกมาหลังจากเงียบไปพักใหญ่
              “นั่นซินะ ริไม่น่าเริ่มตั้งแต่แรก” ฉันเข้าใจความหมายของคำว่าน่าเศร้าที่พี่นุเอ่ยออกมา ความน่าเศร้าเป็นของเจ้าหัวโตที่ได้ถูกเป็นที่ต้องการและต้องถูกละทิ้งอีกครั้งในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง และฉันเป็นผู้ทำบาดแผลที่น่าเศร้านี้ให้แก่เธอ ส่วนของฉันเป็นคำว่ารู้สึกผิดที่จะติดอยู่ในใจไปตลอด คำว่าน่าเศร้าที่ผู้นุว่าไม่ใช่ของฉัน
              ฉันยังไม่ได้ตั้งชื่อให้กับสิ่งมีชีวิตที่ร่ายมนต์ใส่ฉัน และขณะนี้เจ้าหัวโตนอนอยู่ในตระกร้าพลาสติกสำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีฝาปิด ส่วนฉันนอนกอดและพยามปลอบใจเซียโล่อยู่ในห้องนอน ฉันพยายามกอดเธอให้แน่นที่สุดเท่าที่ร่างเล็กจะไม่แตกหัก
              “กลัวละซิ ใช่ไหม”
              “…..” ฉันรู้ว่าเธอยังโกรธฉันอยู่ ถึงจะทำเป็นเย็นชาไม่สนใจแต่ก็ยังคงอยากรู้ว่าฉันจะพูดว่าอะไร ดูจากหูที่กระตุกเล็กน้อยแสดงถึงการรับรู้
              “ฉันไม่รักเธอน้อยลงหรอกนะ ความรักน่ะมีได้สำหรับหลายคนตราบใดที่มันไม่ขัดต่อศีลธรรมและก่อความวุ่นวาย ถ้าหากเธอรักเป็น รู้ไหมเซียโล่”

              วันถัดมาฉันตัดสินใจอำลาเด็กหัวโตผู้น่าสงสาร ความรู้สึกผิดนี้คงติดอยู่ในใจฉันไปตลอด พี่วาฬแวะมารับเธอในช่วงบ่ายและสัญญาว่าจะหาบ้านเหมาะๆ ให้เธอ
              “คราวหน้าคราวหลังริจะทำอะไรต้องมีสติมากกว่านี้นะครับ นี่หมายถึงชีวิตและความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตหนึ่งชีวิตเลยนะ” พี่วาฬที่กำลังถือตระกร้าแมวยืนอยู่หน้าประตูบ้านตำหนิฉันด้วยความหวังดี
              “ขอโทษค่ะพี่วาฬ”
              “พี่คือคนที่ริควรขอโทษรึเปล่า” 
              ฉันก้มหน้าส่ายหัวเป็นคำตอบก่อนจะย่อตัวลงไปมองเจ้าหัวโตที่กำลังมองอย่างหวาดกลัวกลับมาอยู่ในตระกร้าใบน้อย “ฉันขอโทษนะเดซี่ ขออนุญาติจดจำเธอเอาไว้ในชื่อนี้แล้วกัน”
              ฉันนอนคิดทั้งคืนว่าถ้าหากเธอเป็นน้องสาวฉัน เธอจะชื่อว่าอะไร ฉันมีเซียโล่ที่แปลว่าท้องฟ้าอยู่แล้ว หากฉันมีทุ่งดอกไม้เล็กๆ น่ารักและบริสุทธิ์อยู่ในบ้านด้วยก็คงดี “ลาก่อนนะเดซี่ ฉันขอโทษเธอเป็นล้านๆ ครั้ง ขอให้เจอครอบครัวที่อบอุ่นดูแลเธออย่างดี”
              “พี่ว่าเดี๋ยวพี่ต้องได้ขับรถกลับมาอีกรอบแน่ ๆ” พี่วาฬพูดยิ้มๆ ฉันเดินไปส่งเขาที่รถและโบกมือลา ก่อนที่ทั้งสองชีวิตจะขับเคลื่อนจากไปบนถนนสายเล็กๆ ของเมือง

              “เอาละเด็กๆ ต่อไปนี้พวกเธอคือครอบครัว ยังไงก็รักกันไว้นะ” ฉันยืนอยู่ปลายเตียงมองเซียโล่ที่กำลังขู่เดซี่ฝ่อ เธอคงคิดว่าตัวเป็นสัตว์ตัวใหญ่ตัวโตนักหนา ส่วนเดซี่ผู้น่าสงสารก็หัวหดหูลู่ตัวติดบานประตูห้องนอนสีขาวที่ปิดไว้ราวกับว่าจะสิงประตูซะให้ได้
              เป็นอย่างที่พี่วาฬว่าไว้ไม่ผิด ฉันทำใจปล่อยเดซี่ไปไม่ได้ เช้าวันรุ่งขึ้นฉันขอร้องให้เขาขับรถพาเธอกลับมาส่ง และในที่สุดบ้านของเราก็มีทั้งท้องฟ้าและทุ่งดอกไม้ที่งดงาม ต่อไปนี้เราจะรักและเป็นครอบครัวเดียวกัน ถึงเด็กๆ จะต้องปรับตัวกันสักหน่อยก็ตาม ซึ่งในที่นี้ฉันหมายถึงมากสักหน่อยก็ตาม
     
              “ทำไมหนูถึงเลือกตัวนี้ละจ๊ะ” คุณป้าถามขึ้นขณะกำลังพยายามจับเจ้าหางกุดยัดใส่ตระกร้า
              “เพราะเป็นเด็กไม่มีหางค่ะ”
              “นั่นสินะ แมวไม่มีหางเขาว่ากันว่านำพาโชคไม่ดี ไม่มีเงินใช่ไหมจ๊ะ” คุณป้าตอบ “ความรู้สึกสงสารก็เป็นความรู้สึกพิเศษได้”
              “ไม่ใช่สงสารหรอกค่ะ จริงๆ เป็นเหตุผลรอง คือถ้าหากว่ามีหางยาว แต่มีแววตานั้น หนูก็เลือกอยู่ดี” ฉันมองไปยังตระกร้าที่คุณป้าปิดฝาเรียบร้อยและยื่นส่งมาให้พร้อมกับรอยยิ้ม “เพราะแววตานั้นที่หวาดกลัวและประหม่ากว่าคนอื่น แบบนั้นหนูเข้าใจดี”
              “เข้าใจอย่างนั้นหรอจ๊ะ” คุณป้าถามด้วยความสงสัย
              ฉันยิ้มเบาๆ ที่มุมปาก “เพราะหนูเองก็เคยเป็นเด็กคนนั้นมาก่อน”
              ฉันเดินจากมาพร้อมเด็กคนนั้น
              “แล้วชื่อละจ๊ะ” คุณป้าถามฉันจากข้างหลัง ฉันหันกลับมาหาเธออีกครั้ง “ต้องเป็นชื่อที่พิเศษมากๆ ใช่ไหมจ๊ะ คิดว่าคงมีในใจแล้ว”
              “เซียโล่ค่ะ แปลว่าท้องฟ้า และเป็นคำที่ใช้เรียกคนที่เรารัก”
              “อ่อ หมายถึงที่รักซินะจ๊ะ” คุณป้าพูดและก้มลงมองเซียโล่ที่อยู่ในตระกร้า “ลาก่อนนะจ๊ะที่รัก ฉันส่งเธอได้ถึงเท่านี้ละนะ ต่อไปนี้ฝากด้วยนะจ๊ะ”
              ฉันรู้สึกเหมือนกับประโยคประโยคสุดท้ายคุณป้าไม่ได้พูดกับฉันแต่เป็นเซียโล่ที่เธอกำลังมองอยู่ แต่ไม่ได้สงสัยจนเอ่ยปากถาม เธออาจจะแค่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองฉันก็แค่นั้น



    แมวสองตัวนั้นดูมีความสุขดีนะ ตอน สวัสดีเจ้้าเหมียว
    - ฮิคาริ -

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in