ไถเป่ย 281proudtone
day1 : ลื้อจะเริ่มแบบนี้เลยเหรอวะ

  • DAY 1

    __________


    เรื่องราวของคนที่พารานอยด์ตลอดเวลาเพราะกลัวว่าเงินจะหมดก่อน




    ก่อนจะเดินลงไปสถานีรถไฟก็ต้องซื้อตั๋วขบวนด่วนพิเศษสีม่วง (Taoyuan Airport MRT) ค่าเดินทาง 160 หยวน (TWD=NT=หยวน) จากเทอมินัลหนึ่งถึงสถานีใต้ดินก็แปดโมงสามสิบห้า จอทีวีบอกอีกสองนาทีรถจะมาและก็มาตามนั้นจริงๆ พอจับจองที่นั่งก็ต่อวายฟายฟรีของรถไฟได้เลย




    เราไม่ได้ซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์เลยเวลาออกนอกประเทศ ขี้งกก็ส่วนนึง แต่เราคิดว่าตัวเองไม่ได้ติดโทรศัพท์หรือโซเชี่ยลมากขนาดต้องมีเน็ตตลอดเวลา จะใช้ก็ใช้ทีเดียวตอนอยู่ที่พัก ถามว่าแล้วถ้าหลงทางอะทำไง? คือก่อนเที่ยวเราก็ต้องศึกษาเส้นทางมาก่อนใช่มั้ยล่ะ เรามีแพลนเที่ยวที่เขียนเป็นตัวอักษร วิธีเดินทาง ค่าเดินทางอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว ถ้าถึงคราวหลงจริงๆ จะเปิดแมพ ดูแค่ GPS จุดสีน้ำเงินมันหันหน้าไปทางไหนแล้วค่อยเปลี่ยนเส้นทางเอาเพราะก็รู้อยู่แล้วว่าที่ที่จะไปอยู่ตรงไหนของแผนที่ไง




    และไต้หวันก็มีจุดบริการวายฟายฟรีเยอะพอสมควรเราเลยชิวๆ ผิดกับพี่หวายที่ต้องมีเน็ต เพราะเวลาพี่เขาไปเที่ยวจะแพลนหลวมกว่าเรา ไปดูเอาหน้างาน จะพึ่งแผนที่มากกว่าซึ่งพอเรามาเที่ยวด้วยกันแบบนี้ ตัวเราก็ต้องหลวมตาม ครั้งนี้เลยไม่ได้ตีตารางเที่ยวแล้ว ทำแค่ลิสต์ว่าวันนี้ๆ น่าจะไปไหนบ้างแค่นั้นพอ ที่เหลือก็แล้วแต่บุญแต่กรรมแล้วแต่ลมฟ้าอากาศ




    พอรถมาสุดที่ปลายทางอย่างไทเปเมนสเตชั่น (Taipei Main Station) วายฟายฟรีของรถไฟหมดโควต้าครึ่งชั่วโมงพอดี เราแบกกระเป๋าเดินไปตามโถงทางเดิน คือสมกับการเป็นเมนสเตชั่นจริงๆ สถานีใต้ดินนี้ใหญ่มากนะคะ มันรวมทั้งรถไฟไปสนามบิน รถไฟปกติไปต่างจังหวัด รถไฟใต้ดินซับเวย์ที่วิ่งในไทเป คนเยอะและมีห้าง ร้านค้าร้านอาหาร แต่ถึงจะใหญ่โตแค่ไหนเราใช้ความคุ้นนำทางเอา (จริงๆ คือป้ายมันดูง่าย)




    เรื่องพีคของวันหลังจากโดนตม.โยนยาสระผมทิ้งคือระหว่างเดินแบกกระเป๋าอย่างมุ่งมั่นเพราะหนักชิบหายเลยก็โดนหนุ่มจีนจีบ เออ...จีบจริงๆ เขาเดินขนาบมาทักเป็นภาษาจีน คือกลัวนะเพราะโดนมุกนี้บ่อย คงหน้าเด๋อๆ หลอกง่ายเลยโดนชวนไปเป็นดาวน์ไลน์ (อีพี่เทียนไข กูจำมึงได้ไม่ลืมนะ อี passive income) ผวาไปเลยกับการที่อยู่ๆ คนแปลกหน้ามาทัก แต่ด้วยความเกรงใจก็เลย เอ่อ อิงลิชพลีส เขาก็อ้ำอึ้ง เอ่อ ไอซียูโอเวอร์แด เอ่อ ยูอาร์คิวท์ โซ...เอ่อ ไอติ้ง เอ่อ มึงไม่ต้องเอ่อไอ้หนุ่ม กูก็เอ่อ เลยขำแห้งตอบไปแล้วบอกว่าไอแฮฟอะบอยเฟรนด์แล้วอ่า เขาก็โอ้ซอรี่แล้วจากไป...อะไรของลื้อวะ (ตอนหลังเพิ่งระลึกได้ว่าถ้ามึงซีกูตั้งแต่โอเวอร์แด มึงเดินตามกูมาหรอ!)




    แต่สิ่งที่ดีอย่างนึงของคนที่นี่คือ เขาพูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ จะไปแบบงูๆ ปลาๆ แค่ไหนก็รอด เพราะเขาก็งูๆ ปลาๆ กลับมาเหมือนกัน เข้าใจง่าย ฟิลแบบแม่ค้าตามแหล่งท่องเที่ยวอะค่ะ แต่ถ้าอยากได้เป็นประโยคก็มีให้ เริ่ดๆ ดู ขนาดจะจีบสาวต่างชาตินังยังจีบเป็นอิ๊งได้เลยเด้อ 555555555555555555555555555555 (สะใจอะไรของลื้อวะ)




    อะ พอขึ้นมาบนดิน เราก็ไปฝากกระเป๋าพร้อมจ่ายค่าที่พักด้วยเงินสดที่ Cavemen Hostel ก่อน ตอนนั้นเกือบสิบโมงเช้าแต่เวลาเช็คอินคือบ่ายสาม เราก็ไปเดินเล่นรอเช็คอินกับรอพี่หวายมา ตอนนั้นไม่มีอะไรในท้องเลยตั้งแต่เที่ยงคืนวันก่อนเลยข้ามฝั่งไปเดินที่ห้างบนเมนสเตชั่น ชื่อห้างคือชื่อเดียวกับสถานีเลย เพราะจริงๆ มันเป็นสถานีขายตั๋วรถแล้วมีห้างประดับ ซึ่งมันใหญ่มากกกก โถงอาคารใหญ่สี่เหลี่ยมตรงกลางสำหรับคนมารอรถ ล้อมด้วยร้านค้าสองชั้น ชั้นบนๆ ขึ้นไปไม่รู้ว่าคืออะไรเหมือนกัน เราเดินวนขึ้นลงก็ไม่เจออะไรที่ถูกใจ







    เคยอ่านเจอว่าคนไต้หวันส่วนใหญ่จะกินมื้อเช้าแบบ Grab and Go ไม่ค่อยนั่งอ้อยอิ่งกินข้าวต้มแบบจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ก็นั่งกินอะไรที่ไม่ต้องมากความมากจาน เราเลยอยากลองเป็นคนไต้หวันดูบ้าง เมินร้านอาหารแล้วเดินมั่วๆ ไปเจอร้าน Show Want ติดประตูที่จะเดินไปไทเปบัสสเตชั่น มันคือร้านอาหารแกร็บแอนด์โกแบบที่ว่า สั่งแล้วเดินไปกินไปได้เลย เนื่องจากงูๆ ปลาๆ ก็ดูป้ายเมนูเรคคอมเมนด์เอา







    เราเลือกชุดที่สี่ จากรูปคือ ขนมปังปิ้งไส้หมูทอด ไข่ทอด ทาด้วยเนยถั่ว และชาดำเย็น ตอนนั้นอเมซมาก ไอ้บ้า เนยถั่วกับหมูไข่เนี่ยนะ ปกติคงไม่กินแน่ๆ แต่ไหนๆ ก็มาแล้วก็ลองดูแล้วกัน










    ชิ้นใหญ่แบบชิ้นเดียวอิ่มไปหนึ่งมื้ออะ คำแรก...กัดโดนแค่ขนมปังร้อนๆ กรอบที่ผิว แค่นี้ก็ผ่านแล้วเพราะโดยส่วนตัวชอบขนมปังปิ้งเป็นพิเศษ ส่วนคำที่สองกัดไปให้เจอไส้ ตอนแรกงงๆ พอเคี้ยวก็เฮ้ย! อร่อยว่ะ มันอร่อยแบบแปลกๆ พูดไม่ถูก คือหมูนิ่มๆ แผ่นบางเค็มนำ ตัดกับเนยถั่วหวานๆ แล้วไข่ทอดกับขนมปังรสนัวๆ กลางๆ ก็ดึงทุกอย่างไม่ให้สุดโต่งเกินไป เป็นหวานเค็มที่งงดี อะไรของมันวะ แต่อร่อย




    แต่กินไปสักครึ่งชิ้นก็เริ่มเลี่ยนเนยถั่วเลยเจาะชาดำกิน โห ชาคือชา ไม่มีความหวานใดๆ ล้างทุกอย่างบนลิ้นในคอออกไปหมดเลยกินต่อได้เรื่อยๆ ปกติไม่ค่อยกินหมู แต่หมูเขาอร่อยอะ แผ่นบางนิ่มมาก ถ้าเจอที่ไหนก็ลองไปตำดูนะจ๊ะ




    ระหว่างเดินไปกินไป เราก็ไม่มีจุดหมายนอกจากรอพี่หวาย ใช้วิธีเดินมั่วๆ ใช่ เดินมั่วๆ ถ่ายแผนที่ก่อนจะออกจากห้างมาแล้วเดินไปเลย ไม่รู้หรอกว่าเดินไปจะมีอะไร แต่ก็เดินๆ ไปเถอะ จนไปถึงสวนข้างถนนชื่อ Huashan park ก็นั่งพัก และเจอสิ่งนี้




    ซูมแล้วรูปแตกยับเลยค่ะคุณไอโฟน


    อือ…




    คนเรามันจะมีนกชนิดนี้อยู่ในสวนสาธารณะกลางเมืองหรอ…มันคือนกอะไรก็ไม่รู้ ตลกดี เหมือนไก่แต่ไม่ใช่ไก่ อยู่ตัวเดียวด้วย นั่งมองไปสักพักก็ช่างมันแล้วเดินต่อไปเจอที่นี่







    เป็น Museum of Contemporary Art (MOCA) ของไทเป อยู่ๆ ก็ฟลุ๊คเดินเจอเลยรีบเข้าไปอย่างไวและโดนสตาฟหญิงชาวจีนชี้มาที่แก้วชาดำว่าเอาเข้าไม่ได้ เราลังเลอยู่สักพักก็เอาวะ ที่นี่กำลังจัดนิทรรศการ 2017 Taipei Art Awards อยู่ เสียเงินห้าสิบหยวนบวกค่าฝากกระเป๋าที่ล็อกเกอร์ ตู้เล็กห้าหยวน ตู้ใหญ่สิบ สรุปเราโดนไปหกสิบหยวน ผ่านจุดตรวจตั๋วก็เดินดูงานตามห้อง แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่เข้าไม่ถึง






    คนอวดผี

    อีนี่น่ากลัวมาก โคตรเหมือนผี ศิลปะอะไรของลื้อวะ อั๊วะเข้าไม่ถึง




    จริงอยู่ที่เราชอบเดินมิวเซียมหรืออาร์ตแกล แต่ใช่ว่าจะเข้าใจจะอิ่มเอมลึกซึ้งอะไรกับผลงานศิลปะหรอก เราก็แค่คนเสพแบบผิวเผินอะ สวยก็ดู ไม่สวยก็ผ่าน เข้าใจก็อ่าน ไม่เข้าใจก็บาย ห้องแรกมีสตาฟคอยอธิบายแต่แน่นอนว่าบายจ้า ฟังไม่รู้เรื่อง แต่งานสวยดีนะ ส่วนต่อๆ มาก็เหมือนกัน ม่ายลู้เลื่อง อาจจะรู้บ้างตรงที่มีห้องฉายบทสัมภาษณ์ของศิลปินที่มาจัดแสดงผลงานมีซับอังกฤษ-จีน ดูไปได้นิดหน่อยก็พอ แล้วเดินไปเรื่อยๆ จนมาเจอสิ่งนี้













    ตอนแรกกลัวมาก ห้องมืดโคตร แต่พอลองไปนั่งบนบีนแบ็กที่เขาจัดไว้ให้นั่งดู ตั้งแต่เดินเข้าไปเหมือนเขาติดเซนเซอร์ไว้ ถ้าคนมาก็จะเริ่มทำงาน พอเรานั่งลง ไฟบนเพดานก็เปิดทีละดวงพร้อมกับซาวด์ประกอบล้ำๆ อนาคตๆ มีลูกเล่นเล่นไปเรื่อยๆ เหมือนอยู่ในจรวด มีไฟคลื่น ไฟกระพริบ จนมาถึงจุดพีคคือไฟเจ็ดดวงส่องลงมาถึงพื้น เด็กผู้ชายเสื้อขาวที่เข้ามาพร้อมกันก็เดินไปบนพื้นยกระดับนั้น เอามือปาดๆ แสงแล้วมันก็มีเสียงโน้ตดนตรีออกมา เก๋มาก พอสนุกนังก็เดินสวนสนามใหญ่เลย เราก็นั่งมอง นังเดินทะลุแสงไปมานานอยู่จนกลับมานั่งที่เดิม ระบบก็เริ่มทำงานใหม่ตั้งแต่แรก พอนั่งจนรู้แล้วว่าไม่มีอะไรก็ออกมาเดินดูผลงานอื่นๆ จนมาเจอ










    สิ่งนี้คืออะไรไม่รู้ ไม่เข้าใจ แต่เขาให้ปีนขึ้นไปเปิดเพลงที่ชอบในยูทูปฟัง แน่นอนว่าเราต้องเปิดเพลง Cheapest flight - PREP เป็นเพลงที่ชอบที่สุดในตอนนี้ เราฟังอยู่ในแคปซูลกลมๆ ได้ครึ่งเพลงก็ปีนกลับลงมาแล้วก็เพิ่งรู้ว่าไม่ใช่แค่เราก็ได้ฟัง แต่ทั้งห้องก็ได้ฟังด้วย โทรโข่งรอบแคปซูลบวกกับห้องสี่เหลี่ยมเพดานสูงเสียงมันเลยก้อง เพลงโปรดของเราเลยยิ่งเพราะเข้าไปใหญ่ สตาฟตรงมุมห้องแอบนั่งเคาะเท้าตามจังหวะเพลงด้วยแหละ







    ศิลปินขับรถในทะเลทรายที่ออสเตรเลีย เจอของพิลึกๆ แบบนี้อยู่ข้างทาง ทั้งจิงโจ้โดนรถชนตาย จอมปลวกใส่เสื้อ ยางรถแขวนบนต้นไม้ รถไหม้เกรียม เลยเอามาปั้นด้วยอะไรสักอย่างที่ลืมไปแล้ว



    พอเดินต่อไปอีกนิดหน่อยก็หมดแล้ว เหมือนเขาคัดเอาแค่ผลงานของคนเข้ารอบมาโชว์ จริงๆ เราก็ไม่ได้หวังอะไรกับ Contemporary Art อยู่แล้วแหละ คือต้องว่างอ่านคอนเซปที่ศิลปินเค้าคิดมาจริงๆ แต่เราไม่ แถมยังเป็นอิ๊งอีก อ่านไปเรื่อยๆ ก็ปวดหัวเลยได้แค่เดินชมแบบชะโงกทัวร์ 




    พอออกมาจากมิวเซียม ตอนนั้นก็เที่ยงครึ่งพอดี เราต่อวายฟายฟรีของห้างใกล้ๆ ไปบอกพี่หวายว่าประมาณบ่ายจะกลับไปรอที่โฮสเทล หลังจากกลับไป สตาฟที่ล็อบบี้ก็ใจดีให้เราเช็คอินก่อน ที่พักเราเป็นแบบหอ มีสิบเตียงในหนึ่งห้อง เพราะเรามาก่อนสตาฟเลยเลือกให้เราอยู่คอกล่าง ต้องใช้คำว่าคอกเลยเพราะในนั้นมีเตียง ถาดเล็กๆ ข้างหัวไว้ใส่ของจุกจิกติดพาสเวิร์ดวายฟายไว้ ปลั๊กกับโคมไฟหัวเตียง ปลายเท้ามีล็อกเกอร์ใส่หมอนกับผ้าห่ม ทางโฮสเทลจะให้ผ้าปูเตียงกับปลอกหมอนมาใส่เอง พอเช็คเอาท์ก็เอาไปหย่อนไว้ที่ตะกร้าตรงทางเดิน ทุกเตียงก็มีผ้าม่านรูดปิดมิดชิด เนี่ย คอกชัดๆ







    ที่พักดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลยแหละ ที่นั่งตรงล็อบบี้สบายตา มีชั้นหนังสือ มีคอม โซนห้องพักก็เรียงไปซ้ายขวา แต่ละห้องก็จะมีชื่อห้องตามประเทศดังๆ อย่างห้องเราคืออิตาลี ห้องอื่นก็มีญี่ปุ่น อเมริกา จีน เกาหลี เป็นต้น เวลาจะเข้าห้องตัวเองจะมีคีย์การ์ดไว้แตะห้อยอยู่กับกุญแจล็อกเกอร์ ส่วนห้องน้ำต้องไปจนสุดทางเดิน มีห้องครัวกับเครื่องซักผ้าพร้อม สะอาดดี เริ่ด ให้ 8/10 เลย ตัดคะแนนห้องน้ำแคบไปนิด (ครั้งก่อนเราพักที่ Inn Cube 3s Hostel  ไม่ไกลจาก Cavemen Hostel  ซึ่งเราชอบที่นั่นมากกว่า อ่านรีวิวห้องได้ที่ 1000milesjourney.com นะคะ เราก็ตำมาจากเว็บนั้น)(มันดีมากจริงๆ รีวิวไต้หวันอย่างเดียว) 




    ระหว่างรอก็เตรียมจะหลับได้ประมาณสิบห้านาทีแต่พี่หวายก็มาซะก่อน



    รอจนสตาฟอธิบายการใช้งานต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษเหมือนที่พูดกับเราจนเสร็จแล้วออกไป ม่านที่เราแง้มๆ ไว้ก็ถูกเปิดออก พี่หวาย—ผู้หญิงอายุยี่สิบเจ็ดปีที่ชอบบ่นว่าตัวเองแก่ไม่เห็นจะแก่เลย สิ่งแรกที่เราทำคือสวัสดีแบบแห้งๆ ขำแห้งๆ แล้วปล่อยให้พี่เขาปีนขึ้นเตียงบนหัวเราเพื่อเก็บของ พอกลับลงมาเราก็สร้างเฟิร์สอิมเพรสชั่นด้วยการหยิบทิชชู่เปียกออกมาเช็ดเท้า … อืม พี่หวายเป็นคนสบายๆ มาก มากถึงมากที่สุด บอกให้เราเทคไทม์ได้เลย คือพี่เขาก็ยืนรอเราจัดการตัวเองจนเสร็จเพราะกลัวเท้าเหม็น แกร เดินมากๆ ถ้ารองเท้าอับมันก็เหม็นได้เด้อ




    ทีแรกเราคิดว่าบทสนทนาต้องเด๋อด๋า แห้งแล้งแหะๆ สายตาหลุกหลิกแต่ผิด เหมือนว่าเราคุยทางเน็ตจนสนิทกันในระดับนึงแล้วพอมาเจอกันมันก็ไม่มีอะไรให้เกร็ง ก็คุยกันได้เรื่อยๆ เราทักทายพอเป็นพิธีก่อนจะเริ่มด้วยประโยคที่เราจะใช้มากที่สุดประโยคนึงของทริป




    ไปไหนดี? 




    เค้นหัวแตกจนคลอดที่แรกออกมาคือวัดหลงซาน (Longshan Temple) อันโด่งดัง และเราเคยพาแม่ไปไหว้พระไปมาแล้ว ตามเพ่มาเรยหน่องสาว




    รูปเซตแรกที่เราถ่ายด้วยกล้อง Olympus OM-D E-M10 Mark II โคตรบ้ง (จริงๆ รูปแรกบ้งกว่านี้เพราะโอเวอร์จนขาวจั๊วะไปทั้งภาพ และเราจะไม่ทำร้ายคนอ่านค่ะ)





    ความวัดดังคนก็เยอะ ทั้งคนท้องถิ่นทั้งนักท่องเที่ยว เราเดินวนหนึ่งรอบแบบไม่อินแล้วถึงกลับออกมา  




    พวกเราเดินเลี้ยวขวาออกมาจากวัดเพื่อเดินตลาดนัดกลางคืนเหมิงเจี่ย (Mengjia Night Market) ซึ่งตอนนั้นมันยังไม่มีอะไรขายมากมายหรอก แต่ก็ได้ขนมไต้หวันมาชิมจนละก้อน ได้ไส้ครีมกับมันหวานมา มันคือ ขนมโอปันยากิ/ขนมปังกลอง ทำจากแป้งรูปวงกลมเหมือนตลับแป้งฝุ่นหนาๆ ใส่ไส้ถั่วแดง เผือก หรือครีม ดาดๆ อย่างที่เห็นทั่วไปที่นี่ หรือที่ไทยก็คงมีขายเยอะแหละ เราเลยเรียกมันว่าขนมดาษดื่น 




    เดินมั่วๆ ไปตามตลาดเจอซอยของแปลกพวกร้านเปิบพิศดารเช่นร้านงู คือเอางูไปทำอาหารนั่นแหละ นังก็โชว์งูเป็นสาธารณะเลยค่า อิเวง นึกว่าอยู่ไนท์ซาฟารี จากนั้นก็ข้ามไปเดินที่ถนนโบราณปอผีเหลียว (Bopiliao Old Street)  มีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จัดอยู่ ส่วนซอยดังๆ ที่เขาใช้ถ่ายหนังเก่า พวกเราก็อยากลองเดินเข้าไปลึกๆ เหมือนกันแต่ตรงนั้นดันมีทีมงานถ่ายหนังกันอยู่เลยถอยทัพกลับ ไม่อยากเป็นเอ็กซ์ตร้าไม่รู้ตัว




    55555555555555555555555555555555555555555555555

    ของจริงอันนี้ ฟ้ามันปิดเลยมืด (จริงๆ นะ)
    *ถ้าเป็นรูปจากกล้อง เราไม่แต่งรูปใดๆ นะคะใช้แค่ปรับขนาดอย่างเดียวเพื่อจะได้ดูพัฒนาการตัวเองไปด้วย ส่วนจากโทรศัพท์ก็จะไม่ปรับค่ะ แต่ถ้ามันสุดจะทนจริงๆ ก็ต้องปรับบ้างแหละ จะขายโป๊ะอย่างเดียวก็อายเหมือนกันเด้อ*


    ล่วงมาจนเย็น พวกเราตัดสินใจกลับมาตั้งหลักที่โฮสเทลก่อน แน่นอนว่าทั้งคืนที่ดิชั้นได้นอนไปแค่หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก็ฟาดหัวสลบ ตื่นมาอีกทีหนึ่งทุ่มโดยพี่หวายไม่ปลุกไม่โวยวายใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าเราอยู่อีกตั้งหกวัน ไม่ต้องรีบร้อนหรอก มันไม่ได้มีอะไรเยอะอยู่แล้ว … อืม ก็จริงค่ะ




    สุดท้ายของวันเราเลยไปตลาดนัดกลางคืนซือต้า (Shida Night Market) ลงที่สถานี Taipower Building ทางออกสาม อากาศตอนสองทุ่มวันที่ 24 มกราคมเย็นๆ ประมาณใส่เสื้อกันหนาวหนึ่งตัวได้ อุณหภูมิประมาณเลขสิบปลายๆ ร้านแรกที่เราแวะคืออยู่ปากทางเข้าตลาดเลย     




    รูปนี้พี่หวายถ่าย


    ไม่แน่ใจว่าเรียกว่าอะไร ข้างในเป็นไส้หมูและผัก เหมือนเกี๊ยวซ่าอะแหละแค่เป็นลูกกลมๆ อร่อยดี แต่สภาพตอนกินคือพังมากเพราะร้อนแล้วปล่อยให้มันเย็น แป้งมันติดกัน แงะไม่ออก พยายามใช้ไม้เสียบลูกชิ้นจิ้มเอาก็ยิ่งเละ ฉะนั้น รีบๆ กิน 




    เดินไปกินไปวนจนสุดซอยของกินพี่หวายก็ไปโดนชานมไข่มุกแก้วแรกของทริปมาหนึ่งแก้ว ซึ่ง...ก็ชานมไข่มุกอะแก เราเดินไปเรื่อยๆ ทั้งทางหลักทั้งซอยที่แยกไปซ้ายขวา ส่วนมากถ้าหลุดจากฝั่งอาหารก็จะเป็นเสื้อผ้าแล้ว งานเกาหลีงานฮงแดทั้งสิ้น ราคาไม่แรงมากแต่เรางกเองเลยเอาแต่เดินดูแล้วก็กรีดร้องอยากได้เสื้อโคตตัวนึงที่แบกกลับไทยแล้วคงหาโอกาสใส่ไม่ได้




    ส่วนพี่หวายก็ไปติดพันกับร้านขายจิกซอว์อยู่นาน แน่นอนว่าคนแลกตังค์มาน้อยกว่าและขี้งกอย่างเรานั้นมองผ่านตั้งแต่เป็นร้านจิกซอว์แล้วเลยขอเป็นเด็กเชียร์แทน ซื้อดิ ซื้อเลย เอาเลยพี่ อันนี้สวยนะ อันนั้นก็น่ารัก คนรวยแลกเงินมาเยอะลังเลจะซื้อไม่ซื้อดี สุดท้ายพี่เขาก็แปะไว้ก่อน ไว้ใกล้กลับจะมาซื้อ (หึ)




    สามทุ่มครึ่ง เดินจนไม่มีอะไรจะเดินแล้วเราก็ย้อนกลับไปที่สถานีรถไฟ ซึ่งปากทางออกสามเลี้ยวขวาลงมาจะมีร้านขายของปิ้งย่างเสียบไม้อยู่ข้างๆ ร้านขายขนมโอปันยากิ ด้วยความที่พวกเราไม่ได้นั่งกินข้าวเย็นเป็นกิจจะลักษณะเลยเคาะว่ากินอันนี้ก่อนกลับแล้วกัน







    พี่หวายถ่ายทั้งสองรูปเลย / มันหอมมาก 


    เขามีชื่อภาษาจีนอังกฤษติดที่ถาดพร้อม แถมบอกราคาเสร็จสรรพแต่ขอโทษนะ ป้ายบอกราคามันเป็นภาษาจีน แต่ก็พอเดาได้ว่าไม้ละสิบหยวนขึ้นไป เราได้เบคอนพันเห็ดเข็มทอง ไก่ หมู เห็ดออรินจิ เลือกใส่ถังแล้วเอาไปให้เขาคิดเงินแล้วรอเรียกคิว ตอนแรกนึกว่ามันคือหม่าล่าแต่ไม่ใช่ เขาเอาไปย่าง พ่นซอสอะไรสักอย่าง แล้วคลุกด้วย(น่าจะ)ผงงา โรยด้วยผงปาปริก้าและผงกระเทียม







    เบค่อนพันเห็ดเข็มทอง อาหารที่คนคิดค้นสมควรได้รับรางวัลโนเบลที่สุด




    อร่อยสัสเลยโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย!




    อย่างอื่นก็ดีเหมือนกัน คือตัวเนื้อมันก็อร่อยด้วยตัวของมันเองอยู่แล้วนะ แต่พอคลุกผงอะไรต่างๆ แล้วมันอร่อยจนหันไปทำตาโตกับพี่หวายว่าของพื้นๆ แบบนี้นี่แหละเริ่ด! แต่อาจจะไม่ค่อยถูกใจคนไม่กินหวานนะเพราะมันเค็มหนักไปทางหวาน แต่อร่อยอะ ไปเจอแล้วก็กินเหอะ




    เราเดินเลยทางลงสถานีไปตามถนนเพื่อกินของปิ้งย่างเหล่านี้อย่างอ้อยอิ่ง คือเอาอาหารลงไปกินไม่ได้นั่นแหละเลยต้องกินให้เสร็จก่อน จนสี่ทุ่มเศษถึงนั่งรถไฟฟ้ากลับที่พัก ทำธุระส่วนตัวแล้วย้ายมานั่งที่ล็อบบี้ มีแขกประปรายมานั่งจับคู่เม้ามอยด้วยเหมือนกัน ความตกแต่งแบบสีเอิร์ธโทนสบายตาน่านั่ง เราก็นั่งกันเพลินเลย คืนแรกในไทเปส่วนตัวเราเองไม่เกร็งตอนที่ได้เจอกับพี่หวาย เพราะคำแรกหลังจากสวัสดีพี่เขาคือ พี่ปีนขึ้นเตียงไหวมั้ยคะ… (ดีนะไม่โดนทุบตั้งแต่แรกเจอ)




    ตั้งแต่ชีวิตส่วนตัวยันเรื่องติ่ง




    มันมีนิยายอยู่เรื่องนึง เซตติ้งอยู่ที่ไทเปเหมือนกัน 

    ซีนนึง ตัวเอกรำพึงรำพันกับตัวเองว่า




    ‘มันเป็นเรื่องบ้าบิ่นที่สุดเท่าที่คยองวอนเคยทำเลย

    เที่ยวต่างประเทศกับคนแปลกหน้า

    นั่งเปิดใจคุยกับคนแปลกหน้า’




    อืม...คืนแรก พวกเราคุยกันถึงตีสองเลยแหละ






    (ลื้อแม่งมีอะไรให้คุยกันนักหนาวะ)






     


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in