ไถเป่ย 281proudtone
day0 : มันเป็นมายังไงของลื้อวะ

  • DAY 0

    ____________


    ต้นเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว เราไปไต้หวันครั้งแรก





    คนรอบตัวที่รู้ว่าไปเที่ยวมาก็ชอบถามด้วยสีหน้าสงสัยจริงๆ ว่า ไต้หวันมีอะไรวะ?




    เออ...ตอบยากมาก พูดไม่ถูกเลยว่ามันมีอะไร เลยได้แต่ตอบแบบขำๆ ไปว่ามีชานมไข่มุกไง ซึ่งเอาเข้าจริงก็ยังหาคำตอบแบบชัวร์ๆ ไม่ได้ แต่รู้ไว้เถอะว่ามันมี ก็มีจนเรายอมบินกลับไปหาเขาอีกครั้งตอนสิ้นเดือนมกรานั่นแหละ





    “ไปแล้วไปอีกทำไม ทำไมไม่ไปที่อื่น?”





    แม่ถาม ก็ครั้งแรกที่ไปก็ไปกับแม่ เขาเคยพูดไว้ว่าที่ไหน(ต่างประเทศ)ที่เคยไปแล้วจะไม่ไปซ้ำ ถึงจะงงๆ แต่แม่ก็ยอมให้ไป แน่ดิ ก็จองตั๋วเครื่องบินไปแล้ว อีกเหตุผลนึงคือเขาไว้ใจเรา เพราะครั้งแรกที่เราออกนอกประเทศคือไปฮ่องกงตอนต้นปีที่แล้ว เราพาเขากับเพื่อนๆ เขาไป นี่ก็ทำทุกอย่าง ทั้งจัดทริป จองตั๋ว จองที่พัก จัดแผนเที่ยว อ่านตามเว็บ ซื้อไกด์บุ๊ก กล้าแกร่งกูเกิ้ลแมพ แล้วต้องหลากหลายด้วย คนนี้อยากไหว้พระ คนนั้นอยากชอปปิ้ง เรายังไงก็ได้แต่ชอบถ่ายรูปพวก cityscape เป็นพิเศษเลยอยากเดินเที่ยวบ้าง จนได้ตารางเที่ยวแบบนึกถึงหัวอกทุกคนมา ใบประเมินจากสมาคมแม่บ้านบอกว่า ทริปนี้ผ่านจ้า (เอาจริงเป็นทริปที่สนุกไม่ใช่เพราะแพลนหรอก แต่เพราะคนในทริปต่างหาก เที่ยวกับผู้ใหญ่ไม่แย่เสมอไปนะ)




    แม่เลยให้เราเป็นไกด์อีกรอบตอนไปไต้หวัน คราวนั้นไปกันแค่สามคน มีเรา แม่ แล้วก็หลานเราที่ห่างกันไม่กี่ปี กลับมาแม่ปั๊มตรายางแดงให้ บอกว่าชอบทริปนี้มากกว่าฮ่องกงอีก เลยเป็นไฟเขียวผ่านฉลุยตอนมัดมือชกผ่านโทรศัพท์ว่าหนูไปอีกรอบนะแม่




    เอาว่ะ




    เที่ยวต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก




    ตอนจองตั๋วเสร็จตื่นเต้นดีใจมาก (ไม่นับตอน sms ธนาคารแจ้งตัดเงิน 8,6xx ไปแล้ว)(โคตรดราม่า)(เสียดายเงินขึ้นมาทันที) แม้จะมีเพื่อนผู้หวังดีโทรมาด่าทอตอนเราประกาศลงทวิตเตอร์ว่าจองตั๋วไปไต้หวันแล้วเด้อ 24-30 มกราคมจ้า หนึ่งอาทิตย์ไปเล้ย มันก็บ่นๆ ว่าไปทำไม ใจร้อน เดี๋ยวตั๋วโปรก็ออก ทำไมมึงไม่ไปสิงคโปร์กับกู บลาบลาบลา ซึ่งระหว่างรอเดินทางก็มีตั๋วโปรโลวคอสออกมาเป็นระยะๆ ให้ช้ำใจเล่น หนอย อีงูพิษ




    ระริกระรี้ประมาณหนึ่งกรุบตอนสำนึกว่าจะได้เที่ยวคนเดียวครั้งแรก แต่ที่ที่จะไปอะรอบที่สองแล้ว เออหน่า ไม่ซีเรียส นี่มันคือการผจญภัยเว้ย เอาไงดี ไปไหนดีน้า ไทเป ไถจง ลงไปไถหนานด้วยเลยดีมั้ย ติ๊กต่อกๆๆ




    ระหว่างท่องเที่ยวอยู่กับคุณกูเกิ้ลแมพ กำลังส่องดูเมืองบ้านเกิดของจื่อวีวงทไวซ์วกกลับมาแถวซีเหมินติง ภาพเราเดินไปตามฟุตปาธไทเปอันกว้างขวางคนเดียวโคตรฮิปสเตอร์ กระชับเสื้อกันหนาวให้เข้าที่ มองขึ้นท้องฟ้าเมฆสีขาว ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปมุมตึกก็เพล้งงงงงงงง   







    “ไปไต้หวันหรอ พี่ก็ไปเหมือนกัน”



    เบิกตัว...ละครลับ




    (จงอ่านด้วยน้ำเสียงเปาบุ้นจิ้นเวอร์ชั่นไต้หวันพากย์ไทย)




    พี่ที่รู้จักในทวิตเตอร์คนนึงเมนชั่นมาใต้ทวิตที่เราบอกให้โลกรู้, พี่หวาย, บังเอิญที่เราฟอลโล่วกันและกันอยู่ บังเอิญที่พี่เขาไปไต้หวันวันเดียวกันพอดี บังเอิญว่าพี่เขาไปคนเดียว และบังเอิญที่ยังลังเลว่าจะกลับวันไหน เลยบังเอิญกลับวันเดียวกันกับเรา บังเอิญไปหมด เราสองคนเลยบังเอิญได้ไปเที่ยวด้วยกันซะเลย




    เชี่ย ไปเที่ยวกับใครก็ไม่รู้




    คือหวั่นใจพอสมควร พี่แม่งหลอกกูแน่ๆ เพราะนี่เชื่อคนง่ายมาก โดนหลอกบ่อย ถึงรู้ตัวว่าโดนหลอกก็ยังขี้เกรงใจยอมเขาไปอีก เวรเอ๊ย มึงโดนหลอกแล้ว ใครเค้าจะบังเอิญอะไรขนาดนั้น แต่พี่ก็ส่งข้อความมายันว่าไม่จ้อจี้อะไรทั้งนั้น กูไปจริงนี่แหละ




    โอเค เชื่อ




    (เนี่ยยยยยยยยยยยยยยยยย เป็นซะแบบนี้)




    สรุปคืนนั้นได้นอนตีสี่ เพราะช่วยหาที่พักกันค่อนคืน พอได้โฮสเทลแถวไทเปเมนสเตชั่นมายันอีกอย่างแล้วว่าเราได้ไปเที่ยวกับคนแปลกหน้า อะ ก็เริ่มตื่นเต้นอีกแล้ว ทำไมมันผิดแผนไปหมดเลยวะ คือการที่เราจะไปไหนกับใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่คนรู้จักในชีวิตที่จับต้องตัวกันได้มันมีอุปสรรคเยอะมาก หนึ่ง-เกรงใจ สอง-เกรงใจ สาม-เกรงใจ




    “เราชอบเที่ยวแบบไหน เผื่อไปกันไม่รอด”




    “ก็เรื่อยเปื่อยอะค่ะพี่ เค้าชอบเดินอะ เดินไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมายยังได้เลย”




    “โอเค ไปด้วยกันได้ละ”




    เราเสริมไปว่าชอบเดินมิวเซียม อาร์ตแกลลอรี่อะไรแบบนั้น พี่หวายก็โอเค พร้อมกับส่งไฟล์ที่เที่ยวที่เขาลิสต์ไว้ให้ดู เกือบครึ่งคือเราไปมาหมดแล้วก็หวานหมู ไปแล้วก็ไปได้อีก พาไปได้ด้วยเพราะจำทางได้ สวยเก่ง




    จุดประสงค์หลักที่ไปครั้งนี้คือไปเที่ยวก็จริง แต่เทอมนี้เราลงเรียนวิชาการถ่ายภาพเบื้องต้นพอดี มีรหัสวิชาว่า วส 281 งานแรกที่อาจารย์สั่งคือ ไปถ่ายรูปอะไรก็ได้ ที่ไหน ยังไง แล้วแต่ลื้อ อั๊วะแค่จะดูพื้นฐานว่าปรับค่าเบื้องต้นได้มั้ย พวก ISO สปีตชัตเตอร์ รูรับแสง การไปไทเปครั้งนี้เราเลยมีอีกหนึ่งภารกิจคือไปถ่ายรูปส่ง แต่มีภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าคือ ซื้อสเปรย์น้ำแร่ให้แม่ ....




    ความทุลักทุเลอย่างนึงคือ เราทำกล้องตัวเองหายไปประมาณสองปีได้เลยยืมกล้องพี่หวายมาใช้ทำงานส่ง บังเอิญอีกแล้วที่กล้องเราแม่งเป็นยี่ห้อเดียวกันซีรีส์เดียวกันเลยแต่คนละรุ่น อิเวง จับไปก็น้ำตาจะไหล คิดถึงลูก หายไปอยู่ในภพภูมิไหนแล้วก็ไม่รู้




    ดังนั้นรูปต่างๆ ที่จะเอามาใส่ประกอบในเว็บนี้จึงเป็นรูปที่เราถ่ายเองจริงๆ แบบนับหนึ่งใหม่หมดเลยเพราะไม่ได้จับกล้องนานก็ลืมหมด ซึ่งรูปแรกๆ ก็จะบ้งๆ หน่อยเพราะยังไม่ชิน ก็ขอให้ดูไว้เป็นพัฒนาการแล้วกันว่าเจ็ดวันที่ไปมันมีอะไรดีขึ้นบ้างมั้ย ผสมกับรูปที่ถ่ายจากมือถือด้วย รูปจากแอป Gudak (แอปเลียนแบบกล้องฟิล์ม) อีก ทำใจให้ชินกับความไม่มีเอกภาพด้วยนะจ๊ะ




    มาถึงวันก่อนเดินทางคือ 23 มกราคม ด้วยความชะล่าใจไม่ยอมไปแลกเงินตั้งแต่เนิ่นๆ และไม่รู้ว่าซูเปอร์ริชสีเขียวต้องโทรจองก่อนหนึ่งวัน ไม่งั้นถ้าวอล์กอินเข้าไปอาจจะเสี่ยงกับไม่มีเงินสกุลนั้น/เงินไม่พอได้ เพราะปกติเราแลกกับอีกเจ้านึงแถวบ้านไม่เคยโทรจองก่อน โชคดีที่เราไปแล้วมันมี ที่สาขาฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต แต่เรทเงินที่เล็งไว้ 1.100 TWD ก็ขยับขึ้นมาเป็น 1.106 TWD ซะแล้ว เจ็บใจมากไอ้บ้าเอ๊ย เลยเสียทรัพย์กับการแลกเงินไปหนึ่งหมื่นบาทไทยบวกลบเศษนิดๆ จนได้มาเก้าพันดอลล่าร์ไต้หวัน 




    ไฟล์ทเราบินตีสามครึ่งของวันที่ 24 แสดงว่าเราต้องไปสนามบินตอนเที่ยงคืน แต่ที่บ้านเป็นห่วงต้องเดินทางดึกๆ ตอนแรกที่เราบอกว่าจะนั่งแท็กซี่จากหอไปสนามบินเอง เขาเลยอุตส่าห์ตีรถจากบ้านมารับส่งให้ถึงที่ เพื่อให้แน่ใจว่าเราเอาตัวเองไปอยู่ในดอนเมืองตั้งแต่ห้าทุ่มไม่ไปสลบอยู่ในพงหญ้าที่ไหน 




    นั่งคุยเล่นกับป๊าแม่สักพักจนเขากลับบ้าน เคาน์เตอร์ไทยไลออนแอร์เปิดให้เช็คอินตอนเที่ยงคืน เราไม่มีกระเป๋าโหลดเพราะยัดเสื้อผ้าใส่เป้มาใบเดียวกับกระเป๋าจุ๊บจิ๊บแบ็กแพ็กใส่ของสำคัญอีกใบ เหมือนจะราบรื่นดี แต่พอถึงตม.อันนี้ต้องเล่าถึงจะไม่อยากเล่าเพรามันเป็นความอัปยศต่อวงตระกูล รู้ถึงอากงอายถึงอากง รู้ถึงอาม่าอายถึงอาม่า รู้ถึงเซี่ยงไฮ้อายถึงปักกิ่ง!!! แต่ก็ต้องเล่า เอาไว้เป็นอุทาหรณ์ หรือบอกคนที่ยังไม่รู้ (มันก็ต้องมีคนไม่รู้แบบกูมั่งแหละวะ) คือเราเอาพวกของใช้ส่วนตัวที่เป็นของเหลวถือขึ้นเครื่องใช่มั้ย พวกครีม สบู่ ยาสระผม เรารู้ว่าเอาขึ้นได้ 10 ขวด แต่ละขวดไม่เกิน 100 มิลลิลิตร โอเค ไม่ถึงสิบขวด แต่! เราเอายาสระผมที่เหลือประมาณหนึ่งในสามขวดไปด้วย ไม่ได้กรอกลงขวดใบเล็กๆ เพราะขี้เกียจเทไปมา ไหนๆ มันก็จะหมดแล้วก็ใช้ให้มันหมดไปเลยแล้วกัน กลับไทยมาจะได้ซื้อใหม่ ซึ่งอีขวดยาสระผมนั่นน่ะ...สองร้อยมิลลิลิตร เอาขึ้นเครื่องไม่ได้!!!!




    พี่ตม.ผู้ชายรั้งด้วย “ไฮ มิส” ซึ่งเราก็ตอบกลับไปว่า “คนไทยค่ะพี่” โอเค ต่อมาพี่เขาชี้แจงด้วยน้ำเสียงสมเพชว่า น้องครับ ของเหลวเกินหนึ่งร้อยมิลลิลิตรเอาขึ้นเครื่องไม่ได้นะครับ เขาดูที่ ‘ตัวเลขข้างบรรจุภัณฑ์’ ไม่ใช่ ‘ของในบรรจุภัณฑ์’ คือที่เรากะว่า ⅓ ของขวด 200 มิลเนี่ย อาจจะประมาณ 70 มิลไรงี้ ไม่ถึงร้อยมิลหรอก สรุปคือผิด! ดูเลขข้างขวดเท่านั้น เลยต้องทำใจมองพี่เขาโยนทิ้งถังขยะไปแบบน้ำตาตกใน ไหนจะยาสีฟันหลอดใหญ่สุดคุ้มและโฟมล้างหน้าแถมยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของกูที่เหลืออย่างละครึ่งหลอดที่หัวหมอไปว่า เอ้า ก็มันเขียนว่าหนึ่งร้อยยี่สิบกรัมนะคะพี่ ไม่ใช่มิลลิลิตร มันไม่ใช่ของเหลวหนิ...อือ แต่มันเหมือนกันครับน้อง




    จำไว้นะมธุสร ยาสีฟันคือของเหลว




    อิเวง




    จะไม่โทษใคร จะโทษความไม่รู้ของตัวเองก็แล้วกัน




    ใครที่ยังไม่รู้ ก็รู้ไว้ด้วยนะจ๊ะ ว่าดูที่เลขข้างบรรจุภัณฑ์เท่านั้น




    อะ พอหลุดจากตม.และตีโพยตีพายเรื่องโฟมล้างหน้าใหญ่สุดคุ้มที่ซื้อตอนลดราคามาจนพอใจ (งุ่นง่านอยู่คนเดียว) ก็ต่อวายฟายสนามบินเล่นจนหมดโควต้าสองชั่วโมง เบื่อๆ ก็เล่นปาหี่คนเดียวบ้าง มองครอบครัวชาวจีนเลี้ยงลูกแสนน่ารักที่หน้าเกทเดียวกันบ้าง เอาหนังสือที่ติดมาอ่านบ้าง พยายามจะหลับแต่ก็ไม่หลับบ้างจนตีสามตรงเรียกขึ้นเครื่อง




    ครั้งที่แล้วเราบินกับนกสกู๊ต ที่นั่งก็แคบๆ พอกันตามประสาโลวคอส เก้าอี้เราติดหน้าต่างติดใบพัดเครื่องบินเลย ข้างๆ เป็นผู้ชายสองคน ข้างหน้าเป็นครอบครัวคนจีนหน้าเกทที่กูแผ่รังสีง่วงนอนใส่นั่นแหละแต่นังก็ทำให้น้องเงียบไม่ได้ ดีที่พอขึ้นเครื่องมาคณะทัวร์นี้เงียบกริบ คงเพราะไฟล์ทดึกด้วยแหละ ไม่มีเสียงเด็กร้องเลยยกเว้นตอนเทคออฟซึ่งพี่ก็อยากร้องเหมือนหนูเลยลูกเอ๊ย เพราะดิชั้นคือหญิงสาวแสนอ่อนแออายุสิบเก้าปีผู้เมายานพาหนะทุกชนิด กว่าจะปรับระดับน้ำในหูให้หายมึน ขยับหามุมนอนให้หลับลงก็ปาไปตีสี่ครึ่งนู่น ตื่นมาอีกทีตอนเกือบหกโมงเช้า  




    ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว แต่มันดันขึ้นอีกฝั่ง และเสียงใบพัดเครื่องบินนี่มันดังดีจริงๆ เลยว้อย เก้าอี้สะเทือนตลอดเวลา จะหลับต่อก็หลับไม่ลง หกโมงเช้าบวกเวลาไต้หวันที่เร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมง แสดงว่าตามเวลาท้องถิ่นคือเจ็ดโมงเช้าแล้ว อีกสักครึ่งชั่วโมงก็คงถึงแล้วแหละ ตอนนั้นเลยเผลองีบไปอีกรอบ ตื่นมาอีกทีก็เห็นทะเลพร้อมกับแผ่นดิน เดาว่าน่าจะเป็นเมืองตั้นสุ่ย พอมองวิวจากบนฟ้าลงไป พวกภูเขา ที่ราบ คล้ายๆ ภาคกลางบ้านเราอะ มีแปลงนา มีทุ่ง มีโรงงาน รถวิ่งไปมา มีชุมชนเล็กๆ ศาลเจ้ากลางทุ่ง มองไปเพลินๆ สักพักเครื่องบินก็ไต่ระดับลง













    เมื่อล้อแตะพื้นรันเวย์สนามบินนานาชาติเถาหยวน เครื่องบินจอดเทียบเกทของอาคารผู้โดยสารขาเข้า หยิบของลงจากตู้เหนือหัว เรายิ้มรับแอร์โฮสเตทที่รอไหว้ขอบคุณตรงประตู ตอนนั้นเองที่ตื่นเต้นขึ้นมาอีกรอบ...ได้เจอกันอีกแล้วนะ คุณไต้หวัน




    เราเดินไหลตามคนไปเรื่อยๆ ตามป้ายตรวจคนเข้าเมืองมาถึงด่านตม. ระหว่างรอก็ไลน์ไปบอกพี่หวายที่จะตามมาทีหลังว่าถึงแล้ว (อ้อ สนามบินมีวายฟายฟรีด้วยนะ แบบไม่ต้องกรอกอะไรเลย)(เริ่ด!) พี่หวายก็บอกว่าเครื่องกำลังจะออกจากไทยแล้วเหมือนกัน คงจะถึงประมาณเที่ยงๆ




    แปดโมงเช้าไต้หวัน ด้วยความมั่นใจเราก็เอาบอร์ดดิ้งพาสเสียบไว้กับพาสปอร์ตหน้าที่ตม.รอบที่แล้วเขาปั๊มไว้ กะว่าตม.รอบนี้เปิดปุ๊บเจอปั๊บ จะอวดว่าอั๊วะเคยมาแล้วเด้ออออนั่นแหละ แล้วรอยปั๊มตราเข้าเมืองรอบใหม่ก็อยู่หน้าเดียวกันจริงๆ






    แปดโมงครึ่ง เราหนึ่งคน กระเป๋าสองใบ กับคุณไทเปที่รออยู่






    จ่าวอานค่ะ ดีใจจังที่ได้เจอคุณอีกแล้ว










Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in