FULL-TIME DIRECTOR, PART-TIME LOSERSALMONBOOKS
CHAPTER 2: UNCLE BENZ WHO CAN RECALL HIS PAST LIVES


  • คำว่า Life Changing Journey ในตอนจบของบทที่แล้วไม่ใช่แค่วลีเปรียบเปรยชิคๆ คือผมได้มี Journey จริงๆ เพราะหนังเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ ต้องไปลุยทุ่ง เข้าป่า หมกตัวถ่ายที่ต่างจังหวัดประมาณสี่เดือน ฉิบ...

    แต่ก่อนที่จะออกนอกเมืองกัน ก็จะเป็นช่วงเตรียมงาน (pre-production หรือคนกองถ่ายเรียกกันย่อๆ ว่า พรีโพรฯ) ช่วงนี้พวกเราจะยุ่งไปกับการแจกงานให้ฝ่ายต่างๆ การแคสต์นักแสดง เตรียมอุปกรณ์ประกอบฉาก (พร็อพ) การหาโลเคชั่น ฯลฯ ทีมผู้ช่วยผู้กำกับที่นำโดยพี่หนู ผม และยิ่ง—ผู้ช่วยฯ สองอีกคนที่เข้ามาพร้อมกัน เราจะทำหน้าที่ประสานงานกับฝ่ายอื่นๆ คอยนัดแนะประชุม อัพเดตงาน และวางแผนตารางถ่ายทำ

    พวกผมจะได้ทำงานใกล้ชิดกับพี่เจ้ยตั้งแต่ขั้นตอนนี้เลย ตอนทำงานก็มาทำที่บ้านแกนี่แหละ (ซึ่งอยู่ลาดพร้าว ขณะที่บ้านผมอยู่บางแค และสมัยนั้นรถไฟฟ้ายังไม่ข้ามไปฝั่งธนฯ ผมจึงต้องนั่งรถเมล์ไปกลับวันละสี่ชั่วโมง... Journey สมใจมั้ยล่ะมึง)

    นอกจากจะช่วยพี่เจ้ยประสานงานกับทีมงานฝ่ายอื่นแล้ว ผมกับยิ่งยังต้องคอยถามพี่เจ้ยว่าต้องการให้ช่วยนู่นนั่นนี่เพิ่มเติมอะไรบ้าง งานจุกจิกตรงนี้มีตั้งแต่จัดการไฟล์ฟุตเทจ งานจัดเก็บเอกสาร หรือใดๆ ก็ได้ที่จะทำให้แกทำงานสะดวกขึ้น
  • มีอยู่ครั้งหนึ่ง พี่เจ้ยจะหาหมาพันทางธรรมดาๆ มาเข้าฉาก ทีนี้ตอนไปแคสต์ที่โรงเรียนสอนสุนัข แกไปเจอหมาที่ท่าทางดูดี ไม่ตื่นคนแปลกหน้า แต่ดันขนยาวไปหน่อย พี่เจ้ยเลยอยากเห็นว่าถ้ามันถูกตัดขนสั้นจะมีรูปร่างหน้าต่างเป็นยังไง ซึ่งการจะไปตัดขนหมาโดยยังไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจ้างเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ ผมเลยเสนอตัวไปถ่ายรูปหมาตัวนั้น และเอามานั่งรีทัชภาพจากหมาขนยาวให้เป็นหมาขนเกรียน นั่งงมโฟโต้ช็อปอยู่นานแสนนาน รีทัชขนหมาออกไปทีละหย่อมๆ สิริรวมเวลางมทั้งหมดประมาณห้าชั่วโมง นั่งจ้องคอมพ์จนตาแฉะ นิ้วแทบล็อค กดปริ๊นต์ภาพออกมาสวยงามเอาไปให้พี่เจ้ยดู

    “ลองดูครับพี่ หมาขนเกรียนแล้ว” (ยื่นให้ดูด้วยใบหน้าภูมิใจ)

    “พี่ว่าตอนขนสั้นมันดูจ๋องไปหน่อย ไม่เอาดีกว่า”

    จบ...

    พวกผมนั่งทำงานพรีโพรฯ ที่กรุงเทพฯ อยู่ประมาณสองเดือนก็ถึงเวลาที่จะต้องออกต่างจังหวัด

    ผมยังจำได้แม่นว่าตอนแพ็คกระเป๋านี่โคตรตื่นเต้น เหมือนอยู่ในค่ายซ้อมรบมานาน ฝึกมาอย่างดี พอถึงเวลาลงสนามรบจริงๆ ก็ถึงเวลาที่เราจะได้งัดเอาวิชาความรู้ทั้งหมดที่เรียนมา กอปรกับประสบการณ์การทำหนังตลอดชีวิตนักศึกษาภาพยนตร์มาใช้สักที

    มาเลยชีวิตกองถ่าย ธนชาติพร้อมแล้ว!

    คืนก่อนออกกองวันแรก เรานั่งอยู่ในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง ณ จังหวัดขอนแก่น (เรื่องนี้เราถ่ายทำที่ขอนแก่น เพชรบูรณ์ และเลย) พี่หนูบรีฟหน้าที่ของผมในวันรุ่งขึ้นให้ฟัง แกใช้เวลาบรีฟงานทั้งหมดสองนาที สรุปคร่าวๆ ได้ว่าหน้าที่ของผมมีอยู่สองอย่าง
  • หนึ่ง—รับผิดชอบวอ (วิทยุสื่อสาร) คอยชาร์จแบตฯ และแจกจ่ายให้แต่ละแผนก

    สอง—กั้นรถ

    จบ... นี่คือหน้าที่ทั้งหมดในสนามรบของผม

    หมดกันวิชา European Film History หรือ Advanced Cinematography ที่ศึกษามา

    หมดกันปริญญาตรี...

    กูจะเรียนมาทำไม!!

    แต่เฮ้ย คิดอย่างนั้นไม่ได้สิ ปรับปรุงทัศนคติเดี๋ยวนี้ธนชาติ แกเป็นแค่เด็กจบใหม่ ประสบการณ์จริงก็ไม่มี เขาให้เข้ามาทำงานก็ดีแค่ไหนแล้ว ทำมาเป็นบ่น และธรรมชาติของทุกเนื้องาน มันต้องค่อยๆ เรียนรู้จากตำแหน่งเล็กๆ สู่ตำแหน่งใหญ่ก็ถูกต้องแล้ว ยังแค่เริ่มต้นจะมาบ่นหยุมหยิมทำไมวะ ผมบอกกับตัวเองอย่างนั้น

    ใช่ครับ เรามาเริ่มทำงานที่เรารักกันเถอะ! ผมบิลด์ตัวเอง

    ตัดภาพมาวันรุ่งขึ้น ผมเริ่มต้นงานที่รักของผมได้วิกฤตที่สุด

    ถ้าเป็นนักวิ่ง คือกรรมการยิงปืนขึ้นฟ้าปุ๊บ กูสะดุดล้มคางแหกตั้งแต่ก้าวแรกเลย

    วอที่ผมคิดว่าชาร์จมาทั้งคืน แม่งไฟไม่เข้า...

    ผมมารู้ภายหลังว่าการชาร์จวอ ไม่ใช่เอาวอไปวางแปะที่แท่นชาร์จดื้อๆ แล้วหวังว่าไฟจะเข้า แต่มันต้องเสียบให้ตรงล็อคกดลึกเข้าไปจนดังคลิก และมีไฟแดงขึ้นต่างหากล่ะ

    นาทีนั้น บรรลัยเลยครับ เม็ดเหงื่อแห่งความกดดันผุดขึ้นมาเป็นหยดๆ เพราะวอถือเป็นอุปกรณ์สำคัญต่อกองถ่ายมาก
  • ด้วยความที่ทีมงานจะอยู่ไกลกันพอสมควรในแต่ละตำแหน่ง ยกตัวอย่างเช่น ทีมอาร์ตฯ สแตนด์บายอยู่ที่หนึ่งเผื่อต้องแก้ไขรายละเอียดใดๆ ในฉาก ทีมคาเมราอยู่กับเซ็ตกล้องทั้งหมดคอยดูเฟรมดูแสง ทีมคอสตูม และเมคอัพอยู่กับนักแสดงคอยเตรียมเข้าฉาก ผู้กำกับนั่งอยู่หน้ามอนิเตอร์เพื่อดูเฟรมรวมทั้งหมด ซึ่งทุกคนที่อยู่กันคนละที่ต้องสื่อสารผ่านวอ...ที่กูชาร์จไฟไม่เข้า

    คิดดูสิครับว่า มันจะออกมาเป็นยังไง

    ทุกคนตะโกนกันคอแหกเลยคร้าบบบบ

    ถ้าเป็นภาษาเขียน ทุกประโยคของทีมงานในวันนั้น จะต้องมีเครื่องหมายตกใจสามตัวกำกับอยู่ด้วย

    “แอคชั่น!!!” “คัต!!!” “ไมค์บูมเข้า!!!” “กั้นรถหน่อย!!!” “เสิร์ฟน้ำมั้ยครับ!!!” “ซับหน้านักแสดงหน่อย!!! “ไอ้สัส ทำไมวอไม่มีแบตฯ วะ!!!”

    พี่เจ้ยที่ปกติพูดเบายังต้องตะเบ็งเสียง...

    โถ วันแรกของการออกกองที่สมควรจะราบรื่น

    โถ ตำแหน่งผู้ช่วยฯ ที่ควรจะทำให้ผู้กำกับทำงานได้ง่ายที่สุด

    ธนชาติร้องไห้ฮือๆๆๆ พร้อมลงท้ายด้วยเครื่องหมายตกใจสามตัว...

    การถ่ายทำช่วงเช้าผ่านไปอย่างคอแหบคอแห้ง ผมผู้ทำให้พี่เจ้ยและกองถ่ายปั่นป่วน รู้สึกผิดจนเสียศูนย์ นี่เราแม่งฟัคอัพจนทำให้คนสามสิบชีวิตลำบากเหรอวะเนี่ย แซดมาก แถมพอเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยอยู่เป็นทุนเดิมก็ยิ่งทำให้ผมจมดิ่ง จากที่เป็นเด็กใหม่ดูเหวอๆ อยู่แล้วก็ยิ่งเหวอหนักกว่าเดิม


  • พอพักกลางวัน พี่เจ้ยคงเห็นผมเคว้งคว้างเลยเข้ามานั่งกินข้าวและคุยด้วย

    “เฮ้ยพี่ ผมขอโทษว่ะ ผมห่วยเอง แย่จริงๆ”

    “อื้ม ไม่เป็นไร ก็ไม่รู้นี่นา”

    “ครับ ถ้าตอนบ่ายผมช่วยอะไรได้บ้างก็บอกแล้วกันนะพี่”

    “อื้มได้”

    ตัดภาพมา ผมยืนกั้นรถอยู่ไกลกองถ่ายลิบๆ



    โถ ลืมหน้าที่ที่สองของตัวเองไปได้อย่างไร…

    อธิบายสักนิดว่าหนังเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ จะมีพาร์ตที่เป็นหนังพีเรียด เนื้อเรื่องเกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนอะไรงี้อยู่ ฉะนั้นถ้าจะถ่ายช่วงย้อนยุคก็ต้องห้ามเห็นอิซูซุ มิว-เอ็กซ์หรือโตโยต้า ไฮลักซ์ในเรื่อง (ซึ่งนอกจากเรื่องวิชวลแล้ว เวลามีรถอยู่ใกล้ๆ กองถ่าย เสียงจากเครื่องยนต์ก็อาจจะเข้ากล้องอีกด้วย) ผมรับคำสั่งพี่เจ้ยและเดินออกจากเซ็ตมาประมาณสามร้อยเมตร คอยฟังว่าเขาตะโกนสั่งแอคชั่นตอนไหน เราจะได้กั้นรถ พอเขาสั่งคัต เราก็ปล่อยรถซะจบ มินิมัลมากงานผม โอ้ ปริญญาตรีของฉัน (หยุ้ด! ห้ามคิดลบ)

    พอบอกว่ามากั้นรถ คุณผู้อ่านอาจนึกว่า ผมต้องได้กั้นการจราจรกลางสี่แยก รถติดกันยาว บีบแตรปี๊นๆๆๆ แบบเบื้องหลังหนังฮอลลีวูดใช่มั้ยครับ
  • ความจริงคือ ถนนที่ผมไปกั้นเป็นแนวถนนนอกหมู่บ้านไกลๆ ตำบลหนองเนินม่วง (ชื่อสมมติ) รถไม่ได้เยอะขนาดนั้น นานๆ ทีจะผ่านมาสักคัน ส่วนมากผมเลยได้แต่นั่งเฉยๆ หรือไม่ก็นั่งเขี่ยกิ่งไม้บนดินไปเรื่อย เซนสัสๆ (ตอนถ่ายทำเรื่องนี้สมาร์ตโฟนยังไม่แพร่หลายเท่าไหร่ด้วย จะแอบจับโปเกมอนหรือถ่ายภาพทุ่งนาสไตล์มินิมัลแล้วโพสต์ถ้อยคำคิดครุ่นอุ่นเหงาก็ไม่ได้) จังหวะนั้นผมจึงเคว้งคว้างเลยครับ มองไปเห็นกองถ่ายอยู่ไกลลิบ (ยิ่งกว่าตั๋วถูกสุดของคอนเสิร์ตเกาหลี) เริ่มคิดฟุ้งซ่านเป็นฉากๆ ความหมายของเราคืออะไร เราเรียนจบมาทำไมกัน เพื่อนๆ ทำอะไรอยู่ คิดไปก็เหงาไป และเป็นธรรมดา เมื่อไม่พอใจกับปัจจุบัน เราก็จะเริ่มฝังตัวเองลงในอดีต ผมเริ่มคิดกลับไปตอนที่เรียน ตอนที่หยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่ายใหม่ๆ คิดถึงชีวิตมหา’ลัยไรัสาระ ชีวิตเด็กฟิล์มเห่อหมวยแบกกล้องง่อยๆ นั่งรถไฟชั้นสามออกไปถ่ายหนังต่างจังหวัด คิดถึงตอนนั้นจัง ถึงจะเละแค่ไหน แต่เราก็ยังมีเพื่อนอยู่ข้างๆ เละเทะไปกับเรา ดูตอนนี้สิ ณ ถนนนอกหมู่บ้านเส้นหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ผมแม่งไม่เหลือใครเลย แม้แต่รถก็ไม่มีผ่านมาให้กั้น กูมาถ่ายหนังเรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ กลายเป็นลุงเบ๊นระลึกชาติไปซะงั้น โอ้ ชีวิต...

    “หนุ่มมาทำอะไรน่ะ”

    ผมที่นั่งตายซากระลึกชาติอยู่หันไปตามเสียงเรียก เห็นเป็นลุงคนหนึ่งใส่เสื้อยืดเก่าๆ กับกางเกงเล ผิวกร้านแดด ผมสีดอกเลา เคราหงอก ดูไปคล้ายๆ ปราชญ์ชาวบ้าน

    เบ๊น: “อ๋อ มากับกองถ่ายครับ มากั้นรถให้เขา”

    ลุง: “หนุ่มดูเซ็งๆ เนอะ”

    เบ๊น: “นิดนึงครับ งานมันน่าเบื่อมาก”

    ลุง: “ชีวิตคนไม่เคยน่าเบื่อหรอกนะหนุ่ม คิดดูสิ คนเราน่ะเห็นโลกยังไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเลยนะ ยังมีพื้นที่อีกกว้างไกลให้เราออกค้นหา กระทั่งพื้นที่ภายในจิตใจเราเองก็ใหญ่โตเกินจะจินตนาการได้แล้ว หนุ่มควรใช้โอกาสนี้สำรวจตัวของหนุ่มเอง เลิกบ่นว่าน่าเบื่อเสียที เพราะไม่มีสิ่งใดในโลกน่าเบื่อหรอก”

    เบ๊น: “...พ่อมึงสิ!”


  • ผมรัวหมัดใส่ลุงจนหมอบไปกับพื้นแล้วละเลงตีนใส่ไม่ยั้งโทษฐานมาทำตัวเป็นปราชญ์ชาวบ้านพูดจาชิคๆ

    เออ โม้ไปงั้นแหละครับ จริงๆ ลุงขับรถแทรคเตอร์ผ่านมาเฉยๆ ผมรีบโบกให้แกจอด และเดินไปหาลุงแก ระหว่างที่ก้าวเท้าเข้าไปนั้น ในใจผมคิดว่า โอ้ นี่ฉันจะได้ทำหน้าที่กั้นรถคันแรกแล้วสินะ

    เบ๊น: “สวัสดีครับลุง ขอโทษครับ พอดีทีมงานผมกำลังถ่ายหนังอยู่ ขอให้ลุงจอดรถรอสักครู่ได้...”

    ลุง: “เฮ้ย คนเขารีบอยู่ ไปๆ” (โบกไม้โบกมือไล่)

    ลุงไม่สนใจอะไรเลยครับ รีบตัดบทและเหยียบคันเร่งไปต่อทันที ผมเฝ้ามองรถลุงไกลออกไปเรื่อยๆ ด้วยใจที่ค่อยๆ พังทลาย ลุงเข้าเฟรมแน่ กูตายแน่ ลุงเข้าเฟรมแน่ กูตายแน่ ลุงเข้าเฟรมแน่ กูตายแน่….

    “คัตตตตตตตตตต!!!”

    เสียงตากล้องดังมาจากในเซ็ต

    “ใครกั้นรถอยู่วะ มึงดูหน่อยสิเว้ย!!!”

    “คร้าบพี่ ขอโทษครับ!!!” ผมตะโกนกลับไปด้วยใจฟีบๆ

    งามหน้ารัวๆ เลยนะมึง วอก็ชาร์จไม่เข้า รถก็ยังกั้นไม่ได้

    โถ ธนชาติ...

    แล้วนี่แค่ถ่ายวันแรกนะ ช่วงเวลาที่เหลือ ไอ้เด็กแว่นคนนี้จะมีชีวิตรอดหรือนี่...




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in