MY Chinese Novels Listparnbewtch
เล่านิยายวาย : 小蘑菇 (BL)
  • ชื่อเรื่อง : 小蘑菇 แปลว่า เจ้าเห็ดน้อย 

    ผู้แต่ง : 一十四洲 อีสือซื่อโจว

    ยังไม่มีตีพิมพ์กับสนพไทย

    แนวบันเทิงคดีหลังพยากรณ์+วิทยาศาสตร์ สัตว์/พืชกลายพันธุ์ พระเอกพันเอกผู้เย็นชา นายเอกเป็นเห็ด

    ไม่ใช่ mpreg ย้ำไม่ใช่ mpreg ไม่มีการคลอดผ่านช่องคลอด มีแค่สปอร์! 


    arts belong to the artist/owner : ภาพประกอบบทความ คุณ 

    ขออนุญาตนักวาดผ่านทางเดมมาแล้วค่ะ 

    รบกวนไม่รีอัปภาพนี้ต่อเพราะเราขอมาแค่เฉพาะส่วนของตัวเอง




    เมื่อแสงออโรร่าสว่างขึ้นอีกครั้ง พันเอกก็กลับมาแล้ว” 



    ขอเพิ่มใส่ลิสต์นักเขียนที่เขียนแนวอพอคคาลิปส์ได้สนุกและถูกจริตเราค่ะ งานของคุณคนนี้เราเคยอ่านฝึกเซียนภาษาซีมาก่อนแต่ยังไม่ว้าวเลยพัก พอมาอ่านเรื่องเน้ กี้ดๆๆ กลิ่นอายนิยายสิ้นโลกที่โหยหา ถ้าเราวนในอ่างต้องขออภัยอย่างแรงค่ะเนื้อหาเยอะมากพยามเรียบเรียงแล้วแงแงแงแง


    หนึ่งร้อยกว่าปีก่อนอะพอคคาลิปส์ ปี 2020 มีการตรวจพบว่าสนามแม่เหล็กโลกเกิดอ่อนพลังลงอย่างรวดเร็วแล้วค่อย ๆ สูญสิ้นไปในปี 2030 โลกทั้งใบถึงคราวสิ้นสุดอารยธรรมอันรุ่งเรืองเริ่มเสื่อมถอย อุตสาหกรรมทั้งหมดถูกปิดตัวลง มวลมนุษยชาติระดมมันสมองสร้างเครื่องกำเนิดสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือตนเอง เนื่องจากหลังภัยพิบัติ โลกเกิดภาวะ Genetic pollution หรือการปนเปื้อนทางพันธุกรรม มีสัตว์/พืชกลายพันธุ์ (怪物) หลายชนิดปรากฏตัวจึงต้องรวบรวมทรัพยากรและก่อตั้งฐานทัพที่มีระบบดูแลป้องกันแน่นหนา 4 แห่ง ในสถานการณ์เช่นนี้มีหลายหัวย่อมดีกว่าแยกอยู่หัวเดียว พวกมันเริ่มแพร่เชื้อมาสู่มนุษย์ ถ้าถูกพวกนี้ทำร้ายเข้าคนคนนั้นก็จะ fusion เข้ากับยีนของสัตว์/พืชนั้น 



    ถ้าใครตามไม่ทันเราจะอธิบายอีกรอบและเพิ่มรายละเอียดนะคะ 

    (เริ่มจาก 100 กว่าปีก่อน) 

                 ปี 2020 ค้นพบการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา รู้แล้วว่าสนามแม่เหล็กโลกอ่อนพลังลง ตอนนั้นมนุษย์ได้เสนอมาตรการตอบโต้ แบ่งออกเป็นแผน A และแผน B

                 แผน A สร้างเครื่องกำเนิดสนามแม่เหล็กทดแทนขนาดใหญ่สองแห่ง เรียกว่า"ขั้วแม่เหล็กตะวันออก" และอีกอันหนึ่งเรียกว่า "ขั้วแม่เหล็กตะวันตก"

                 แผน B สร้างเมืองใต้ดินที่ปราศจากรังสีและลมสุริยะ

                 ปี 2030 สนามแม่เหล็กโลกหายไป หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น? 

    – บริเวณของผิวโลกเกิดความปั่นป่วน

    – เข็มทิศล้มเหลว

    – ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพราะระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกเสียหาย

    – เลวร้ายสุดคือรังสีคอสมิกและอนุภาคกัมมันตรังสีจากดวงอาทิตย์สามารถทะลวงลงมาถึงพื้นโลก เกิดภัยแล้ง, โรคผิวหนัง, โรคมะเร็ง ส่งผลให้คนตายกว่าครึ่งโลก ยุคนี้ถูกเรียกว่า ‘ยุคทะเลทราย

                 ปี 2040 แผน B ประสบความสำเร็จ อพยพคนมาอยู่อาศัย

                 ปี 2043 แผน A ประสบความสำเร็จ ถึงจะไม่ครอบคลุมทั้งหมดแต่ก็ช่วยลดความรุนแรงลง สิ่งมีชีวิตไม่ตายเพราะรังสีคอสมิก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเริ่มฟื้นตัว ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2040 - 2043 ถูกเรียกว่า ยุคแรกอรุณ

                 และแล้วช่วงเวลาแห่งหายนะเริ่มขึ้น รังสีคอสมิคได้ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมเริ่มจาก 超级细菌 (Superbugs ชื่อเรียกแบคทีเรียที่มีความทนต่อยาปฏิชีวนะ) เห็ดรา และไวรัส พวกมันแพร่พันธุ์ในเมือง แพร่เชื้อใส่คน ท้ายสุดจาก 3 พันล้านคนบนโลกที่เคยรอดชีวิตตั้งแต่ยุคทะเลทรายก็เหลืออยู่แค่ประมาณ 100 ล้านคน เมื่อถูกสัมผัสมนุษย์จะติดเชื้อค่อย ๆ สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปแล้วกลายพันธุ์ เรียกว่า 异种 (พวกกลายพันธุ์) เรื่องของเรื่องคือพวกกลายพันธุ์ชอบโจมตีมนุษย์เพราะยีนมนุษย์อร่อย มนุษย์กระจัดกระจายไม่สามารถต้านทานการโจมตีของสัตว์ประหลาด

                 สงครามเริ่มต้นขึ้น 

                 หลังเกิดการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม เมืองแผน B ล่มไปแล้ว มนุษย์หนีตาย มนุษยชาติเริ่มรวมทรัพยากรที่เหลือและสร้าง ฐานทัพมนุษย์’ ขึ้นมาทั้งหมด 4 แห่ง – ฐานทัพใต้ดิน, ฐานทัพเวอร์จิเนีย, ฐานทัพทางเหนือ และฐานทัพตะวันออกเฉียงใต้

                 ปี 2061 ฐานทัพตะวันออกเฉียงใต้ล่มสลาย 

                 ปี 2073 ฐานทัพเวอร์จิเนียล่มสลาย

                 ปัจจุบันมีแค่ 2 ฐานที่ยังเหลืออยู่คือ ฐานทัพใต้ดิน กับ ฐานทัพทางเหนือ

     

    ประวัติศาสตร์ของนิยายก็ประมาณข้างบนค่ะ เราย่อยมาเล่าให้ฟังว่าเอ้อมันมีที่มาที่ไปอย่างนี้นะ ให้พอนึกภาพออก สบายใจได้ค่ะนักเขียนไม่ได้อัดเข้ามาเล่าทีเดียวตั้งแต่ตอนแรกแต่จะค่อย ๆ อธิบายเซ็ตติ้งแทรกตามเนื้อหาในแต่ละตอน ข้างล่างจะเริ่มเล่าเกี่ยวกับตัวละครแล้วนะ


    ณ ถ้ำแห่งหนึ่งที่ทั้งมืดสลัวและชื้นมีแสงสว่างเบาบางเกิดขึ้นจากพืช ระหว่างนั้นเองตรงรอยแยกระหว่างหินและดินก็เกิดบางอย่าง.. บางอย่างพุ่งขึ้นมาเหมือนท่อน้ำประปาที่แตก เส้นใยขนาดเล็กสีขาวราวหิมะกระจายออกแผ่ขยายหนวดหลายร้อยล้านจนปกคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ หนวดที่ว่านั่นเหมือนพอได้ที่เหมาะแล้วก็เลื้อยขยุกขยิกมาตรงใจกลางของพื้นที่สีขาว ก่อนจะเริ่มคอมบิเนชั่นจนเกิดรูปร่างเหมือนคนคนหนึ่ง ซึ่งก็คืออานเจ๋อ (安折) นายเอกของพวกเรา 

     

    อานเจ๋อลุกขึ้นยกขาก้าวออก มอสที่ยุบตัวลงจากการถูกทับก็กลับคืนสภาพเดิม ครั้งนี้เขาเหยียบสิ่งอื่นเข้า มันเป็นกระดูกแขน ชิ้นส่วนของโครงกระดูกมนุษย์ที่ถูกเห็ดราและเถาวัลย์หยั่งรากลึก เถาวัลย์สีเขียวเข้มขดพันล้อมรอบกระดูกสะโพกกับกระดูกขา ตรงกระดูกซี่โครงมีเห็ดเล็ก ๆ สีสันสวยสดงดงามเติบโตมองแล้วคล้ายดอกไม้ที่กำลังเบ่นบาน เด็กหนุ่มก้มตัวลงหยิบกระเป๋าเป้ที่ทำจากหนังสัตว์ข้างกะโหลกศีรษะมาสำรวจดู สิ่งของด้านในไม่ได้รับผลกระทบจากความชื้น มีทั้งเสื้อผ้าหลายชุด อาหารกับน้ำของมนุษย์ และชิปสีฟ้าที่มีหมายเลขสิบตัวถูกสลักอยู่ 
     

    ยี่สิบสามวันก่อน โครงกระดูกนี้ยังเป็นมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจ มีชีวิต เสียงหนึ่งดังขึ้น น้ำเสียงนั้นแหบห้าวอ่อนแรง ท่ามกลางถ้ำมืดมีแสงสว่างเรืองรองกระทบหน้าเจ้าของเสียงดังกล่าวเขาชื่อ อันเจ๋อ (安泽) เอ่ยว่านั่นเป็นหมายเลข ID ของตนแค่ถือมันฉันก็สามารถกลับฐานทัพมนุษย์ได้ อานเจ๋อถามให้ผมช่วยพาคุณกลับไปไหม อีกฝ่ายยิ้มบนหน้าอกของอันเจ๋อมีแผลขนาดใหญ่ ของเหลวสีขี้เถ้าขุ่นหยดลงตามจังหวะลมหายใจ เขาไม่อาจกลับไปได้แล้ว  
     

    นายเอกเป็นแค่เห็ดดอกน้อยที่เติบโตขึ้นมาใต้เหว เป็นเพียงแค่เห็ด มีมนุษย์พลัดมาที่แห่งนี้และมีการติดเชื้อเกิดขึ้น จากนั้นเห็ดดอกน้อยก็เริ่มเปลี่ยนแปลง รูปร่างคล้ายคลึงกับอันเจ๋อ มนุษย์วัยรุ่นคนนั้นที่เขาคลุกคลี 

     

    นอกเหนือจากเลือด ยังมีไฮฟา** ที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เส้นใยสีขาวเติบโตคดเคี้ยวเลื้อยเข้าแนบบาดแผลบนร่างของอันเจ๋อ เดิมทีเห็ดน้อยตั้งใจจะห้ามเลือดให้คุณมนุษย์ ทว่ามันกลับย่อยและดูดซับเลือดอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ การกินยีนของอันเจ๋อ (ดูดผ่านเส้นใย ยีนของมนุษย์จะไหลเข้าสู่ร่างกายของนายเอกพร้อมเลือด) ทำให้น้องเห็ดอัปสกิลมีชิ้นส่วนความรู้ที่รับมาจากเจ้าของเลือด อันเจ๋อเองก็เต็มใจ ตอนนายเอกกำลังดูดซับเลือด มนุษย์ที่กำลังจะตายพึมพำขึ้นว่า “บางที รอตัวเขาตายก่อนแล้วเธอจะกินผมทั้งร่างก็ได้นะ มันคงมีความหมายแม้ไม่รู้ว่าจะเกิดผลดีหรือร้าย แต่อย่างน้อยผมก็ได้ทำอะไรเพื่อใครบ้าง ผมเป็นคนไร้ค่า ไม่มีอะไรโดดเด่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะถูกทอดทิ้ง ความจริงแล้วการไม่ได้กลับฐานทัพมนุษย์เป็นเรื่องที่น่าดีใจ ที่นั่นคนมีค่าเท่านั้นถึงจะอยู่รอด ไม่คิดว่าจะมาเจอสิ่งมีชีวิตที่อ่อนโยนอย่างเธอก่อนตาย เห็ดน้อย” 


    **ไฮฟา เส้นใยของสิ่งมีชีวิตในกลุ่ม ฟังไจ (fungi) ได้แก่ รา กับ เห็ด 

     

    อานเจ๋อไม่เข้าใจความหมายของประโยคที่คนใกล้ตายพล่ามออกมามากนัก ยามนี้เขาสามารถจับคำนามได้เพียงบางคำอย่าง ฐานทัพมนุษย์ 

     

    ในช่วงชีวิตของเห็ดแต่ละชนิดจะมีสปอร์เป็นของตัวเอง สปอร์ของเห็ดเปรียบเสมือนเมล็ดของพืช มันฟุ้งกระจายลอยตามสายลมจนตกบนที่ที่เหมาะสมกับการงอก หยั่งรากและกลายเป็นเห็ดดอกใหม่ จากนั้นเห็ดดอกนี้จะค่อย ๆ เติบโตแล้วมีสปอร์เป็นของตัวเอง หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยเป็นวัฏจักร การบ่มเพาะสปอร์ให้เติบโตอย่างงดงามเป็นภารกิจเดียวของเห็ด แต่ตอนนี้สปอร์ของเขาหายไป บริเวณนั้นมีปลอกกระสุนปืนของมนุษย์ตกอยู่ มันเป็นเบาะแสเดียวที่เขามี

     

    ถึงแม้ก่อนอันเจ๋อเสียชีวิตจะเตือนและห้ามปรามเห็ดน้อยอย่างหนักแน่นว่าอย่าไปที่นั่น มีเพียงเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้นที่สามารถเข้าไปในพื้นที่ฐานทัพมนุษย์ เธอไม่สามารถหลบหนีจากสายตา ผู้พิพากษา’ ได้ก็ตาม ทว่าอานเจ๋อก็ยังรั้น ต่อให้มีโอกาสแค่ 1 ใน 100,000,000 แล้วอย่างไร? เขาจะตามหาสปอร์ของตัวเองให้พบ คือสปอร์มันเป็นอวัยวะที่งอกใหม่ไม่ได้ = น้องขยายพันธุ์ไม่ได้ สำหรับเห็ดสปอร์เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิต พอถูกเอาไปก็ฝังใจอะ ฟีลประมาณคนเป็นแม่ถูกพรากลูก ตอนนั้นน้องยังเด็กมากด้วยดอกเล็ก ๆ เท่านิ้วก้อยของมนุษย์


    แล้วเห็ดตัวน้อยก็เริ่มออกเดินทางกลับฐานทัพมนุษย์โดยสวมรอยใช้ฐานะของอันเจ๋อที่เสียชีวิต (kindly reminder ว่าน้องได้ยีนของอันเจ๋อมา อันเจ๋ออายุเท่าไหร่น้องเห็ดก็ต้องบอกว่าตัวเองอายุเท่านั้นซึ่งในเรื่องคือ 19 ปี) ถ้าค้นพบสปอร์เมื่อไหร่เขาจะกลับไปที่เหว ค้นหาถ้ำที่เงียบสงบหยั่งรากลงกระดูกสีขาวของอันเจ๋อและใช้ชีวิตที่เหลือเป็นเห็ด

     

    การติดเชื้อเพิ่มระดับความรุนแรงเรื่อย ๆ ที่ฐานมีประชากรหนาแน่นเกินไป ถ้ามีพวกกลายพันธุ์เข้ามาแล้วเกิดคลุ้มคลั่งจะทำให้มีคนตายและติดเชื้อจำนวนมาก เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของคนกลุ่มใหญ่ที่ยังรอด จึงมีการก่อตั้งศาลพิจารณาคดีพร้อมจัดตั้งตำแหน่ง ผู้พิพากษา ขึ้นมาตรวจสอบว่าคนที่เข้ามาในเมืองมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่  ถ้าพบว่าติดเชื้อจะถูกประหารทันที ถึงจะมีวิธีพื้นฐานเอามาใช้กรองการปนเปื้อนของคนแปลกหน้า (ปนเปื้อนทางพันธุกรรมหรือติดเชื้อ) อย่างการตรวจสอบร่องรอยบาดแผลบนร่างกายของคนคนนั้นก็ตาม แต่พวกตำแหน่งนี้จะมีความชำนาญกว่าคนทั่วไปเอามาตรวจสอบพวกที่ติดเชื้อแต่กระบวนการกลายพันธุ์ไม่ได้เริ่มขึ้นทำให้รูปร่างหน้าตาไม่แตกต่างจากคนทั่วไป แยกยากงี้ นึกออกเนอะ

     

    เมื่ออานเจ๋อเดินทางไปถึงฐานทัพทางเหนือ เด็กหนุ่มพบว่าโลกมนุษย์นั้นโหดร้ายและอันตรายยิ่งกว่าเหวที่เขาเคยอยู่ยิ่งนัก หัวใจของมนุษย์ซับซ้อนเกินไป เขาเป็นเพียงเห็ดดอกเล็ก ๆ ที่ไม่อาจเข้ากันได้กับโลกใบนี้ ตัวฐานทัพถูกล้อมด้วยกำแพงเหล็กสูงตระหง่านที่มีหนามมีอะไรแหลม ๆ ทำจากเหล็กยื่นออกมาจากผนังกำแพง ไม่ว่าจะอุปกรณ์เฝ้าระวังหรืออุปกรณ์เลเซอร์ล้วนถูกติดตั้งเต็มไปหมด อาวุธหนักก็จัดเต็ม พื้นที่ในฐานแบ่งออกเป็นแปดเขต อนึ่งศาลพิจารณาคดีเป็นขององค์กรหนึ่งที่ขึ้นตรงต่อกองทัพ (ทหาร) ฐานทัพคุมประชากรด้วย 审判者法案 แปลตรงตัวว่า ร่างกฎหมายผู้พิพากษา สมาชิกศาลคือผู้พิพากษาทุกคนทำหน้าที่อยู่ที่ประตูฐานและมีใบอนุญาตในการฆ่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อนร่วมทางที่อบอุ่นและใจดีของเขาถูกผู้พิพากษายิงตายต่อหน้าเพราะติดเชื้อ แถมตัวเขาก็เกือบถูกจับได้ว่าไม่ใช่มนุษย์ 


    ที่ตรงนี้เองที่อานเจ๋อรู้ว่าพระเอกของเรื่องคือผู้พิพากษาที่สามารถชี้ชะตาผู้คน จำได้ว่าเป็นฉากที่เอ่อติดสตั๊นนิดหน่อยค่ะนายเอกหยุดเดินแบบรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกรอบตัวเลยชะงักงี้แล้วตอนนั้นเองคนที่เดินทางมากับน้องถามขึ้นว่า "ทำไมนาย-" ปัง พูดยังไม่เสร็จนัดเดียวจอด ไม่ทันได้มีเวลาคิดอะไรปลายกระบอกปืนก็หันมาจ่อที่ตัวเอง.. ทุกคนปรายสายตามามองเหตุการณ์นิดหน่อยก่อนจะหันกลับไปทำสิ่งที่ค้างคาต่อ ประหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

     

    ลู่เฟิง พระเอกเป็นผู้พิพากษาสูงสุด (พระเอกทำงานให้ศาลพิจารณาคดีมา 7 ปีแล้ว) พันเอกแห่งฐานทัพมนุษย์ผู้เยือกเย็นราวภูเขาน้ำแข็ง ไร้ความปรานี ไร้ความเห็นใจ ไม่เคยเห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น เขามีสิทธิ์เต็มที่ในการตัดสินความเป็นความตายของกลุ่มที่เป็นอันตราย ตราบใดที่ถูกจัดว่ามีภัยเขาก็จะเป่าหัวทิ้งโดยไม่ลังเล ไม่บอกเหตุผลด้วย อย่างกรณีของเพื่อนร่วมเดินทางของนายเอกตอนกลับมาที่ฐาน ถ้าพระเอกตัดสินแล้วว่าอันตราย = ตาย สามารถสั่งให้ทุกหน่วยงานในเมืองให้ความร่วมมือในกรณีฉุกเฉิน สามารถระดมกำลังทหารของสถานีป้องกันเมือง กุมอำนาจเต็มที่ +เพราะการกำจัดผู้ติดเชื้อจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ลู่เฟิงกลายเป็นที่เกลียดชังของผู้คนซึ่งเป็นญาติน้องผองเพื่อนของผู้ติดเชื้อ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มผู้เชื่อมั่นในหลักการ “ผลประโยชน์ส่วนรวมของมนุษยชาติอยู่เหนือสิ่งอื่นใด” และปฏิบัติหน้าที่อย่างโหดเหี้ยมรู้สึกเสียใจต่อการกระทำ เหมือนว่าต้องโยนสามัญสำนึกความเป็นคนทิ้งไปเพื่อส่วนรวม เป็นภาระหนักอึ้งที่ต้องแบกรับจริง ๆ 

     

    น้องไม่ถูกยิงค่ะ นี่ขอจัดลู่เฟิงไว้ในหมวดเมะหึเมะขี้ดุ (หมั่นไส้) อีกคน55555 น้องเห็ดคิดในใจว่าตายแน่ ตายแน่ นับถอยหลังพร้อมแต่พระเอกก้าวเข้ามาใกล้ลดปืนลง บอกให้ตามไปแล้วสั่งน้อง "ยื่นมือ" เจ้าน้องก็ยื่นมือไปอย่างว่าง่าย น้อนแงๆๆๆ คำบรรยายมันน่าเอ็นดู๊เอ็นดู ชั้นก็ไม่ได้คิดไปไกลทะไหร่สรุปอิพระเอกนางใส่กุญแจมือค่ะ5555 น้องถูกพาไปสืบสวนอีกวิธีค่ะ มันมีวิธีตรวจสอบหลายอย่าง ไม่ได้รุนแรงอะไร มีเจ้าหน้าที่สามคนในชุดเครื่องแบบนั่งบนโต๊ะถามนั่นนี่ พอเสร็จตรงนี้ เหมือนพระเอกจะไม่ยอมเชื่อง่าย ๆ หยิบอุปกรณ์สื่อสารมายื่นคำร้องตรวจสอบพันธุกรรม


    ปกติพระเอกจะมองปราดเดียวรู้แล้วยิงทิ้งอย่างเดียวค่ะจนหมอแล็บแอบแขวะว่าพันเอกคุณมาที่นี่จริง ๆ ด้วย ไม่ใช่ว่าคุณแก้ปัญหาทุกเรื่องด้วยกระสุนหรือ น้องนั่งรอผลตรวจไปหันไปเจอพระเอกก็แอบยืดหลังตรงเหงื่อตกบ้างเพราะพ่อคุณนี่จ้องแทบทะลุ ไม่ใช่มองด้วยความพิศวาสทำนองนั้นแต่เป็นสายตาจับผิดมากกว่า สุดท้ายผลตรวจพันธุกรรมก็ยืนยันว่าอานเจ๋อเป็นมนุษย์ 100% พอละตรงนี้ ยาวค่ะ 


    หลังผ่านด่านตรวจการปนเปื้อนที่เกริ่นถึงเมื่อครู่ ถึงเป้าหมายหลักของนายเอกจะเป็นการตามหาสปอร์แต่ชีวิตเห็ดส่วนใหญ่หมดไปกับการนอน ไม่จำเป็นต้องทำสารพัดสิ่งเอาตัวรอด การที่ต้องดำเนินชีวิต ในฐานะมนุษย์ ย่อมไม่ง่าย เห็ดน้อยจึงหางานทำอย่างขยันขันแข็ง ทั้งถูกหลอกบ้างนั่นนี่บ้างในตลาดมืดหัวใจสีขาวบริสุทธิ์เริ่มเรียนรู้ความรัก ความเกลียดชัง ความโศกเศร้า ทุกความรู้สึกที่ซับซ้อนของมนุษย์ น้องรับรู้ว่าอันเจ๋อ (คนที่น้องไปเอายีนมา) มีนัยน์ตาอ่อนโยน, แวนส์ (คนที่เดินทางมากับน้องแล้วถูกยิง) มีความสงบเอื้ออารี, ฮัดสันเต็มไปด้วยความโลภแต่กับลู่เฟิงนั้นแตกต่าง ไม่มีอะไรปรากฏในสายตาของเขา อานเจ๋อระหกระเหินอยู่ช่วงแรกจนกระทั่งได้มาทำงานที่ สวนเอเดน ศูนย์เพาะพันธุ์เพาะปลูกและการศึกษา เป็นตึกที่มีสองหน้าที่หลัก ๆ คือจัดหาอาหารและโภชนากับการศึกษาขั้นต้นของเด็กเล็ก แอบกระซิบว่าพ่อคุนเขาเป็นคนแนะนำให้น้องมาทำจ้า มีกระแนะกระแหนว่าถึงเธอจะดูไร้ประโยชน์แต่ก็คงช่วยดูแลเด็ก ๆ ได้บ้าง แหม้ แล้วอานเจ๋อก็น่ารักมาก ช่วงหนึ่งบรรยายประมาณ สปอร์ของเขามีขนาดเล็กสีขาวนุ่มนิ่ม ไม่รู้ว่าลูกของมนุษย์จะเหมือนกันไหม เห้อ ชั้นน่ะเหลวเปนทิชชู่เปียกแร้ว꒰ღ˘‿˘ற꒱❤⃛

     

    ต่อมาอานเจ๋อก็บังเอิญรับรู้ว่าลู่เฟิงเป็นคนเก็บสปอร์ของเขาไปก่อนจะส่งให้ประภาคารซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของฐานจากบันทึกการทำงานผู้พิพากษาในห้องพระเอกที่สถานี (ไม่ใช่ห้องในตัวเมืองด้านใน) ตรงนี้ไม่สปอยล์นะคะเพราะมันบอกว่าพระเอกเอาไปตั้งแต่เรื่องย่อละ แอบสลดตามน้องมือที่ถือแผ่นกระดาษสั่น แต่แกรๆๆๆๆๆๆ มันน่ารักมากคำบรรยายชวนให้อยากลูบหัวต้าวเห็ดน้อย "ดวงตาสีเขียวเย็นชาคู่นั้นคล้ายกับของฆาตกรที่แย่งสปอร์ของเขาไป" ฮื้อ น้อน แล้วอานเจ๋อไม่แน่ใจว่าเออจะใช่สปอร์ตัวเองจริงมั้ยหรือสปอร์ตอนนี้อยู่ส่วนไหนของประภาคาร วันหนึ่งเห็นข่าวที่รายงานบนทีวีก็นิ่งค้าง ก้อนกลมสีขาวนุ่มเหมือนเมฆที่กำลังลอยอยู่ในตู้กระจกที่มีน้ำบรรจุอยู่ในนั้น เขาจำสปอร์ตัวเองได้แน่นอนถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าเดิม นั่นสปอร์ของเขา! มนุษย์ในข่าวบอกว่าสปอร์ของอานเจ๋อเป็นความก้าวหน้าที่จะเอาชนะการกลายพันธุ์ น้องก็กำมือแน่น สปอร์จะได้รับการปกป้องอย่างแน่นหนา = แอบแย่งสปอร์คืนยากกว่าเดิม


    เพื่อทวงคืนลูกรักของตนกลับมาเห็ดน้อยต้องดึงความกล้าเข้าหาคุณพันเอกผู้เย็นชาและติดจะแอบขี้แกล้ง ..ก็หน้าตาน้องน่ารังแก และด้วยความที่น้องเห็ดค่อนข้างจะเป็นเคสพิเศษ พระเอกในฐานะผู้พิพากษาถึงตัดสินไม่ได้ว่าน้องคือคนจริง ๆ หรือเปล่า พระเอกยังพูดขึ้นเองว่า "นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันยื่นคำร้องเพื่อทดสอบพันธุกรรม" เลยต้องจับตามองอยู่ตลอด น้องเองก็ต้องขวัญกล้าเข้าหาอีกฝ่าย ทั้งสองคนต่างเข้าหากันด้วยเหตุผลของตัวเองอะเนอะ 

     

    ในช่วงเวลาอันสิ้นหวัง สองสายพันธุ์ที่ดูเหมือนจะเป็นศัตรูตามกฎที่ธรรมชาติสร้างกำลังตกหลุมรักซึ่งกันและกัน ทุกคนบอกว่าผู้พิพากษานั้นโหดเหี้ยมแต่สำหรับเห็ดน้อยกลับรู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนแสงออโรร่าที่ประดับท้องฟ้ายามราตรี ลึกลับ มีเสน่ห์น่าดึงดูดทั้งยังมีด้านที่โดดเดี่ยว 


    ธีมหลักของนิยายเป็นบันเทิงคดีหลังพยากรณ์ค่ะ คำที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยก็ Post-Apocalypse แนวโลกอนาคตหลังการล่มสลายของอารยธรรมแต่เนื้อหาหลักของเรื่องไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การเดินทางเพื่อแสวงหาอารยธรรมใหม่มากนัก น้องนายเอกไม่ใช่พืช ไม่ใช่สัตว์แต่เป็นฟังไจ5555 พล็อตดีหัก 1 คะแนนเพราะสั้นเกินไปหน่อยมีแค่ 2 แสนกว่าตัวอักษรเองแง ถ้าให้ย่อเรื่องนี้โดยใช้ประโยคเดียวก็คงจะเป็น จ้าเห็ดน้อยออกเดินทางตามหาสปอร์ของเขา’ ตัวละครหลักอย่างนายเอกของเรื่องมีนิสัยน่ารักชวนเอ็นดู น่าแกล้ง พระเอกเย็นชาเลือดเย็น ลึก ๆ เป็นพวกขี้แกล้งที่อ่านแล้วเขินตัวบิด หน้านิ่งท่าทางนิ่งแต่หยอดเป็นอะไม่ได้ด้านชา5555 สิ่งหนึ่งที่เราค่อนข้างชอบคือเห็นพระเอกเก่งมากแบบนี้ใช่ว่าจะเทพทรูฟาดฟันกับสัตว์ประหลาดแล้วไม่มีเลือดตกยางออก ตายไม่เป็นนะ การเชื่อมั่นในหลักการและอุดมการณ์ของตัวเองเป็นสิ่งที่ดีแต่การใช้วิธีกำปั้นทุบดินไม่รู้จักประนีประนอมทำให้ดูเป็นตัวละครที่ดูมีทิฐิสูงและไร้มนุษยธรรมพอควร


    อะ กลับมาที่นายเอก แล้วนายเอกก็น่าแกล้ง (ฉิบหาย) ไง อย่างที่ว่าอานเจ๋อไม่ใช่มนุษย์นิสัยเลยออกไปทางซื่อ ว่าง่าย เชื่อง่าย ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคน เวลาทำท่าทางเด๋อ ๆ พันเอกก็จะหัวเราะเบา ๆ ไม่ใช่หัวเราะเอ็นดูอีก หัวเราะเยาะเย้ย5555 นายเอกน่าบีบน่าจับปั้นเป็นก้อนแล้วเคี้ยวหนุมหนัม อ่านแล้วอุทานน้อนนนนนนนนนใครเอาสปอร์น้อนไป ถึงจะรู้แล้วเหอะว่าพระเอกมันเอาไป5555 แล้วมีบ่นว่าตอนเป็นเห็ดจะดูดซับอาหารจากดินแต่เท่าที่เดินมาฐานทัพมนุษย์ไม่มีดินที่ชื้นพอที่จะกินได้เลย มนุดเนี่ยเป็นสิ่งมีชีวิตที่ลำบากจริง ๆ มันน่าบี้ๆๆๆ ไหนจะตอนมาหาอะไรกินแล้วรูดบัตรของอันเจ๋อปรากฏเงินเหลือนิดเดว น้องก็ตระหนักตัดพ้อว่าในอีกไม่กี่วันตัวเองกำลังจะอดตาย รู้สึกว่าตัวเองเป็นเห็ดที่หยั่งรากในดินแห้งพร้อมเผชิญหน้ากับความตายตลอดเวลา5555555555น้อนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน


    เนี่ยแล้วเวลาขอสปอร์คืนกับพันเอกก็จะประมาณนี้ คุนคับๆๆ คุนพันเอกคับ สปอร์ของผม การทดลองคืบหน้าไปดีไหมถ้าเสร็จแล้วช่วยคืนสปอร์ของผมได้ไหมคับ 

    หรือตอนที่น้องทำเป็นไปตามพันเอกที่อยู่ประภาคารมากินข้าวฝีมือตัวเอง แล้วได้เข้าไปในห้องปฏิบัติการ เห็นพระเอกกำลังเอานิ้วลงน้ำ ก้อนกลมในน้ำก็ลอยดุ๊กดิ๊ก ๆ ไปหา ใกล้จะถึงพันเอกก็ยกนิ้วไปที่จุดอื่น ผู้ชายคนนี้แกล้งสปอร์ของเขา!!!! (พระเอกยังไม่รู้ว่าเป็นสปอร์ของนายเอก) อานเจ๋อโมโหมั่กมอหอจนแทบลืมหายจัยในขณะที่อีกฝ่ายมีสีหน้าไม่ยินดียินร้าย ท่าทางมีความสุขที่ได้กลั่นแกล้งสปอร์ของเขา

    น้ำจิ้มบทสนทนา ฉากพระนาย - Spoiler Warning
    อานเจ๋อ "สมมุติว่าถ้าคุณเกิดติดเชื้อ–"
    พระเอกเอาผ้าห่มคลุมนายเอก
    ลู่เฟิง "ฉันจะฆ่าตัวตายทันที นอนซะ"

    พระเอกจะกลับบ้านตัวเองแต่รูดบัตรไม่ผ่านเพราะฐานทัพอัปเดตข้อมูลใหม่ตั้งแต่สามปีที่แล้วเลยเข้าบ้านที่อยู่ในเมืองไม่ได้ อานเจ๋อถามเสนอว่างั้นคุณมาที่บ้านผมก่อนแล้วกัน ทีนี้ที่ห้องนายเอกน้ำรั่วพระเอกเลยซ่อมให้ ระหว่างนั้นมีทหารเข้ามาเอาบัตรใหม่ให้พระเอกเห็นพระเอกซ่อมก๊อกน้ำก็หืม สงสัย พันเอกเนี่ยนะ 
    ทหาร "งั้นคุณกับเขาเป็น.." 
    นายเอก "ตอนนี้เป็นเพื่อนบ้านแล้ว" 
    ทหาร "ก่อนหน้าล่ะ?"
    นายเอก "ก่อนหน้า..  เป็นเพื่อน"
    ปากของทหารกระตุกอย่างไม่เป็นธรรมชาติ

    วันหนึ่งนายเอกมากินข้าวที่โรงอาหารพร้อมกับพันเอกแล้วมีบรรยายประมาณว่าอาหารเย็นมื้อนี้ไม่ค่อยอร่อยเลย ลู่เฟิงที่อยู่ตรงข้ามเขาสั่งซุปเห็ดมา อั้ยน้อง พินิอยากกินซุปเห้ดเรย

    น้องพยามผูกมิตรกระชับความสัมพันธ์เพื่อเข้าหาสปอร์ต่อ เห็นพันเอกทำงานยุ่งไม่ได้กินข้าวกินปลาดี ๆ ก็เสนอว่าให้ผมเอาอาหารมาให้ไหม พระเอกมองสักพักก็ตอบตกลง (ชั้น)​เอ็นดูน้อง น้องยืนอยู่หน้าตู้แช่เย็นที่มีมะเขือเทศอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลังเล หันตัวไปอีกตู้ที่มีเห็ดวางอยู่เพราะนึกได้ว่ากินอาหารเย็นกับพันเอกเมื่อวานนี้ ที่โรงอาหารมีสามเมนูซุปมันฝรั่ง ซุปมะเขือเทศ ซุปเห็ด พันเอกเลือกซุปเห็ด ..ช่างเป็นตัวเลือกที่น่าอึดอัดทว่าท้ายที่สุดอานเจ๋อก็หยิบเห็ดออกมาจะเริ่มหั่นเห็ดก็สูดหายใจลึก ๆ ขอโทดน้าคุณเห็ด

    เกิดปัญหาขึ้นที่ฐานทัพใต้ดิน คืองี้จำที่บอกได้เนอะว่ามนุษย์สร้างเครื่องกำเนิดสนามแม่เหล็กทดแทนเรียกว่าขั้วแม่เหล็กตะวันตกกับตะวันออกซึ่งดูแลโดยฐานทัพใต้ดินกับฐานทัพทางเหนือ วันนั้นฐานทัพใต้ดินเกิดขาดการติดต่อ พระเอกเลยขันอาสาไปซึ่งอยู่อีกฝากหนึ่งของโลก อานเจ๋อรู้สึกว่าเขาควรพูดอะไรบ้างอย่างเช่นขอให้ปลอดภัยอะไรแบบนี้แต่สุดท้าย
    อานเจ๋อ "คืนนี้ผมทำซุปเห็ด"
    ดวงตาของลู่เฟิงทอประกายขบขัน
    ลู่เฟิง "ขอบคุณ กลับมาค่อยทำให้ฉันใหม่"
    อานเจ๋อไม่ได้พูดอะไร
    ลู่เฟิง "..บางทีฉันอาจไม่ได้กลับมา ดูแลตัวเองด้วย"



    มีอีกหลายจุดมากที่เราชอบแต่มันจะสปอยล์เลยเล่าเท่านี้พอ ด้วยความที่เซ็ตติ้งเป็นแนววันสิ้นโลกและมีรายละเอียดเฉพาะใหม่ ๆ ที่นักเขียนต้องอธิบายลักษณะ world-building ในเรื่องทำให้มีข้อความส่วนบรรยายเยอะมากกกกกจนต้องค่อย ๆ อ่านพร้อมเก็บรายละเอียด คลื่นความโน้มถ่วงเอย สนามแม่เหล็กเอย เครื่องกระจายคลื่นเสียงด้วยอัลตราโซนิกเอย glossary of biology terms นั้นยังกับยกมาทั้งตำรา แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการอ่าน แค่ช่วงแรกต้องไล่เรียงเหตุการณ์ในหัวใหม่บ้างหน่อย เอ้อได้ยินว่านักเขียนจบสายวิทยาศาสตร์มาด้วยข้อมูลที่ adapt มาแต่งนิยายเลยดูสมเหตุสมผลพอที่นิยายเรื่องหนึ่งจะทำได้


    เอนี่เวพระนายไม่ได้มีซีนแอคชั่น เลือดสาด ฆ่าล้างผลาญ ระเบิดภูเขา เผากระท่อม บู๊กระหน่ำเยอะขนาดรุ่งอรุณหลังวันสิ้นโลกนะคะ ซอฟต์กว่าติ๊ดนึง แล้วจะแฝงไปด้วยข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกสังคมทุกยุคสมัยมันมีคนทุกรูปแบบ พวกปรัชญา-จิตวิทยาของผู้รอดชีวิตที่ยังต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดต่อไปในโลกที่พังทลายนี้ ไม่ใช่แนวฟาร์มด้วยอะ ไม่ถึงกับ slice of life อีก จังหวะนิยายพอดีพองาม ถ้าเทียบกับจำนวนตัวอักษรก็ถือว่าไม่ได้เร่งจนตัดฉับ มีทั้งฉากชวนจิกหมอน (เยอะ) ฉากตึงเครียด (ก็เยอะอีก) ฉาก self-sacrifice (ไม่เชิง)​ เรียกน้ำตากรุบกริบ เพราะบรรยายจากมุมมองน้องเห็ดอะไรมันก็ดูมุ้งมิ้งซอฟต์ลงไปหมด สำหรับคนที่อ่านนิยายยาวอย่างเรารู้สึกว่ามันสั้นมากเลยค่ะเลื่อนปื้ดๆๆๆ จบแล้ว 。゚( ゚இ‸இ゚)゚。


    ด้านความรัก อืม.. ก็มีเรื่องที่ทำให้ตัวละครสับสนต้องตั้งคำถามกับตัวเองบ้างอย่างมุมพระเอกกับการตกหลุมรักคน (เห็ด) แปลกหน้าที่ละเมิดความเชื่อของตัวเอง มุมนายเอกเห็ดตัวน้อยอ่อนต่อโลกเรียนรู้ที่จะเศร้า เรียนรู้ที่จะแยกจาก เรียนรู้ที่จะรัก ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีงี่เง่าให้เบื่อหน่ายจนอยากเขวี้ยงโทรศัพท์ค่ะ


    ชีวิตคนเราไม่ได้ราบรื่นเสมอพระนายของเรื่องนี้ก็เช่นกัน ที่ฐานทัพเองใช่ว่าจะสงบทุกที่ที่มีคนที่นั่นมักจะมีปัญหาตามมา มีหลายคนเลยค่ะที่ไม่พอใจกับการกระทำของผู้พิพากษาโดยเฉพาะพระเอก เดินประท้วงต่อต้านให้ยกเลิกร่างกฎหมาย ศึกนอกยังค้างคาศึกในก็เริ่มรุนแรงขึ้นทุกที จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสนามแม่เหล็กสำรองเกิดมีปัญหา? เรื่องของคนที่ติดเชื้อล่ะ รุ่งอรุณแห่งความหวังดูเหมือนจะไกลออกไป บางทีอาจจะไม่ปรากฏเลยด้วยซ้ำ อย่าเลือกที่จะยอมแพ้ต่อความตาย แล้วบทสรุปของนิยายเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร จบดีค่ะ เนื้อหานิยายไม่ยาวมาก เหมาะกับสายสุขนิยม ลืมบอก ไม่มีเอ็นซีนะคะ55555 เห็นนักเขียนบอกว่าอาจจะเขียนตอนพิเศษไม่รู้ว่าเขาจะใส่ในนั้นหรือเปล่าแต่ ณ ปัจจุบันยังไม่มี papapa ค่า


    แต่ฉันรู้ว่าฉันเห็นเธอครั้งแรกที่ไหน” 

    เป็นประโยคที่สวยงามตามบริบทของนิยายจริงๆ



    เผื่อใครสนใจอยากลองอ่านเรื่องอื่นที่เราเคยเล่าก็กดตรงนี้เลยค่ะ คืออ่านแล้วน่าหนุกก็เล่าบางเรื่องอ่านแล้วจบแล้วก็ไม่ได้เล่าเพราะขกเขียน ตามอารมณ์ล้วนๆ 555555

    https://minimore.com/b/ffhkT



    • ทั้งนี้บทความนี้ก็เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นจากรสนิยมการอ่านส่วนบุคคลเท่านั้น สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งประกอบกับการตัดสินใจได้แต่ไม่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานได้ทั้งหมด ถ้ามีพิมพ์ผิดหรือวกวนยังไงต้องขออภัยด้วยค่ะ 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in