Wherever I goSmild Smile
ภูสอยดาว เท่าที่รู้
  • "เอ้ว (ชื่อฉันที่เพื่อนมัธยมปลายชอบเรียก) อยากไปภูสอยดาว"

    "ห้ะ ภูสอยดาว หรอ???"


    .
    .
    .
    .

    สารภาพตรงนี้เลยว่า แว้บแรกที่ฉันได้ยิน คำว่า ภูสอยดาว ฉันไม่รู้เลยว่ามันอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไร มันจะคล้ายดอยหลวงเชียงดาวหรือไม่ ฉันไม่รู้ แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความที่เพื่อนสมัยมัธยมปลายมาชวน การปฏิเสธคำเชิญนี้ดูเป็นสิ่งที่ไม่เข้าท่าในความคิดฉันเอาเสียเลย
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    ตกลง ฉันไป 
    .
    .
    พร้อมกับกระเตงเพื่อนมหาลัยของฉันอีกห้าชีวิต ที่มีคำถามเดียวกันกับฉันว่า'ภูสอยดาวอยู่ที่ไหน'มาร่วมทริป


    ในขณะเดียวกันเพื่อนมัธยมปลายของฉันก็ลากเพื่อนชายอีกสองคนของเธอ มาร่วมทริปนี้ด้วย
    ดังนั้นทริปของเราจึงมีสมาชิกทั้งหมด 8 คน




    ภูสอยดาว เท่าที่เราทั้งแปดรู้(หรือฉันรู้แค่นี้อยู่คนเดียว) คือ มันอยู่จังหวัดพิษณุโลก เราจะนั่งรถไฟไปที่นั่น แล้วต่อรถบขส.ไปอำเภอชาติตระการ จากนั้นก็เช่ารถต่อไปที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาวและเดินเท้าเข้าไป ด้วยระยะทาง 6.5 km. จึงจะถึงที่หมาย

    เราทั้งแปดตกลงกันว่าทริปนี้จะเกิดขึ้นในสองชั่วโมงต่อมา หลังจากจบไฟนอลมหาลัยของคณะเพื่อนฉัน ในช่วงเวลาหลายวันระหว่างรอเพื่อนฉันสอบเสร็จ ฉันค่อนข้างวิตกกังวลมากทีเดียว เพราะนี่เป็นการขึ้นเขาอย่างเป็นทางการของฉัน รองจากทริปงงๆบนเขาใหญ่ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา 

    ก่อนไปฉันได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากหลายคนที่พูดถึงความโหดของภูสอยดาวมากมาย 



    "ปีที่แล้วอิเก้าไปมา ทางโหดจนมันแทบจะด่าคนชวนเลยว่ะ" 

    "พี่ที่รู้จักกูเพิ่งไปมา ขนาดเขาออกกำลังกายบ่อย ยังบอกมันหนักเลย โหดกว่าภูกระดึงอีก"

    "นี่มึงคิดจะไปดูดาวหรือเปล่า กูบอกก่อนเลยนะ ท้องฟ้าหน้าหนาวมันไม่ค่อยเปิด กูทำใจเรื่องดาวแล้วว่าไม่เห็น มึงน่าจะได้แค่หนาวกลับมา" 



    มาถึงตอนนี้ คำขู่ใดก็ไม่ทำให้ฉันใจฝ่อไปมากกว่า การไม่เห็นดาว แต่ในเมื่อการยกเลิกไม่ใช่ตัวเลือก ฉันจึงกลัวๆเกรงๆไปเรื่อย จนกระทั่งเราทั้งแปดมายืนกันอยู่ที่หัวลำโพง



    ทริปของพวกเราเริ่มเวลาสามทุ่มตรง คาดว่าจะถึงที่หมายตอนตีสามของอีกวัน สำหรับฉัน มันคือการนั่งรถไฟครั้งแรก แถมยังเป็นรถไฟพัดลม ที่ต้องนั่งยาวนานถึงหกชั่วโมง ฉันคิดถูกใช่ไหมที่มา เห็นเบาะก็รู้ว่ามันเมื่อยจนขำไม่ออกแน่

    และก็จริง มันเมื่อยมาก เราต่างเปลี่ยนท่า ให้สบายที่สุดสำหรับการนอนในหกชั่วโมงนี้ บางคนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีจนน่าอิจฉา แต่สำหรับฉัน มันไม่เกิดขึ้นเลย ฉันหลับไม่ได้ จึงได้แต่นั่งหน้าง่วง มาจนถึงสถานีพิษณุโลก

    เมื่อมาถึง เราต่อรถสองแถวหัวกบไปลงที่ บขส.เก่าของพิษณุโลก ด้วยราคาคนละ 20 บาท เพื่อต่อรถไปอำเภอชาติตระการ

    ทันทีที่ลงจากรถ มีลุงคนหนึ่งมาเสนอราคาเหมารถเพื่อไปชาติตระการ อีกทั้งยังส่งถึงหน้าอุทยาน ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกสบายกว่าการนั่งรถประจำทางที่ใช้เส้นทางอ้อมและเสียเวลา 


    พวกเราตกลง พร้อมกับจ่ายค่ารถไป-กลับ คนละ 500 บาท

    ระหว่างทาง คุณป้าคนขับรถ ก็แวะตลาดเพื่อให้ซื้อเสบียงที่จะเป็นอาหารเช้าและอาหารกลางวันของพวกเรา มันคือตลาดชาติตระการ ที่เน้นขายของสด ถ้าจะซื้อเป็นเสบียง ก็จะมีเพียงข้าวเหนียว ไก่ทอด หมูปิ้ง ไข่ปิ้ง 

    หลังจากเตรียมเสบียงเรียบร้อย เราก็เดินทางต่อเป็นเวลาร่วมสองชั่วโมง กว่าจะมาถึงอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

    เมื่อมาถึงเราต้องซื้อตั๋วเพื่อเข้าอุทยาน ราคา 40 บาทต่อคน และเช่าเต้นท์ ประมาณหลังละ  700 บาท นอนได้สามคน ซึ่งราคาดังกล่าวรวมถุงนอน ผ้ารองนอน และค่าลูกหาบเต้นท์ไว้แล้ว      สำหรับสัมภาระ หากใครอยากเดินสบายๆ ลูกหาบจะคิดค่าหาบสัมภาระ กิโลกรัมละ 30 บาท (ข้อแนะนำ หากคุณไม่ใช่นักเดินเขาตัวยง หรือแข็งแรงมากๆ การจ้างลูกหาบ ถือเป็นความคิดที่ดี เพราะเมื่อคุณไปเดินจริงๆ แม้กระทั่ง น้ำขวดลิตร ก็ยังเป็นอุปสรรคสำหรับการเดินทาง)
    หลังจาก เราตกลงเรื่องลูกหาบกันเรียบร้อย ก็ถึงเวลาสวัสดีภูสอยดาวอย่างเป็นทางการ

    ขอบอกก่อนว่า ที่ๆเราจะไปเป็นแค่ลานสนภูสอยดาว ซึ่งมีความสูงประมาณ1600เมตร จากระดับน้ำทะเล แต่ภูสอยดาวจริงๆ จะมีความสูง 2100 เมตร ซึ่งต้องเดินทางในวันถัดมา หลังจากไปถึงลานสน โดยเส้นทางไปภูสอยดาวจะโหดกว่าถึงขั้นต้องใช้สลิง และไม่อนุญาตให้ค้างคืนที่นั่นได้

    ดังนั้น จากนี้ ฉันจะเรียกว่าเส้นทางของเราว่า เส้นทางสู่ลานสน เพื่อไม่สร้างความสับสนให้ตัวเองและผู้อ่าน

    การขึ้นสู่ลานสนภูสอยดาว พวกเราจะต้องผ่าน 5 เนินด้วยกัน
       
       เนินแรก "เนินส่งญาติ"

    รีวิวเนินนี้แบบสั้นๆ คือ เป็นเนินสั้น กระชับ ง่าย แต่ได้ใจความ(ว่า อืม มันเริ่มมาแล้วว่ะ) 
    มาถึงเนินนี้ ถ้าใครถอดใจ ขอให้เก็บใจไว้ก่อน แล้วไปถอดตอนถึงลานสนนะ รับรองว่าคุ้มค่ะ
     
       เนินถัดมา คือ "เนินปราบเซียน"

    เนินนี้ปราบแค่เซียน ฉะนั้นคนไม่เซียนแบบพวกเราจึงผ่านได้ทุกคน ฮ่าาาาๆ
    หลังจากเนินส่งญาติ จนมาถึงเนินนี้ เราจะเหนื่อยพอหอมปากหอมคอ ให้เลือดได้ไหลเวียน ไม่หนักหนามากนัก 
     
    ช่วงสองเนินแรกนี้จะให้ฟิลเหมือนกำลังจิบชา สบายๆ ระหว่างเดินจะได้ยินเสียงน้ำไหลตลอดทาง เป็นตัวช่วยผ่อนคลายได้อย่างดี

    หลังจากเดินล่วงมาสองเนิน ก็มาถึงเนินต่อมา "เนินป่าก่อ"



    สำหรับฉัน เนินป่าก่อ คือ ก่ออออออไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะผ่านเนินนี้ไป แม้จะเดินสบายๆ ปีนป่ายบางครั้ง แต่ช่างยาวนานเหลือเกิน ฉันเจอป้ายป่าก่อประมาณสามรอบ แต่ไม่รู้ว่ามันสิ้นสุดตรงไหน มันกว้างมากจนเพื่อนฉันออกปากแซะว่า "กว้างขนาดนี้ ทำไมไม่ชื่อภูป่าก่อไปเลยหล่ะ"

    เมื่อมาถึงเนินนี้ ก๊กของเรา แตกเป็นสองกลุ่ม ใครใคร่พัก พัก  ใครใคร่รักจะเดินต่อ ก็เรื่องของ -ึง




  • เมื่อเนินที่ยาวนานและกว้างขวางอย่าง "เนินป่าก่อ"  สิ้นสุดลง  ก็ถึงเวลาของ "เนินเสือโคร่งงงงงง"

    เนินเสือโคร่ง สำหรับฉัน เป็นเนินที่ฉันรู้สึกสนุกด้วยมากที่สุด เพราะมันมีเส้นทางที่ปีนป่ายกำลังดี มีความท้าทายบ้าง  เริ่มรู้สึกถึงความเขาแบบเข้มข้นมากขึ้น และที่สำคัญ เนินนี้มีระยะทางสั้นจนไม่ทันตั้งตัว 

    สองเนินนี้ เหมือนกับโกโก้ ที่มีทั้งความหวาน และขมปร่าอยู่ในที แต่มันช่างลงตัว และนุ่มละมุน ติดลิ้น

    และเมื่อโกโก้หมดแก้ว เราก็มาถึงเนินสุดท้าย "เนินมรณะ"

    มาถึงเนินนี้ แม้จะไม่หนักหนาถึงขั้นมรณะอย่างชื่อ แต่ก็เกือบมรณะ ความเหนื่อยอ่อนทำให้การถ่ายภาพป้ายเนิน เป็นเรื่องที่เราต่างละเลยอย่างไม่ได้นัดหมาย เพราะแค่ก้าวขายังยาก
    เส้นทางของเนินมรณะ มีความชันมาก หากจะอธิบายความยากลำบากของการเดินทาง การใช้คำว่า"แทบคลาน" จึงเป็นคำอธิบายได้ดีและไม่ได้เกินตัวเท่าใดนัก

    ฉันรู้สึกราวกับว่าเนินที่ผ่านมา เป็นเพียงเส้นทางปลอบขวัญ ก่อนจะมาเจอกับความจริงที่ตบหน้าพวกเรา (ให้เลิกสนใจทางแล้วหันไปมองวิวรอบๆ) 

    หากเนินนี้ถูกเปรียบเป็นเครื่องดื่ม คงละม้ายคล้ายกาแฟดำ รสเข้มของกาแฟ ไม่ต่างจากเส้นทางที่ยากลำบาก แต่วิวข้างทางกลับทำให้ตาสว่างเหมือนได้อัดคาเฟอีนของกาแฟเข้าเส้นเลือด



    พอขึ้นมาถึงตรงนี้ ฉันรู้ทันทีว่ารูปที่ถ่ายมาไม่สามารถบันทึกความสวยงามและเก็บบรรยากาศของที่นี่ได้ทั้งหมด และแม้ว่าความเหน็ดเหนื่อยที่สั่งสมมา ไม่ถึงกับถูกปลิดทิ้ง แต่ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันทำ ฉันคลาน ฉันปีนขึ้นมาที่นี่ มันคุ้มค่าจริงๆ 

    มากกว่าวิวที่ได้ ฉันพบว่า ฉันชนะความกลัวของตัวเอง ความกังวลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่ามา ถูกปลดลง เมื่อฉันได้เห็นธรรมชาติที่โอบล้อมตัวฉัน มันเป็นความสวยงามแบบเรียบๆเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจ และตอนนี้ฉันอยู่บนภูเขาสูงจนทึกทักว่าจุดหมายของฉันใกล้เข้ามาทุกที ยอดเขาคงอยู่ไม่ไกล
    .
    .
    .
    .
    .

    คุณคิดว่า หากขึ้นไปสุดยอดเขา ฉันจะได้นอนเต้นท์ กินมาม่าร้อนๆ หรือโกโก้อุ่นๆ ใช่ไหม 
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    อืมมม ฉันคู่ควรกับสิ่งเหล่านั้น มันอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วจริงๆ 

    "พี่คะ ลานสน อีกไม่ไกลใช่ไหมคะ" ฉันถามพี่ลูกหาบด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง
    เมื่อฟังคำตอบพี่ลูกหาบ ฉันก็ยิ่งใจชื้น
    "ไม่ไกลครับ ไม่ไกล"


    จนกระทั่ง พี่ลูกหาบมองหน้าฉันอีกที แล้วชี้นิ้วไปอีกฝั่งของภูเขาที่ฉันยืน 
    "นั่นไงครับ" เมื่อได้เห็นตำแหน่งของจุดหมาย ฉันกล่าวขอบคุณพี่ลูกหาบ พร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ
    และนี่ก็เป็นอีกครั้ง ที่ฉันโดนความจริงตบหน้า 


    ลานสนอยู่ฝั่งโน้นโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย


    ฉันก้มหน้ารับชะตากรรมแล้ว KEEP GOING KEEP WALKING ต่อไป
    ฉันเดินหน้าจืดๆ กับยิ้มเจื่อนๆ เดินต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึงลานสนที่แท้จริง




    และในที่สุด
    GU ถึงแล้วววววววววววววววววววววววว ลานสนภูสอยดาวววววววววววววววววว


    ฉันมาถึงที่นี่ตอนบ่ายสามโมง ซึ่งอุณหภูมิราวๆ 20 องศาหรือน้อยกว่านั้น เรียกได้ว่าอากาศเย็นชั่งสวนทางกับอุณหภูมิร่างกายของฉันเหลือเกิน แต่ในทางตรงกันข้าม มันให้ความรู้สึกดีจริงๆ แม้ว่าก่อนหน้าฉันจะเก้อๆเรื่องที่หมายตาม

    แต่มันไม่สำคัญ เพราะฉันมาถึงแล้ว ฉันผ่าน 5 เนิน และ 6.5 กิโลเมตรนั้นมาแล้วจริงๆ

    ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าบนภูสอยดาวของฉัน ฉันไม่ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดหรอก เพราะฉันอยากเก็บเรื่องต่อจากนี้ไว้ยิ้มคนเดียว ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกดีแบบประหลาดๆ
    แล้วถ้าคุณอยากรู้ว่า ฉันเห็นดาวไหม 


    ลองเดาสิ้

    ท้องฟ้าตอนเย็นเป็นแบบนี้ คุณว่า ภูสอยดาวจะมีดาวมั้ย


    มันน่าเสียดายจริงๆ ที่ขึ้นไปขนาดนั้นแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้เห็น
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    เพราะฉันไม่มีกล้องที่สามารถถ่ายดาวบนภู มาแบ่งปันความสวยงามของพวกมันให้แก่คุณได้
    เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาส ฉันแนะนำให้คุณไปดูมันด้วยตัวเองน่าจะดีกว่า หากคุณชอบนอนดูดาว ที่นี่ จะไม่ let you down แน่นอน ฉันว่ามันมีดาวมากพอที่จะทำให้คุณตาลายเลยล่ะ

    และถ้าคุณกำลังวางแพลนว่าจะมาที่นี่ หรือ ไม่รู้จะไปที่ไหนในปี2017 ฉันอยากให้คุณมาที่นี่นะ ไม่ว่าคุณจะโดนสปอยล์มาแบบไหน อย่างไร ได้โปรด อย่าให้คำพูดของใครมาตัดสินใจแทนคุณ เพราะฉันเชื่อว่าคุณจะได้พบภูสอยดาวในแบบของคุณ มุมมองที่คนอื่นอาจจะไม่เห็น

    หลังจากจบทริป ฉันได้อะไรมากมายจากภูสอยดาว

    อย่างแรก ฉันได้นั่งรถไฟไทยครั้งแรก ถึงฝุ่นจะเยอะไปนิด แต่มันไม่สำคัญเท่าไหร่ ในเมื่อสิ่งที่สำคัญกว่าคือการได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อน ได้เห็นท่าหลับประหลาดๆของพวกเขา

    มากไปกว่านั้นยังได้เอาชนะใจตัวเอง จากที่เคยคิดว่า คงจะไม่ไหวกับการปีนเขา แถมยังกลัวว่าจะเป็นภาระเพื่อน แต่รู้ตัวอีกที ฉันก็มานั่งเขียนบล็อค เพื่อยุให้คุณไป เพราะมันเป็นที่ๆไม่เลวเลย ที่คุณจะได้มีโอกาสเห็นธรรมชาติผ่านเลนส์ตาตัวเอง มิใช่เลนส์กล้องของใคร  ฉันเชื่อว่าคุณจะได้พบความสงบของภูเขา และความพร่างพราวของดวงดาวที่ก่อนหน้านี้หลายคนต่างบอกให้ฉันทำใจที่จะได้พบเพียงท้องฟ้าที่ไร้ดาว

    มากไปกว่านั้นฉันได้รู้ว่าความแตกต่างของเพื่อนไม่ใช่อุปสรรคในการเดินทาง ขณะเดียวกันก็ทำให้ฉันพบว่ามิตรภาพของพวกเขาคือสิ่งที่ฉันอยากรักษามากกว่าเดิม

    และสุดท้าย ฉันได้รู้ว่าภูสอยดาวต้องเดินขึ้นไปอีกหน่อย


     
    ทั้งหมดนี้ คือ ภูสอยดาว เท่าที่รู้  ในแบบของฉัน


    P.S. ขอบคุณสมาชิกภูไม่มีพูห์ ที่ทำให้ทริปนี้เกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับมิตรภาพระหว่างเรา (ถ้าไม่มีพวก          มึง เรื่องเล่าปลายปี คงจะไม่สมบูรณ์ เจอกันทริปหน้า)
           และ สวัสดีปีใหม่ทุกคนค่ะ ปีหน้า ที่ไหนคือเป้าหมายใหม่ของคุณหรอคะ





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in