บ่น บ้า เรื่อยเปื่อย ไม่มีสาระJirattipat Tengamnuay
I HAD A VERY BAD DREAM LAST NIGHT (0)
  • 30 JULY 2020

    ฉันมองเห็นทางเดินสีขาวที่ทอดยาวออกไป ผนังสีขาว พื้นสีขาว และประตูมากมายที่เรียงกันไปตลอด 2 ฝั่งของทางเดิน ที่สุดปลายทางจะไปสิ้นสุดที่ประตูสีแดงบานนึง 

    ทุกประตูที่มองเห็นปิดสนิท ฉันเดินต่อไปเรื่อยๆ พลางคิดสับสนว่าฉันกำลังอยู่ที่ไหน แต่ในท่ามกลางความสับสนก็มีความกลัวว่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลังประตูทุกบานที่เดินผ่าน ฉันเดินมุ่งตรงไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็มายืนอยู่เบื้องหน้าประตูสีแดงตรงสุดทางเดิน

    ระหว่างยืนลังเล ฉันคิดว่าจะเดินหันหลังกลับดีมั้ย แต่ก็ค่อยๆ ผลักบานประตูนั้นให้เปิดออก มันไม่ได้ล็อค ช่องเล็กๆ ที่ประตูแง้มออกมีแต่ความมืด ฉันตัดสินใจปิดประตูบานนั้น และตัดสินใจเดินย้อนกลับออกมา แล้วทุกอย่างก็กลายเป็นสีดำ ทั้งผนังและพื้นทางเดิน ยกเว้นประตูสีแดง ซึ่งตอนนี้ปรากฏออกมาทั้ง 2 ด้านของปลายสุดทางเดิน เหมือนกับว่าเมื่อกี้ฉันก็เดินออกมาจากประตูสีแดง

    ความกลัวเริ่มครอบงำฉัน ฉันเกลียดความมืด กลัวว่าจะมีอะไรโผล่ออก ความกลัวเริ่มเข้าครอบงำฉันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามาเหมือนกับกำแพงสีดำกำลังบีบรัดฉันเข้ามาในทุกๆ ด้าน จนตัวฉันค่อยๆ หดเล็กลง มันอึดอัดและไม่มีทางออก ฉันหลับตาลงและลืมตาขึ้นแต่ทุกอย่างก็ยังไม่หายไป ความมืดที่แผ่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจนใกล้เข้ามาถึงตัวฉัน ประตูที่เรียงรายอยู่ก็เริ่มถูกย้อมด้วยสีดำทีละบานๆ ไล่เข้ามาจากปลายสุดทางเดิน ฉันสับสนและว้าวุ่นใจ ตอนนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนประตูเปิดออกทางด้านหลัง แล้วมีแสงสว่างลอดออกมาเล็กน้อยพอสลัวๆ เมื่อไม่มีทางออกอื่น ฉันเลยหันหลังแล้วเดินเข้าไปด้านในประตูบานนั้น

    ด้านในห้องที่สว่างเป็นเพียงห้องโล่งๆ ที่มีแสงไฟสลัว กำแพงทึบทั้ง 3 ด้าน ฉันมองไปรอบๆ ห้อง ผนังเป็นสีเทาๆ พอลองเดินไปแตะดูก็รู้สึกถึงแค่ความเย็นๆ ที่เกาะอยู่บนผนัง ฉันเดินแตะผนังไปทั้ง 3  ด้านอย่างสำรวจว่าจะมีอะไรมั้ย แต่ก็แค่ผนังโล่งๆ แค่นั้น ฉันเลยเดินมานั่งที่กลางห้องอย่างปล่อยเวลาให้ผ่านไป แล้วค่อยคิดว่าจะออกจากที่นี่อย่างไรดี

    ตึก ตึก ตึก...ความจริงฉันไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ แต่ตอนนี้เบื้องหน้าฉันคือกำแพง ฉันกำลังเอาหัวโขกกำแพงอยู่ มือทั้ง 2 ข้างฉันแนบไปกับกำแพง ไม่รู้ฉันทำแบบนี้ทำไมและเมื่อไหร่ แต่มันทำให้จิตใจของฉันดีขึ้น ฉันเอาหัวโขกกำแพงไปเรื่อยๆ ไม่แรงมาก มันเหมือนเป็นการสร้างความสงบในจิตใจ มันเหมือนเป็นจังหวะในการที่ฉันเอาหัวโขกกำแพงและสร้างความสงบในใจ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น จดจ่ออยู่กับการโขกกำแพงไปเรื่อยๆ สักพัก ฉันก็เปลี่ยนมาเอามือสองข้างวาดกวาดไปรอบๆ กำแพงที่ฉันยืนอยู่กวาดแขนไปเรื่อยๆ พยายามทำจิตใจให้สงบ ลืมความทุกข์ใจและเสียใจ เหมือนฉันกำลังกวาดแขนเพื่อหาอะไรบางอย่างอยู่ แต่ก็มีแต่ความว่างเปล่าอยู่กำแพง แล้วฉันก็เปลี่ยนเป็นข่วนกำแพงเบาๆ เหมือนพยายามตะกายออกจากความเจ็บปวดนี้ แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ มันก็แค่บรรเทาความเจ็บปวดในใจในขณะที่ข่วนได้นิดนึง แล้วฉันก็เปลี่ยนเป็นเอาหัวโขกกำแพงใหม่  สลับกับการกวาดแขนไล่บนกำแพงไปเรื่อย และข่วนกำแพงเบาๆ  เหมือนฉันกำลังซึมซับอะไรบางอย่าง แต่ก็มีแค่ความว่างเปล่าหรือฉันแค่อยากบรรเทาความเจ็บปวดช่วงสั้นๆ ในใจแค่นั้นก็ได้

    ความกลัวมันสะท้อนก้องอยู่ในใจและความคิด กรีดร้องและคร่ำครวญอย่างไม่มีทางออก กลัวการทำผิด กลัวการโดนด่า กลัวและเปลี่ยนเป็นความเกลียดที่ฝังแน่นอยู่ในใจ มันกรีดร้องและเจ็บปวด พอๆ กับความเกลียดที่เพิ่มมากขึ้น แต่ฉันก็ได้หยุดนิ่งคิด ฉันเอาหัวโขกกำแพงไปเรื่อยๆ อย่างเงียบๆ พยายามลืมความเจ็บปวดทั้งหมด แต่ก็ทำไม่ได้ ได้แค่บรรเทาสิ่งที่อยู่ในใจลงไปเท่านั้น...แล้วฉันก็ไม่รู้อยู่ที่นี่ทำไม

    ฉันได้ยินเสียงหอบหายใจทางปาก เสียงที่ทรมาณและดิ้นรน เสียงหายใจที่พยายามจะมีชีวิตอยู่ ฉันเลิกเอาหัวโขกกำแพงแล้วมองไปรอบๆ ห้อง ตรงกลางห้องนั้น ฉันเห็นผู้หญิงคนนึงนอนหันหลังให้อยู่ แขนทั้ง 2 ข้างโดนเชือกมัดไขว้ไว้ที่หลัง เธอนอนนิ่งๆ ฉันเดินเข้าไปหาเธอคนนั้นช้าๆ และเดินไปด้านหน้าแบบเธอเป็นอะไรและมีอะไรให้ช่วยมั้ย

    ฉันกำลังนอนหอบหายใจทางปากท่ามกลางความเจ็บปวดอย่างยากลำบากด้วยไม้หนีบที่หนีบอยู่ตรงจมูก ฉันพยายามอยากดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยความอึดอัดทรมาณ หรือฉันควรจะหุบปากซะและนอนรอความตายอย่างช้าๆ ฉันขยับตัวไม่ได้ด้วยเชือกที่รัดแน่นอยู่ด้านหลัง การขยับตัวทำให้ฉันปวดปอด และจะยิ่งเพิ่มความทรมาณให้ฉัน ฉันไม่รู้ว่าอยู่ตรงนี้มานานแค่ไหนและต้องอยู่ไปอีกนานแค่ไหน ฉันพยายามทำใจให้สงบ พยายามควบคุมลมหายใจที่ฉันเป่าและดึงเข้าจากปาก  ทำไปสักพักแล้วทุกอย่างก็เหมือนดีขึ้นนิดนึง ฉันพยายามไม่คิดไรมาก เพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่าต้องอยู่แบบนั้นไปอีกนานแค่ไหน และคงไม่มีใครเข้ามาช่วยฉันอยู่ดี

    ฉันนอนพยายามควบคุมลมหายใจตัวเองไปซักพัก ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินวนอยู่ด้านหลัง ความกลัวกลับมาครอบงำฉันอีกครั้ง เพราะฉันไม่รู้ว่าใคร ห้องนี้มีประตูแค่บานเดียว ถ้าประตูเปิด ฉันต้องได้ยินเสียง ฉันพยายามรวบรวมความกล้า พยายามยกหัวขึ้นแล้วหันไปมอง แค่ก็เห็นแค่เงาคนดำๆ เท่านั้นที่เดินวนไปวนมาอยู่ตรงริมสุดของห้องอย่างเร่งรีบ เหมือนเขาไม่ได้สนใจฉัน ฉันเอาหัวลงหันกลับมาพยายามหายใจทางปากอีกครั้ง แม้จะกลัวแต่ฉันก็ตัดสินใจหันไปมองอีกครั้ง คนคนนั้นก็ยังเดินกลับไปกลับมาเหมือนเดิม แต่ที่ฉันสังเกตตอนนี้คือที่มือของเขา ตอนที่เขาหันเดินกลับเหมือนมีเงาดำคล้ายมีดอยู่ ฉันหันหัวกลับนอนลงอย่างตื่นกลัว เพราะต่อให้ฉันร้องตะโกนว่า "ช่วยด้วย" ก็คงไม่มีใครได้ยินฉัน และถ้าฉันร้องตะโกน คนคนนั้นต้องเดินเข้ามาแทงฉันแน่นอน ฉันนอนนิ่งด้วยความตื่นกลัวไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรถึงจะหลุดจากสถานการณ์นี้ ก่อนได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา ใจฉันตกวูบลงไปแบบฉันต้องตายแน่ๆ แต่ฉันก็ยังไม่กล้าทำอะไรแม้แต่ปริปากร้องตะโกนให้คนช่วย ฉันรู้สึกว่าคนคนนั้นเดินมาถึงตัวฉัน เอาผ้ามาผูกตาฉันและเชือกที่มัดแขนฉันไว้ด้านหลังโดนตัดออก

    ฉันนอนอยู่ในความมืดมิดเพราะผ้าที่ผูกตา ท่ามกลางความเงียบ ฉันนอนฟุบอยู่บนโต๊ะ แขนทั้ง 2 ข้างถูกมัดไว้ที่เท้าแขนเก้าอี้ ด้วยความงุนงงสงสัย ฉันรู้สึกว่าที่หลังฉันมีอะไรแปลกๆ ไป มันดูโล่งๆ และเหมือนเป็นหลุมๆ สักพักฉันได้ยินเสียงเปิดประตูอย่างช้า เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาหยุดยืนด้านหลังฉัน เสียงคนหยิบอะไรบางอย่างบนโต๊ะใกล้ๆ ที่ฉันฟุบนอนอยู่ แล้วรู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงด้วยของมีคมที่ปักลงมาที่หลังของฉัน ฉันกรีดร้องอย่างเจ็บปวด กรีดร้องไม่หยุดเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด น้ำตาไหลออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมาณ ผ้าปิดตาของฉันถูกดึงออก ฉันร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเจ็บและความกลัว แต่พอเวลาผ่านไปก็มีแต่ความเงียบ เงียบไปนาน จนฉันรวบรวมสติอีกครั้งและมองผ่านหยาดน้ำตาออกไป ทั้งห้องมีแต่ความเงียบ และสิ่งที่ฉันเห็นคือมีดหลายเล่มวางอยู่บนโต๊ะไม่ไกลจากที่ฉันฟุบหัวอยู่ ด้ามมีดมีหลากหลายสีสัน  ขณะที่ฉันกำลังเจ็บปวดและมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันก็เห็นมือมือหนึ่งเอื้อมมาหยิบมีดตรงหน้าฉัน ความกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจ และความเจ็บปวดก็เกิดขึ้นอีกเมื่อมีดอีกเล่มปักลงมาที่หลังของฉัน ฉันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แทบจะกระอักเลือดออกมา ฉันรู้สึกถึงมือที่มาสัมผัสหลังของฉัน ไล้ไปตามจุดต่างๆ ที่เหมือนมีแบบแผน ฉันก้มหน้าลงสะอื้นกับโต๊ะ แล้วมีดอีกเล่มก็ปักลงมา แต่ก็ไม่ได้ลึกถึงขนาดทำให้ตายแค่สร้างความเจ็บปวดมากมาย ตอนที่ฉันแหกปากกรีดร้องไปเรื่อยๆ มีดก็ยังเสียบลงมาอีก  2 - 3 ครั้ง อยู่ๆ ฉันก็ต้องก้มตัวลงต่ำจากการที่ฟุบอยู่บนโต๊ะ พร้อมๆ กับกระอักเลือดและพยายามคายของสิ่งหนึ่งออกจากปาก มันติดอยู่ที่คอ  มันทำให้ฉันทรมาณมากขึ้นจากความเจ็บปวดจากรอยแผลที่หลัง ฉันพยายามเค้นพลังในการจะคายของชิ้นนั้นออกมาจากคอ พยายามที่จะอ้วกมันออกมา และสิ่งที่หล่นออกมาจากปากฉันก็คือ "ตุ๊กตาโจรสลัด" ตัวเล็ก ก่อนที่ฉันจะหมดสติไปด้วยความช็อก, ความเจ็บปวดและเสียเลือดมาก แว่บนึงในความทรงจำของฉันนึกถึง "ถังเสียบมีดโจรสลัด" ที่คนเล่นจะต้องเสียบมีดลงไปในถังเรื่อยๆ จนกว่าโจรสลัดจะเด้งออกมาเป็นอันจบเกมส์

    ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงุงงง ฉันยังถูกมัดอยู่ที่เก้าอี้แต่ไม่มีความเจ็บปวดแล้ว เหมือนเมื่อกี้ฉันคงฝันไป รอบๆ ตัวฉันมืด ฉันพยายามมองไปรอบๆ แต่ก็มองไม่เห็นอะไร ได้อยู่ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงเหมือนอะไรหนักๆ กำลังเลื่อนเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ความกลัวเริ่มกลับมาครอบงำฉันอีกครั้ง เมื่อฉันเห็นสิ่งที่เลื่อนเข้ามาเป็นแผนเหล็กหนาๆ ที่มีหนามเหล็กแหลมเต็มพื้นที่เคลื่อนมามารอบตัวฉันทุกทิศ ฉันกลัวมากและคิดว่าฉันคงต้องถูกเหล็กแหลมพวกนี้ทิ่มแทงจนตายแน่นอน แต่พอมันเลื่อนเข้ามาถึงตัวฉันแบบแค่สัมผัสมันก็หยุด ฉันก็เลยค้างอยู่ได้แค่นั้น เพราะถ้าขยับแม้แต่เพียงนิดเดียวคือต้องถูกเหล็กแหลมแทงทะลุตัวแน่นอน

    ฉันเลยได้แต่อยู่เฉยๆ นิ่งๆ เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนไม่รู้นานแค่ไหน แต่นั่งนานๆ คือเมื่อย ฉันหลับตาลงและพยายามไม่คิดไร นั่งสมาธิไปเลย แต่ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาอีก แต่เมื่อฉันมองไปก็เห็นแค่เพียงแผ่นเหล็กแหลมรอบตัวและความมืดเท่านั้น ความกลัวครอบงำฉันเพิ่มมากขึ้นแต่ก็ทำไรไม่ได้เพราะแขนที่ถูกมัดไว้กับเก้าอี้

    ผ้าผูกตากลับมาอีกครั้งจากทางด้านหลัง ไม่รู้มือที่เอื้อมมาผูกตาฉันแทรกผ่านแผ่นเหล็กมาได้อย่างไร แต่มันก็เอื้อมมาผูกตาฉันได้ ด้วยความกลัวว่าใคร...ใครและใคร แต่ฉันก็ได้แต่นั่งอยู่ในความมืดมิด ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง แม้ฉันจะโดนผูกตา แต่ฉันก็เลือกที่จะหลับตาตัวเองลงแบบตั้งสติให้ตัวเอง เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

    สักพักฉันก็รู้สึกมีเข็มจิ้มลงมาที่แขนของฉัน นึกถึงตอนไปฝังเข็ม ฉันเคยไปฝังเข็มครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนที่แผ่นหลัง แต่ตอนนี้มาโดนที่แขน เข็มโดนปักลงมาเรื่อยๆ จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 3 ปักลงมาไม่หยุด ฉันได้แต่นั่งเงียบๆ พยายามข่มใจตัวเองไม่ให้กลัว แม้จะเจ็บนิดๆ จนเข็มเต็มแขนข้างหนึ่ง มือนั้นก็เปลี่ยนเป็นปักเข็มลงบนแขนอีกข้าง ฉันไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับฉันอีก เลยได้แต่นั่งนิ่งๆ ด้วยความกลัว
    เมื่อเข็มโดนปักลงมาเต็มแขนทั้ง 2 ข้าง เข็มก็โดนปักลงมาที่ขาของฉันจนเต็ม แล้วย้ายไปปักบนขาอีกข้างหนึ่งที่เหลือ ฉันไม่รู้เหมือนกันแต่ฉันคิดว่าคงโดนปักเข็มจนพรุนไปทั้งตัวแน่นอน หรือไม่ ถ้าจบที่ขาข้างที่เหลือ ฉันอาจโดนฆ่าตายก็ได้

    พอเข็มเล่มสุดท้ายปักลงที่ขาของฉันจนเต็มทั้ง 2 ข้าง ทุกอย่างก็ตกสู่ความเงียบอีกครั้ง ฉันก็นั่งอยู่แบบนั้นเงียบๆ กับแขนและขาที่เต็มไปด้วยเข็ม มีแค่เสียงลมหายใจแรงๆ ของฉันที่ไม่อาจระงับความกังวลและความกลัวที่เกิดขึ้นในใจได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

    นั่งไปได้สักพักกับแผ่นเหล็กแหลมรอบตัว และเข็มที่เต็มไปบนแขนและขา ฉันก็ได้ยินเสียงแผ่นเหล็กเคลื่อนไหวอีกครั้ง ความตื่นกลัวเกิดขึ้นในใจ ฉันรู้สึกถึงความแหลมคมของหลายเหล็กแหลมแทงเข้ามาที่เนื้อของฉัน เข็มที่แขนและขาก็แทงลงไปลึกขึ้น คืออีกไม่กี่วินาทีต่อไป ฉันก็โดนเหล็กแหลมแทงตายแน่นอน ความเจ็บปวดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเลือดที่ไหลออกมาจนเปียกเต็มเสื้อผ้าและตัวของฉัน ความกลัวที่เกาะกุมหัวใจกับความตายที่คืบคลานเข้ามา แล้วทุกอย่างก็หยุดลงพร้อมๆ กับความมืดในทันทีที่สติฉันดับวูบลง

    ฉันเป็นคนชอบศิลปะแต่อาจไม่เก่งวาดรูป แต่ตอนนี้ฉันกำลังวาดรูปอยู่ วาดต้นไม้ ดอกไม้ วิวทิวทัศน์ ท้องฟ้า แต่เมื่อผสมสียังไง สีก็ไม่สดใสยังคงดำคล้ำและมีกลิ่นคาวเลือด ที่แขนข้างหนึ่งของฉันมีผ้าก๊อซแปะไว้ ฉันระบายสีไปเงียบๆ ในห้องที่มืดมิด มีเพียงแค่ฉันและกระดานวาดรูป ฉันค่อยๆ ลงสีอย่างขะมักเขม้น อย่างจะใช้มันลืมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉัน หรือฉันอาจจะใช้ความจดจ่อของฉันตอนวาดรูปลบเลือนความกลัวที่เกิดขึ้นในใจก็ได้ ฉันรู้สึกมีคนจ้องมองฉันอยู่เงียบๆ ในความมืด แต่ฉันมองไม่เห็นว่าใคร บางทีก็มีความเคลื่อนไหวในความมืดแต่ส่วนใหญ่เหมือนฉันอยู่คนเดียวกับตัวเองและการวาดรูป 

    ฉันผสมสีอีกครั้งเมื่อสีใกล้หมด แต่ตอนที่ฉันลงมือผสมสีก็มีมือมือนึงที่ยื่นออกมาจากความมืดมาจับแขนฉันไว้ มือนั้นจับมือฉันผสมสีต่างๆ ฉันไม่รู้ว่าใคร เห็นแค่มือสีสีดำที่จับมือฉันไปตามหลอดสีต่างๆ บีบสีและจุ่มพู่กันลงบนกระป๋องนึงที่เต็มไปด้วยเลือด แล้วเอามาผสมกับสีต่างๆ เมื่อผสมสีจนพอใจแล้ว มือนั้นก็ปล่อยมือฉันและหายไปในความมืด

    ตอนนี้เหลือเพียงตัวฉันและกระดาษวาดรูปอีกครั้ง ฉันไม่รู้ต้องวาดรูปลงสีไปอีกเยอะแค่ไหน ฉันรู้แค่ฉันต้องวาดไปเรื่อยๆ แค่นั้น วาดและลงสีไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ หยุดพักไม่ได้ เพราะถ้าฉันหยุดวาดรูป ฉันอาจจะไม่มีชีวิตอยู่ก็ได้ 

    ฉันไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน จนถึงการต้องมาผสมสีอีกครั้ง แต่เลือดในกระป๋องก็หมดแล้ว มือนั้นที่คอยจับมือฉันผสมสีก็ลากฉันออกไปที่เตียงๆ หนึ่งที่อยู่ไม่ไกล ให้ฉันนอนลง ฉันนอนลงบนเตียงเงียบๆ และรับรู้ว่าเงาดำๆ นั้นกำลังเจาะเลือดเพื่อเอาเลือดฉันออก แม้จะมีความเจ็บ แต่ฉันเลือกที่จะเงียบและไม่ดิ้นรน เพื่อรักษาชีวิตของฉัน และฉันกลัว ไม่กล้าขัดคำสั่งความต้องการของ "สิ่งนั้น" 

    ฉันนอนมองความมืดรอบๆ ตัว ฉันไม่รู้ว่าฉันอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าห้องนี้มีทางออกมั้ย ถ้าฉันจะวิ่งออกไปและมันคือทางตัน ฉันก็จบ หมดทางหนี ฉันนอนคิดอยู่แบบนั้น แต่ถ้าแค่วาดรูป วาดไปเรื่อยๆ เพื่อให้ "สิ่งนั้น" พอใจ มันก็แค่วาดรูปไปเรื่อยๆ เท่านั้น

    ฉันนอนให้เลือดจนเต็มถุง เงาดำนั้นก็มาเอาเข็มที่เจาะเลือดออก ฉันลุกขึ้นแต่ไม่กล้าหันไปมองเงาดำนั้น เงาดำนั้นเอาถุงเลือดส่งให้ฉัน ฉันเดินถือมันกลับไปที่กระดานวาดรูปและเอาเลือดใส่ลงในกระป๋อง แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้คิดอะไร จึงสาดเลือดเข้าไปที่กระดานวาดรูป อยู่ๆ ฉันก็ได้ยืนเสียงคำรามและเสียงโซ่ที่ฟาดกับผนังอย่างไม่พอใจ ฉันเลยรีบเอากระดาษแผ่นนั้นออกและหนีบแผ่นใหม่เข้าไป แต่ไม่ทันที่ฉันจะได้วาดรูปต่อ ก็มีเเสียงโซ่หย่อนลงมาจากทางด้านบน และกว่าจะรู้อะไร มือทั้งสองข้างของฉันก็ถูกพันด้วยโซ่ตรวนดึงขึ้นไปสู่ความมืดมิดด้านบน

    ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วรู้สึกว่าฉันลอยอยู่กลางอากาศและแขน - ขาทั้ง 2 ข้างถูกดึงและตรึงไว้ด้วยโซ่ เหมือนฉันจะโดนฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ฉันมองไปรอบๆ ที่มืดมิดและความมืดด้านล่างที่เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ฉันหลับตาและลืมตาขึ้นมาอีก แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ฉันไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับตัวฉัน และจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป

    ฉันถูกตรึงอยู่แบบนั้นไม่รู้นานแค่ไหน แต่จู่ๆ ก็มีไฟเปิดขึ้นมา แล้วเหมือนฉันกำลังจ้องมองไปที่เวทีตรงหน้าที่อยู่ด้านล่างฉันไปหน่อยนึง แต่เหมือนทุกอย่างลอยอยู่ เพราะเบื้องล่างลงไปจากเวทีนั้นก็คือความมืดมิดที่ไม่มีที่สิ้นสุด

    ฉันได้ยินเสียงกระดิ่งดังแว่วมา ฉันหันมองไปรอบๆ เพื่อหาว่าเสียงนั้นมาจากตรงไหน แต่สักพักมันก็เงียบ ฉันมองไปที่เวทีอีกครั้ง ตอนนี้กงล้อที่เหมือนกงล้อเสี่ยงโชคกำลังหมุน ลูกกลมๆในนั้นกลิ้งไปมาอย่างรวดเร็ว แป๊ปนึงก็มีลูกหนึ่งกลิ้งออกมา มันหมุนช้าๆ ก่อนหยุดนิ่งและเมื่อฉันจ้องมองดีดี  ลูกกลมๆ นั้นก็กลิ้งหมุนอีกรอบ สิ่งที่เห็นทำให้ฉันอยากร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ เพราะมันคือ "ลูกตา" มันจ้องมองฉันอยู่นิ่งๆ แบบนั้น ฉันก็มองมันอยู่เงียบๆ เหมือนกัน สุดท้ายก็มีความเงียบเข้าครอบงำตอนที่เราจ้องมองกัน อยู่ๆ ลูกตานั้นก็กลิ้งอีกครั้ง มันกลิ้งไปสุดปลายของโต๊ะ แล้วอยู่ๆ ก็มีมือดำๆ มาจับมัน ยกดูและหันด้านที่มีตาดำมาทางฉัน

    ลูกตานั้นจ้องมองฉันจากที่ไกลๆ ฉันไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ แล้วมือดำๆ นั้นก็หันลูกตากลับไปด้านหลัง ฉันเลยพึ่งสังเกตว่ามีเลขอยู่ด้านหลัง เป็นเลข "7"

    ฉันกลับมาเอาหัวโขกกำแพงอีกครั้ง ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าฉันมาอยู่ตรงนี้ได้ไง แต่ต่างกับครั้งที่แล้วที่ทั้งแขนและขาของฉันมีโซ่พันธนาการอยู่ ฉันเอาหัวโขกกำแพงไปเรื่อยๆ อยากกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดจากเรื่องราวภายในใจที่หาทางออกไม่ได้ ฉันเหลือบไปทางด้านข้างก็เห็นนาฬิกาที่มีตัวเลขเหมือนนับเวลาถอยหลัง อีก 10 นาที ฉันเอาหัวโขกกำแพงไปเรื่อยๆ พยายามทำใจให้สงบ พยายามไม่นึกถึงเรื่องต่างๆ ที่ใจทุกข์ ในอดีต บางทีที่ทุกข์ใจ ฉันก็ชอบสร้างความเจ็บปวดให้ตัวเองเบาๆ อย่างเอาบุหรี่จี้แขนตัวเองเพื่อลบเลือนความเจ็บปวดในใจ ในสังคมนี้มันโหดร้าย แต่ในความโหดร้าย เราก็ทำไรไม่ได้ นอกจากทำร้ายตัวเองจากภายนอกเพื่อลบเลือนความเจ็บปวดภายใน

    ฉันเอาหัวโขกกำแพงไปพลาดนึกถึงเรื่องต่างๆ ในอดีตที่ผิดพลาดและทำให้เสียใจจนทุกวันนี้ และคนในสังคมที่เลวร้ายที่แม้เราไม่ได้ไปทำไรให้ก็ยังมาทำเรื่องเฮี้ยๆ กับเราทำให้เราทุกข์ใจและคิดมากเหมือนเดิม การสาปแช่งไม่เคยได้ผล มีแต่ความเกลียดที่เอ่อล้นในใจที่เหมือนกงกรรมกงเกวียนที่หมุนไป เขาทำเราให้ทุกข์ใจคิดมาก เข้าใจผิด ชาตินี้อาจไม่มีอะไร แต่ชาติหน้าชาติต่อๆ ไปตามการเวียนว่ายตายเกิด คนพวกนั้นก็คงต้องเจอแบบที่เขาทำกับเราสักชาติ ถ้าหากกงกรรมกงเกวียนมีจริง

    ขณะที่คิดไรไปเรื่อยๆ ก็มีเสียงนาฬิการ้องเหมือนหมดเวลา ฉันหยุดโขกหัวตัวเองกับกำแพง แล้วกลายเป็นถูกแขวนตรึงกับโซ่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้โซ่ที่ขาข้างหนึ่งหายไป

    เสียงกระดิ่งแว่วมาอีกครั้ง ฉันหันมองไปรอบๆ แต่ก็เจอแต่ความมืดมิด กงล้อเสี่ยงโชคหมุนอีกครั้ง และก็มีลูกตาลูกใหม่กลิ้งออกมา มือดำๆ กลับมาอีกครั้งแล้วหยิบลูกตานั้นหันมาทางฉัน ครั้งนี้ฉันได้เลข "5"

    ฉันกำลังนอนอยู่บนพื้น มีมีด 3 เล่มปักตรงหัวใจของฉัน แต่ไม่มีความเจ็บปวด มีแต่เลือดที่ไหลออกมาไม่หยุด ไพ่ 3 ดาบเป็น 1 ในไพ่ที่ฉันเกลียดมาก แต่ฉันก็เคยอยากสัก 3 ดาบไว้ที่หลัง แทนเรื่องที่ฉันทุกข์ใจทั้งเรื่องงาน, เงิน และความรักที่มันทำร้ายฉัน กรีดใจและตัวฉันฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ ด้วยความเจ็บปวด แต่ฉันก็ยังยืนอยู่ มีชีวิตอยู่ ยังไม่ตายจากไป

    ฉันนอนนิ่งๆ อยู่แบบนั้น แขน 2 ข้างกางออก ฉันมองดาบ 3 เล่มที่อยู่ด้านหน้านิ่งๆ เงียบๆ หัวใจของฉันคงถูกฉีกเป็นส่วนๆ แล้ว แต่ฉันไม่รู้สึกเจ็บและฉันก็ยังไม่ตาย แต่ฉันก็ไม่อยากขยับตัว เพราะกลัวว่าการขยับตัวของฉันจะเปลี่ยนทุกอย่างและฉันอาจเจ็บปวด เลือดยังไหลไม่หยุด เสื้อของฉันชุ่มโชกไปด้วยเลือด ฉันอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ฉันต้องนอนอยู่แบบนี้อีกนานแค่ไหนและเมื่อไหร่ฉันจะตายไปซักที

    ฉันหลับตาลงพยายามทำสติให้นิ่งที่สุด ฉันนึกถึงเรื่องราวต่างๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตและสร้างความทุกข์ให้กับฉัน ฉันรู้ว่าฉันกำลังจะตายไปในไม่ช้า เพราะฉันไม่มีหัวใจอีกแล้ว หัวใจของฉันถูกสับเป็นชิ้นๆด้วยดาบที่ปักอยู่ตรงหัวใจของฉัน

    ฉันนอนกางแขน กางขาพร้อมดาบที่ปักอยู่ตรงหัวใจไปอีกสักพัก พยายามไม่คิดไรอีก พยายามนอนหลับเงียบๆ อยากหลับไปให้ลึกที่สุด ขณะที่ฉันกำลังเข้าสู่ภวังค์และจะหลับไป ฉันก็รู้สึกเหมือนดาบทั้ง 3 เล่มหายไปและเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ฉันก็ถูกกลับมาตรึงด้วยโซ่ โดนห้อยอยู่กลางอากาศอีกครั้ง แต่โซ่ที่แขนด้านเดียวกับขาที่โดนปลดโซ่ไปเมื่อครั้งที่แล้ว...หายไปแล้ว

    เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้ง แต่ฉันไม่หันมองไปรอบๆ อีกแล้ว เพราะหันมองไปก็ไม่เจออะไรนอกจากความมืด กงล้อเสี่ยงโชคหมุนอีกครั้ง และลูกตาที่ฉันได้ครั้งนี้คือหมายเลข "4"

    ฉันกำลังนั่งอยู่คนเดียว บนโต๊ะด้านหน้ามีถ้วยน้ำชาวางอยู่ และในแก้วน่้ำชาก็มีลูกตาที่กำลังจ้องมองฉันจากใต้ก้นถ้วยตอนที่ยกแก้วน้ำชามาจะจิบ ฉันมองมันและมันก็มองฉัน เรามองกัน แต่ฉันก็ต้องจิบน้ำชานั้น ฉันวางแก้วน้ำชาลง กาน้ำชาก็ยกตัวลอยขึ้นมาเทน้ำใส่ลงไปอีก และฉันก็ต้องยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบชาอีก ฉันดื่มชาไปเรื่อยๆ จนฉันแทบจะอ้วกออกมาเป็นน้ำชาและสะอิดสะเอียนกับลูกตาในก้นถ้วย ไม่รู้ว่าฉันต้องดื่มไปอีกนานแค่ไหน ฉันอยากเขวี้ยงแก้วทิ้ง แล้ววิ่งหนีออกไป แต่ขาฉันโดนโซ่ตรวนพันไว้กับโต๊ะ 

    ฉันพยายามหาเรื่องคุยกับกาน้ำชา เพราะถ้ามันยกตัวเองมารินน้ำชาให้ฉันดื่มได้ มันอาจมีชีวิตและคุยกับฉันได้ มันอาจเป็นโรคเวทมนตร์ โลกอะไรที่เหนือจินตนาการ และของใช้อาจพูดไรกับเราได้
    ฉันพยายามถามว่ามันมาอยู่ที่นี่ได้ไง มันก็ไม่ตอบ ถามว่ามันจะเลิกรินน้ำชาให้ฉันได้เมื่อไหร่ มันก็ไม่ตอบ ฉันอาจอยู่คนเดียวจนบ้าไปแล้วแน่ๆ บางทีฉันก็จินตนาการว่ากาน้ำชาคือคนที่ทำไรผิดแล้วโดนสาปให้กลายเป็นกาน้ำชา

    ตอนแรกฉันคิดว่าพอน้ำชาหมดกา ทุกอย่างก็จบ แต่ไม่ เพราะพอน้ำชาหมดกา ก็มีกาใหม่มาแทนที่ มันลอยออกมาจากในชั้นวางที่เต็มไปด้วยกาน้ำชา และกาน้ำชาอันเก่าที่ลงไปวางไว้ใต้โต๊ะเองโดยที่ฉันมีหน้าที่แค่จิบน้ำชาเท่านั้น

    บางทีฉันอาจจะลองอ้วกดูก็ได้ เพื่ออะไรจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ความจริงไม่ต้องลองก็อยากจะอ้วกอยู่แล้ว แต่พอฉันซดแก้วสุดท้ายและอ้วกออกมา ไม่รู้ว่ารีบแล้วเผลอกลืนลูกตาเข้าไปรึไง เพราะฉันอ้วกเอาลูกตาออกมา และเมื่อฉันอ้วกออกมาเพราะความพะอืดพะอมมากแค่ไหน ลูกตาก็ออกมาเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันมองไปที่พื้น ลูกตาทั้งหมดจ้องมองฉันขึ้นมาจากบนพื้น เมืองฉันมองลงไปที่แก้วน้ำชา ฉันก็เห็นลูกตาในนั้นมองจ้องฉันอยู่เหมือนกัน

    ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฉันโดนตรึงไว้บนอากาศอีกครั้ง แต่โซ่ที่ขาอีกด้านหลุดไปแล้ว เหลือโซ่ที่แขวนฉันไว้บนแขนแค่ข้างเดียว ฉันรู้สึกเหมือนแขนจะโดนกระชากออกจากตัว ฉันพยายามเอามือจากแขนที่โดนโซ่พันและแขนอีกข้างดึงโซ่ไว้เพื่อให้โหนตัวอยู่ได้

    ขณะฉันกำลังดิ้นรนไม่ให้แขนโดนกระชากออกจากตัว เสียงกระดิ่งก็กลับมาอีกครั้ง แต่ฉันไม่สนใจ กงล้อเสี่ยงโชคเริ่มหมุน และครั้งนี้ฉันได้เลข "3"

    ฉันกำลังไปฆ่าคนคนนึง ที่มือฉันมีมีดอยู่ ฉันกำลังเดินไปบนถนน มุ่งหน้าไปที่หนึ่งอย่างเร่งรีบและแน่วแน่ ฉันมองเห็นคนคนนั้นแล้ว เป็นผู้หญิงคนนึง หน้าตาของเธอแต่งหน้าจัด  เธอคนนั้นกำลังยืนหันหลังคุยอย่างสนุกสนานกับเพื่อน ฉันแอบมองเธอคนนั้นจากที่ไกลๆ ฉันเอามือจับหน้าตัวเองแล้วรู้สึกถึงความสากของผ้าที่พันอยู่รอบๆ หน้า มันอาจดูแปลกที่คนที่มีผ้าพันแผลพันทั่วหน้าเดินถือมีดเดินไปมา แต่เหมือนจะไม่มีใครสังเกตเห็น หรือฉันอาจไม่สนใจก็ได้ว่าใครจะมองยังไง ฉันเดินถือมีดออกจากจุดที่แอบมองและเดินตรงไปหาผู้หญิงคนนั้นอย่างเร่งรีบ เพื่อนของผู้หญิงคนนั้นเหมือนสังเกตเห็นฉันและชี้มาที่ฉัน ฉันรีบวิ่งไปกระชากไหล่ผู้หญิงคนนั้นให้หันมาแล้วแทงไปที่หัวใจ แทงซ้ำๆ อยู่แบบนั้นตรงหน้าอก ไม่สนว่าใครจะตกตะลึงหรือรีบมาดึงตัวฉันออกมั้ย ฉันเอามีดกรีดไปที่หน้าของผู้หญิงคนนั้น กรีดอกควักหัวใจที่ยังเต้นตึกๆ อยู่ในมือของฉัน และควักลูกตาที่เคยมองฉันอย่างไม่พอใจมากๆ แล้วคิดว่าฉันจะกลัวรึไง ฉันเอามีดแทงๆ ไปที่ลูกตาลูกหนึ่งนั้นซ้ำๆ อีผู้หญิงกระหรีที่กล้ามองฉันแบบนั้นและทำให้ฉันโมโหมากกว่าเดิมกับชีวิตที่มีแต่ความจงเกลียดจงชังกับทุกๆ อย่างแล้วยังจะมาเพิ่มความเกลียด ความโมโหให้อีก ฉันไม่รู้ว่ามีใครจะมาห้ามฉันมั้ย เพราะฉันเดินออกมาจากจุดนั้นแล้ว พร้อมๆ กับลูกตาอีกลูกที่ฉันถือติดมือมาด้วย ฉันเดินไปที่สะพานใหญ่ข้ามแม่น้ำ มองลูกตาในมือและทิ้งลงไปในแม่น้ำ

    ฉันลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง โซ่ที่ดึงมือฉันอยู่ที่เหลืออยู่ข้างหนึ่งก็หลุดออกทันที ฉันดิ่งลงไปสู่ความมืดมิดด้านล่างอย่างงงๆ ไม่ทันได้แหกปากอะไร ฉันก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่ที่สะพานนึง รถที่วิ่งสวนกันไปมา ฉันรู้ว่าฉันต้องมาทำอะไรที่นี่และเฝ้ารออะไรอยู่ 

    ฉันยืนมองรถที่วิ่งสวนไปมาและรอเวลา จนรถคันหนึ่งกำลังวิ่งขึ้นมา ฉันก็ปีนขึ้นไปนั่งตรงราวสะพาน และยืนขึ้น ฉันเหลือบมองรถคันนั้นวิ่งผ่านหลังฉันไปช้าๆ ฉันก็กระโดดลงจากสะพานทันที หลับตารับสายลมที่พัดผ่านตัวฉันไปดิ่งสู่แม่น้ำเบื้องล่าง...ฉันมาที่นี่เพื่อมาฆ่าตัวตายต่อหน้าคนที่ฉันชอบแม้เขาจะสังเกตเห็นฉันหรือไม่ก็ตาม

    ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง นอนมองเพดานห้องที่คุ้นเคยและเตียงนอนที่ฉันนอนเป็นประจำ อาจเป็นฝันร้ายอีกคืนหนึ่ง แต่ก็เป็นฝันร้ายที่น่าจดจำและพาฉันสู่มิติที่ซ่อนอยู่บนความเกลียดในใจฉันเอง

    "ความจริงฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบเรียกร้องความสนใจ
    เพื่อชดเชยรอยแหว่งในใจตัวเอง"

    คิดแล้วมันก็น่าหัวเราะอย่างขมขื่นใจให้กับชีวิตตัวเองจริงๆ กับเรื่องผิดพลาดหลายๆ อย่างที่ทำให้ชีวิตต้องมาเป็นแบบนี้ คนเราทุกคนมีเรื่องราวของตัวเอง และหลายๆ เรื่องราวก็คือความขมขื่นที่ทำร้ายใจและเราทำอะไรกับมันไม่ได้ มีแค่ตัวเองและลมหายใจที่แสดงว่าเรายังมีชีวิตเพื่ออยู่ชดใช้เวรกรรมต่อไปจนกว่าเราจะตายไปจริงๆ










เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in