โลกในนิทรรศการSALMONBOOKS
คำนำ


  •            เมื่ออยู่ในนิทรรศการ เรารู้สึกคล้ายเวลาเป็นสิ่งที่พร่าเลือน ในแง่หนึ่ง เราหมายถึงการรับรู้เกี่ยวกับเวลาในปัจจุบัน เพราะการหลงเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ที่มีนิทรรศการ เรียงรายอยู่นั้น ล้วนมีมนต์สะกดให้เป็นต้องได้ด้อมๆ มองๆ ผลงาน พร้อมอ่านข้อความที่เรียงรายอยู่ทั่วงานไม่ว่างเว้น
               ส่วนในแง่หนึ่ง เราหมายถึงเวลาที่ปรากฏตรงหน้า ในรูปแบบของผลงานต่างๆ ที่มักมีเวลาใกล้เคียงกับปัจจุบัน ไล่เรียงไปจนไกลห่างจาก ณ ขณะนั้น หลายต่อหลายครั้ง เวลาเดินอยู่ในนิทรรศการ เราเลยคล้ายได้เห็นความเป็นมาเป็นไปของโลก และเห็นร่องรอยของมนุษย์ยุคเก่าก่อน ผ่านผลงานที่พวกเขาได้ฝากเอาไว้
           หลายครั้งเราเลยรู้สึกว่าการเดินชมนิทรรศการให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการได้นั่งเครื่องไทม์แมชชีน
    จะไปข้างหน้า หรือจะกลับไปข้างหลัง—เรื่องราวในนิทรรศการพร้อมจะพาเราไป แต่ด้วยความที่เวลาในชีวิตจริงมีจำกัด การใช้เวลาในนิทรรศการเลยได้รับผลกระทบบ่อยๆ หลายครั้ง
               เราต้องจำใจลาจากงานชิ้นเด็ดๆ หรือได้แต่เสพผลงานแบบผ่านๆ ไม่มีเวลาซึมซับได้เท่าที่ควร
    ด้วยเหตุนี้ เมื่อแรกเห็นเพจเฟซบุ๊กที่มีชื่อว่า ‘โลกในนิทรรศการ’ เราเลยไม่รอช้าที่จะเข้าไปกดไลก์
               เพราะนอกจาก ‘สฤณี อาชวานันทกุล’ เจ้าของเพจจะเป็นนักเขียนผู้มีความสนใจหลากหลาย
    (ที่ในตอนนี้เราคงต้องบอกว่าเขาเป็นนักเขียนผู้ชื่นชอบการท่องนิทรรศการเข้าไปอีกอย่าง) จะหยิบยกชิ้นงานจากนิทรรศการต่างๆ ทั่วโลกมาพูดถึงเป็นประจำแล้ว เจ้าตัวยังเล่าเรื่องราวเบื้องหลังผลงาน เชื่อมโยงไปถึงประวัติศาสตร์ เผยให้เห็นถึงแง่มุมทางสังคมได้อย่างน่าติดตาม
               และด้วยความกระชับของเรื่องราวที่หยิบมาเล่า ด้วยความกว้างใหญ่ของเรื่องราวที่ตัวชิ้นงานพาไปถึง ทำให้เราไม่รีรอ เมื่อเจ้าตัวเอ่ยปากอยากรวบรวมข้อเขียนในเพจให้เป็นที่เป็นทาง ไม่ใช่เพียงเพราะชื่นชอบผลงานเป็นการส่วนตัว หากเพราะเมื่ออ่าน 100 ชิ้นงานที่ถูกบรรจุอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เรารู้สึกคล้ายกับว่ากำลังเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ ศูนย์รวมผลงานมากมายที่มีผู้นำชมชื่อว่า สฤณี
               100 เรื่องราวในเล่มนี้ทำให้เราคันมือคันไม้อยากเดินดุ่มเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ซึมซับนิทรรศการสักแห่ง จับจ้องผลงานสักชิ้น ละเลียดมันให้ละเอียด โดยไม่สนว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไร หรือเรื่องราวในชิ้นงานจะถูกสร้างมานานแค่ไหน
               เพราะเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
               สฤณีทำให้สายตาในการมองนิทรรศการของเราถูกปรับเปลี่ยน จากที่มองไปแล้วเห็นแค่
    เพียงชิ้นงาน
               เวลานี้ เมื่อเดินเข้าไปในนิทรรศการ
               เราคล้ายเหมือนได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกอีกใบ

    สำนักพิมพ์แซลมอน
  •             ดูโน่นแน่แม่อรุณรัศมี
               ตรงมือชี้ดาวเต่านั่นดาวไถ
               โน่นดาวธงตรงหน้าอาชาไนย
               ดาวลูกไก่เคียงอยู่เป็นหมู่กัน…

               บางส่วนของกลอนที่ผู้เขียนจำแม่นที่สุด และจำได้ยาวที่สุดติดกันหลายบท จากเรื่อง พระอภัยมณี ของ สุนทรภู่ ฉากที่นางสุวรรณมาลีชี้ชวนให้สินสมุทรและนางอรุณรัศมี ลูกบุญธรรมกับหลานป้า ดูดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
               ที่จำได้แม่นจนถึงวันนี้ ไม่เพียงเพราะหูได้ยินเสียงเสนาะร่ายกลอนของอาจารย์ผู้คุมเครื่องฉายดาว แต่ระหว่างนั้นสองตาก็เบิ่งกว้าง เพ่งมองหมู่ดาวระยิบระยับค่อยๆ ปรากฏ พร้อมเส้นลากเชื่อมจุดเป็นรูปร่างต่างๆ อย่างน่าอัศจรรย์บนโดมทรงกลมเหนือหัว ซึ่งมืดสนิทลงไปแล้ว
               รู้ทั้งรู้อยู่ว่านี่คือท้องฟ้าเทียม แต่ ค่ำคืนปลอมในท้องฟ้าจำลองก็สวยงามตื่นตายิ่งกว่าของจริงในความรู้สึก โดยเฉพาะกับเด็กกรุงเทพฯ ที่ไม่มีทางได้เห็นกลางคืนที่ฟ้าเปิดในเมืองหลวง ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่หลงรัก เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักว่ามีวิธีที่จะย่อส่วนจักรวาลมาอยู่ใกล้ตัว และความมหัศจรรย์ที่ได้สัมผัสในวัยประถมวันนั้น ก็จุดประกายให้ชอบดูดาวและติดตามข่าวสารดาราศาสตร์ เลยไปถึงเรื่องเร้นลับและลึกลับไร้คำอธิบายทั้งหลาย
               รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคนชอบแวะดูพิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน สถานที่ทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ชาติพันธุ์วรรณา ฯลฯ ไปแล้วเรียบร้อย
               ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ถ้าเห็นป้าย ‘พิพิธภัณฑ์’ หรือสถานจัดแสดงอะไรสักอย่าง เป็นต้องอยากแวะเข้าไปดูก่อนเข้าประตูก็นึกลุ้นอยู่ในใจว่า เจ้าของหรือคนจัดนิทรรศการที่นี่เขาอยากเล่าเรื่องอะไรให้เราฟังกันนะ
               ภาวนาว่าไม่ใช่ใครสักคนที่สักแต่ทำ ‘โกดังเก็บของ’ แล้วแขวนป้าย ‘พิพิธภัณฑ์’ เรียกแขก หรือเป็นหน่วยงานอะไรสักอย่างที่ถูกมอบหมายมาให้ทำ ทั้งที่ไม่ได้สนใจในเรื่องนั้นจริงๆ ก็เลยทำแบบขอไปที หรืออย่างเสียไม่ได้
               พิพิธภัณฑ์ที่ ‘ดี’ ในความคิดของผู้เขียน มีความหมายง่ายๆ แบบนี้ไม่จำเป็นจะต้องไฮเทค ไฮโซ มีอุปกรณ์หรูหราราคาแพง หรือจัดแสดงของหายากแต่อย่างใด ขอเพียงเข้าไปแล้วสัมผัสได้ถึงความหลงใหลในอะไรสักอย่าง ส่วนเสี้ยวของความรักในความรู้ ความภูมิใจในรากเหง้าของตัวเอง หรือความกระหายอยากอธิบายให้คนนอก ‘เข้าใจ’ หรือได้รู้สึก ‘พิศวง’
               เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้รวบรวมและเรียบเรียงจากเพจ ‘โลกในนิทรรศการ’ บนเฟซบุ๊ก ซึ่งผู้เขียนตั้งใจทำเพื่อแบ่งปันข้าวของ หรือนิทรรศการที่ตัวเองชอบในพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่โปรดปรานเป็นพิเศษ เท่าที่มีโอกาสได้เดินทางไปเยือนตลอดระยะเวลากว่าสามสิบปีที่ผ่านมา อยากให้
    ผู้อ่านได้อารมณ์เหมือนกับก้าวเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ลึกลับ ราวกับต้องจับสลากดูของแต่ละชิ้น
              ฉะนั้นจึงพยายามเขียนสลับไปมาระหว่างนิทรรศการด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปะ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ฯลฯ ระหว่างซีกโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก ของเล็กกับของใหญ่ พื้นบ้านกับทางการ และของ ‘เทศ’ กับของ ‘ไทย’ ด้วยความหวังเล็กๆ ว่า บางตอนในหนังสือเล่มนี้อาจจุดประกายให้ผู้อ่านไปเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ และสำหรับผู้อ่านที่อาชีพการงานต้องข้องแวะกับพิพิธภัณฑ์ ก็อาจได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ ไม่มากก็น้อยในการคัดสรรและเรียบเรียง ‘เรื่องราว’ ที่อยากจะเล่าให้คนอื่นรับรู้
               ผู้เขียนขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ และสถานที่ทุกแห่งที่เขียนถึงในหนังสือเล่มนี้ เพราะหากแม้นไม่มีพวกท่าน โลกทัศน์ของผู้เขียนก็ย่อมคับแคบกว่านี้ และการเดินทางท่องโลกก็จะน่าตื่นเต้นสนุกสนานน้อยลงมาก
               ท้ายนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณ ปฏิกาล ภาคกาย บรรณาธิการเล่ม และบรรณาธิการบริหาร รวมถึง ธีรภัทร์ เจนใจ กองบรรณาธิการ และทีมงานสำนักพิมพ์แซลมอน ที่กรุณามอบโอกาสให้ข้อเขียนดิจิทัลบนหน้าจอได้ผ่านการเรียบเรียงและออกแบบอย่างประณีต จนกลายเป็นหนังสือที่อยู่ในมือของท่าน
    พร้อมที่จะเปิดจินตนาการสู่โลก ของ นิทรรศการ และโลก ใน นิทรรศการ
               ขอให้ท่านมีความสุขกับการอ่าน และชวนร่วมกันจินตนาการถึงความหมาย ที่ทาง และบทบาทของ ‘พิพิธภัณฑ์’ ในสังคมก้มหน้าแห่งศตวรรษที่ 21

    สฤณี อาชวานันทกุล
    กุมภาพันธ์ 2561
    เพจ ‘โลกในนิทรรศการ’: facebook.com/worldexhibits

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in