[Fictober 2019] Miracle in Octobernixsummer0531
Day 28 Ride
  • แด่คำอวยพรของดวงตะวัน แด่บทเพลงคำกล่อมของพงไพร

    เผยความทรงจำของพวกเจ้า ปรากฏกายเบื้องหน้านี้


    จองเซอุนร่ายเวทด้วยท่วงทำนองราวขับขานบทกวี โบกกิ่งแอปเปิ้ลที่ผูกกระพรวนตรงปลายกิ่งในมือให้เกิดเสียง ละอองแสงราวดวงดาราหมุนวนรอบตัวอย่างรุนแรง แต่เพียงพริบตา ละอองเหล่านั้นก็กลับไปลอยอ้อยอิ่งไม่แสดงปฏิกิริยาอะไร

    ไม่ได้ผลเหรอ — สเลย์เบก้าหนุ่มหลุบตามองปลายเท้าตัวเองอย่างสิ้นหวัง 

    “นายน้อย กลับกันเถอะค่ะ ร่างกายของนายน้อยยังไม่แข็งแรงดี หากยังอยู่ที่นี่ต่อ จะทรุดเหมือนครั้งก่อนนะคะ” อันยูจินเตือนเสียงเบาด้วยความเป็นห่วง

    “ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้ผมยังไหว ขออยู่ต่ออีกหน่อย” จองเซอุนหันไปยิ้มหวานสื่อว่าไม่เป็นไร จากนั้นเขาก็ถอนหายใจน้อยๆ กวาดสายตามองรอบๆ โบราณวิหารอย่างคนอับจนหนทาง

    หลังจากที่เขาได้อ่านจดหมายและไดอารี่ที่อยู่ภายในกล่องทั้งหมด เขาค้นพบว่า อิมยองมินไม่ได้มีนิสัยร้ายกาจและเห็นแก่ตัวอย่างที่เขาเคยคิดไว้มากนัก ไม่สิ ชายหนุ่มออกจะเป็นคนที่อ่อนโยนเสียด้วยซ้ำ แม้ว่าเขาจะร่ายคำสาปใส่ เอสเธอร์ พาเธอที่กลับชาติมาเกิด ให้มาอยู่ด้วยกันอีกครั้งและอีกครั้ง แต่ว่า แทนที่พวกเขาเหล่านั้นจะรู้สึกน้อยใจในโชคชะตาแบบเดียวกับจองเซอุนรู้สึก พวกเขาเหล่านั้นกลับยินดีที่จะอยู่ด้วย อยู่...ในฐานะเพื่อน หรือคนสนิท ไม่ใช่ คนรัก อย่างที่เขาเคยคิดไว้

    เด็กชายผมแดงที่เขาเคยฝันถึง ความสัมพันธ์ของเด็กคนนั้นกับอิมยองมิน เป็นเพียงพี่ชายกับน้องชาย เมื่อเด็กคนนั้นโตขึ้น เขาก็ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่หน้าตาน่ารัก แต่ถึงแม้จะแต่งงาน ก็ซื้อบ้านที่อยู่ระแวงเดียวกันกับบ้านของอิมยองมิน ทั้งไปมาหาสู่ทักทายกันอยู่เสมอ

    เด็กสาวผมแดงที่เขาเคยฝันถึง ความสัมพันธ์ของเด็กคนนั้นกับอิมยองมิน เป็นเพียงพี่ชายกับน้องสาว เธอได้แต่งงานกับคนที่เธอรัก ไม่ต่างจากเด็กชายคนแรก ซื้อบ้านในระแวกใกล้เคียง และแวะเวียนมาทานข้าวด้วยกันบ่อยครั้ง

    หญิงสาวผมแดงที่เขาเคยฝันถึง ความสัมพันธ์ของเธอคนนั้นกับอิมยองมิน เป็นเพียงเพื่อนสนิท เธอไม่ได้แต่งงาน แต่ก็ไม่ได้รักใคร่อิมยองมิน เรียกว่าเป็นเพื่อนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันก็น่าจะถูก

    หรือบางที การได้อยู่กับคนคนนั้น อาจจะดีกว่าที่คิด เพราะเท่าที่อ่านจากจดหมายกับไดอารี่ คนคนนั้นไม่เคยเห็นพวกเขาเหล่านั้น เป็นตัวแทนของ เธอคนนั้น แม้แต่น้อย —

    “ขอบคุณที่เลือกอยู่ที่นี่นะ ...เอสเธอร์”

    ไม่สิ ถ้าไม่ใช่ตัวแทน ตอนนั้นอิมยองมินน่าจะเรียกชื่อเขา ไม่ใช่ เอสเธอร์

    ถ้าได้คุยกับเอสเธอร์ก็คงดี อย่างน้อยจะได้รู้ ว่าทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น — จองเซอุนถอนหายใจอีกครั้ง มองกิ่งแอปเปิ้ลในมืออย่างไม่เข้าใจ ทั้งที่เขาก็ทำตามรายละเอียดที่เขียนอยู่ในตำรา หากประกอบพิธีกรรมแบบนี้ จะสามารถเรียกความทรงจำของโบราณสถานออกมาได้ แบบเดียวกับปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในเหตุการณ์ วิญญาณสาวผมแดง 

    แม้จะไม่มั่นใจเท่าไร แต่เขาคิดว่าวิญญาณสาวที่ปรากฏในเรื่องเล่าตำนานเมืองนั้น คือ เอสเธอร์ เพราะจากที่ชายหนุ่มผมบลอนด์เคยเล่าให้ฟัง วิญญาณสาวผมแดง ปรากฏตัวขึ้นหลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณอดีตมหาวิหาร และเมื่อนำไปโยงกับสิ่งที่เขาเคยฝัน ตอนที่จอมเวทหนุ่มร่ายคำสาป ในตอนนั้นก็มีเปลวไฟลุกท่วมสูงบริเวณอดีตมหาวิหารเช่นกัน

    ทำไมตอนนั้น วิญญาณของเธอถึงปรากฏตัวออกมา แล้วต้องทำยังไงถึงจะเรียกกลับมาได้อีก —

    “ตายจริง มาอยู่ที่นี่นี่เอง ฉันก็ตามหาเธอซะทั่ว” เสียงหวานใสชวนคุ้นหูที่ดังขึ้น ทำให้จองเซอุนหันไปมอง จริงตามที่คิด แม่มดสาวผมสีแดงดัดลอน กำลังเดินตรงมาหาเขาด้วยรอยยิ้ม “สวัสดีจ้ะสเลย์เบก้าน้อย มาทำอะไรที่นี่เนี่ย”

    “คุณโซยูละครับ มาทำอะไรที่นี่” จองเซอุนขมวดคิ้วมุ่นถาม เพราะเท่าที่จำได้ เธอเคยบอกว่า ไม่มีธุระแถวนี้แล้ว หลังจากที่แก้คำสาปที่แขนขวาจนหายดี

    “ได้ยินข่าวจากสายลมบอกว่าหมอนั่นไม่อยู่แล้ว เลยแวะมาดูนิดหน่อย พอไปที่บ้านไม่เจอเธอ เลยสงสัยว่าเธอเป็นอะไรหรือเปล่า ก็เลยลองถามพวกเพื่อนบ้านที่แสนดีทีอยู่ที่บ้านเธอดู พวกเขาบอกว่าเธอจะเดินทางไปยังฝั่งตะวันตกของเมือง ฉันก็เลยเดาว่าเธอน่าจะมาที่นี่น่ะ” โซยูอธิบาย

    “ทำไมคุณถึงตามหาผมล่ะครับ”

    “สเลย์เบก้าที่ไม่มีคนคุ้มครองน่ะ อันตรายมากเลยนะ แต่เห็นแล้วว่ายูจินอยู่ด้วย คิดว่าคงไม่เป็นไร” แม่มดสาวหันไปยกยิ้มทักทายให้เด็กสาวผมน้ำตาลที่ยืนอยู่แวบ ก่อนหันกลับมาคุยกับเด็กหนุ่มอีกครั้ง “ฉันตอบคำถามแล้ว แล้วเธอล่ะ มาทำอะไรที่นี่เหรอจ้ะ”

    “คือ ผม...”

    “อยากเจอใครบางคนใช่ไหม”

    “คุณรู้ได้ไงครับ” จองเซอุนเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย

    “เธออย่าดูถูกแม่มดสิ ถ้าพวกเรื่องคำสาปหรือพวกเรื่องดวงวิญญาณน่ะ พวกเราเก่งยิ่งกว่าพวกจอมเวทซะอีก” โซยูกลั้วหัวเราะเสียงใส สาวเท้าเข้ามาประชิด และหยิบกิ่งแอปเปิ้ลที่ผูกกระพรวนตรงปลายในมือของเด็กหนุ่มไปถือ “เพิ่งเคยทำครั้งแรกใช่ไหม ถือว่าเรียกกิ่งได้ดี แต่มันไม่มีประโยชน์หรอก เพราะไม่มีใครอยู่ที่นี่แล้ว สถานที่แห่งนี้บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์เกินไป ไม่มีดวงวิญญาณดวงไหนอยู่ที่นี่ได้นาน”

    “ไม่ใช่ครับ ผมแค่อยากเรียกความทรงจำที่อยู่ที่นี่น่ะ”

    “หืม? ถ้าจะทำแบบนั้นเธอต้องใช้ดอกฟอร์เก็ตมีน็อตเป็นสื่อหลัก กับดอกไม้อีกสองสามชนิดนะจ้ะ”

    พอได้ยินคำอธิบายบอกว่าเขาใช้คาถากับสื่อกลางผิด ใบหน้าของจองเซอุนก็แดงวาบด้วยความอายทันที ปกติทุกครั้งที่หัดใช้เวทมนตร์ อิมยองมินที่เป็นอาจารย์จะคอยสอนและแนะนำอยู่เสมอ พอลองหัดใช้เองโดยไม่มีคนชี้แนะ เขาเลยพลาดอย่างน่าขายหน้าถึงขนาดนี้

    “คิกๆ ไม่เป็นไรหรอก เธอเพิ่งมาอยู่โลกฝั่งนี้ได้ไม่นาน ไม่แปลกถ้าจะไม่รู้” โซยูบอกเสียงอ่อนโยน พลางยกมือขึ้นลูบกลุ่มผมนุ่มของเด็กหนุ่มด้วยแววตาเอ็นดู “เห็นแก่ความพยายามของเธอ ในฐานะแม่มดแห่งวิหาร ฉันจะช่วยเธอเอง หลับตาลง แล้วนึกถึงสิ่งที่เธอต้องการเห็นสิ”

    แม้จะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่าแม่มดสาวจะทำอะไรต่อจากนี้ แต่เด็กหนุ่มก็ยอมหลับตาลงตามที่เธอบอก

    วินาทีต่อมา จองเซอุนรู้สึกเหมือนมีบางอย่างอุ่นๆ ปกคลุมอยู่ด้านบนศีรษะ สักพักความอบอุ่นนั้นก็ค่อยๆ ไหลอาบลงมาด้านล่างจนรู้สึกอุ่นวาบไปทั่วทั้งตัว เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย เมื่อมีภาพความทรงจำบางอย่างไหลทะลักเข้ามาในหัว






    “เอสเธอร์ กลับบ้านได้แล้ว ร่างกายเธอไม่ได้แข็งแรงถึงขนาดจะอยู่ที่นี่ได้นานๆ” 

    จอมเวทหนุ่มผมสีแดงส้มเตือนด้วยแววตาเป็นห่วง

    “ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ อีกไม่กี่วันฉันก็ต้องจากโลกนี้ไปอยู่แล้ว แล้วฉันเองก็ชอบที่นี่ ในเมื่อยังมีโอกาส ก็ขออยู่ที่นี่ไปนานๆ ดีกว่า” หญิงสาวผมแดง นัยน์ตาฟ้า กลั้วหัวเราะเสียงใส เธอก้าวเดินไปตามแผ่นหินเย็นของอดีตมหาวิหารอย่างร่าเริง พลางขับกล่อมบทเพลงด้วยท่วงทำนองไพเราะจนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

    ชายหนุ่มที่เห็นแบบนั้นได้แต่ถอนหายใจน้อยๆ แต่ก็ไม่คิดห้ามอะไร

    จนกระทั่งเพลงจบลง เขาถึงได้เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

    “เอสเธอร์ เธอไม่จำเป็นต้องเลือกทางนี้ พวกเราไม่จำเป็นต้องทำเรื่องแบบนี้ เธอควรเป็นอิสระ อย่างน้อย ก็เห็นแก่ตัวตนอีกคนของเธอ”

    “ขอละ เลิกเรียกฉันว่าเอสเธอร์ซะที เรียกบ่อยจนฉันเข้าใจว่าเป็นชื่อตัวเองไปแล้ว” หญิงสาวหันขวับมาบอกด้วยท่าทางเคืองๆ พอเห็นว่าอีกฝ่ายทำสีหน้าเจ็บปวด แววตาของเธอเลยอ่อนแสงลง เธอเดินเข้ามาประชิด และดึงมือหนาของจอมเวทหนุ่มมากอบกุมเอาไว้ด้วยมือเล็กทั้งสองข้างของเธอ “ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ขอให้ถือเป็นเรื่องในอนาคต แต่ฉันจะพยายามอธิษฐาน ขอให้เราได้กลับมาอยู่ด้วยกันตลอดไปอีกครั้ง เธอเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอ ไม่ว่าฉันปรารถนาอะไร เธอจะทำให้เป็นจริง”

    อิมยองมินไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเพียงแค่ส่งสายตาเว้าวอน ขอให้เธอหยุดปรารถนาสิ่งนั้น
    แต่แทนที่จะเปลี่ยนใจ เธอกลับบีบมือของชายหนุ่มแน่นยิ่งกว่าเดิม ยกยิ้มหวานใสบริสุทธิ์ กล่าวคำปรารถนาจากหัวใจทั้งหยาดน้ำตา

    “ขอร้องละนะ ขอให้ชาติหน้าและชาติต่อๆ ไปของฉัน ได้กลับมาพบเธออีกครั้งที”






    จองเซอุนลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อภาพความทรงจำเหล่านั้นสิ้นสุดลง

    ภาพที่เขาเห็นนั้นพร่าเลือนราวกับมีม่านน้ำมาบดบังดวงตา ทั้งรับรู้ถึงของเหลวอุ่นๆ ที่ไหลอาบแก้ม

    คนที่กำลังร้องไห้อยู่ตอนนี้ คือตัวเขาเอง หรือเธอที่อยู่ในตัวเขากันแน่นะ — จองเซอุนนึก ระหว่างใช้ท่อนแขนซับน้ำตาตัวเอง

    “นายน้อยคะ” อันยูจินเรียกเสียงเป็นห่วง

    “ผมไม่เป็นไร” จองเซอุนยกยิ้มบางให้เธอ ก่อนจะกลับมาจมลงไปให้ห้วงความคิดของตัวเอง
    เขาเคยคิดมาตลอด ว่าอิมยองมินเป็นคนบังคับให้ดวงวิญญาณของ เธอคนนั้น กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เธอได้อยู่เคียงข้างเขาตลอดไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ต้องการแบบนั้น คือ เธอคนนั้น ทำไมถึงต้องทำแบบนั้น หรือว่าเพราะรัก เลยปรารถนาที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอด ปรารถนา โดยไม่สนใจเลยว่าคนที่กลับมาเกิดใหม่จะรู้สึกยังไง 

    “คุณโซยู รู้จักกับ เอสเธอร์ ไหมครับ”

    “ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนนะ” โซยูส่ายหน้าไปมา

    “แต่ตอนที่คุณเจอผมครั้งแรก คุณเคยบอกว่าผมอยู่ที่นี่มานาน เหมือนคุณรู้ว่าผมคือดวงวิญญาณของเธอคนนั้นที่กลับชาติมาเกิด”

    “ฉันเคยบอกไปแล้วไง แม่มดอย่างเราๆ น่ะ ถนัดเรื่องคำสาปเป็นที่สุด ตอนที่ฉันเห็นเธอครั้งแรก ฉันก็รู้สึกได้เลยว่าเธอต้องสาป ถึงแม้ว่าคำสาปนั้นจะไม่ใช่คำสาปร้ายแรงอย่างที่ฉันพบบ่อยๆ ก็ตาม และใช่ ฉันรู้ว่าดวงวิญญาณของเธอ คือของใครสักคนที่กลับมาเกิดในชาตินี้ แต่ฉันไม่รู้ ว่าเป็นของใคร” โซยูอธิบายด้วยน้ำเสียงหวานใสฟังดูเย็นสบาย จนทำให้คนฟังอารมณ์เย็นลง “แต่ถ้าเธออยากได้คำตอบจริงๆ ทำไมเธอไม่คุยกับคนคนนั้นตรงๆ ละ”

    “คุยยังไงเหรอครับ ก็คุณโซยูบอกเอง ว่าวิญญาณไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้” จองเซอุนถามด้วยสีหน้างุนงง

    “นี่ไง” แม่มดสาวบอกสั้นๆ ชี้ปลายนิ้วมาที่อัญมณีทรงรีสีแดงที่อยู่บนหน้าอกของสเลย์เบก้าหนุ่ม “ตอนที่ฉันเรียกความทรงจำของที่นี่ขึ้นมา อยู่ๆ สร้อยเส้นนี้ก็มีปฎิกิริยาบางอย่าง ฉันคิดว่าคงมีอะไรอยู่ในสร้อยเส้นนี้ ทำไมเธอไม่ลองเข้าไปทักทายเจ้าของสร้อยสักหน่อยละ”

    “ผมจะทำ...” 

    จองเซอุนชะงักคำพูดที่ตั้งใจจะถามว่า ทำยังไง เพราะเมื่อลองนึกย้อนดู เขาเคยทำเรื่องแบบนั้นมาก่อน 

    เด็กหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ ใช้มือกอบกุมจี้อัญมณีทรงรีสีแดงตรงบริเวณหน้าอกไว้แน่น นึกถึงความรู้สึกยามที่เคยเข้าไปในห้วงจิตของเฮเลนตอนที่แนบหน้าผากลงบนลำต้น พริบตา ใต้ฝ่าเท้าและพื้นรอบๆ ตัวเขาก็ปรากฎแสงเรืองรองสีฟ้า เส้นผมสีแดงของเขาพลิ้วไหวน้อยๆ ตามสายลมที่พัดอ้อยอิ่ง และเมื่อเขาหลับตาลง พร้อมกับอธิษฐานจากหัวใจ เขาก็เหมือนถูกดึงเข้าไปในห้วงจิตของใครบางคน





    ติ๊ง...

    เสียงบางอย่างคล้ายกับเสียงหยดน้ำดังขึ้นแผ่วเบา 

    จองเซอุนปรือตาขึ้นอย่างแช่มช้า ภาพแรกที่เขาเห็น คือสถานที่ที่คล้ายกับตอนที่เข้าไปในถ้ำแล้วพบกับเวอร์นอนครั้งแรก ทั่วบริเวณนั้นเป็นสีน้ำเงินเข้มราวกับสีของท้องฟ้าในยามค่ำ ไม่มีผนัง ไม่มีกำแพง พื้นนั้นเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่ดูไร้สิ้นสุด แต่แทนที่จะจมลง เขากลับยืนอยู่บนผิวน้ำ เห็นเงาสะท้อนของตัวเอง รวมถึงจุดแสงเล็กๆ ราวกับดวงดาวในห้วงจักรวาล แต่ที่แตกต่าง คือ ไม่มีเกาะกลางน้ำที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาว และมีเส้นแสงเล็กๆ สีฟ้าอ่อน หลายพันเส้น ไหลเคลื่อนจากพื้นน้ำสู่ผืนฟ้าอย่างแช่มช้า จนชวนให้นึกถึงนาฬิกาน้ำ จองเซอุนมองแสงสีฟ้าข้างตัวอย่างสนอกสนใจ พอลองใช้ปลายนิ้วแตะ เส้นแสงนั้นก็กระเพื่อมเบาๆ และแตกออกราวหยดน้ำ แต่พอถดปลายนิ้วห่าง เส้นแสงก็กลับไปอยู่ในสภาพเดิม

    “ใครน่ะ” เสียงหวานใสที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เด็กหนุ่มหมุนตัวหันไปเผชิญหน้าแทบทันที

    ห่างออกไปไม่ไกล เขาเห็นหญิงสาวที่คุ้นหน้าคุ้นตายืนอยู่ 

    เธอนั้นเหมือนกับในความฝันและความทรงจำ ผมสีแดงเพลิงแบบเดียวกับเขา และมีนัยน์ตาสีฟ้างดงามสดใส

    “คุณคือเอสเธอร์ใช่ไหม” จองเซอุนถามขึ้นเบาๆ แม้รู้อยู่แล้ว ว่านี่ไม่ใช่ชื่อจริงของเธอ “ทำไมคุณถึงยังอยู่ที่นี่ ในเมื่อวิญญาณของคุณ...”

    “ตัวตนของฉันในตอนนี้ เป็นเพียงตะกอนความทรงจำก่อนจะจากโลกนี้ไป คงต้องขอบคุณคุณพ่อมดตัวน้อยที่รู้จัก เขาเลยช่วยทำตามคำขอของฉัน เก็บเศษเสี้ยวตัวตนเอาไว้ในสร้อยที่ฉันพกติดตัว” เธออธิบายอย่างไม่ปิดยัง ก่อนถามต่อ “แล้วเธอคือคนที่เท่าไรเหรอ” 

    “หากไม่นับคุณ ผมคือคนที่สี่” 

    จองเซอุนตอบกลับไปทันที เข้าใจว่าเธอถามว่า เขาคือคนที่เท่าไรของการกลับชาติมาเกิด

    “แสดงว่าเวทมนตร์บทนั้นได้ผลสินะ ดีใจจัง” หญิงสาวผมแดงถอนหายใจด้วยแววตาโล่งอก จากนั้นก็ยกยิ้มหวานดูเป็นมิตรส่งมาให้เด็กหนุ่มผู้มีสีผมสีเดียวกับเธอ “ยินดีต้อนรับ เธอคือคนแรกที่เข้ามาหาฉันในนี้ และบางที การที่เธอเข้ามาในนี้ เธอคงอยากได้คำตอบเกี่ยวกับอะไรบางอย่างใช่ไหม”

    “ผมอยากรู้เรื่องของคุณยองมิน อยากรู้ว่าทำไมคุณถึงปรารถนาแบบนั้น” จองเซอุนไม่รอช้า รีบเข้าเรื่องทันที

    “ยองมิน?” หญิงสาวผมแดงทำหน้างงๆ แต่สักพักแววตางุนงงก็เปลี่ยนเป็นเข้าใจ “ชื่อของเขาในชาตินี้สินะ ฟังแปลกหูดีเหมือนกัน”

    จองเซอุนไม่ต่อบทสนทนา แม้จะแอบสงสัยว่าจอมเวทหนุ่มเคยมีชื่อก่อนหน้านี้ด้วยเหรอ
    “ถ้าให้ตอบว่าเพราะอะไร ฉันคงตอบได้แค่ว่า ฉันเป็นห่วงเขา น่ะ”

    “เป็นห่วง?”

    “แสดงว่าเขาไม่ได้เล่าให้เธอฟังสินะ ไม่สิ คนที่ชอบเก็บงำความรู้สึกแบบเขาคงไม่กล้าเล่าให้ฟังหรอก” เธอหลุบสายตาลงต่ำด้วยแววตาเศร้าๆ

    “งั้นคุณช่วยเล่าให้ผมฟังได้ไหม”

    “ได้สิ ด้วยความยินดีเลยละ” หญิงสาวบอกด้วยรอยยิ้ม ประสานมือทั้งสองไว้ด้านหลัง และเริ่มเล่าเรื่องราวในอดีตด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับกำลังเล่านิทาน 

    “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอรู้อะไรมาบ้าง แต่พวกเราสองคนเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก ตอนที่ได้เจอครั้งแรก เขาไม่ใช่มนุษย์หรอก เรียกได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ค่อยมีใครต้องการเท่าไร ถ้าเทียบกับคำที่มนุษย์เรียกใช้ ก็คงจะเป็น ปีศาจ ล่ะมั้ง ฉันไปเจอเขาบริเวณชายป่าแห่งหนึ่ง สภาพตอนนั้นของเขาล่อแล่เต็มที ไม่รู้หรอกว่าไปเจออะไรมา ฉันรู้แค่ว่าถ้าหากปล่อยไว้ละก็ เขาคงตายในที่สุด และคงต้องขอบคุณที่ฉันมีดวงตาที่พิเศษกว่าคนอื่น ฉันเลยร้องขอเพื่อนบ้านที่แสนดีที่ค่อนข้างสนิทกันให้ช่วยเหลือ ประมาณเดือนหนึ่งเห็นจะได้ เขาก็เริ่มอาการดีขึ้น แข็งแกร่งมากพอที่แปลงกายให้มีรูปลักษณ์เหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่แทนที่เขาจะกลับไปยังที่ที่เขาจากมา เขากลับบอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อนฉัน พอมาคิดดู มันก็เหมือนกับโชคชะตาเล่นตลก จอมเวทอย่างเขาดันมารู้จักกับแม่มดปลอมๆ อย่างฉัน”

    “แม่มดปลอมๆ เหรอครับ” จองเซอุนสะดุดกับคำที่เธอใช้เรียกตัวเอง

    “ในยุคของฉัน ผู้หญิงที่มีผมสีแปลกๆ แบบนี้ มักถูกเข้าใจว่าเป็นแม่มดน่ะ มันก็อาจจะจริงอยู่ว่าโลกของเรามีพวกเขาอยู่จริงๆ แต่มันก็ใช่ว่าจะเป็นที่ยอมรับใช่ไหมล่ะ หากเราแตกต่างเมื่อไร ก็จะจัดอยู่ในกลุ่มที่แปลกแยกทันที และถึงจะใช้เวทมนตร์ไม่ได้ แต่ฉันก็ยังคงมองเห็น เพราะแบบนั้น คำพูดแปลกๆ ของฉันเมื่อตอนเด็ก พวกผู้ใหญ่เลยเข้าใจว่าฉันเป็นแม่มดจริงๆ ฉันเลยไม่เป็นที่ต้อนรับของคนในหมู่บ้านสักเท่าไร ก็นะ ขนาดพ่อแม่ฉันยังไม่ยอมรับฉันเลย”

    พอได้ยินประโยคสุดท้ายของเธอ ความรู้สึกโกรธที่เคยมีต่อเธอก็เริ่มเบาบางลง

    จองเซอุนเข้าใจความรู้สึกของหญิงสาวตรงหน้านี้ เพราะเขาเองก็เคยมีประสบการณ์แบบนั้นมาก่อน

    “ตอนที่ไปเจอเขาคนนั้นก็เหมือนกัน ตอนนั้นฉันอาศัยอยู่ที่กระท่อมเก่าๆ ซ่อมซ่อคนเดียว อย่าหาว่านิสัยไม่ดีเลย ฉันต้องขโมยของชาวบ้านไปเรื่อยเพื่ออยู่รอด แต่เห็นแบบนี้ก็เถอะ ฉันปลูกผักเองนะ อันนี้ไม่ได้ขโมย แต่นั่นแหละ พอฉันช่วยเหลือเขา เขาก็เลยตอบแทนฉัน สร้างบ้านในที่รกร้างเพียงแค่ดีดนิ้ว มีแปลงดอกไม้หน้าบ้าน มีเรือนกระจกที่เต็มไปด้วยสมุนไพรหลังใหญ่ มีผักสวนครัว ทุกอย่างเหมือนกับบ้านในฝันที่ฉันอยากจะมีมาโดยตลอด อืม ในช่วงเวลานั้น พวกเราอยู่กันอย่างสงบสุขและมีความสุขมากๆ” หญิงสาวผมแดงหลับตาพริ้มด้วยรอยยิ้มหวานเมื่อนึกถึงช่วงเวลาในอดีต

    “ผมคิดว่า คุณคือคนรักของคุณยองมินซะอีก” จองเซอุนบอกเสียงเบา

    “คนรักงั้นเหรอ... นั่นสิ ความสัมพันธ์ของพวกเราก็น่าจะเรียกว่าแบบนั้น” เธอพึมพำ จากนั้นก็แหงนหน้ามองประกายแสงที่ด้านบนด้วยแววตาเศร้าๆ “ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ของฉันกับเขาเรียกว่าความรักได้ไหม ฉันเคยช่วยชีวิตเขา เขาเองก็ช่วยชีวิตฉัน พวกเราต่างเติมเต็มส่วนที่หายของกันและกัน เพียงเพราะบนโลกนี้ไม่มีใครต้องการพวกเรา บางที คำว่าเพื่อนสนิท หรือ คู่หู อาจจะเหมาะกว่าด้วยซ้ำ ไม่สิ ฉันยอมรับว่าฉันรักเขา แต่ฉันไม่รู้ว่าเขารักฉันแบบที่จะเรียกว่า คนรัก ได้หรือเปล่า เพราะเขาไม่เคยบอกฉันเรื่องนั้นเลย” 

    “หากไม่รัก คุณยองมิน...คงไม่ให้ความสำคัญกับคุณขนาดนี้หรอกครับ” จองเซอุนเอ่ยขึ้นเบาๆ และไม่รู้ทำไม เขารู้สึกเห็นใจเธอ ทั้งที่พวกเขารักกัน แต่กลับไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้นาน

    “คุณยองมินเคยบอกว่า สาเหตุที่คุณจากไป เป็นเพราะว่าคุณป่วย”

    “ใช่ นั่นคือเรื่องจริง อาการป่วยของฉันกำเริบหลังจากรู้จักเขาได้ไม่กี่ปี เขาก็พยายามหาทางรักษาอยู่หรอก แต่เหมือนว่ามันลุกลามเกินกว่าจะรักษาได้แม้จะใช้เวทมนตร์เข้าช่วย และในช่วงนั้น เหตุการณ์ในเมืองเกี่ยวกับการล่าแม่มดก็เหมือนจะรุนแรงหนักกว่าเก่า พวกเพื่อนบ้านที่แสนดีได้มาเตือนพวกฉัน ว่าอีกไม่นานคนพวกนั้นคงบุกเข้ามาจับตัว และท้ายที่สุดฉันก็คงโดนเผาทั้งเป็น”

    “คุณยองมินจะไม่ปล่อยให้เป็นแบบนั้น” 

    “ใช่ เขาคนนั้นจะไม่มีวันปล่อยให้เป็นแบบนั้น เขาจะปกป้องฉันอย่างสุดกำลัง แม้ว่าจะต้องฆ่าคนทั้งหมู่บ้านก็ตาม” หญิงสาวผมแดงคลี่ยิ้มเย็น จนเด็กหนุ่มที่ยืนมองอยู่รู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง

    ใจหนึ่งเขาอยากเถียงว่าเธอโกหก จอมเวทหนุ่มไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้น แต่เมื่อนึกย้อนไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนสุดท้ายของเหล่ามังกร ตอนที่เขาบาดเจ็บ ชายหนุ่มเคยเกือบจะฆ่าพ่อมดผมน้ำเงินด้วยความโกรธจริงๆ

    “มันไม่มีประโยชน์กับการแลกหลายร้อยชีวิต กับชีวิตเดียวที่ใกล้จะหมดลมหายใจแบบฉันหรอก เพราะงั้น ฉันเลยขอให้เขาใช้เวทต้องห้ามบทนั้นกับฉัน ผูกพันดวงวิญญาณเพื่อให้วิญญาณของฉันได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง และไหนๆ ก็จะตายอยู่แล้ว แทนที่จะต้องถูกเผา แทนที่เขาจะต้องฆ่าคน สู้ใช้ประโยชน์ตรงจุดนั้น เพื่อใช้เวทต้องห้ามแล้วกลับมาพบกับเขาอีกครั้งไม่ดีกว่าเหรอ”

    “มันจำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลยเหรอครับ เพียงเพื่อ...กลับมาพบอีกครั้ง”

    “ฉันไม่รู้หรอกนะ ในสายตาเธอ ฉันเป็นคนแบบไหน แต่ฉันไม่อยากให้เขาอยู่อย่างเดียวดายอีกแล้วน่ะ ความรู้สึกเหงาหรือความรู้สึกที่ไม่มีใครต้องการ มันเป็นอะไรที่น่ากลัวมากเลยละ” หญิงสาวบอกด้วยรอยยิ้มเจ็บปวด ราวกับว่าเธอผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมานักต่อนัก “เพราะงั้น สิ่งเดียวที่ฉันพอจะทำให้เขาได้ คงมีเพียงแค่กลับมาเกิดใหม่ แล้วอยู่เป็นเพื่อน มันก็เท่านั้น” 

    “คุณเคยคิดบ้างไหมครับ ว่าบางที คุณที่กลับมาเกิดใหม่ อาจไม่ต้องการที่จะอยู่กับเขา”

    “แน่นอน เพราะงั้นฉันถึงได้บอกกับเขา ว่าขอให้มันเป็นเรื่องของอนาคต เพราะฉันรู้ดี ต่อให้กลับมาเกิดใหม่ ใช่ว่าความทรงจำของชาติที่แล้วจะกลับมา เพราะงั้น หากดวงวิญญาณของฉัน ตัวตนของฉันอีกคนที่กลับมาเกิดใหม่ ปรารถนาที่จะอยู่ต่อ ก็ขอให้เขาอยู่ แต่หากปรารถนาจะจากลา ก็ขอให้เขาเป็นคนตัดสินใจ ว่าจะปล่อยมือ หรือว่ารั้งเอาไว้ ซึ่งดูเหมือน...เขาเลือกที่จะปล่อยมือจากเธอใช่ไหม เลือกที่จะทำความปรารถนาของเธอให้เป็นจริง”

    จองเซอุนไม่รู้จะเอ่ยอะไร เลยได้แต่เพียงพยักหน้าสื่อว่า ใช่

    “เขายังคงเป็นคนที่อ่อนโยนไม่เปลี่ยน ทั้งที่เขา น่าจะรักเธออย่างสุดหัวใจจนไม่อยากแยกจาก”
    “ทำไมคุณถึงคิดว่าเขารักผมรักครับ”

    “เพราะฉันรู้สึกแบบนั้นกับเธอ บางที ที่รู้สึกแบบนี้ เพราะเขารู้สึกแบบนั้น แม้ว่าตัวตนของฉันในตอนนี้จะเป็นเพียงตะกอนในอดีตที่หลงเหลือ แต่ความสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อกับเขา มันยังคงหลงเหลืออยู่” หญิงสาวผมแดงสาวเท้าเข้ามาใกล้ ใช้มือเล็กประกองใบหน้าของเด็กหนุ่มตรงหน้า ให้โน้มตัวลงมาใกล้ และแนบหน้าผากของเธอลงบนหน้าผากของเด็กหนุ่ม “เด็กน้อยอันเป็นที่รัก และตัวตนของฉันอีกคนหนึ่ง ไม่ว่าเธอจะเลือกทางไหน พวกเราก็ยินดีกับสิ่งที่เธอเลือก และภาวนาขอให้เธอมีความสุขกับเส้นทางนั้น”

    เด็กหนุ่มผมแดงประสานสายตากับเธอด้วยแววตาไหวระริก และก่อนที่จะได้เอ่ยอะไร อยู่ๆ ผืนน้ำบริเวณโดยรอบก็ส่องแสงจ้าแสบตาจนต้องปิดตาลง และท่ามกลางแสงนั้น เสียงหวานใสของหญิงสาวก็ดังขึ้นอีกประโยค

    “ลาก่อน ขอให้เธอโชคดี”





    จองเซอุนปรือตาขึ้นอย่างแช่มช้า เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกได้ว่ามีหยดน้ำตาไหลรินอาบแก้ม

    “ตื่นแล้วเหรอ เป็นไง ได้คำตอบไหม” โซยูที่นั่งลูบเส้นผมสีแดงของเด็กหนุ่มอยู่ถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    จองเซอุนลุกพรวดด้วยความตกใจทันที เมื่อพบว่าเขานอนหนุนตักของหญิงสาวอยู่

    “อยู่ๆ เธอก็สลบไป ฉันคิดว่าบางทีเธอคงพูดคุยกันอยู่เลยไม่ได้ปลุก แล้วสรุป ได้อะไรกลับมาไหม”

    “ครับ” 

    จองเซอุนพยักหน้า พลันเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบในอกขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาได้ทำลงไป ทั้งที่อิมยองมินหวังดีกับเขามาตลอด คอยอยู่ปกป้องและดูแลอย่างดี ทั้งที่เหตุผลที่ร่ายคำสาปไม่ใช่สิ่งที่จอมเวทหนุ่มต้องการ ทั้งที่อีกฝ่ายแค่ทำตามคำสัญญา แต่เขากลับกล่าวโทษอิมยองมิน ผลักไสให้อีกฝ่ายออกไปจากชีวิต โดยไม่คิดฟังคำอธิบายของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

    คนคนนั้น ตลอดที่ผ่านมา ทรมานขนาดไหนกัน — จองเซอุนเม้มปากแน่นด้วยดวงตาร้อนผะผ่าวและแดงระเรื่อ เขาจิกปลายเล็บลงบนฝ่ามือของตัวเองเพื่อข่มอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ในระหว่างที่จินตนาการว่า จอมเวทหนุ่มผมสีแดงส้มยืนรออยู่ที่บ้านหลังนั้นมาโดยตลอด เฝ้ารอ เพื่อจะได้พบกับคนสำคัญตามคำสัญญาอีกครั้ง แม้ว่า เธอคนนั้น จะจำเขาไม่ได้เลยก็ตาม

    อยากเจอ ตอนนี้เขาอยากเจอคนคนนั้น อยากเจอ เพื่อจะได้บอกว่า ขอโทษ

    “ยูจิน เธอรู้ไหมว่าคุณยองมินไปไหน ผมจะตามหาเขาได้ที่ไหน” จองเซอุนเช็ดคราบน้ำตา หันขวับไปถามเด็กสาวที่น่าจะรู้เรื่องดีที่สุด

    “ยูจินไม่รู้เหมือนกันค่ะ นายท่านไม่ได้บอกไว้” 

    “คุณโซยูช่วยตามหาคุณยองมินได้ไหมครับ” เด็กหนุ่มหันไปถามอีกคนที่น่าจะพอช่วยได้

    “เป็นไปไม่ได้หรอก อิมเองก็เป็นจอมเวท ถ้าเขาตั้งใจจะซ่อนตัวจากเธอ ต่อให้ฉันพยายามแค่ไหนก็หาไม่พบ”

    พอได้ยินว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะซ่อนตัวจากเขา จองเซอุนก็รู้สึกปวดหน่วงภายในอกทันที

    “เธอแน่ใจเหรอว่าอยากเจอ ในเมื่อสิ่งที่ฉันได้ยินมา คือเธอบอกให้เขาไป และเพื่อเธออยากรู้เอาไว้ คำสาปสร้างได้ก็คลายได้ หากเธออยากลุ้นพ้นจากความทรมาน ฉันช่วยได้นะ แม้ลบความจำฉันก็ทำให้ได้”

    “ไม่ครับ ผมไม่ต้องการแบบนั้น หากเป็นก่อนหน้านี้อาจใช่ แต่ตอนนี้ผมไม่ต้องการแล้ว” จองเซอุนบอกด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นและแววตาแน่วแน่ “ผมทำพลาดไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ผมจะไม่ทำพลาดอีก ผมอยากเจอคุณยองมินครับ จะไม่หลอกความรู้สึกตัวเองอีกแล้ว” 

    “งั้นฉันจะลองถามพวกเพื่อนๆ ที่อยู่ในโลกฝั่งนี้แล้วกัน พวกเขาอาจช่วยอะไรได้” โซยูบอก

    “ไม่ต้องก็ได้ค่ะคุณโซยู หากนั่นคือความปรารถนาจากใจ ยูจินจะช่วยนายน้อยเอง” อันยูจินกล่าวด้วยรอยยิ้มหวาน ขณะเส้นผมสีน้ำตาลของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเงิน “หากใช้ร่างมนุษย์ ยูจินคงหาไม่เจอ แต่ถ้าเป็นร่างที่แท้จริง ต่อให้ไกลขนาดไหน ยูจินมั่นใจว่าจะพานายน้อยไปหานายท่านได้อย่างแน่นอน”

    จองเซอุนอมยิ้มมุมปากขณะมองการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เขาจำได้ดี ว่าเด็กสาวเคยบอกเขาว่า เธอไม่ใช่มนุษย์ แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้ถาม ว่าเธอเป็นอะไร แต่ตอนนี้ เขาได้คำตอบนั้นแล้ว

    “ยูจิน นี่เธอ...เป็นภูติเหรอ” โซยูเบิกตากว้างตกใจ 

    “สวยจัง...” จองเซอุนพึมพำ มองหมาป่าสาวขนสีเงิน นัยน์ตาสีฟ้าสดใส ที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาชื่นชม

    นายน้อยขึ้นมาบนหลังยูจินได้เลยค่ะ ยูจินจะพาไปเอง

    เสียงของเด็กสาวดังตรงเข้ามาในหัว เหมือนอย่างตอนที่พูดคุยกับมังกรเวอร์นอน

    จองเซอุนไม่รอช้า รีบปีนขึ้นไปนั่งบนหลังของเธอที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเขาประมาณสามเท่าได้

    นายน้อยจับแน่นๆ นะคะ เราจะไปกันแล้ว

    “อืม” เด็กหนุ่มพยักหน้า พร้อมกล่าวลาแม่มดสาว

    ภูติสาวย่อตัวลงต่ำเล็กน้อย จากนั้นก็ออกวิ่งด้วยความเร็วสูง มุ่งตรงไปยังที่ที่จอมเวทหนุ่มผมสีแดงส้มอยู่ จองเซอุนมองไปเบื้องหน้าด้วยแววตามีความหวัง ทั้งรู้สึกได้ว่า โลกที่เคยเปลี่ยนเป็นสีเทาอึมครึมชวนอ้างว้างชั่วขณะนั้น ตอนนี้ กำลังจะกลับมาเป็นโลกที่เต็มสีสันและเต็มไปด้วยความอบอุ่นอีกครั้งหนึ่ง

    รอผมก่อนนะครับคุณยองมิน ผมจะกลับไปหาคุณแล้ว — 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
jaa_boice227 (@jaa_boice227)
สงสารคุณจอมเวทเลย ยอมทำตามทุกคำปรารถนาของอีกฝ่ายโดยไม่สนใจความรู้สึกของตัวเองเลยด้วยซ้ำ แล้วไม่รู้น้อยใจหนีหายเข้าเงามืดที่ไหนก็ไม่รู้ หวังว่าคำสาปผูกพันธ์คงช่วยพาให้เขาสองคนกลับมาเจอกันอีกครั้งนะ
mkamaboko (@mkamaboko)
ในที่สุดก็เฉลยแล้ว แง รู้สึกเหงาๆ แทนเอสเธอร์ขึ้นมานิดๆ ค่ะ /ของเราคงเป็นฟีลถ้าเราตายใครจะอยู่กับหมากับแมวแบบนี้ แต่ของเขาอาจจะลึกซึ้งกว่านั้น
ดีใจที่ทั้งคู่ใจตรงกันนะคะ กับดีใจที่คุณอิมไม่ใช่คนไม่ดีด้วย ส่วนตัวเราไม่ชอบความสัมพันธ์แบบบีบบังคับ พอเห็นว่าเขาเลือกทำตามที่อีกฝ่ายต้องการ ก็เลยดีใจขึ้นมาค่ะ
ขอให้พบเจอกันไวๆ นะคะ !