lost in memoriesBabyBreath
เดะเบสท์เมมโมรี่อินยุโรป
  •       มาๆ

         หลังจากไปทริปยุโรปแบบ9วัน​ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า​ร่างพังไปสุดฤทธิ์ก็ถึงเวลาสักที​ เอาจริงๆอาจจะไม่ถึงขั้นรีวิวก็ได้​ แค่เขียนๆบ่นๆไปมากกว่า55555

         ทริปรอบนี้เราไป4ประเทศหลักๆด้วยกันคือ​ เยอรมัน ​ออสเตรีย​ ฮังการี​ และเช็ก​ แอบมีประเทศที่5  ประเทศเล็กๆซึ่งเป็นทางผ่าน​ระหว่างฮังการีและเช็ก​ก็คือสโลวาเกีย และครั้งนี้​ เราไปเป็นทริปครอบครัวกับทัวร์แบบ30กว่าคน​หากรูปคนเยอะไปบ้างก็ต้องขออภัย เพราะไม่สามารถถ่ายแบบโล่งๆได้จริงๆ  

         เอาล่ะ​ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า!

         ประเทศแรกที่พวกเราจะพาทุกคนไปเที่ยวด้วยกันในบทความนี้ก็คือ เยอรมัน

         อย่างที่หลายๆคนรู้ เมื่อพูดถึงประเทศเยอรมนีก็ต้องนึกถึงไส้กรอกเยอรมันที่น่าอร่อย เบียร์อันเลื่องชื่อ ทีมฟุตบอลแสนเก่งกาจ และปราสาทนอยชวานสไตน์ซึ่งงดงามอันดับต้นๆของโลก และวันนี้เราจะพาหลายๆคนมารู้จักประเทศเยอรมนีในรายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีก และเยอรมนีจากมุมมองของเรา

         วันแรกเครื่องเราออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลาประมาณตีหนึ่งได้​ระยะเวลา6ชั่วโมงบนเครื่อง​ระหว่างกรุงเทพ-ดูไบ​ ระยะเวลาทรานซิสที่ดูไบ​ และนั่งเครื่องจากดูไบ-มิวนิค​รวมๆกันแล้วก็ทำให้เรามาถึงมิวนิคประมาณ3-4โมงได้​ เพราะฉะนั้นตารางเที่ยววันแรกก็ยังไม่เยอะมากตอนแรกทัวร์เราวางแพลนจะไปที่จัตุรัสมาเรียนพลัสซ์ แค่ที่เดียวแต่ด้วยความที่เรามาถึงมิวนิควันอาทิตย์ เพราะฉะนั้นร้านค้าส่วนใหญ่ที่นี่(และที่อื่นๆในยุโรป)ก็จะปิดเราจึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลาที่จัตุรัสมาเรียนพลัสซ์มากนัก ทางไกด์เลยได้เพิ่มสถานที่ขึ้นมาอีกหนึ่งที่เพื่อให้เราได้ใช้เวลาวันแรกในเยอรมันให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น     นัั่นก็คือ พระราชวังนิมเฟนเบิร์ก 



         พระราชวังนิมเฟนเบิร์กตั้งอยู่แถบๆชานเมืองของมิวนิค และมีสถาปัตยกรรมแบบสไตล์บารอค ด้านหน้าของพระราชวังจะมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ น้ำพุ ก่อนจะถึงตัวพระราชวัง ช่วงที่เราไปเป็นช่วงหน้าร้อนของยุโรปพอดี เพราะฉะนั้นก็จะได้ให้ผู้คนจำนวนหนึ่งมานอนอาบแดดอยู่บริเวณบ่อน้ำของพระราชวัง จุดเด่นของพระราชวังนิมเฟนเบิร์กสำหรับเราคือหงส์ ที่นี่เลี้ยงหงส์เยอะมากๆ เรียกได้ว่าหากเดินบริเวณด้านหน้าพระราชวัง คุณคงต้องใช้ความระมัดระวังและดวงตาที่ว่องไวเต็มที่ ไม่งั้นอาจจะโดนระเบิดขนาดย่อมจากบรรดาน้องหงส์ผู้สง่างามได้!



         นอกจากสถาปัตยกรรมของตัวพระราชวังด้านหลังจะสวยไม่แพ้ข้างหน้าแล้ว ยังมีถนนโรยด้วยหินกรวดเล็กๆ สองข้างประกอบด้วยต้นไม้ใบหญ้าสีเขียว ดอกไม้สีสด ให้ถ่ายรูปกันอีกด้วย 


         เนื่องจากเราเพิ่งมาจากสนามบินสดๆร้อนๆ เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางหลายสิบชั่วโมง แถมยังช็อคกับแสงแดดในฤดูร้อนของเยอรมัน จึงไม่ได้ถ่ายรูปมาเยอะนัก มัวแต่หาที่หลบแดด5555 แต่เพื่อความสมบูรณ์ของการบ่นๆครั้งนี้ เราจึงได้ไปหารูปมาเพื่อสานต่อจินตนาการของผู้อ่าน 
         อย่างที่บอกว่าเราไปที่นี่เพื่อถ่ายรูป และพระราชวังนี้ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมเที่ยวตั้งแต่แรก เราจึงไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมข้างใน แต่มีโอกาสได้เข้าไปในช็อปของพระราชวังนิดหน่อย เห็นประตูมนโค้ง3ประตูในรูปข้างบนมั้ยคะ เดินเข้าไปเลยค่ะ ในนั้นคือช็อปขายของที่ระลึก ซึ่งเราแนะนำว่าถ้าหากมาที่ยุโรปก็เข้าช็อปพวกนี้เถอะค่ะ ไม่น่าเบื่อ แถมมีของน่ารักๆให้เลือกซื้อเพียบ เห็นแล้วถึงขั้นกรีดร้องในใจ อาจจะราคาแพงหน่อยแต่เราว่าคุ้มค่าสำหรับความทรงจำดีๆ
       
         สถานที่ต่อไปที่เราจะพาผู้อ่านไปเที่ยวด้วยกันก็คือ จัตุรัสมาเรียนพลัสซ์

    (ต้องขออภัยที่ภาพเป็นแบบนี้ คนเยอะมากและเดินใกล้กล้องมาก เกรงว่าใช้โฟโต้ช็อปลบแล้วกระเบื้องของจัตุรัสอาจจะเบี้ยวได้)

         จัตุรัสมาเรียนพลัสซ์ตั้งอยู่ใจกลางเขตเมืองเก่าของมิวนิค มีอาคารศาลาว่าการใหม่ตั้งตระหง่าน ไม่ว่าจะถ่ายรูปมุมไหนของจัตุรัส หอคอยแหลมสูงนี้ก็จะเป็นจุดเด่นในภาพเสมอ อาคารศาลาว่าการใหม่นี้มีสถาปัตยกรรมที่ประณีตและงดงาม ไม่ต่างจากสถาปัตยกรรมของพระราชวังต่างๆเลยสักนิด เป็นอาคารแบบเก่าที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว


          และด้วยพลังซูมแห่งHuawei p30 เราจะบันดาลให้ท่านได้เห็นความประณีตงดงามของหอคอย 
         เอาล่ะ นับพร้อมกัน
         1
         2
         3
         เพี้ยง!

                        ข้างในน่ารักอย่างกับบ้านตุ๊กตาแหน่ะ 


         ส่วนด้านข้างก็จะมีบ่อน้ำสวยๆ ไม่แน่ใจว่าอธิษฐานได้มั้ย แต่เราก็เห็นคนไปโยนเหรียญกันนะ5555

         เราคิดว่าจัตุรัสมาเรียนพลัสซ์น่าจะเป็นศูนย์กลางของคนที่นี่ เพราะมีทั้งร้านเสื้อผ้าหรือของทั่วๆไปให้ช็อปปิ้ง ร้านอาหาร และแน่นอนว่าเมื่อมาถึงเยอรมันก็ต้องมีร้านเบียร์!
         คนเยอรมันดื่มเบียร์กันจริงจังมาก รอบๆศาลาว่าการใหม่เหมือนกลายเป็นลานเบียร์ไปเลย และไม่ใช่แค่รอบจัตุรัสเท่านั้นนะ เรียกได้ว่าตั้งแต่ถนนที่เดินเข้าไปยังจัตุรัสก็มีแต่ร้านเบียร์เต็มไปหมด ทุกเพศและเกือบทุกวัยนั่งดริิ๊งค์กันกลางแจ้งแบบชิวๆ มองผู้คนเดินไปมา หากใครมาแล้วยังไงก็อย่าลืมมาสัมผัสการดริ๊งค์แบบเยอรมันแท้ๆดู

    Tip : 1.ที่จัตุรัสมาเรียนพลัสซ์พวกล้วงกระเป๋าจะเยอะมากเพราะคนพลุกพล่านตลอดเวลา เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังกระเป๋าตัวเองให้ดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าไปอยู่ในวงล้อมของพวกนักแสดง นักดนตรีข้างทาง (หากเป็นไปได้ก็แนะนำให้ใช้กระเป๋าแบบคาดอก)
             2. หากเดินผ่านตรงหน้าศาลาว่าการ ด้านซ้ายจะเห็นร้านเบียร์เป็นหลัก ด้านหน้าก็จะเป็นถนนเส้นเล็กๆ ที่ถัดมาจะมีร้านค้า(ซึ่งถูกบดบังไปด้วยร้านเบียร์อีกแล้ว) มีร้านไอติมแบบเจลาโต้ร้านหนึ่งอยู่ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อgelateria garda ขอบอกว่าไอติมสตรอเบอร์รี่อร่อยมากก เหมือนผสมโยเกิร์ตเข้าไป รสชาติจะคล้ายๆสตรอเบอร์รี่โยเกิร์ตหน่อยๆ กินไปก็จะได้รสสัมผัสกรึ๊บๆของเม็ดสตรอเบอร์รี่
    อย่าลืมไปชิมกัน!

         แถมบรรยากาศตรงถนนที่เดินเข้าไปในมาเรียนพลัสซ์และเมืองมิวนิคตอนเย็นนิดหน่อย มุมในภาพอาจจะไม่สวยมากเพราะต้องยกกล้องสูง หลบคนในครอบครัวที่เดินเรียงกันเป็นพรืด55555

    เห็นเต๊นท์แดงๆข้างๆรถสีแดงมั้ย นั่นคือร้านเบียร์

    ตรงกลางภาพคือโบสถ์ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดก็จะมีเสียงระฆังกังวานไปทั่วแถบๆนั้น


    บรรยากาศตอนประมาณ4-5โมงแต่แดดจ้ายิ่งนัก 

      รูปนี้แอบถ่ายระหว่างนั่งรถบัส เป็นบรรยากาศของเมืองมิวนิคประมาณทุ่มนึง คือสว่างอะไรขนาดนี้555

      จบการเที่ยวเยอรมันวันแรกด้วยมื้ออาหารจากภัตตาคารอาหารจีน(มาถึงยุโรปยังต้องกินอาหารเอเชีย แง) และกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม เตรียมตัว เตรียมใจ ลุยกับเยอรมันวันที่2ต่อ 


    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

         เช้าวันที่ 2 ของการมาเหยียบแผ่นดินเยอรมัน เราพบกับเรื่องตกตะลึงพรึงเพริดตั้งแต่เช้า
         เราตื่นแต่เช้าเพราะยังไม่ชินกับไทม์โซนที่นี่ แต่งตัวอย่างดีเตรียมลุยกับตารางเที่ยววันนี้ และเตรียมพุงน้อยๆไว้รองรับอาหารเช้า ซึ่งสิ่งที่เราคาดหวังสุดๆก็คือ...ไส้กรอกเยอรมัน!
         เราไปถึงห้องอาหาร ตักไส้กรอกเยอรมันชิ้นเล็กๆมาสองสามชิ้น พร้อมเบค่อน แฮม ออมเล็ต 
         เราเตรียมซอสมะเขือเทศพร้อม เมื่อนั่งโต๊ะเรียบร้อยก็หั่นมันเป็นคำเล็กๆเข้าปาก
         วินาทีนั้นน้ำตาเราเอ่อล้น
         .
         .
         .
         พระเจ้า! มันเค็มมาก!!!
         และเนื่องจากเราไม่รู้ว่ามันจะเค็มขนาดนี้ เราจึงได้ทำการเอาเบค่อนที่ทอดมาอย่างดี เกรียมเล็กๆ หน้าตาดูกรุบกรอบยัดเข้าปากไปพร้อมกับไส้กรอกเยอรมันตั้งแต่คำแรก ซึ่งเป็นการกระทำที่โคตรจะผิดพลาด 
         เบค่อนยิ่งเพิ่มรสเค็มเข้าไปอีก!
         ในปากเราตอนนั้นเหมือนเหมือนมีเกลือเต็มๆ1ช้อนอยู่ในปาก เค็มจนชนิดที่อุทานออกมาเสียงดัง 
         คือทำไมไม่มีใครเตือนฉันก่อน!
         มื้อเช้ามื้อนี้จบลงด้วยความเค็ม และน้ำผลไม้รวมอีกหลายแก้วที่ต้องรีบดื่มเข้าไปเพื่อตัดรส 
         TIP : 1.เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าให้คิดว่าอาหารจะอร่อยอย่างที่เราคิดเสมอไป
                  2. น้ำส้มที่ประเทศแถบๆนั้นจะเป็นสีเหลือง ส่วนน้ำผลไม้รวมจะเป็นสีส้ม (บางทีก็อาจจะไม่รวม อาจจะเป็นน้ำแครอทก็ได้ )

         มาต่อกันที่ตารางเที่ยวดีกว่า
         วันนี้เรามีแพลนจะไปปราสาทนอยชวานสไตน์ และนั่งรถข้ามไปออสเตรียในตอนบ่าย ซึ่งในบทความตอนนี้ขออนุญาตพูดถึงปราสาทนอยชวานสไตน์แค่ที่เดียว ออสเตรียขอยกยอดไปบทความหน้า จะได้แบ่งๆเป็นประเทศไป

     
        ปราสาทนอยชวานสไตน์(Neuschwanstein) ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านโฮเฮนชวานเกา หมู่บ้านเก่าแก่ที่อยู่ในเขตเมืองเก่าของเมืองชวานเกา และอยู่บนหน้าผาสูงถึง 200 เมตร มีเทือกเขาแอลป์และทะเลสาบล้อมรอบ
         ปราสาทนอยชวานสไตน์ มีความหมายในภาษาเยอรมันว่า ปราสาทหินหงส์ใหม่ สร้างโดยพระเจ้า    ลุดวิคที่2 ที่มีความชื่นชอบในด้านศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม จึงทำให้การสร้างปราสาทแห่งนี้ทั้งภายในและภายนอก ช่างประณีตและงดงามราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย จนถูกนำไปเป็นต้นแบบปราสาทของบรรดาเจ้าหญิงดิสนีย์ 


         กล่าวกันว่า ปราสาทหินแห่งนี้ เป็นปราสาทหินที่พระเจ้าลุดวิคที่2 รักและหวงแหนมาก เมื่อพระองค์ถูกปลดจากบัลลังก์เพราะถูกเหล่าขุนนางกล่าวหาว่าวิกลจริต และเพราะผลาญเงินไปกับปราสาทแห่งนี้มากมายมหาศาล พระองค์ได้รับสั่งกับข้ารับใช้ไว้ว่า อย่าให้ใครมาเหยียบย่ำหัวใจของพระองค์ ซึ่งหัวใจที่ว่าก็คือปราสาทนอยชวานสไตน์แห่งนี้นั่นเอง
         ปราสาทนอยชวานสไตน์เหมาะกับผู้ที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม แต่ในขณะเดียวกัน ก็เหมาะแก่ผู้ที่อยากถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยสดงดงามของที่นี่เช่นกัน ต้นไม้ที่นี่มีสีเขียวสด ทะเลสาบที่ล้อมรอบมีสีน้ำเงินเข้ม บางมุมเราก็อาจจะถ่ายติดเทือกเขาแอลป์และหิมะสีขาวที่คั่งค้างอยู่บนยอดเป็นแบกกราวด์สวยๆ
         เราคาดว่าปราสาทแห่งนี้มีทางขึ้นอยู่สองทาง ทางแรกคือขึ้นโดยรถม้า หรือเดิน ส่วนอีกทางคือรถบัส
    การขึ้นปราสาทนอยชวานสไตน์โดยรถม้านั้นจะมีราคาสูงกว่าโดยรถบัส แต่ถ้าใครอยากดื่มด่ำบรรยากาศบนเขา กินลมชมวิวอย่างเต็มที่ รถม้าเนี่ยแหละคุ้มค่าที่สุด

    นี่คือน้องม้าที่ใช้ลากรถ ตัวใหญ่มากกกกก ใหญ่กว่าวัวบ้านเราอีก กล้ามเนื้อเป็นมัด แข็งแรง

    วิวสองข้างทางสวยมากกก ลมเย็นโชยเบาๆ ทำเราเคลิบเคลิ้มเลยทีเดียว แต่! น้องม้าของเราท้องไม่ดีหรืออย่างไรก็ไม่รู้ เดินๆอยู่น้องก็ตด ไม่ได้ตดแค่รอบเดียวด้วยนะ เพราะเริ่มตดครั้งนึงน้องก็เริ่มปรู้ดปร้าดตลอดทาง จากกลิ่นต้นไม้กลิ่นฝนหอมๆคือขมคอไปหมดเลย แง เพราะฉะนั้น หากใครจะขึ้นน้องม้าอาจจะได้กลิ่นหอมแบบอื่นอย่างเราก็ได้555555

    ทั้งการนั่งรถม้าและรถบัสขึ้นปราสาท เมื่อขึ้นไปถึงจุดที่เขากำหนดก็จะปล่อยเราลงเดิน เพราะภูเขาชันมาก ทั้งรถม้าและรถบัสไม่สามารถขึ้นไปส่งเราจนสุดทางได้ และไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เหนื่อยแทบขาดใจเหมือนกันหมดค่ะ555 แต่ว่าวิวปราสาทที่เห็นจะต่างกันนะคะ ใครอยากเห็นปราสาทมุมไหนก็ลองศึกษากันดู หรือตอนขาขึ้นจะไปรถม้า ขาลงจะลงรถบัสก็ได้ จะได้เห็นวิวทุกมุม


         การเข้าชมภายในตัวปราสาทจะต้องซื้อตั๋ว ซึ่งในใบของเราราคา12ยูโร และก็ต้องเข้าตามรอบที่เขากำหนดไว้ ไม่ต้องห่วงว่าเราจะเสียเงินเปล่าๆ ได้ชมเฉยๆไม่ได้อะไรกลับมานะคะ เขามีเครื่องอัดเสียงหน้าตาคล้ายๆโทรศัพท์ให้เราด้วย เมื่อเดินไปตามห้องต่างๆ พนักงานก็จะกดเล่นคำบรรยายของห้องนั้นๆ​ รับรองว่าได้ความรู้กลับมาแน่นอน นอกจากนี้ศิลปะภายในปราสาทละเอียดและตระการตามากๆ คนอินกับประวัติศาสตร์และศิลปะควรเข้า เพราะไม่สามารถถ่ายภาพออกมาได้ ต้องไปชมด้วยตาตัวเองเท่านั้น 
         ส่วนใครสายซื้อของที่ระลึกก็เตรียมกระเป๋าตังค์สั่นกันได้เลยยยย ภายในปราสาทมีร้านขายของที่ระลึกถึงสองร้าน น่ารักๆทั้งนั้น เช่น โปสการ์ด แม็กเน็ต พัด ชุดชามแก้วกระเบื้องลายอลังการ  ตัวต่อภาพรูปปราสาทนอยชวานสไตน์ แถมยังมีคาเฟ่ให้นั่งดื่มเครื่องดื่มชิวๆและมีร้านอาหารอีกด้วย
     
         TIP : 1.ควรใส่รองเท้าที่สวมใส่สบาย เดินได้คล่อง เพราะเดินเยอะมากกก
                  2. ในปราสาทเป็นบันไดวน


         หลังจากขาพังกันไปยาวๆแล้ว เราก็ไปเพิ่มพลังกันที่ร้านขาหมูเยอรมันแถวๆปราสาท 
         ขาหมูเยอรมันแท้ๆจะแตกต่างกับที่ไทย ไม่กรอบเท่า และไม่มีน้ำจิ้มซีฟู๊ด555555
         ที่นี่จะนิ่มกว่า กินกับน้ำซอสเกรวี่ และแป้งแผ่นหนาๆ หน้าตาคล้ายหมั่นโถวแต่รสชาติไม่ใช่  รสชาติโดยรวมอร่อยใช้ได้ แต่กินไปมากๆก็เลี่ยน และด้วยฤทธิ์ขาหมูเยอรมันแบบออริจินัลที่กรอบน้อยกว่าแต่เนื้อแข็งและเหนียวมากกว่านั้น ทำเหล็กดัดฟันเราหลุดไปซี่นึง ส่วนอีกซี่ก็ยางหลุด กลืนลงท้องไปเรียบร้อย55555 
         ที่ร้านนี้เรายังมีโอกาสได้ดื่มเบียร์ด้วย เบียร์เยอรมันรสชาติพรีเมี่ยมมากๆ หวาน นุ่มลิ้น ไม่เหม็นเลย ใครไปเที่ยวเยอรมันห้ามพลาดเด็ดขาด!​ 
    ส่วนโคล่าเขาก็จะไม่ค่อยซ่าถึงใจเท่าไทย​ และไม่ใส่น้ำแข็ง(อันนี้น่าจะเป็นหลายประเทศ​ ไม่ใช่แค่เยอรมัน)​

     
         มิวนิคสำหรับเราสวยงามมากๆ สีเขียวของต้นไม้ กับสีน้ำเงินของท้องฟ้าและทะเลสาบตัดกันได้อย่างลงตัว เสียดายที่เรามีเวลากับประเทศเยอรมนีค่อนข้างน้อย จึงสัมผัสประสบการณ์ ความรู้สึกมาได้น้อยนิดตาม ถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับไปอีกสักครั้งเหมือนกัน 
         แถมรูปธรรมชาติที่สวยงามให้ดูเล็กน้อย

    น้องวัวแถวร้านอาหารที่เราไปกินข้าว

    วิวข้างทางระหว่างนั่งรถไปชวานเกา

    ขนาดวิวข้างทางยังสวย


         สำหรับเมมโมรี่ที่มีต่อประเทศเยอรมนีก็มีเพียงเท่านี้ อย่าลืมติดตามอีก3ประเทศใหญ่ๆในวันต่อๆไปด้วยนะค้า ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ค่ะ
       (หากผิดพลาดตรงไหนก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ)

     






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in