Fictober I & Utomei_tan
[fic DBH]Kamski x Markus #10
  • - I'm rooting for you-


    สายลมของฤดูใบไม้ร่วงพัดเอื่อยเข้าหาชายร่างผอมสูงซึ่งกำลังยืนอยู่ในสวนมหาวิทยาลัยอันร่มรื่น ใต้แสงแดดอุ่นในยามบ่ายคล้อย ส่องผ่านใบไม้กระทบร่างนั้นให้ระยิบระยับตามจังหวะสายลม ดวงตาฉายแววฉลาดเฉลียวมองตรงไปด้านหน้า ผ่านเลยทุกสิ่งอย่างราวไม่มีสิ่งใดน่าสนใจพอให้หยุดมอง ริมฝีปากอิ่มขยับเอ่ยช้า

    "ใบพลัมไหวด้วยลม
    ร่างกายไม่อาจเคลื่อนไปไหน
    เจียมรู้ สลดเศร้า"

    เอไลจาห์ แคมสกี้รักบทกวี โคลงกลอนที่เต็มไปด้วยอารมณ์ มันทำให้เขาเข้าถึงอารมณ์อันหลากหลายของมนุษย์ แต่ไฮกุต่างออกไป ความเบาบางของกฎเกณฑ์ สามารถสร้างความสบายใจที่จะเปิดเผยและปิดบัง ราวกับดาวดวงเล็กที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์ บางคนสังเกตเห็น บางคนไม่เห็น

    "เอไลจาห์"

    การกล่าวเรียกด้วยน้ำเสียงพอเหมาะพอดีของหญิงผิวสีวัยกลางคนในชุดแต่งกายภูมิฐาน พาให้ผู้ที่กำลังชมบรรยากาศอยู่ค้อมหัวเล็กน้อยให้อย่างนอบน้อม

    "ครับ ศาสตราจารย์สเทิร์น"

    "ฉันอ่านแอบสแตรคท์ของเธอจบแล้ว ถ้าทำได้จริงมันจะต้องเยี่ยมมาก"   

    อแมนด้าลงนั่งตรงเก้าอี้หินอ่อน กระหวัดขาไขว่ห้างด้วยท่าทีที่สง่างาม หากเป็นนักเรียนคนอื่นไม่ใช่ศิษย์เอกของเธอ แนะนำให้มาพูดคุยไปพลาง ดื่มด่ำบรรยากาศไปพลางอย่างนี้ล่ะก็ คงไม่พ้นได้เอฟเป็นแน่   "การสร้างภาวะวงกตให้กับโปรแกรมA.I. ที่บังเอิญวิวัฒน์เป็นดีเวียนท์โดยอัตโนมัติ"

    แคมสกี้ยิ้มบางดูสุภาพมากกว่าดีใจ เขาเปิดโน้ตบุ้คตัวใหม่ขึ้นมา หมุนส่วนของหน้าจอไปทางคู่สนทนา

    "การฟรอสโปรแกรมฉับพลันอาจไม่ดีกับผู้ซื้อนัก แต่การตรวจจับดีเวียนต์แต่ละตัวไปทำลายทิ้ง ก็ไม่สะดวกกับผู้พัฒนาเหมือนกัน แต่คำสั่งค่อนข้างเด็ดขาด อาจจะต้องหาโปรแกรมอื่นมารองรับการร่วมตัดสินใจ ถ้าคุณสนใจ ผมคงต้องใช้เวลาอีกหน่อยในการศึกษาเพิ่มเติม ถึงอย่างนั้นมันค่อนข้างเบา สามารถลงเพื่อตรวจสอบการเข้ากันก่อนได้"

    "เป็นดีไซน์ที่งดงามสมเป็นเธอ"   

    คนอายุมากกว่ากล่าวชมอย่างภูมิใจ   "ทีแรก ได้ข่าวว่ามีขโมยขึ้นห้องเธอ ทั้งยังเอาโน้ตบุ้คที่มีงานวิจัยไปด้วย โชคดีที่ได้มันกลับคืนมาก่อนวันขึ้นพรีเซนท์ ไม่อย่างนั้นคงแย่"

    ดวงตาสีฟ้าซีดของผู้ฟังเบิกกว้างขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนใช้หลังนิ้วป้องปากซึ่งหลุดขำออกมา

    "ไม่ครับ ผมจำได้ แค่คีย์มันกลับมา โน้ตบุ้คก็แค่สิ่งเชื่อมต่อผมกับโลกข้างนอก"   

    ท่าทีสบายๆ นั่นทำให้ผู้เป็นอาจารย์ระลึกได้ถึงความเป็นอัจฉริยะบุคคลของอีกฝ่าย   "คุณจะว่ายังไง หากผมจะลาออกในตอนนี้"

    "ความจริงฉันไม่มีปัญหา ถ้าเธอเลือกจะเดินตามบิลเกต สตีฟจอฟ หรือใครอีกหลายคน แต่มหาวิทยาลัยที่ให้ทุนเธอเรียนอยู่คงไม่เห็นด้วย พวกเขาน่าจะอยากได้ชื่อเธอจารึกไว้ หากเธออยากจะเริ่มงานเร็วๆ ฉันอาจแนะนำให้เธอทำในบริษัทของฉันก่อนได้ แต่อาจต้องเปลี่ยนแอดไวเซอร์ใหม่เพื่อความเหมาะสม"

    "ผมไม่รีบเรื่องงาน แค่อยากสิ้นสุดความสัมพันธ์อาจารย์กับนักเรียน"

    แคมสกี้ยิ้มบอก ด้วยกริยาที่ไร้ความประหม่าอายใดๆ ให้ผู้ฟังลอบผ่อนลมหายใจแม้จะเกิดเหตุการณ์นี้บ่อยครั้ง แต่เธอก็ไม่ชินเสียเท่าไร

    "ฉันว่าที่นี่ ก็มีคนรุ่นเธออยู่เยอะ"

    "พวกนั้นไม่น่าสนใจ"

    อแมนด้าพยักหน้าเบารับฟัง แล้วกล่าวต่ออย่างสุภาพ

    "เอไลจาห์ ฉันไม่คิดปฏิเสธคุณในทำนองความเหมาะสมด้านสถานะ หรือด้านวัย ขนาดที่ลูกของฉันเป็นเพื่อนของคุณหรอก ฉันคิดว่าคุณแค่ชอบฉัน ที่สามารถสนทนาโต้ตอบและให้เกื้อหนุนความคิดคุณได้โดยไม่มีติดขัดมากกว่า จนนึกกังวลว่าจะเจอคนที่เข้าใจคุณง่ายๆได้แบบฉันอีกไหม"

    "เป็นการปฏิเสธที่แปลกใหม่"   ชายหนุ่มขยับกายขึ้นนั่งตัวตรง กอดอกและเหยียดยิ้ม

    "ฉันไม่ดูแคลนความรู้สึกคุณหรอก ความรักเป็นสิ่งที่พิศวงยิ่งกว่าโปรแกรมใดๆทั้งมวล ฉันเคยเห็นมัน และฉันก็รู้ว่า สิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้นระหว่างเรา แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าวันหนึ่งถ้าคุณได้รู้จักคำว่ารักดี คุณจะนึกขำทุกครั้งที่หวนกลับมาคิดถึงเรื่องราวในวันนี้"


    ..........................................



    "เฮ้! เอาเลย! ตีเลย!"
    "สู้เขาไอ้หุ่นดำ!"

    มาร์คัสมุ่นคิ้วอย่างใช้ความคิด 
    ...ใบหน้าคมเข้มขึ้นอีกสิบเปอร์เซนต์

    เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงหลุดมาอยู่ท่ามกลางเสียงเชียร์ของมนุษย์ที่ตัวเองขยาด และพยายามจะทำตัวจืดจางทุกคราที่เดินผ่านแบบนี้ นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วเขาไม่มีเวลาคิด คงพอๆกับจำนวนวันที่เจ้าบ้านแมนเฟรดมาเขาออกมาทำกิจกรรมข้างนอก โดยใช้หัวข้อว่า'ท่องเที่ยวหาประสบการณ์ และแรงบันดาลใจในการวาดภาพ'นั่นแหละ

    แอนดรอยด์หนุ่มพยายามเรียกสมาธิ เหวี่ยงวงสวิงไม้เทนนิสปัดลูกสีเขียวให้กลับไปยังฝั่งของหุ่นอีกตัว ปกติแล้วพวกมนุษย์มักสงบเสงี่ยมยามที่เผ่าพันธุ์ของตัวลงแข่งขัน แต่กลับโหวกเหวกส่งเสียงเฮโลสนุกสนานกับการแข่งขันของพวกหุ่น โดยไม่ต้องกังวลว่าการผิดมารยาทสนามจะทำให้ผู้เล่นเสียสมาธิ มาร์คัสชอบบรรยากาศแบบนี้ เขารู้สึกดีเมื่อบางอย่างในอกถูกจุดให้กรุ่นร้อนและมีชีวิตชีวา

    'เธอต้องเจอคนให้เยอะขึ้นอีก โลกนี้กว้างอยู่แล้ว และเธอจะต้องเปิดประตูออกไป ให้ความยึดติดของความคิดได้พังทลายลงต่อหน้าเธอ'

    เป็นคำพูดที่คาร์ลกล่าวในช่วงนี้แต่ว่าเขาไม่เข้าใจนัก ชายชราบอกว่ามนุษย์มีนิสัยและการแสดงออกต่างกันไป การที่เราพบคนที่น่าผิดหวังจากคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้การันตีว่าโลกทั้งใบจะไม่เข้าท่า ในสังคมใหม่ กิจกรรมใหม่ โชคชะตาจะพัดพาบุคคลที่ดีและเหมาะสมกับเรา ให้มาเจอกันเสมอ

    กรรมการพลิกป้ายแข่งยูโด อาสาสมัครตักอาหารให้คนจรจัด เป็นลูกมือช่วยด้านงานศพที่โบสถ์ใกล้บ้าน ร่วมวงดนตรี ทดลองร่วมเล่นกีฬาและกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเดิมเป็นเพียงแค่ลงโปรแกรมไว้ ปั่นจักรยาน เจ็ตสกี พาราชู้ต ยิงเป้าบิน ฯลฯ

    ....
    เยอะขนาดนี้ คาร์ลควรได้รับแรงบันดาลใจสักร้อยอย่าง เลิกแตะขอบฟ้าแล้วกลับไปทำงานได้แล้ว~!

    ขณะนี้สกอร์เทนนิสเข้าสู่แต้มตัดสิน อันที่จริงมาร์คัสแค่ร่วมเล่นกิจกรรมเฉยๆตามความต้องการของเจ้าบ้านแมนเฟรด เขารู้สมรรถภาพเครื่องกลตัวเองในยามนี้ มันดีมากเสียจนแทบไม่ต้องออกแรงอะไรก็ชนะ ทว่าเขากลับเลือกที่จะให้ผลออกมาสูสีเพียงเพราะเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

    "สู้เค้าแดเนียล~!!"

    เสียงเชียร์จากร่างเล็กเป็นสาเหตุที่แอนดรอยด์ผมบลอนด์นั้นสู้ไม่ถอย มาร์คัสแปลกใจ เขาไม่เคยเห็นหุ่นตัวไหนมีอารมณ์มุ่งมั่นที่จะชนะขนาดนี้มาก่อน ความอึดอัดและบีบคั้นเกิดขึ้นในใจเมื่อไม่รู้ว่าจะเลือกหนทางใดระหว่างแพ้หรือชนะ


    ....................................


    สุดท้าย ... วันนั้นก็แกล้งแพ้ไปจนได้...


    การหลอกลวงเป็นเรื่องไม่ดี แต่ในตอนนั้นมาร์คัสไม่รู้จะเอาชัยชนะไปทำอะไร ในขณะที่มีคนอยากได้มากกว่า และเมื่อได้เห็นฝ่ายนั้นมีความสุขกับอ้อมกอดเล็กๆของเจ้าของ เขากลับรู้สึกมีความสุขตาม

    'เธอทำดีแล้ว'

    ตอนนั้น คาร์ลเพียงแต่ยิ้มกล่าวสั้นๆ แอนดรอยด์ผิวแทนได้แต่กลอกตาไปด้านข้าง ไม่แน่ใจว่าโดนรู้ทันหรือเปล่า อีกฝ่ายเคยพร่ำสอนเขาเสมอว่าอย่าแกล้งแพ้ แต่มาร์คัสว่าการทำตัวหัวดื้อในบางคราวมันก็ไม่แย่เท่าไหร่ แถมหลังจากการแข่ง เขายังได้เพื่อนใหม่เพิ่มมาตัวนึงอีกด้วย


    "คุณแตกต่างมาร์คัส คุณดูคล้ายมนุษย์มาก ไม่เหมือนหุ่นตัวอื่นๆที่ผมเคยเจอมา"

    วันหนึ่ง ระหว่างที่กำลัังเลือกซื้อของในซุปเปอร์มาร์เกต แดเนียลซึ่งสนใจนัดมาให้ตรงวันจับจ่ายของเขา ก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น มาร์คัสเลื่อนสายตาจากวันหมดอายุบนถุงไส้กรอกไปยังหุ่นข้างกาย พลางคิดในใจว่าหุ่นที่แอคทีฟและเต็มไปด้วยอารมณ์สูงอย่างฝ่ายนั้นต่างหาก ที่ดูเป็นมนุษย์มากกว่า

    "อาจเป็นเพราะว่าคาร์ลช่วยสอนให้ผมคิดวิเคราะห์นู่นนี่บ่อยๆ ผมว่าคุณเองก็คงมีเจ้านายที่ดีแบบผมเหมือนกัน"

    "เอ็มม่าน่ะเหรอ? ใช่~ ใช่ เธอดี แต่เธอไม่ใช่เจ้านายผมหรอก"

    PL600ผายมือตอบ ท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานทั้งที่ไม่ใช่หุ่นประจำสวนสนุก พาให้มนุษย์บางคนเหลียวหลังมามองอย่างหวาดระแวง แดเนี่ยลไม่สนใจ เข้าป้องปากแล้วกระซิบบอกใกล้   "รู้แล้วเหยียบไว้ ความจริงพวกเราเป็นคู่หมั้นกัน"

    "....."

    มาร์คัสทำถุงไส้กรอกตก พอตั้งสติได้ก็ก้มเก็บมาปัดฝุ่นออก ช่างเป็นความลับที่ทำให้วงจรไฟฟ้าช็อต เขาพูดโดยที่ไม่สามารถบังคับริมฝีปากไม่ให้เบ้ออกไปอย่างผิดรูปได้   "แต่ ... เธอเป็นเด็กเก้าขวบ?"

    "ไม่เป็นไร ผมก็เกิดมาสี่ปีเหมือนกัน เธอบอกว่าพอโตขึ้นเธอจะแต่งงานกับผม แล้วเราสองคนจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ดูนี่สิ..."   แอนดรอยด์ผมบลอนด์ตอบรัวเร็ว จากนั้นจึงดึงสร้อยสีเงินที่ห้อยอยู่ขึ้นมา ตรงปลายเป็นแหวนพลาสติกสีม่วงห้อยอยู่   "นี่แหวนหมั้นที่เธอให้ผมไว้เมื่อสองปีก่อน ผมให้คุณดูเพราะเห็นว่าเราเป็นเพื่อนกันนะเนี่ย"   

    ภายใต้ความตกใจและสงสัย มาร์คัสทำเพียงมุ่นคิ้วด้วยสีหน้าลำบากใจ ท้องเริ่มปวดมวน... จากการอ่านหนังสือ เขารู้ว่ามนุษย์วัยเด็กไม่มีความคิดแยกแยะมากนัก และส่วนใหญ่ความชอบจำพวกนี้มักจะเปลี่ยนเป็นเพียงแค่ความทรงจำในอดีต

    "แต่ ... แต่เอ็มม่าเป็นมนุษย์นะแดเนี่ยล ผมไม่เคยเห็นมนุษย์คนไหนแต่งงานกับแอนดรอยด์"  

    มาร์คัสพยายามเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนใจคู่สนทนา แต่เขาทำได้แค่นี้ แดเนี่ยลมอง ก่อนจะหัวเราะออกมา

    "คุณกำลังกังวลแทนผมสินะ ดีจังเลย เพื่อนกันต้องแบบนี้สินะ แต่คุณดูสิ พวกเราไม่เห็นจะมีอะไรต่างจากมนุษย์เสียหน่อย เรามีความคิด มีอารมณ์ความรู้สึก พวกเรามีความรักได้นะมาร์คัส พระเจ้าของมนุษย์เองก็ให้ความรักมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมนี่ ท่านต้องเห็นด้วยกับความรักของพวกเราแน่!"

    หุ่นผิวแทนมองรอยยิ้มเรื่อยไปถึงแก้วตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของหุ่นอีกตัว สวยงามด้วยประกายของความหวัง คล้ายกับดวงดาวยามค่ำ   

    "แต่คนอื่นจะไม่เห็นด้วย..."

    "ฮะฮะ ถ้าคุณรักใครสักคน วันนั้นคุณอาจจะเข้าใจเอง ว่าคนอื่นไม่สำคัญเลย"

    แดเนี่ยลกล่าวอย่างอ่อนโยนแก่หุ่นที่กำลังทำหน้ายับยุ่ง พลันมาร์คัสก็เหลือบเห็นร่างเล็กของเด็กมนุษย์ซึ่งกำลังวิ่งเล่นอย่างซุกซนนั้น เข้ากระแทกภูเขากระป๋องซุปข้าวโพดที่วางเรียงเป็นภูเขาสูง เขารีบเข้าไปช่วยบังเด็กน้อยไว้จากอันตราย ขณะที่แดเนียลเข้าไปช่วยเขาอีกทีไม่ให้ของแข็งพวกนั้นหล่นใส่หัว จนนิ้วมือขาวข้างหนึ่งบิดงอผิดรูป



    ...........................................



    เรื่องหนึ่งที่ค้างคาใจมาร์คัสในช่วงนี้ คือเขาสัมผัสได้ว่าคาร์ลกำลังรักษาระยะห่างกับแคมสกี้...


    แอนดรอยด์ผิวแทนรู้ดีว่าผู้ชายที่ชื่อเอไลจาห์ แคมสกี้ไม่ได้มีนิสัยชวนคบหานัก และเจ้าตัวเองก็ไม่สนที่จะผูกมิตรกับใครด้วย โดยในที่นี้ต้องเว้นคาร์ล แมนเฟรดไว้สักคนหนึ่ง 

    ปกติเจ้าบ้านแมนเฟรดเป็นคนใจเย็น เว้นจะเจอสิ่งเร้าให้โมโหก็จะเก็บกลับมาโวยวายที่บ้านสักประโยคหนึ่งและจบ หากยังหงุดหงิดต่อก็อาจจะดื่มบรั่นดีสักเล็กน้อยก่อนจะรีบเข้านอน ตื่นขึ้นมาก็จะลืม ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

    ถึงจะอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเขา แต่มาร์คัสก็คิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์พอที่จะไปถามซ็อกแซ็กเรื่องของเจ้านาย เขาเป็นแอนดรอยด์ หน้าที่ของเขาคือทำตามคำสั่ง ไม่ใช่อย่างอื่น

    "เป็นยังไงบ้าง ไปเที่ยวกับแดเนียล"

    จู่ๆคาร์ลซึ่งกำลังทานอาหารเย็นอยู่ก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยประกายตาวิบวับ มาร์คัสชักสงสัย ว่าทำไมช่วงนี้อีกฝ่ายให้ความใส่ใจPL600เป็นพิเศษ

    "ไม่ได้ไปเที่ยวครับ แค่นัดไปซื้อของด้วยกันเพื่อส่วนลดรายจ่าย จากนั้นก็แยกย้ายกันครับ"

    "...ไม่สนุกเลย"

    "ก็ซื้อของนี่ครับ"

    หุ่นผู้ดูแลตัดบท ด้วยไม่อยากหลุดพูดอะไรจนเผยความลับเรื่องของแดเนี่ยลและเอ็มม่าออกมา กระนั้น บางสิ่งที่น่าสงสัย ก็วนเวียนรบกวนอยู่ในเมมโมรี่ และเขาคิดว่าคนที่เปี่ยมประสบการณ์ตรงหน้าน่าจะให้คำตอบกับได้ เขาเม้มปากเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวออกมา   "คาร์ลครับ แอนดรอยด์กับมนุษย์ สามารถรักกันได้ไหม ?"

    ชายชราที่เดิมอยู่ในอารมณ์ปกติกลับดูตึงขึ้น เพียงแต่ไม่แสดงอาการอะไรออกมานอกจากวางมีดและส้อมลง ลูบปลายคางครุ่นคิด 

    "ทำไมจู่ๆถึงถามล่ะ ?"

    ความกระอักกระอ่วนใจถูกโยนกลับมาทันที มาร์คัสรู้สึกเหมือนว่าตัวเองถูกจับไปยืนตรงสนามเทนนิสอีกรอบ เขาแค่เกิดความสงสัยในเรื่องแดเนี่ยล แต่ความลับของเพื่อน ก็คือความลับความเพื่อน

    "...อยากทราบน่ะครับ ถึงความเหมาะสม ความถูกต้อง..."

    คาร์ลลากเสียงอืมในคอ พยักหน้าเบาก่อนจะเริ่มอธิบายด้วยความตั้งใจ

    "มันต้องแยกเป็นหลายประเด็น อย่างความเหมาะสม มันหมายถึงคนสองคนมีอะไรคล้ายๆกัน ไม่ต้องปรับเปลี่ยนกันมาก นั่นคือเท่าเทียม จะทางหน้าตาฐานะทางสังคม ส่วนใหญ่เป็นภายนอกที่ฉาบฉวย เพราะมันเป็นเรื่องที่บุคคลอื่นมอง ส่วนความถูกต้องเป็นเรื่องของจารีต กฏหมาย เป็นมาตรฐานสังคม"

    มาร์คัสพยักหน้ารับ อีกฝ่ายเริ่มพูดต่อ   "ส่วนความรัก เป็นเรื่องภายในใจของคนสองคน ถ้าเอ่ยถึงคำนี้ จะไม่มีอะไรเข้าไปขวางได้ แม้เจ้าตัวจะรู้ว่าไม่เหมาะสมกันเลยก็ตาม อย่างที่เธอเคยได้อ่านจากหนังสือพวกนั้น"

    คาร์ลเพยิดหน้าไปยังชั้นวางหนังสือรวมกวี มาร์คัสมองตามแล้วนึกได้ถึงเนื้อในที่เคยอ่าน คีทส์... เพลโต... เชกสเปียร์... เช่นนั้นเขาค่อยๆเบ้หน้า กล่าวช้าด้วยเสียงทุ้มเบา

    "พวกนั้นเต็มไปด้วยโศกนาฎกรรม..."

    คนฟังหลุดขำก่อนเอ่ยกลอนขึ้น มาร์คัสจำได้ว่ามันเป็นของจอห์น คีทส์ แต่ไม่สามารถเดาได้ว่าคาร์ลต้องการสื่อถึงอะไร


    ............................................


    Beauty is truth, truth beauty,—that is all
                    Ye know on earth, and all ye need to know.


    หลังจากที่ส่งชายเจ้าของบ้านเข้านอนในเวลาปกติ เขาก็กลับมานั่งยังห้องนั่งเล่นที่ปิดไฟจนมืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านม่าน ดวงตาสีเขียวทองจับจ้องนิ้วมือข้างหนึ่งที่กระตุกไม่หยุดคล้ายไฟฟ้าลัดวงจร

    เพราะว่าแดเนี่ยลวิตกกับพาร์ทนิ้วที่เสียหายจนLEDเปลี่ยนเป็นสีแดง เขาจึงแลกชิ้นส่วนตัวเองกับเพื่อน โชคดีที่เขาเข้าออกห้องซ่อมบ่อยจนรู้วิธีถอด และมันยังเข้ากันได้ แม้ว่าฝ่ายนั้นจะกลับบ้านอย่างโล่งใจ แต่มาร์คัสก็ต้องมานั่งกลุ้มกับความเสียหายนี้แทน

    เขาเพิ่งถูกยกเครื่องซ่อมทั้งตัวมายังไม่ถึงเดือน กลับต้องมาพังอีกแล้ว อยากจะทำเนียนใช้งานไปเรื่อยๆแต่คิดอีกที หากเขาถูกคาร์ลไปเล่นกีฬาอะไรหนักๆเข้า มันอาจจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้ มาร์คัสจึงลองโทรถามคุณโคลอี้ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลงานในบริษัท ขอให้เธอช่วยส่งอะไหล่ตกเกรดสักชิ้นมาให้ แต่คำตอบของเธอ กลับทำให้เขารีบถลันตัวออกไปนอกบ้าน

    ['เหมือนว่าช่างประจำตัวเธอ เขาจะไปหาเธอนะ']

    ภายใต้ท้องฟ้าและความเงียบของยามค่ำ เขาเห็นบูกัตติ เวย์รอนสีคาร์บอนคันหนึ่ง ดับเครื่องจอดอย่างนิ่งสงบอยู่บนถนนเยื้องหน้าบ้าน เมื่อแอนดรอยด์สาวในชุดเดรสสีนวลที่เรียบหรูเข้ารูปเปิดประตูและก้าวออกมา เขาก็แน่ใจทันทีว่าอีกคนที่นั่งอยู่เป็นใคร

    "ผมไม่รู้ ว่าพวกคุณจะมา"   มาร์คัสบอกโคลอี้ที่เดินตรงมาหา

    "คาร์ลโทรบอกฉันเมื่อหัวค่ำค่ะ ว่ามือคุณดูผิดปกติ ฉันเลยบอกเขาไป"   เลขาสาวหันไปทางรถนิดหนึ่ง   "ไปคุยกับเขาหน่อยไหม"

    เป็นการถามที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ โคลอี้เปิดรถฝั่งที่เธอเพิ่งนั่งเมื่อครู่ให้ แสงไฟนวลตาในรถถูกเปิดให้สว่างขึ้นอีกครั้ง ฉายลงบนร่างของคนที่ไม่ได้เห็นและได้ยินเสียงมาเกือบเดือน 

    ความประดัดประเดิดเกิดขึ้น จนแคมสกี้ใช้ปลายนิ้วเคาะลงตรงเบาะให้อีกฝ่ายลงมานั่งเคียง แอนดรอยด์หนุ่มค่อยๆนั่งลง และเมื่อประตูรถปิด ไฟที่สว่างเมื่อครู่พลันดับลง เขาก็มวนท้องเหมือนว่าเดดแมตช์กำลังจะเริ่ม แน่นอนว่าเป็นเพราะฝ่ายนั้นเอาแต่นั่งนิ่งไม่พูดอะไร มาร์คัสจึงต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

    "ผมแค่ไม่อยากกวนคุณ"

    "อืม"

    "วันนั้น ที่รีบกลับไปแต่เช้าด้วย..."

    "ฉันรู้ ...ไม่เป็นไร"   

    ประธานหนุ่มวางนิ้วมือกดเปิดไฟภายในห้องโดยสารให้สว่างอีกครั้ง แล้วนำมือหุ่นข้างกายมาพินิจใกล้ เขาวางมือนั่นบนหน้าขาตัวเอง ก่อนหยิบกล่องเครื่องมือขึ้นมาทำงานด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง   "ทีหลัง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม อย่าเอาชิ้นส่วนของนายไปเปลี่ยนให้ใคร"

    "พอดีเพื่อนผม เขาช่วยผมจนนิ้วหัก ก็เลย..."

    "ฉันสั่ง"

    เสียงนั้นเข้มขึ้นจนทำให้ผู้พูดเม้มปากเงียบ แคมสกี้หายใจเข้าลึก หลังจากนั้นจึงปรับเสียงพูดให้อ่อนลง   "...นายเป็นของคาร์ล ดูแลตัวเองให้ดี"   

    "...ครับ"

    ชายหนุ่มไม่คิดหรอกว่าการรับปากนั่นอีกฝ่ายจะทำได้ เขาพูดขึ้นอีกครั้งระหว่างเก็บอุปกรณ์ช่างลงกล่องตามเดิม

    "เสร็จแล้ว ขยับให้ฉันดูหน่อย"

    "อ้ะ ใช้ได้เป็นปกติแล้วครับ"   มาร์คัสยิ้มบอก พลางชูนิ้วกลางขยับขึ้นลงให้ดูอย่างยินดี ขณะที่คนซ่อมได้แต่หรี่ตามองภาพที่สุดแสนไม่เข้ากันตรงหน้า

    "....."

    "ครับ?"

    "ไม่มีอะไร"   

    แคมสกี้กลั้นยิ้ม ประสานมือตัวเองเก็บไว้ให้อยู่เฉยบนหน้าตัก มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่โหยหาราวเอื้อมสัมผัสไปถึงความน่าเอ็นดูตรงหน้า   "หลายครั้ง ฉันอยากมาหานาย ...แต่ก็รู้สึกว่าไม่ควรมา"   

    "เพราะอะไรเหรอครับ?"

    "มันไม่มีเหตุผลมากพอให้มาน่ะ"

    "คุณมีเหตุผลด้วยเหรอครับ?"

    หุ่นผิวแทนถามซื่อๆ ทำเอาคนถูกถามหัวเราะเอนไปอิงเบาะด้านหลังกับการว่าซึ่งหน้า มาร์คัสรีบแก้คำพูดใหม่   "ผมหมายถึง ผมก็เห็นคุณอยากมาที่นี่ก็มาน่ะครับ ไม่เห็นต้องมีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ"

    "นั่นสิ ที่จริงฉันไม่ค่อยมีเหตุผลหรอก แต่บางทีมันก็นึกอยากมีบ้าง"   ประธานหนุ่มยิ้มกล่าว ราวกับไม่ได้ยินคำพูดที่อุตส่าห์แก้ไขใหม่ เขาเอียงหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มเริ่มจางลง   "ไม่อยากรู้เหรอ ว่าทำไมฉันถึงไม่รีบซ่อมนายให้เสร็จ"

    "ผมคิดว่าคุณยุ่งอยู่ และผมน่าจะรอได้"   มาร์คัสหลุบตาลงแล้วค่อยๆกล่าว ด้วยเสียงที่พอได้ยินกันลำพังในสถานที่แคบๆ   "หกเดือนมันสั้น ผมแค่หลับไปไม่ได้รู้สึกแตกต่าง ถ้าจะมีเรื่องเสียดาย ก็ตรงไม่ได้ไปงานแต่งงานคุณ"

    "อยากเห็นงานแต่งงานของมนุษย์เหรอ?"

    "เปล่าครับ ผมแค่อยากเห็นคุณตอนมีความสุข"   

    แอนดรอยด์หนุ่มยิ้มตอบ ดวงตาสื่อตรงมีเพียงความหวังดีที่บริสุทธิ์ มือประดิษฐ์ข้างที่เพิ่งหายดีวางลงบนแผ่นแก้มเย็นของมนุษย์   "คุณดูเหนื่อย ผมไม่รู้ว่างานคุณเยอะแค่ไหน แต่ผมรู้สึกว่าบ้านแมนเฟรดเป็นที่พักผ่อนของคุณ ผมไม่รู้ว่าคุณมีปัญหาอะไรกับคาร์ลหรือเปล่า แต่เดี๋ยวผมจะช่วยพูดกับเขาให้ แล้วถ้าวันไหนคุณอยากพัก โทรบอกผม ผมจะเตรียมมื้อเย็นไว้"

    แคมสกี้หลับตาลงชั่วครู่ ความรู้สึกติดขัดในอกกำลังทลายลงมา ให้เกิดเสียงสะท้อนที่ชวนร้องไห้ ทว่ามันก็ถูกกลบไปด้วยรอยยิ้มที่สร้างขึ้นมาเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าเขาปกติดี แต่เมื่อมาร์คัสค่อยๆประคองศีรษะอีกคนมาวางบนบ่าอีกฝ่ายเพื่อสวมกอด ความหลอกลวงทุกอย่างก็ถูกหยุดลง ตอนนี้ทั้งโลกไม่มีใครเห็นเขา เหมือนกับเมฆก้อนใหญ่ที่พัดเคลื่อนมาบังดวงดาว

    มาร์คัสพิเศษ ... 
    เป็นคำเพียงไม่กี่คำที่เขาไม่ต้องโกหก

    พิเศษ แม้จะรู้อยู่แก่ใจ ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงสิ่งของที่ถูกเขาประกอบขึ้นมากับมือ

    ในความเงียบ ประธานหนุ่มค่อยๆกดจูบเบาที่ผิวลำคอที่เปิดโล่งพ้นเสื้อคอกว้างตรงหน้า เรียกเสียงสูดหายใจลึกของอีกฝ่าย ผิวหน้าของมาร์คัสเริ่มเรื่อสี อุณหภูมิบนจุดที่ถูกสัมผัสเพิ่มสูงขึ้น แอนดรอยด์ผิวแทนรีบเอนกายหนีจนแผ่นหลังติดกับประตูรถ

    "คุณแคมสกี้ครับ ผมว่ามันดูไม่เหมาะ..."

    "อะไรคือไม่เหมาะ? นายเคยทำกับฉันมาแล้ว"

    "ตอนนั้นคุณแค่อยากบอกผม แต่นี่มันไม่เกี่ยวเลย"

    "...."

    "...."

    "มาร์คัสฟังฉัน"   แคมสกี้หรี่ตาลงมอง แล้วพูดเนิบๆขณะใช้นิ้วคลายเทคไทที่คอตัวเอง   "นี่เป็นคำสั่ง 'ห้ามหนี'"

    "!?"

    สิ้นเสียงกล่าว มาร์คัสก็รู้สึกว่าแขนขาตัวเองไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาทันใด เย็บวาบไปทั้งตัวราวใครเอาน้ำเย็นถังใหญ่ราดใส่กับการพันธนาการด้วยคำพูด ในบางจังหวะที่สติติดๆดับๆคล้ายทีวีสัญญาณไม่ดี คนตรงหน้าประกบริมฝีปากเขาอย่างแผ่วเบา

    ไม่ได้รังเกียจ แต่หน่วยประมวลเหตุผลแจ้งเตือนเขาว่าเรื่องตรงหน้าไม่ควรเกิด หลังจากริมฝีปากนุ่มสัมผัสกันเพียงเสี้ยววิ ประตูที่มาร์คัสพิงอยู่ก็ถูกเปิดออก พาให้ร่างแอนดรอยด์ที่พิงมันอยู่ หงายหลังกลิ้งไปกองกับพื้น

    "มาร์คัส กลับเข้าบ้านค่ะ"

    โคลอี้สั่งเสียงเรียบ และไม่ต้องรีรอ ร่างกายที่ตอบสนองกับเสียงของอีกฝ่ายก็วิ่งไป โดยไม่หันกลับมามองชายอีกคนที่กำลังลูบหน้าตัวเองแรง   "จะถูกเกลียดเอานะคะ" 

    "ฉันชินกับการถูกเกลียด"   

    แคมสกี้เคลื่อนกายกลับไปยังที่นั่งตัวเอง เขาหันหน้าไปอีกทางแล้วพึมพำเบา ระหว่างที่เลขาสาวคีย์เส้นทางตรงจอคอมพิวเตอร์   "...ขอบใจ"

    "ยินดีค่ะ"

    หลังคำกล่าว รถราคาแพงคันนั้นก็แล่นออกไป มาร์คัสซึ่งมองตามจากหลังรั้วบ้านได้แต่เม้มปากทำหน้าปุเลี่ยนใส่


    ...............................................


    TBC



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in