Harry P fictiontomei_tan
[fic Hp]Second full moon #26
  •  

     

     

     

     

     

     

     


     

     

    ยามเย็นที่มืดมิดราวกับราตรี ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆสีทึมทึบ  ท่ามกลางหิมะโปรยปรายลงมา ดุจนางฟ้าเริงระบำสร้างอากาศให้หนาวเย็นกระทั่งลมหายใจยังแลเห็น  เราสองคนเริ่มบทสนทนาที่ไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้

    จะหนีเหรอ ?”

    ใช่  จะหนี”   

    คนในห้องตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง

    คิดเหรอจะหนีพ้น  ถ้าถูกจับได้อาจจะตายก็ได้นะ ถึงอย่างนั้นก็ยังอยาก จะหนีอย่างนั้นเหรอ ?”

    ใช่”   

    เด็กหนุ่มตรงหน้ายังพูดชัดถ้อยคำ  แววตาอันแสนดื้อดึงทำให้เราสรุปได้ว่าคนๆ นี้ช่างโง่บัดซบจริงๆ   ผมจะหนี...ที่นี่ไม่ใช่ที่ๆ ผมควรจะอยู่”   

    แล้วเขาก็ยิ้มน้อยๆ เหมือนกำลังเย้ยหยัน  

    คุณเองก็เช่นกัน

    เด็กน้อยที่ถูกขัง....คำพูดของเขา...แววตาของเขา....เหมือนกำลังจะฉุดขาเราให้ลงมาจากปลายผาสู่เหวลึก...บางอย่างกำลังถูกกระชาก....ศักดิ์ศรี?

    นี่เป็นที่ของฉัน

     

     .......................................

     

    ลูเซียสค่อยๆ เกาะกำแพงพยุงตัวให้ลุกขึ้นยืน  มือเปื้อนเลือดฉาบทับผิวผนังให้เป็นสีแดงสดทับสีเดิม เขาสะบัดหัวเล็กน้อยให้ผมที่ยุ่งเหยิงออกจากลานสายตา  ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะนึกถึงอดีตเอาตอนกำลังต่อสู้

    เรามาทำอะไรอยู่ที่นี่นะ ?'

    มันเริ่มที่ตรงไหน...มันผิดที่ตรงไหน...เขาก็แค่ทำสิ่งที่ควรทำ...โลกของพ่อมด-แม่มด  โลกที่ไม่เจือปนด้วยเลือดของมักเกิ้ล...ถึงสุดท้ายจะเหลือพวกเราเพียงน้อยนิด...แต่ก็ยังอยู่...

    ....สุดท้ายจะเหลืออยู่น้อยนิด....

    ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเมื่อรู้ถึงบางสิ่งที่ซ่อนไว้  นัยน์ตาสีฟ้าหม่นที่พร่ามัวฉายแววเศร้า  เขาพลาดเสียแล้ว ...อย่างมิอาจหวนคืนให้เริ่มต้นใหม่ได้  เบรา ทริกซ์ค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ร่างที่บาดเจ็บอย่างไม่รีบร้อน  

    "หนีไปหนีมาอย่างกับหนูท่อ สุดท้ายก็สิ้นท่า  โอ้ย!ดูนายตอนนี้สิ ! มิสเตอร์มัลฟอยไม่เหลือมาดคุณชายคนเก่งในอดีตเลย นี่แหละบทสรุปของผู้ทรยศ ฮะ ฮะ ฮะ"   

    ไม้กายสิทธิ์ที่ชี้ตรงมากำลังไหวเพราะแรงหัวเราะ ลูเซียสยกมุมปากขึ้นยิ้ม

    "ผู้ที่ทรยศไม่ใช่ฉัน  แต่เป็นเลือดสีโคลนที่เธอแสนเคารพต่างหาก"

    "ก...แก มัลฟอย...แก...กล้าดูถูกนายท่าน..."   

    มือเธอกำไม้กายสิทธิ์แน่นด้วยความโกรธ แน่นเสียจนได้ยินเสียงกำไรสีสวยกระทบกัน  ใบหน้างามบิดเบี้ยวและเปลี่ยนสีเป็นแดงก่ำ ริมฝีปากซีดสั่น   

    "ปล่อยไว้ไม่ได้...โทษของแกคือตาย...ตายสถานเดียว"

    ในจังหวะเดียวกับที่เบราทริกซ์กำลังสะกดเวทเรียกความตาย  ร่างใหญ่ของนากินีก็ร่วงลงมากั้นกลางขวางพวกเขาทั้งคู่ไว้  ฝุ่นผงที่สะสมไว้นานแรมปีตลบอบอวลขึ้นมาอีกคราเกิดเป็นม่านหมอกสีหม่นแสบตาและจมูก ลูเซียสรีบใช้โอกาสนี้ล่าถอยแต่หญิงสาวเองก็ไม่คิดจะปล่อยให้เขาหนีง่ายๆ แล้วดาบยาวสีเขียวมรกตก็หล่นตามลงมาปักพื้นทางด้านหลัง เธอมองขึ้นไปด้านบนแล้วกรีดร้องอย่างเสียขวัญเมื่อพบว่าพื้นห้องชั้นสามหายไป

    "นายท่าน ! นายท่าน !"   

    เธอรีบถอดผ้าคลุมสีเข้มห่อตัวดาบไว้แล้วหายตัวจากไป  ชายหนุ่มถอนหายใจโล่งอกก่อนจะถอดผ้าคลุมทิ้ง  สำหรับคนบาดเจ็บมันหนักราวกับมันทอด้วยใยหิน เขาเปะปะควานหายาสมานแผลและเทมันลงลวกๆ ไปตรงที่เขาคิดว่ามันน่าจะมีแผลอยู่ ก่อนจะเริ่มเดินต่อ...เขาต้องหนีจากที่นี่...

    สุดท้ายร่างสูงก็ล้มลงและสลบไป


     .............................................

     

    โธ่เว้ยไอ้หนูผีนี่ !

    ซีเรียสสบถอย่างหัวเสีย เมื่อต้องเสียเวลามาสู้กับชายอ้วนหัวเถิกปีเตอร์-เพ็ตตริกรู  เพื่อนในอดีตและศัตรูในปัจจุบันจนไม่สามารถเข้าไปช่วยแฮร์รี่ที่กำลังถูกฝังร่างไว้ตรงผนังของชั้นลอย จนมองไกลๆ เหมือนมีไม้กางเขนยักษ์ประดับจากคาถาของคนที่จะทำยังไงลูกทูนหัวเขาก็ไม่มีทางต่อกรด้วยได้

     ถึงแม้จะไม่มีพลังอยู่กับตัว แฮร์รี่ก็ยังอุตส่าห์ใช้หมัดลุ่นๆ เข้าสู้ เด็กหนุ่มรู้ดีว่าคนเราสามารถฆ่ากันตายได้โดยใช้หมัดอย่างเดียว แต่เขาไม่ได้ต้องการฆ่า      เขาแค่อยากให้อีกฝ่ายสลบๆไปซะ จะได้จบเรื่องที่เหมือนกับฝันร้ายยามค่ำนี่เสียทีมันได้ผลดีในช่วงแรก กระทั่งริดเดิ้ลร่ายเวทใส่ร่างเด็กหนุ่มให้กระเด็นแนบติดกับกำแพงเช่นนี้ ร่างสูงยืนนิ่งก่อนจะคายฟันกรามลงบนฝ่ามือ  แล้วจึงตวัดนัยน์ตาสีแดงสดขึ้นจ้อง  แฮร์รี่เห็นท่าทางตกใจของอีกฝ่ายแล้วก็หัวเราะขำอย่างไม่เกรงกลัว

    คงกินข้าวไม่อร่อยไปอีกนานเลยแหละท่านลอร์ด

    ใบหน้าเย็นชาที่มีสีเพิ่มขึ้นเป็นหย่อมๆ เริ่มมีรอยยิ้มร้ายประดับ เขาคว้าเข้าที่คอแฮร์รี่แล้วออกแรงบีบกรามเด็กหนุ่ม  

    รู้ไหมผมไม่ค่อยได้กินข้าวหรอก มันไม่ค่อยมีสารอาหารอย่างที่ต้องการ

    ต้องกินขยะหรือไง ?”   

    เด็กหนุ่มยังคงยียวน  ริดเดิ้ลหุบยิ้มก่อนจะถอนมือออกแล้วเบือนหน้าไปอีกทางพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย จากนั้นจึงกลับมาเหวี่ยงหลังหมัดใส่แก้มซ้ายผู้ที่ถูกตรึงเสียหน้าหัน

    การใช้หมัดมันง่าย  แต่มันดูไร้การศึกษาว่าไหม ?”  

    ชายหนุ่มพูดช้าๆ พร้อมกับสะบัดข้อมือให้หายเจ็บ  สายตามองไปทางซีเรียสและปีเตอร์แล้วจึงยกไม้กายสิทธิ์ขึ้น มือของริดเดิ้ลเหมือนไม่มีกำลังแม้กระ ทั่งจะถือมันให้มั่น แต่แววตาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ  แฮร์รี่ไม่คิดเสี่ยงว่ามันจะแม่นโดนพ่อทูนหัวเขาในทีเดียวหรือไม่ จึงรีบตะโกนท้าเรียกร้องความสนใจ

    เฮ้ !  คู่ต่อสู้ของนายคือฉันไม่ใช่เหรอ !?”

    และได้ผล...ริดเดิ้ลเหลือบมองด้วยหางตา   

    แฮร์รี่...หนูในสายตาของแมว  มันไม่เห็นว่าเป็นแมวด้วยกันหรอกนะ

    ...เพียงแค่จ้องมา ร่างของเด็กหนุ่มก็ถูกเบียดให้ติดเข้ากับกำแพงยิ่งขึ้นจนเขารู้สึกว่ากระดูกและข้อต่อกำลังเคลื่อนที่ เขารู้จักมันดีตั้งแต่เด็กพลังที่ไม่ต้องอาศัยการร่ายคาถาแบบนี้...มันมักจะเกิดขึ้นตอนเขาโกรธจนสติหลุด...

    “...มันไม่เห็นว่าเป็นหนูเสียด้วยซ้ำ...อย่างมากก็เป็นแค่ อาหาร’ หรือไม่ก็ของเล่น’ ...”   

    นัยน์ตาสีสดจ้องตรงมา  มือที่เย็นเชียบราวซากศพจับใบหน้าอันเยาว์วัย   

    คุณเห็นตรงไหนของคุณเสมอภาคพอจะเสนอตัวเป็นคู่ต่อสู้ของผม หืม แฮร์รี่-พอตเตอร์  อย่าสำคัญตัวผิดสิ คุณมันก็แค่ของเล่นที่ผมนึกอยากจะฆ่าตอนไหนก็ได้  แม้แต่ตอนที่คุณกำลังซุกตัวซ่อนอยู่ใต้ปีกของดัมเบิลดอร์ก็เถอะ เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา  จะฆ่าคุณทำไมถ้าผมจะไม่ได้พลังกลับคืนมา”  

    เขาดันคางของเด็กหนุ่มขึ้น  เส้นเลือดตรงเนื้ออ่อนบริเวณคอเห็นเด่นชัดขึ้นจากความตื่นกลัว  

    มองดูฟากฟ้าสิ  พระจันทร์และดวงดาวที่คุณจะได้เห็นในค่ำคืนสุดท้าย

    เสียงที่แฝงไปด้วยมนต์สะกดกำลังขับกล่อมเขา  พระจันทร์ดวงกลมโตฉายชัดอยู่ในดวงตา  วันนี้พระจันทร์สีเข้มขึ้นจนเป็นสีส้มแดง แล้วแฮร์รี่ก็เห็นร่างของแม่มดสาวคนหนึ่งกระโดดลงมาจากรูตรงหลังคาพร้อมกับห่อผ้าในมือ ทางเข้าห้องนี้ได้ดูจะมีแต่ตรงนั้นที่เดียวเท่านั้น  ริดเดิ้ลมองเบราทริกซ์วิ่งเข้ามาคุกเข่าใกล้ก่อนจะยื่นห่อผ้าให้ ในนั้นเป็นดาบยาวส่งประกายสีมรกต  เธอพูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

    นายท่านคะ  ดาบของท่านสลิธีริน

    ใช่  ขอบใจมาก”   

    เขาตอบแต่ไม่ได้รับดาบกลับมา  กลับจับข้อศอกของอีกฝ่ายเป็นเชิงให้ลุกขึ้น  เด็กหนุ่มรู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายถือมันไม่ไหวเลยไม่ยอมรับมัน  

    และขอบใจสำหรับความจงรักภักดีที่มีให้เสมอมา”   

    ริดเดิ้ลพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจนรู้สึกเคลิบเคลิ้มตามไปด้วย  เบราทริกซ์เดินเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่ม มือหนาสัมผัสปิดตาเธออย่างแผ่วเบา แฮร์รี่ที่ตกอยู่ในสภาพกึ่งหลับ ปรือตามองริดเดิ้ลกำลังก้มหน้าเข้าไปในซอกคอของหญิงสาวและสะดุ้งตกใจตื่นทันทีเมื่อเธอกรีดร้อง เด็กหนุ่มเห็นเธอกำลังดิ้นจนร่างกระ ตุกอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย เธอหนีไม่พ้นทั้งที่ตัวชายหนุ่มเองก็ใช่ว่าจะมีแรงสู้รบกับใครได้

    ...แล้วริดเดิ้ลก็คลายวงแขนออก  ทิ้งให้ร่างของเธอหล่นไปนอนบนพื้น...

    ...ไม่มีลมหายใจ...

    "รู้สึกมันเติมเต็มได้น้อยลงยังไงก็ไม่รู้"   

    จอมมารหนุ่มรำพึงแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดคราบเลือดออก แฮร์รี่เห็นแล้วอยากจะอาเจียนถึงเด็กหนุ่มจะเกลียดเบราทริกซ์ก็เถอะ แต่ให้มาเห็นเธอตายในสภาพนี้ก็เหลือรับเหมือนกัน  นี่ถ้าเธอมาช้าเกินไปสักนาที  คนที่ต้องลงไปกองอาจจะเป็นเขาแล้วก็ได้

    "นายมันไร้หัวใจหรือไง...ทำร้ายทุกคน..ทั้งคนที่นายรัก และคนที่รักนาย"

    ริดเดิ้ลมีสีหน้าแปลกใจกับคำพูดของเด็กหนุ่ม แล้วค่อยหัวเราะขำเหมือนเด็กๆ จนเผลอคิดไปเองว่าคนตรงหน้าช่างดูธรรมดาเหลือเกิน  สักพักเขาก็หยุดทิ้งช่วงครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ   

    "ผมไม่รู้จักคำว่า รัก’ หรอกแฮร์รี่..."  

    นัยน์ตาสีแดงเข้มขึ้น  รอยยิ้มเลวร้ายค่อยๆ ปรากฏ   

    "แต่ผมรู้จักคำว่า 'ทำร้ายดีทีเดียว"

    ชายหนุ่มพยายามจับดาบขึ้นมาอีกครั้ง  แต่มันยังคงหนักไปสำหรับเขา ริดเดิ้ลจึงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าศัตรูอีกครา  

    "จริงๆ แล้วผมว่าผมก็ไม่ไร้หัวใจสักเท่าไหร่  ตอนที่ผมฆ่าพ่อและแม่ของคุณ...ผมก็ยังจะฆ่าคุณตามไปด้วย"  

    แฮร์รี่กัดฟันกรอดแต่ฝ่ายตรงข้ามไม่สนใจ  

    "...ผมสะเพร่าเองที่ทำให้พลังส่วนสำคัญของผมถ่ายเทไปยังคุณ  ผมเลยว่าจะชดใช้คุณโดยการทำให้คุณได้ตายในมือของคนที่คุณรัก  แต่คุณกลับปฏิเสธความปรารถนาดีของผม"

    "ดีกับผีสิ"   

    เด็กหนุ่มชักอยากจะด่าคนตรงหน้าให้หูหลุด แต่มันติดที่ว่าเขาโมโหจนไม่รู้จะพูดอะไรดีแล้ว  ริดเดิ้ลยิ้มให้แล้วยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นมา

    "ผมจะพูดด้วยแบบมีหัวใจเป็นครั้งสุดท้าย ของที่ยืมไปก็ต้องคืนเจ้าของ ความจริงผมจะกินคุณโดยตรงแล้วให้พลังกลับคืนมายังผมก็ได้  ถึงจะไม่ครบนักแต่ก็ยังดีกว่าไม่มี  แต่คิดไปคิดมาผมว่าผมยังไม่อยากกินขยะ ดังนั้นคุณต้องตายด้วยดาบแล้วพลังของคุณจะส่งกลับคืนมาที่ผม แต่อย่างที่คุณเห็น...แรงของผมยังไม่กลับมา  ดังนั้นคุณคงต้องทำเองเสียแล้วล่ะ  แต่ไม่เป็นไรผมจะคอยช่วยบังคับคุณให้เล็งไปที่คอ มันค่อนข้างอ่อน  คิดว่าด้วยแรงของคุณครั้งเดียวก็คงขาด ถ้าไม่ขาดก็ซ้ำ...ไปเรื่อยๆ  คงจะทรมานน่าดูเลยทีเดียว ฮะ  ฮะ  ถ้าไม่อยากเจ็บก็อย่าฝืนก็แล้วกันทำตัวสบายๆ"

    ภาพไม้กายสิทธิ์โบกสะบัดสะท้อนอยู่ในดวงตาสีเขียวมรกต  แฮร์รี่นึกถึงคำพูดของพ่อทูนหัวและฮังที่บอกว่าอย่าไปฟังคำพูดใดๆของคนตรงหน้า เขาพยา ยามต่อต้านมัน แต่มันกลับยิ่งเด่นชัดขึ้น  อาจารย์สอนปรุงยาเคยบอกเขาว่าไม้กายสิทธิ์เป็นเพียงองค์ประกอบ คำพูดและสมาธิต่างหากที่ก่อกำเนิดเวทมนต์

    ...ฉันต้องไม่แพ้...

    ...และต้องพาศาสตราจารย์กลับไป...

    ความคิดที่เลือนหายไปจากหัวพร้อมกับเสียงทุ้มละมุนของริดเดิ้ล ค่อยๆ กลับคืนมา จะรู้ตัวอีกทีก็กำลังกุมด้ามดาบอยู่  รู้สึกชาทั้งตัว แต่ภาพสุดท้ายก่อนที่สมองเขาจะว่างเปล่าอีกครั้ง คือสีหน้าและแววตาที่ดูตื่นตระหนกของลอร์ดโวลเดอร์มอร์

     

     .....................................

     

    นับตั้งแต่วันนั้น...วันที่รู้จักกับความโศกเศร้าที่ไม่มีที่ระบาย

     

    ...แม้เวลาผ่านไปจะนานเท่าไร....เลือดบนมือยังคงหลั่งไหล...

     

     “เซเวอร์รัส...ทำไมคุณไม่มองผมบ้าง

    แล้วคุณล่ะ...”   

    เด็กหนุ่มค่อยๆ หันมาช้าๆ มุมปากกระตุกยิ้มเยาะก่อนจะถามกลับ   

    คุณกำลังมองใคร ?”

     

    เขาไม่ใช่ท่านผู้นั้น...และท่านผู้นั้นก็ไม่ใช่เขา

     

    เรา...รู้ดี...แต่ว่า...

     

     .................................

     

    ของเหลวสีแดงยาวเป็นทาง

    แสงไฟสีทองกระพริบส่อง

    แวววาว...แวววาว ท่ามกลางห้องโถงสีหม่น

    ทั้งดวงตา...ดวงใจขาวพิสุทธิ์

     

    ยามตื่น....ทุกอย่างจะเป็นจริง...สิ่งที่สัมผัสได้คือความจริง

    แล้วทำไมสำหรับผมแล้ว....คุณยังเป็นความฝันอีกนะ

     

    เส้นแบ่งระหว่างโลกของผมกับของคุณมันบางราวกระดาษ  แต่กลับผ่านได้ยากราวกับเหล็กกั้น

     

    ตื่นเถอะท่านที่รัก...ให้ความฝันในโลกแห่งความจริงกับผม

     

     

     

    ใจเอยกำลังร่วงหล่น  ความอ้างว้างกัดกร่อนกลืนกิน

     

    ...ในสถานที่สีขาวสว่าง  มีผู้คนมากมาย...

    ...แต่กลับว้าเหว่เหลือเกิน...

    ...ฉันไม่รู้จักใคร...อะไร...

    ...กระทั่งตัวเอง...

     

     ...................................

     

    "ไอ้โง่นี่นั่งเกะกะลูกตาจริง  ข้าวไม่เหมาะกับคนโง่หรอก"

    บางสิ่งกำลังพูดกับเขา  บางอย่างกำลังปัดชามข้าวของเขา  เสียงหัวเราะแหลมน่ากระอักกระอ่วนดังขึ้นรอบตัวเด็กชายตัวผอมเกร็ง ที่กำลังนั่งคุดคู้อยู่มุมหนึ่งของห้องสีขาวสว่างจ้าจนต้องดึงผมลงมาบังแสง

    บางสิ่งกำลังไล่คนพวกนั้น  บางอย่างกำลังปลอบใจเขา  เสียงถอนหายใจเกิดขึ้นเมื่อเขาไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ

    คำพูดที่ไม่เคยเริ่มเกิดเมื่อไม่มีใครสอน  และไม่มีใครสนใจหากเขาจะพูดหรือไม่พูด  กลุ่มคำที่น่ารังเกียจ...กลุ่มคำที่น่าขยะแขยง เด็กน้อยไม่เคยรู้ว่าตัวเองชื่ออะไร  ไม่มีใครเรียกชื่อ และไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชื่อไว้ทำไม  เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน 

    ภาพที่เห็นเหมือนในหนังสือ  นี่คือร้านขายสัตว์เลี้ยง  จะมีบางสิ่งมาพาเสียงหนวกหูออกไปจากที่นี่ เวลาบางสิ่งมา  บางอย่างรอบตัวจะเปลี่ยนไป พวกที่ชอบหนวกหูจะทำตัวสงบเสงี่ยม  แต่พวกที่ชอบทำตัวสงบเสงี่ยมจะทำตัวหนวกหูมากขึ้น

    ...หนังสือภาพบอกว่าสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติจะผุพังย่อยสลายไปเองตามกาลเวลา...

    ...เขากำลังรอให้ตัวเองย่อยสลาย...

    แล้วจู่ๆ บางอย่างก็จูงมือเขาออกไปยังห้องๆ หนึ่ง  บางสิ่งนั่งรอเขาอยู่บนโซฟา เสียงไม่พอใจดังขึ้นโดยรอบ  เสียงที่น่าคลื่นไส้

    "สวัสดีคุณพ่อกับคุณย่าสิจ๊ะ  ทอม"

     

    ...นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้ชื่อของตน...

     

                ...................................



    ...เสียงอันแสนเลวร้ายมีอยู่ทุกที่  จากที่หนึ่ง...สู่ที่หนึ่ง...

     

    "ให้ตายเหอะ !  เจ้าเด็กนี่มันโง่บรมเลย ! ไม่น่าเชื่อว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจะเลี้ยงให้มันโตขึ้นมาได้จนถึงป่านนี้ !  พูดก็ไม่ได้ !  ชื่อตัวเองก็ไม่รู้ !  ทำอะไรเองก็ไม่เป็นสักอย่าง !"  

    หญิงคนหนึ่งตะโกนให้ชายวัยกลางคนบนเก้าอี้รถเข็นฟังอย่างเดือดดาล   

    "คิดจะใช้เจ้านี่สืบสกุลเหรอ ?  ไปซื้อหมามาเลี้ยงยังจะดีเสียกว่า !"

    "ก็จะให้ทำยังไงเล่า ในเมื่อผมเป็นอัมพาตครึ่งตัวแบบนี้  จะรับลูกบุญ ธรรมอื่นมาเลี้ยงก็ไม่ได้รัฐเขาตรวจสอบรู้ !   แม่อยากได้ผู้สืบสกุลถึงจะเป็นเลือดปี ศาจก็เถอะ !"

    "แต่ตอนนี้แม่ของคุณก็แก่ตายไปแล้วนะ  คุณจะรับเลี้ยงไอ้เด็กพรรค์นี้ไว้อีกเหรอ !?"

    เด็กหนุ่มตัวผอมนั่งกอดเข่าอยู่นอกบ้าน ใบหน้าใสมีรอยฟกช้ำทั้งเก่าและใหม่ผสมกัน  นัยน์ตาสีดำใสราวลูกกวาง มองก้อนขนมปังที่สะสมไว้ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วก่อนที่ย่าของเขาจะตาย บางทีสองสามีภรรยาใจร้ายจะหลอกเขาไปทิ้งไว้ในป่าแบบฮันเซลและเกรเทล แต่มันไม่เหมือนตรงที่เวลานี้มีแต่เขาที่ต้องเผชิญหน้าอยู่ตามลำพัง...

    และถึงเขาจะกลับมาที่นี่ถูก...เขาก็ไม่มีความหมายที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป  เขาควรจะอยู่ที่ไหนนะ

    ...แล้วนกฮูกตัวหนึ่งก็ร่อนลงมาหาเขา  พร้อมกับจดหมายเชิญเขาไปยังปราสาทที่สวยหรู...

     

    .........................................

     

    โรงเรียนพ่อมด - แม่มด ช่างไม่ต่างอะไรกับที่เห็นในหนังสือภาพ  เป็นที่รวมและบ่มเพาะเหล่าปีศาจตัวน้อย แล้วพอโตขึ้น คนพวกนี้ก็จะออกไปสร้างบ้านขนมหวาน  หลอกล่อและจับกินผู้คนที่ไร้เดียงสา

    เหม็นกลิ่นของพวกเลือดสีโคลนเป็นบ้า

    ทำไมหมอนี่ต้องมาอยู่บ้านสลิธีรินด้วยนะน่าจะอยู่ฮัฟเฟิลพัฟมากกว่า !

    ...เมื่อไหร่ร่างกายนี้จะย่อยสลายไปสักที...?

    ...พยายามอยู่เฉยๆ  เพื่อให้ร่างนี้ได้หายไปเร็วๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร  ไม่พูดกับใคร ไม่ทำอะไรเพื่อใคร  แต่กับใครๆ แล้ว ยิ่งเขาอยู่เฉยๆ กลับทำให้การกลั่นแกล้งมากขึ้น  มากขึ้น...มาก...

    ...เขากำลังกลายเป็นของเล่น...

    "ไม่  ได้โปรด..."

    ...นั่นเป็นคำพูดแรกของเขา  คำพูดที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว...คำพูดที่ร้องขอ...

    ...แต่ไม่มีใครฟัง...

     

     .......................................

     

    ดวงใจเหนื่อยล้า  สั่นไหวด้วยความหวาดกลัวและไม่เข้าใจ

    บางอย่างท่วมท้นทับถมภายในจิตใจ ทับถม ทับถม..แต่ไม่มีวันเติมเต็ม...

    ทำไม

    ทำไม

    ทำไม

    ...ว่างเปล่าเหลือเกิน...

    ...ฟันเฟืองของเวลายังคงหมุนไปราวไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  ลากร่างอันอ่อนล้าให้ฝืนเดินต่อไป...

    คนที่ปลุกฉันเป็นเด็กน้อยขี้แยเหรอเนี่ย ?”

    เสียงเบาและแหบพร่าพูดขึ้น พาให้เด็กหนุ่มหันมองโดยรอบห้องโถงอย่างตื่นตระหนก แสงจันทร์ส่องเข้ามากระทบภาพที่เขาวางมืออยู่จากการเกาะผนังพยุงตัว เลือดจากต้นแขนไหลลงฝ่ามือเปื้อนรูปภาพที่ประดับอยู่ในหอนอน คนในภาพมีผิวขาว ประดับเรือนผมดำยาวละเรี่ยพื้น ด้วยเครื่องประดับผมรูปงูสีเขียวมรกตสะท้อนแสงจันทร์เพ็ญจากช่องหน้าต่างเห็นเป็นแสงระยิบระยับจับตางามรับกับชุดยาวสีขาวเขียว แววตาของผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้มองตรงมายังเขาแล้วยิ้มน้อยๆ พร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

    ฉันต้องทำยังไงเธอถึงจะหยุดร้องไห้  หึม ?“

    เด็กหนุ่มยืนนิ่งแต่น้ำตาร่วงหล่นไม่ขาด  ทุกๆ ที่ที่ไปทำไมช่างเปล่าเปลี่ยวเหรอเกิน  ที่หนี่งสู่ที่หนึ่งความชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในคำพูดก็ยังคงตามมาไม่เคยจางหาย  เคยคิดว่าถ้าเกิดมาโดยไม่สามารถรับรู้ความไม่จริงใจในน้ำเสียงเหมือนกับคนทั่วๆ ไปมันจะดีเพียงใดนะ  เขาจะได้ไม่ต้องโหยหาสถานที่ของเขาถึงเพียงนี้

    ตรงนี้คือที่ของฉันหรือเปล่า?

    ของฉันใช่ไหม?

     

     ......................................

     

    "ฉันจะตื่นขึ้นมาทุกวันเพ็ญด้วยเลือดของเธอ"

    นั่นเป็นครั้งแรกที่เจอกัน  จนถึงบัดนี้ก็ปีครึ่งแล้ว  เขายังระลึกได้ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน จะต่างกันก็แค่ตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กอ่อนแอปวกเปียกนั่นอีกแล้ว เขาได้เรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ มากมายจากผู้สูงศักดิ์ของเขา การเรียนที่ดีขึ้นทำให้อะไรๆ มันก็ง่ายขึ้น  คนเก่งมักจะทำให้คนอ่อนแอกว่าเข้ามาหา  และยิ่งเก่งทุกคนจะยิ่งอ่อนแอจนต้องมาพึ่งเขา น่าแปลก...แม้เขาจะฝึกการปิดกั้นจนไม่สามารถรับรู้ถึง เสียง’ แล้ว...แต่กับคนพวกนี้เขากลับยังคงรับรู้อยู่ 

    แต่ก็ช่างเถอะ ไม่ว่าคนพวกนั้นจะคิดอะไรจะหวังอะไรกับเขาก็ช่าง ปล่อยให้หวังไป  ถ้าทำให้ได้ก็จะทำให้  เขาก็แค่ต้องการความสงบในชีวิตประจำวันแบบนี้ แล้วก็ความสุขน้อยๆในทุกคืนวันเพ็ญอย่างนี้ก็พอ กับผู้สูงศักดิ์ของเขา 

    แน่นอนเป็นเรื่องปกติที่จะมีอัศวินผู้พิทักษ์ข้างกาย  บางทีเขาอาจจะไม่หงุดหงิด ถ้าไม่ใช่เซอร์คาโดแกนที่แสนหนวกหู คอยตามราวีเฝ้าตอนเขาอยู่กับท่านเจ้าบ้านไม่เลิกไม่ลา ยิ่งพอถึงวันเพ็ญนี่ไม่ต้องพูดถึง  คอยมาเตือนกรอกทั้งวันว่าอย่าลืมไปปลุกท่านผู้นั้นจนแทบไม่ต้องทำอะไร เขาไม่เคยลืมหรือคิดจะลืมหรอกน่าเรื่องสำคัญแบบนี้  แต่...

    "แปลกจังวันนี้หมอนั่นไม่อยู่"   

    ริดเดิ้ลมองซ้ายมองขวาไปยังรูปภาพใกล้เคียงหาเจ้าอัศวินเฒ่าจอมโหวก เหวกที่ชอบรบกวนการสนทนาของเขากับท่านสลิธีริน  ชายหนุ่มพูดแกมขำ

    "ไหนบอกว่าไม่ชอบ  ฉันเลยหลอกให้ไปเฝ้าต้นทางข้างนอก"

    "อะ...ร...เหรอครับ..."   

    เด็กหนุ่มรีบก้มหน้าก้มตาตอบหลบซ่อนรอยยิ้มยินดีไว้   

    "ความจริงผมก็ไม่ได้เกลียดเขา  เพียงแต่รำคาญนิดหน่อยที่ว่า เอ่อ...เขาบอกว่าเขาเป็นอัศวินที่ใกล้ชิดของท่าน  แล้วผมก็เป็นเด็กกะโปโลสามัญ  ไม่ควรจะพูดคุยกันมาก ต...แต่ผมว่าผมก็...ก็อยากจะเป็น..."

    'ก็อยากจะเป็นอัศวินของท่านเหมือนกัน'

    อยากจะพูดแบบนั้น  เพราะยังไงเราก็เป็นคนๆ หนึ่งที่คอยดูแลเขาเหมือน กัน แต่ถ้าพูดออกไปแล้วมันฟังเหมือนเป็นพวกเดียวกับเซอร์คาโดแกนยังไงไม่รู้ เขาว่าเขาสามารถปกป้องท่านผู้นี้ได้ดีกว่าตาแก่บ๊องนั่นนะ

    "อยากจะเป็นอะไรเหรอ ?"   

    ท่านเจ้าบ้านทวนคำเมื่อเด็กหนุ่มนิ่งคิดอยู่นานเกินรอ  แต่ด้วยความชาญฉลาดจึงพูดต่อพร้อมรอยยิ้ม   

    "หรืออยากเป็นอัศวินของฉันเหมือนกัน ?"

    ริดเดิ้ลหน้าแดงฉ่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  คำพูดเมื่อกี้คือคาถาเสกให้หน้าของเขาไหม้แน่ๆ  ท่านสลิธีรินหัวเราะก่อนจะยื่นกระดาษให้ดู

    "เด็กน้อยมาดูนี่สิ  เกมสลับอักษรที่เธอสอนให้ฉันเล่นเมื่อครั้งก่อน ก่อนฉันจะหลับไปฉันนึกอะไรออกเลยจดไว้  ตำแหน่งสำหรับคนของฉัน ลอร์ดโวลเดอร์มอร์  ฉันว่าเธอคงไม่อยากได้ตำแหน่งต่ำกว่าภาพคนแก่ใช่ไหมล่ะ? "

    แผ่นกระดาษสีชาสะบัดไหวอยู่หน้าดวงตากลมใส ซึ่งกำลังจ้องมองของมีค่าอย่างไร้เดียงสา  ริดเดิ้ลอยากจะหยิบกระดาษที่มีลายมือของอีกฝ่ายไปเก็บไว้ใต้หมอนเหลือเกิน แต่ข้อจำกัดทำให้ทำไม่ได้  ถึงอย่างนั้นเขาก็ดีใจจนไม่รู้จะพูดยังไง  

    "แต่ต้องปิดไว้เป็นความลับนะท่านลอร์ดน้อย  ฉันยังไม่อยากเห็นคนแก่ร้องไห้เสียใจ"

    "ครับ"  

    เด็กหนุ่มยิ้มร่า  รอยยิ้มสดใสจนผู้ที่เห็นอดยิ้มตามไม่ได้

    "ฉันชอบรอยยิ้มของเธอนะท่านลอร์ดน้อยขี้แย"

    "ผ...ผมก็เหมือนกันครับ"   ริดเดิ้ลยังคงรอยยิ้มให้เพื่อคนตรงหน้า  

    "ผมก็ชอบ...รอยยิ้ม  ของ...ท่าน"  

    ริมฝีปากที่สั่นอยู่ ทำให้คำพูดกลางประโยคแผ่วลง  คนในภาพหัวเราะร่าอารมณ์ดีก่อนจะเริ่มการเรียนเสริมภาคค่ำที่เขาจัดให้เด็กหนุ่มโดยเฉพาะ

    ในตำราต่างบอก......ว่าอย่าไปเชื่อในวัตถุที่สามารถนึกคิดได้ด้วยตัวเอง เพราะในนั้นมักมีคำสาปแฝงเจตนาร้ายอยู่  การให้เลือดแก่วัตถุใดๆ ก็ตามจะถือว่าเป็นการส่งมอบพลังให้  แต่เด็กหนุ่มไม่สน...เขายินดีให้ชีวิตอันแสนว่างเปล่านี้กับผู้ที่อยู่ตรงหน้า แม้ความปรารถนาดีของอีกฝ่ายจะเป็นสิ่งจอมปลอมเพื่อล่อลวงเขาก็ตาม เขากำลังนับวันรอ...รอคนผู้นั่นออกมาจากภาพ

    ริดเดิ้ลต้องปลุกท่านเจ้าบ้านให้ตื่นขึ้นมา ด้วยเลือดที่มีสายเลือดของท่านไหลเวียนอยู่  เลือดที่เขาแสนรังเกียจ เลือดที่เป็นต้นตอให้เขาไม่รู้จักว่าครอบครัวเลือดที่ทำให้เขาไม่รู้จักคำว่าเพื่อน เลือดที่นำพาความยุ่งยากมาให้ กลับเป็นประ โยชน์ในการนี้ พิธีกรรมจำเป็นต้องทำติดต่อกันถึง ปี แต่เขาจะย่นย่อมันให้เหลือแค่ปีครึ่ง 

    เขาทำได้...มันก็แค่ดัดแปลงเวทและศาสตร์การปรุงยา ที่เขารับรู้จากการเข้าไปในห้องลับของท่านสลิธีริน  เขาพบผงของศิลานำพาการยืดอายุ และคาถาเปลี่ยนธาตุวัตถุให้ใกล้เคียงกับคำว่านิรันดร์จนได้สิ่งที่เรียกว่าอมตะมา ถ้าเขาถ่ายเลือดครึ่งหนึ่งให้อีกฝ่ายขณะที่ยาออกฤทธิ์สูงสุด.....ความอมตะในตัวเขาจะหายไปเหมือนคนปกติ และท่านสลิธีรินจะกลับคืนมา

    "ดูตื่นเต้นนะ มีอะไรเหรอ ?"

    "เปล่าครับ...ผมก็แค่กำลังคิดถึงวันเพ็ญหน้า"

    อีกฝ่ายได้ยินเข้าก็ยิ้มบาง   

    "ฉัน...ก็เหมือนกัน"

    น้ำเสียง...กิริยา....ท่าทีวิธีการพูดช่างสอดคล้อง เหมือนอยู่ท่ามกลางดน ตรีที่ฟังแล้วสบายใจ ช่างบริสุทธิ์และงดงาม

    ทอม  นายมาอยู่ที่นี่อีกแล้วเหรอ ?”

    เพื่อนร่วมหอสองคนเดินมาหาเขาในชุดนอน พร้อมกับชูไม้กายสิทธิ์ขึ้นส่อง  เด็กหนุ่มอ้าปากค้างเพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีก เขาพร่ำบอกเพื่อนทั้งสองคนว่าไม่ให้มาตามหา เพราะเพียงแค่อยากนั่งเงียบๆ คนเดียวเฉยๆ   ริดเดิ้ลหงุดหงิด แต่ก็พยายามฝืนยิ้มแล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้คนทั้งสองเข้ามาใกล้รูปภาพมากกว่านี้จนสังเกตเห็นความผิดปกติ เขาอยากจะคลั่งตาย...นี่ใช้เวลาตั้งเดือนเชียวนะถึงจะได้พบอีกฝ่าย

    แต่ช่างมันเถอะ...ครั้งหน้านี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ต้องรอคอยแบบนี้

     

    ...ต่อจากนี้ไปเราจะอยู่ด้วยกัน....

     

    ใช่ไหม?

     

    ใช่ไหม?

     

     .......................................

     

    นี่เจ้าหนุ่ม !  เจ้าคงไม่ลืมเรื่องที่ต้องทำใช่ไหม?”

    เซอร์คาโดแกนยังคงควบม้ากระโดดจากกรอบภาพหนึ่งไปสู่อีกกรอบหนึ่งตามร่างสูงโปร่งของริดเดิ้ล ซึ่งพยายามวิ่งลงบันไดหนีการตามกรอกหู  หนังสือหอบใหญ่ในอ้อมกอดกระแทกอกเด็กหนุ่มจนเสียงที่ออกมาฟังแล้วแปร่งหู

    ไม่ลืมหรอกน่า !   แค่วันนี้จะไปช้านิดหน่อยก็เท่านั้น !

    พูดจบก็ใช้ทางลัดหนีตาแก่จอมบ่นไปยังนอกปราสาท  ดวงจันทร์กลมโตกระจ่างใสในดวงตา  เด็กหนุ่มวิ่งกึ่งหัวเราะร่าไปทางทุ่งดอกไม้สีขาว ดอกไม้ของจริงที่เหมือนกับตรงภาพวาดของท่านเจ้าบ้าน  เหมาะสำหรับต้อนรับการกลับมา ริดเดิ้ลโยนหนังสือทิ้งแล้วหอบดอกไม้กลับไปเต็มแขนหลังจากดื่มยาที่เขาปรุง กลีบดอกไม้สีขาวปลิวไปตามทางที่วิ่งผ่าน  

    เด็กหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้าภาพของท่านสลิธีริน จากนั้นจึงกรีดฝ่ามือให้เป็นแผลเช่นเคย  เลือดทะลักไหลอาบ ริดเดิ้ลยื่นมือที่สั่นเทาเข้าไปหาแต่กลับถูกคาถาห้ามไว้  เชือกสีน้ำตาลมัดตัวเขาเสียแน่น

    อย่าทำอย่างนั้นนะทอม” 

    เสียงเรียกชื่อที่คุ้นเคย  ดัมเบิลดอร์ก้าวเข้ามาหาเขาช้าๆ....ไม่ใช่แค่นั้น....รอบตัวเขามีพวกอาจารย์....เพื่อนร่วมหอของเขา....แล้วก็เจ้าอ่อนแอสองคนนั่น

    นี่มันอะไรกัน?!

    นาย...นายแปลกไปนะทอม....เราเลยเรียกอาจารย์มา

    ...ยุ่ง...

    พวกเรากลัวว่านายจะโดนศาสตร์มืดสะกดใจอยู่

    ...ยุ่ง...

    เรารู้มาว่าท่านสลิธีรีนไม่ชอบพวกที่ไม่ใช่สายเลือดบริสุทธิ์...นายอาจจะถูก...

    ...ยุ่ง...

    ทอม

    ...ยุ่ง...

    ทอม

     

    ทำไมตอนที่ฉันอ่อนแอแล้วลำบากถึงไม่มาช่วยฉัน!

    ทำไมต้องมาคิดช่วยฉันในตอนนี้ !

    ต้องการอะไร ! คนพวกนี้ต้องการอะไร !?

    หนวกหู !

    เสียงตะคอกของเด็กหนุ่มทำให้ทุกคนผงะหนี ดวงตาสีดำขลับเปลี่ยนเป็นสีแดงวาวโลดจากฤทธิ์ยาการเป็นนิรันดร์ ทว่าเป็นศาสตร์ที่ท่านสลิธีรินคิดค้นขึ้นจึงไม่มีใครรู้จักผลข้างเคียงของยาตัวนี้ จึงพากันนึกว่าเขากำลังถูกคลอบคลุมจิตใจด้วยศาสตร์มืด  

    ริดเดิ้ลท่องคาถาแก้มัดตัวเองแล้วยื่นมือเข้าหาภาพ แต่ถูกบรรดาอาจารย์รวบตัวไว้  กลีบดอกไม้สีขาวถูกย้อมเป็นสีแดงปลิดปลิวไปในอากาศ นัยน์ตาสีแดงฉานจ้องมองชายชราใช้คาถาชั้นสูงปลุกท่านเจ้าบ้านขึ้นมา ท่านมองรอบตัวแล้วเหมือนจะรับรู้ถึงเหตุการณ์ทั้งหมด   รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏขึ้นให้กับตัวเอง  ดัมเบิล ดอร์พูดอย่างสุภาพในการขอสะกดไม่ให้ท่านฟื้นขึ้นมาอีก

    ...ได้โปรด...ได้โปรด....

    ได้สิ”   คนในภาพตอบรับ  

    "เพราะฉันหลอกใช้เด็กคนนั้น...มันเป็นเรื่องปกติที่จะต้องหายไป"

    ...เอ๋....

    "ฉันใช้เลือดเธอเพื่อให้ได้ชีวิตกลับคืนมาอีกครั้ง   ฉันหลอกใช้เธอเพราะฉันรู้ว่าเธอจะไม่มีวันรับรู้ถึงความนัยในเสียงของฉัน"

    "แต่ตอนนี้ผมรู้ว่าคุณโกหก !"

    ริดเดิ้ลหันมองรอบตัวด้วยหวังว่าจะมีใครสักคนที่เห็นด้วย  ทุกคนเอาแต่ทำหน้าเคร่งเครียด  เด็กหนุ่มหน้าซีดเผือด

    ทำไมทุกคนถึงไม่รับรู้ล่ะทำไมทุกคนถึงไม่ยอมรับรู้ถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอดีตมันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ?  ชีวิตที่ไม่มีคนๆ นี้ของเขานั้นมันสำคัญต่อคนอื่นๆ เหรอ ?

    "เธอไม่ผิดหรอกนะ"  

    รูปภาพสลิธีรินก้มหน้าพูด จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้กับเด็กหนุ่ม   

    อย่าร้องไห้อีกเลยลอร์ดน้อยขี้แย...เธอเหมาะกับรอยยิ้มมากกว่า” 

    ไม่....ได้โปรด....”   

    เด็กหนุ่มกัดฟันฝืนยิ้มตอบขณะที่น้ำตาไหลอาบ น้ำตาแห่งความผิดหวังเหมือนสายฝนตกลงมาต้องกาย ราวชิ้นส่วนของหัวใจถูกกัดกร่อนหลุดร่วงออกมา

     

    ...อย่าเอาไป...

     

    ...ความฝันของฉัน...

     

    ...ความจริงของฉัน....

     

    ...ทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน...

     

    ริดเดิ้ลพยายามขอร้อง...แต่ให้ดังเท่าไรก็ไม่มีใครสน  ราวกับไม่มีใครเห็นหรือรู้จัก หรือว่าเขาทำอะไรผิดไป ? นี่เป็นการลงโทษอย่างนั้นเหรอ ?

    คนในภาพร้องเพลงช้าๆ ราวกับต้องการขับกล่อมเด็กหนุ่ม  แสงสีขาวทำให้สถานที่มืดหม่น สว่างไสวจนกลบแสงไฟของเปลวเทียนที่กระพริบส่อง กลบแสงจันทร์ที่สว่างไสว  กลบดวงตาและดวงใจ

     

    ไม่ !

     

    เด็กหนุ่มกรีดร้องลั่นแล้วสะบัดตัวหนีจากการยึดจับของเหล่าอาจารย์  แต่ไม่ว่าเลือดบนมือจะหลั่งลงภาพสักเพียงใด  อีกฝ่ายก็จะไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่เรียกเขาอีกแล้ว...ไม่เหลือแล้ว...ที่ของเขา...

    จะเหลือเพียงรอยเลือดสีแดงหยดไหลเป็นทาง

     

     .........................................

     

    จะฆ่ามัน....จะกำจัดมันให้หมด

    ในเมื่อพวกแกทำลายโลกของฉัน  ฉันก็จะเอาโลกของแกไปแทน

    การฆ่าฟันทำลาย  เสียงหวีดร้องทำให้เพลิดเพลินใจ  เลือดอันหอมหวาน  ฝันร้ายไม่สร่าง  ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่จบสิ้น 

    ลอร์ดโวลเดอร์มอร์!

    ความหวาดหวั่นจงกระจายให้ถ้วนทั่ว จงเรียกขานซะให้พอ....ชื่อที่ท่านผู้นั้นตั้งให้  ให้ฉันรับรู้ถึงที่อยู่ของฉัน  จากนั้นก็ตายๆ ไปซะ

    ...หายไปให้หมด...เจ้าพวกอ่อนแอ...

    จำไว้จนตายว่าคำขอร้องไม่เคยก่อประโยชน์  

    โลกนี้มันไม่ยุติธรรมแบบนี้แหละ

    ถ้าอยากรอดก็ฆ่าฉันซะสิ...ถ้าทำได้นะ

    "ผมจะฆ่าคุณ"

    "เอาสิ"  

    ชายหนุ่มยิ้มให้กับเด็กหนุ่มผมดำยาวตรงหน้า ที่จ้องมาองมาอย่างเคียดแค้น

    ...มาฆ่าฉัน...

    ...ถ้าทำได้...


     ..................................


    ความเศร้าและความเจ็บปวดพร้อมกับน้ำตานี่มาจากไหน  ชุ่มโชกอยู่ในใจจนถึงบัดนี้  คนที่เกินไขว่คว้า  มีแต่ภาพรอยยิ้มเพียงนิดเดียวที่ติดอยู่ในความทรงจำ

    น้ำตาไหลไม่หยุด  แม้ตอนนี้แค่คิดขึ้นมาก็ยังปวดร้าว

    ภาพในอดีตค่อยๆ พร่าเลือนหายไปจากตาของแฮร์รี่เหมือนฟิล์มฉายหนังเก่าๆ เหลือเพียงภาพมัวผ่านม่านน้ำตาฉายภาพของริดเดิ้ล ซึ่งกำลังยืนค้างมีดาบสีมรกตผ่านทรวงอกมาจากด้านหลัง  ตัวชายหนุ่มเองไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ว่าใคร ดูท่างานนี้เขาจะประมาทไปหน่อย  

    "ผมไม่ตายกับอะไรแบบนี้หรอกนะครับ"   

    รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปากแต่อาจารย์หนุ่มกลับยิ้มเยาะตอบ

    "ถ้ามันไม่อาบไปด้วยยาห้ามการสมานแผลล่ะนะ"  

    สเนปได้ยานี้จากที่ฮังจัดเอาไว้ให้แฮร์รี่ก่อนจะโดนสอยร่วงลงไป โดยหารู้ไม่ว่าเด็กหนุ่มไม่รู้จักอะไรสักอย่าง  พอตื่นมาเห็นเข้าจึงนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ริดเดิ้ลศอกหลังเข้าท้องอาจารย์หนุ่ม ก่อนจะคว้าแขนผอมของอีกฝ่ายโยนเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง  แล้วร่ายคาถาบางอย่างเกิดเป็นวงแหวนสีเขียวพาดประตูไว้ จากนั้นก็กระซิบเบา

    "ผมไม่เคยคิดให้คุณกับใครอีกแล้ว...ไม่ว่ายังไงก็ตาม"  

    แล้วหันมายิ้มให้แฮร์รี่   "...รีบจบเรื่องระหว่างเราซะที ให้ผมได้รับรู้...ว่าสิ่งสุดท้ายที่ผมต้องทำลายก็คือคุณ"



    .........................................


    TBC

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in