Harry P fictiontomei_tan
[fic Hp]Second full moon #24
  • สายลมแห้งผากพัดหน้าต่างที่ไร้การดูแล ให้ขยับตัวส่งเสียงกรีดเป็นจัง หวะช้าพาอารมณ์ให้รู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง ดวงตาสีฟ้าเทาทอดมองผ่านม่านหมอกไปอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ค่ำคืนของหมู่บ้านพ่อมดแม่มดแปลกกว่าเคย แสงไฟของทุกครัวเรือนต่างดับมืดผิดสังเกต เหลือเพียงแสงจันทร์ที่อยู่เหนือบ้านหลังนี้พอดีราวกับมีมือใหญ่มายึดไว้ ไม่มีผู้ใดเอะใจกับอำนาจเวทมนต์ชั้นสูงของบุคคลนั้นเลยสักนิด การลงคาถาตามจุดต่างๆ รอบฮอกมีดส์ สำหรับริดเดิ้ลคงไม่ต่างไปจากการเดินเล่นฆ่าเวลาแค่นั้น 

    พรุ่งนี้ !  ไม่สิ !  คืนนี้ต่างหาก !  นายท่านจะกลับมายิ่งใหญ่ดั่งเดิมอีกครั้ง !

    เสียงคุยโม้โอ้อวดแหลมเล็กของชายร่างอ้วนเตี้ย ที่ยืนจับกลุ่มคุยกับผู้เสพความตายคนอื่นๆ อยู่ตรงอีกฟากหนึ่งของทางเดิน  ทำให้ลูเซียสรู้สึกหงุดหงิดจนเผลอย่นคิ้ว ( นายท่านเคยใช้เลือดของฉันเพื่อให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม เลือดของผู้ภักดี !  นายท่านว่าฉันภักดี !’ ) 

    น่าเบื่อ...ใครๆ ก็น่าเบื่อ...เจ้าพวกงี่เง่า มันลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงตั้งแต่ทีแรกของพวกเราไปหมดแล้ว

    เพื่อให้เหลือเพียงพ่อมดแม่มดสายเลือดบริสุทธิ์ ต้องกำจัดเลือดสีโคลนสกปรกเยี่ยงชื่อของมันให้สิ้น การคงอยู่ของพวกโสโครก รังจะทำให้สมดุลของโลกเวทมนต์เสีย ยิ่งมีมากเท่าไหร่ ความหายนะก็พาพัดมาเร็วมากขึ้นเท่านั้น เหมือน กับแม่น้ำใสสะอาดถูกปนเปื้อนด้วยสิ่งปฏิกูล เหม็นเน่าน่าขยะแขยงสิ้นดี 

    แต่พวกมันก็เป็นเหมือนหนอนแมลงวัน ที่ใช้เท้าบดขยี้เท่าไหร่ก็ไม่ยอมตาย ยิ่งถ้าพวกมันไปสร้างครอบครัวกับสายเลือดบริสุทธิ์คนอื่นๆ ก็จะพาลทำให้สายเลือดที่น่าสูงส่งเจือจางหม่นหมอง แค่คิดก็อยากอาเจียน ช่างไม่รู้อะไรเสียเลยว่าการยอมรับพวกมันให้เข้ามาปะปน จะทำให้สักวันหนึ่งโลกนี้ไม่มีพ่อมดแม่มดหลงเหลืออยู่อีก 

    เพียงเพื่อรักษาสายเลือดที่สูงส่งให้คงอยู่ จำเป็นต้องมีการเสียสละบางสิ่งบ้าง...จะกี่ชีวิตก็ตามแต่ แม้ว่าพรมที่ย้ำผ่านจะถูกย้อมเป็นสีแดงของเลือดก็ไม่ใส่ใจ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์...สำหรับเขาจะเป็นใครก็ได้ที่จะทำหน้าที่นี้ 

    ตัวเขาเองยอมรับว่าไม่มีพลังเพียงพอในการเปลี่ยนแปลง หากแต่ลอร์ดโวลเดอร์มอร์มี ทั้งพลัง..ความน่าเกรงขามและน่าหวาดกลัว ประกอบด้วยสมองที่ชาญฉลาด...ไม่มีใครเหมาะกว่านี้อีกแล้ว เพียงแต่ว่าคนผู้นั้นฉลาดเกินไป จนไม่สามารถเดาออกว่าคิดอะไรอยู่  และตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ 

    จะว่าไปมันก็น่าแปลก...แปลกเกินไปตั้งแต่แรก ริดเดิ้ลไม่มีเหตุผลอะไรที่จะกำจัดพวกเลือดสีโคลนแบบเดียวกับที่ไหลเวียนอยู่ในกาย เหตุจูงใจมีไม่เพียงพอจะผลักดันให้กล้าทำสิ่งใหญ่หลวงเช่นนี้ ที่สำคัญ..ทำไมตัวเขาเองถึงจำไม่ได้เลยล่ะว่าเหตุผลใดจึงเลือกนอบน้อมภักดีกับคนครึ่งพ่อมดแบบนี้ กระทั่งการพบกันครั้งแรกเขายังจำไม่ได้เลย  จะมารู้ตัวอีกทีก็ไปอยู่ข้างกายเสียแล้ว 

    เป็นอะไรไปมัลฟอยยืนหน้าซีดๆเซ็งๆ อยู่ได้ พลังของนายท่านจะกลับคืนทั้งที  ไม่คิดจะทำหน้ายินดีสักนิดเลยหรือไง?” 

    เบลาทริกซ์ถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มผ่องใส หญิงสาวในยามนี้ไม่เหมือนกับเมื่อครั้งออกจากอัซคาบันใหม่ๆ เธอดูสวยสง่าสมกับเป็นคนในตระกูลแบล็ค ชายหนุ่มที่เพิ่งออกจากภวังค์ความคิดหลังจากถูกตบบ่าเสียแรงส่ายหน้าปฎิเสธ 

    ก็ยินดีอยู่ แต่...ช่วงทำพิธีแบบนี้อย่าประมาทจะดีกว่า ศัตรูอาจจะแอบเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้

    ท่าทางและน้ำเสียงจริงจังทำให้แม่มดสาวหัวเราะพรืดออกมา จากนั้นก็หัวเราะเสียงดังพร้อมกับตบหลังลูเซียสอีกรอบ 

    โอ้ย !  ใครจะกล้าฝ่าเข้ามาตอนนี้กัน ข้างนอกน่ะมีพวกเรายืนอยู่กว่า 20 คนได้  ส่วนด้านในก็อีกบึม !  นับไม่หมด !  ขืนทะเล่อทะล่าเข้ามาจะเหลือเป็นขี้ฝุ่นลอยกลับออกไปเท่านั้น คิดมากไปแล้ว ! ไม่เอาล่ะ ขืนพูดต่อเดี๋ยวฉันจะขำท้องแตกตายไปเสียก่อน ไปประจำที่ดีกว่า” 

    เธอโบกมือลา จนกำไรหลากสีที่ประดับอยู่ตรงข้อมือผอมส่งเสียงกระทบกัน แต่ต้องหันกลับมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่าเขามีอะไรจะพูดอีก เมื่อชายหนุ่มเรียกเธอไว้

    เธอจำเรื่องที่พบกับนายท่านครั้งแรกได้ไหม?” 

    เขาถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหวัง แต่มันก็หายไปเมื่อหญิงสาวนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะยักไหล่ขึ้นน้อยๆ 

    จำไม่ได้แหะสงสัยจะอยู่อัสคาบันนานไปหน่อยเลยชักจะหลงๆลืมๆ โทษทีล่ะกัน” 

    เบลาทริกซ์ยิ้มตอบอย่างไม่สะกิดใจใดๆ แล้วเดินต่อ ชายหนุ่มยืนนิ่งไปสักพักก่อนจะตัดสินใจกลับเข้าไปในห้องที่ต้องเฝ้า ในนั้นเป็นห้องหนังสือขนาดใหญ่ และมีผู้เสพความตายอีก คน คนหนึ่งเป็นคู่หูคนใหม่ของเขาแทนคนเก่าที่ถูกเขาฆ่าเพื่อปกปิดความลับของลูกชายไป ส่วนอีกคู่ก็เข้ามาค้นหาอะไรบางอย่างตามคำสั่งของลอร์ดโวลเดอร์มอร์ เมื่อหาพบก็คงรีบไปให้พ้นหน้า

    ขณะกำลังเปิดประตู เสียงอุทานเล็กๆ คล้ายตกใจสะดุดอะไรบางอย่างก็เรียกให้รีบหันมา นัยน์ตาสีฟ้าเทากวาดมองรอบอย่างระแวดระวังถ้วนถี่แต่ก็ไม่เจอใคร นอกจากพวกปากมากที่กำลังจับกลุ่มคุยฟุ้งอยู่กลุ่มเดียว พอไม่เห็นอะไรผิดสังเกตก็สะบัดตัวกลับเข้าไปในห้อง สิ้นเสียงปิดประตูผู้บุกรุกถึงกับปาดเหงื่อโล่งอก 

    มองแบบนั้นนึกว่าจะถูกจับได้ซะแล้ว

    รอนกระซิบบอกเพื่อน พอกลับมามองก็พบว่าคนข้างๆ กำลังจ้องเขม็งไปทางปีเตอร์อยู่ 

    เฮ้ๆ อย่านะพวก  นายลืมจุดประสงค์ไปแล้วหรือยังไง เราแค่มาช่วย สเนปนะ” 

    ฉันรู้หรอกน่า

    เสียงขุ่นเขียวของเด็กหนุ่มผมยุ่งรอดมาตามไรฟัน จากนั้นจึงพยายามสูดหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อระงับโทสะที่พลุ่งพล่าน 

    โอเครอน...ฉันพอจะสงบใจได้แล้ว รีบพาฉันออกไปให้ห่างจากไอ้หนูท่อนั่นก่อนที่อะไรๆ มันจะหยุดไม่อยู่เถอะ” 

    ได้พวก..ได้เลย..ขอฉันดูแผนผังบ้านก่อนนะ

    ว่าแล้วรอนก็พาเพื่อนหลบเข้าใต้บันไดหินอ่อน จากนั้นจึงกางแผนผังบ้านอาจารย์สอนปรุงยาที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของเฮอร์ไมโอนี่ ที่คิดเก็บข้อมูลบ้านหลังนี้ก่อนปิดเทอมปีเพื่อจะนำมาเขียนฟิคตั้งแต่ทีแรก

    ไม่มีใครเห็นร่างของทั้งสองในยามนี้ ความจริงแล้วพวกเขาไม่ได้ล่องหน เพียงแค่พลางตัวเหมือนกิ่งก่า เพราะฤทธิ์ลูกกวาดกิ่งก่าผลิตภัณฑ์ใหม่ของร้านขายของตลกของเฟร็ดกับจอร์จ ซึ่งได้ไอเดียมาจากคาถาของแมดอายที่เคยเสกให้แฮร์รี่เมื่อต้นปีที่แล้วเพื่อหลบการตามล่าของลอร์ดโวลเดอร์มอร์ไปยังบ้านซิเรียส มันทำให้เคลื่อนตัวได้สะดวกกว่าการซ่อนตัวอยู่ในผ้าคลุมล่องหนมาก 

    งานนี้พวกเขาส่วนหนึ่งแบ่งกลุ่มมาลอบสำรวจหาอาจารย์หนุ่ม ซึ่งไม่รู้ถูกพาตัวไปซ่อนอยู่ตรงไหน อีกส่วนก็แทรกซึมกำลังของอีกฝ่ายโดยการใช้ยาผงสลบสีมรกตโป๊ะพวกผู้เสพความตายแล้วปลอมตัวเป็นแทน( ‘โอ้พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก !’ )จากการใช้น้ำยาเร่งอายุให้กลมกลืน ร่วมกับการขีดสีแดงตรงหน้ากากสีขาวเพื่อเป็นตัวบอกว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นวิธีที่เผื่อไว้อีกชั้นถ้าหากถูกพวกผู้เสพความตายจับได้ จะได้แกล้งจับกันเองหรือแกล้งทำร้ายกันเองแล้วค่อยลากตัวเพื่อนหลบมา

    เราต้องขึ้นไปสำรวจชั้นเป็นกลุ่มแรก ห้อง 31 a งั้นก็ปีกตะวันตกข้างห้องประชุมใหญ่สินะ โอ๊ะ ! รอเดี๋ยวนะแฮร์รี่” 

    ว่าแล้วก็มองซ้ายมองขวาหลังจากเหรียญในกระเป๋ากางเกงด้านหลังร้อนผ่าวลวกก้น เมื่อเห็นว่าไม่มีคนผ่านมาแน่ จึงค่อยหยิบจี้สร้อยคอที่ทำจากเศษกระจกขึ้นมาจ่อปาก 

    ใครนะ ?”

    ฉันเองพี่ เราจะส่งคนเข้าไปอีกชุดนะ แล้วทางนี้จัดชุดเตรียมโปรยผงยา สลบข้างนอกเรียบร้อยแล้ว ถ้าพี่พร้อมเมื่อไหร่ส่งสัญญาณมาล่วงหน้าสักประมาณ 10 นาทีแล้วกัน

    จินนี่ซึ่งอยู่บนไม้กวาด ลอยตัวอยู่เหนือท้องฟ้ากลืนตัวเองเป็นสีของค่ำคืนเหมือนกับเพื่อนๆ ด้วยฤทธิ์ของลูกอม กระซิบบอกพี่ชายผ่านกระจกสื่อสารที่ทำมาจากกระจกของซิเรียส ที่แฮร์รี่เคยคว้างทิ้งแล้วสุดท้ายก็เก็บมาเพราะทนอาลัยอาวรณ์ไม่ไหว(แต่รู้สึกว่าพอรู้ความจริงว่าเจ้าตัวไม่ตายแล้วก็ชักอยากจะเปลี่ยนใจทิ้งขึ้นมาอีกรอบ)

    ทีมของเธอเป็นหน่วยสนับสนุนแผนการหนีของเขาถ้าเห็นท่าไม่ดี แน่ล่ะ..พวกเขาไม่สลบหรอกเพราะกินยาระงับการหลับกันมาแล้ว 

    ถ้าพวกนั้นล้มแล้วหนูจะให้สัญญาณอีกทีนะ

    โอเคเลย  งั้นแค่นี้นะ” 

    เด็กหนุ่มผมแดงกระซิบตอบแล้วดูแผนผังอีกครั้ง

    กลุ่มใหม่..กลุ่มของพวกฮัฟเฟิลพัฟ ชื่ออะไรจำไม่ได้ตัวประกอบก็งี้แหละ แต่ที่แน่ๆ จะมาชั้น 2..ตายห่ะ ห้องเดียวกับที่ลูเซียสเข้าไปตะกี้เลย

    หลังจากบ่นคนเดียวไม่สนใจเพื่อนที่นั่งเอ๋ออยู่ข้างๆ รอนก็รีบติดต่อไปทางกลุ่มที่ว่าทันที แน่ล่ะ จะให้แฮร์รี่เข้าใจแผนที่เฮอร์ไมโอนี่คิดขึ้นมาได้ยังไง ก็ไม่เคยได้ซ้อมกันไว้นี่หว่า  สักพักเหรียญในกระเป๋าเขาก็ร้อนขึ้นมาบ้าง 

    ใครน่ะ ?”

    เด็กหนุ่มผมดำกระซิบพูดผ่านกระจกอย่างตื่นเต้นว่าปลายทางอีกฝากนั้นเป็นใคร แต่ดูท่าคู่สนทนาจะอยากให้แฮร์รี่ถูกฆ่าจัด ถึงไม่คิดจะยอมลดเสียงหนังกลางแปลงลำโพงแตกลงเลย

    “ เจ้าแฮร์ร่าน !!!!!!!!!!! ( อ้าน อ้าน อ้าน อ้าน ) ทำไมสายเจ้ายาจกไม่ว่างห่ะ !บังอาจมากมาทำให้ฉันรอ ! ใช้มือปิดหูซ้ายแล้วกรอกใส่หูขวามันด้วย ว่าชั้นล่างพื้นที่1 a , 5 a , 6 b , 9 a ,12 b , 14 a , 17 b สำรวจแล้วไม่เจอเป้าหมาย ! ” 

    เดรโกพูดรัวเร็วจนแฮร์รี่จำตามไม่ทัน เลยต้องถามกลับเสียงอ่อยขอฟังอีกครั้ง แต่ดูจะรู้นิสัยกันว่าถึงพูดไปอีกกี่ร้อยรอบเจ้าคู่ปรับหัวบากก็จำไม่ได้ สงสัยว่าความจำจะทะลุออกไปตามรอยแยกบนหน้าผาก เด็กหนุ่มผมบลอนด์กระแทกเสียงตอบกลับบ่งถึงความหงุดหงิด

    ไม่ต้องแล้ว เอาเป็นว่าตอนนี้นายอยู่กับเจ้าวิสลีย์ตรงชั้นใช่ไหม เดี๋ยวจะขึ้นไปหา แค่นี้ล่ะ!” 

    จบคำเจ้าตัวก็เดินลงส้นปึงปังขึ้นบันไดโดยไม่เกรงกลัวว่าจะถูกใครจับได้ ถึงยังไงบันไดไม้ด้านข้างตึกนี่ ก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดแข่งกับหน้าต่างไม้สีทึมที่เรียงรายคู่กันไปอยู่แล้ว แม้จะเร่งรีบ...เขาก็พยายามเดินเลี่ยงไม่เหยียบรอยไหม้ที่พาดอยู่เป็นระยะ 

    นี่มันรอยอะไรอ่ะแล้ว ไมมีคราบเลือดอยู่ด้วย ?

    กอยล์กระตุกชายเสื้อถามร่างเล็กที่เดินนำอยู่อย่างหวาดๆ อีกฝ่ายตอบโดยไม่หันมามอง 

    อย่างที่นายคิดอยู่ล่ะน่า   แล้วหน้าก็บึ้งตึงขึ้น 

    ไม่น่าอยู่เลยสักนิด..คิดได้ยังไงกันถึงพากันมาอยู่ที่นี่นะ

    พอถึงชั้น เดรโกเอาไม้กายสิทธิ์จ่อเหรียญ เพื่อจะติดต่อกับแฮร์รี่ถามหาที่อยู่ แต่ไม่ทันต้องใช้มัน เขาก็รู้แล้วว่าเจ้าคู่หูปัญญาอ่อนบ้านกริฟฟินดอร์นั่นอยู่ไหน ถ้าไม่ใช่ตรงที่มีเจ้างูยักษ์ตัวมันเลื่อมยาวหลายเมตรกำลังหรี่ตาจ้องมองอยู่ใต้บันได นากินีขู่ฟ่อแยกเขี้ยวคล้ายกำลังแสยะยิ้มให้แฮร์รี่และรอน ซึ่งนั่งหน้าตื่นหลังชนกำแพง

    เด็กทั้งสามคนรีบชี้ไม้กายสิทธิ์ไปทางมัน น่าประหลาดที่รูปร่างดูหนักอึ้งกลับเคลื่อนไหวเร็วเกินคาด มันเลื้อยพุ่งตัวราบมากับพื้น ปลายหางสะบัดแรงปัดฝุ่นที่จับตัวหนาอยู่บนพื้นให้คลุ้งกระจาย..ไม่มีใครจามออกมา ไม่ทันได้หายใจเอาละอองฝุ่นเข้าไป มันก็มาหยุดชันตัวชูคอสูงท่วมหัวอยู่ข้างแครบเสียแล้ว

    เด็กหนุ่มร่างสูงขยับหัวไปมองทางมันอย่างไม่ราบลื่นเหมือนหุ่นยนต์ไม่ใส่น้ำมัน เหลือบตามองนากินีกำลังแลบลิ้นสีแดงสดเข้าออกอย่างรวดเร็วด้วยความหวาดหวั่น ไม้กายสิทธิ์ของพวกเขายังคงชี้ไปทางจุดเดิมที่มันเคยอยู่ แครบกระตุกมุมปากฝืนยิ้ม 

    ใครมือว่าง..ติดต่อสถานเสาวภาที..

    จบคำ..มันก็พุ่งตัวทิ้งน้ำหนักหัวลงมาหมายจะฝังเขี้ยวลงบนคอ แต่แฮร์รี่กับรอนไวกว่า กระโดดเข้าตะครุบคอพาแก็งค์สลิธิรีนหลบอย่างฉิวเฉียด พวกเขาไม่คิดจะหันกลับมามองสีหน้าของมันด้วยความอยากรู้อยากเห็น ว่างูจะทำสีหน้าเจ็บใจได้หรือเปล่า ต่างพากันวิ่งกึ่งกระโดดก้าวขึ้นบันได ตามแต่ความกว้างช่วงขาจะอำนวยอย่างไม่คิดชีวิต พอเกือบจะถึงชั้น ไม่กี่ก้าว แสงสว่างก็วาบขึ้นเป็นวงรอบตัวแต่ละคน รอนกับแฮร์รี่รีบคว้ากุมมือกันทันที

    บรรยากาศรอบตัวหมุนคว้างราวกับกำลังอยู่ในเครือข่ายผงฟลู ไม่ช้าทั้งคู่ก็หล่นลงมาจากกลางอากาศในอีกห้องๆหนึ่ง หลังกระแทกพื้นสร้างกลุ่มหมอกสีเทาไปถ้วนทั่ว รอนไอแค่กพลางใช้มือหนึ่งปิดจมูกอีกมือหนึ่งปัดฝุ่นที่ลอยอวลขวางหน้า พลันก็สะดุ้งตกใจเมื่อเห็นมือตัวเอง..เขาไม่ควรเห็นร่างตัวเองชัดเจนแบบนี้

    พอคิดให้ดีก่อนหน้านี้เพราะเขาเห็นพวกเดรโกจึงเข้าไปช่วยได้ เด็กหนุ่มผมแดงเร่งเดินเรียกหาเพื่อนทั่วห้องกว้าง ใจหวั่นวิตกกลัวว่าจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น ไม่นานนักฝุ่นก็จางลงจนพอเห็นรอบข้าง เขาถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นว่าแฮร์รี่ยืนหันหลังอยู่ไม่ไกลนี้เอง สภาพของเพื่อนหายกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมเช่นกัน 

    รอนว่าจะชวนเด็กหนุ่มอีกคนให้รีบออกไปจากห้อง แต่เมื่อเห็นฝ่ายนั้นเอาแต่ยืนนิ่งค้างมองอะไรบางอย่างจึงมองตามไป ภาพตรงหน้าสร้างคำถามในใจได้มากกว่าการที่จู่ๆ หล่นมาอยู่ในห้อง  ที่ต้องเงยหน้าเกือบตั้งฉากมองถึงจะเห็นเพดานเสียอีก

    “ .นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย..?”

    สูงขึ้นไปประมาณครึ่งหนึ่งของห้อง มีระเบียงทางเดินชั้นลอยพาดรอบอยู่สองชั้น จากราวระเบียงมีกลุ่มผ้าผืนยาวสีขาวหลายต่อหลายผืน ขึงจากฝากหนึ่งไปยังอีกฝากหนึ่งแลดูระเกะระกะซับซ้อน ตรงกลางห่อหุ้มบางอย่างเอาไว้หน่วงผ้าให้หย่อนลงมา แลดูคล้ายกับใยแมงมุมขนาดใหญ่พันเหยื่อแขวนเก็บไว้อยู่กลางห้อง 

    ด้านล่างของเหยื่อที่ว่ามีวงกลมเรืองแสงสีเขียวขนาดใหญ่วาดอยู่ ควันจางๆ ราวเปลวเพลิงลอยขึ้นมาอย่างนุ่มนวล แสงจันทร์เหนือหัวส่องผ่านลงมาจากเพดานที่สร้างเป็นโดมกระจก อาบไล้ใบหน้าซีดขาวราวหินอ่อนที่กำลังพริ้มตาหลับอย่างสงบ 

    “..ศาส..ตราจารย์..

    คำพูดสั่นครือผละออกจากริมฝีปากแฮร์รี่อย่างยากลำบาก ตาสีมรกตไหวระริก เขารีบวิ่งเข้าไปทันทีจนเกือบจะเสียหลักล้มโดยไม่ฟังคำร้องเตือนของเพื่อน เหมือนมันไม่ผ่านเข้าหูที่อื้ออึงไปด้วยเสียงหัวใจ 

    ..ไม่นึกว่าความคะนึงหาจะมีมากจนแทบจะทะลักท่วมท้นขนาดนี้ คำนับล้านคำอัดแน่นแต่ไม่อาจกล่าวออกมาได้หมด....อยากจะฟ้อง...อยากจะต่อว่า...ไถ่ถาม...แต่สุดท้ายน้ำตาก็...กลั่นออกมา

    เขาร่ายคาถาตัดผ้าพวกนั้นให้ขาดออก พร้อมวิ่งกางแขนเข้าไปรับร่างที่ร่วงลงมายังพอดี เศษผ้าสีขาวโรยตัวลงมาคล้ายขนนก เพราะร่างที่อยู่สูงเกินไปทำให้แขนที่รองรับเจ็บร้าวไปถึงหัวไหล่ แต่ความยินดีก็ลบมันเสียสิ้น ให้มันเจ็บไป..จะได้รู้ว่าคนในอ้อมแขนไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความฝัน คนที่เฝ้าตามหาและร้องเรียกมาตลอด ตราตรึงอยู่ในความทรงจำและแตกสลายไปต่อหน้าเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งมาอยู่ตรงนี้แล้ว

    นี่..เป็นความจริงสินะ...เป็นความจริงสินะฮะศาสตราจารย์

    เด็กหนุ่มกอดร่างที่ถูกพันธนาการเสียแน่น คล้ายจะฝังร่างบางให้หลอมกลืนไปด้วยกันเพื่อจะได้ไม่ห่างหายจากไปอีก รอยยิ้มโล่งอกคลี่ออกมาอย่างช้าๆ ดูสวยงาม แต่รอนไม่คิดรอเพื่อนให้แสดงฉากซาบซึ้งนี่ให้จบ รีบเข้ามาฉุดอีกฝ่ายที่กำลังดึงกึ่งกระชากผ้าพันอาจารย์หนุ่มออกด้วยน้ำเสียงร้อนรน

    ที่นี่มันแปลกๆ นะแฮร์รี่  พวกเรารีบหนีกันดีกว่า  แบกสเนปไปทั้งยังนั้นแหละ” 

    เอางั้นก็ได้

    แฮร์รี่หันมาพยักหน้าตอบรับ พอเห็นรอนเข้าก็ขมวดคิ้วแน่น 

    ไหงฉันถึงมองเห็นนายชัดแจ๋วขนาดนี้ล่ะ ลูกอมหมดฤทธิ์แล้วเหรอ?”

    จะไปรู้ได้ไงเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น ที่แน่ๆ เรารีบเผ่นช่วงไม่มีใครอยู่อย่างนี้ดี กว่..แฮร์รี่ !” 

    สิ้นเสียงและแรงผลักที่ทำให้เด็กหนุ่มผมยุ่งกระเด็นก็ไม่มีคำพูดอื่นใดของรอนอีก แฮร์รี่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่หลังของเพื่อนถึงมีแผลฉีกตามแนวสันหลังจนเลือดไหลทะลัก ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ในเมื่อในห้องนี้ก็มีแต่เขา รอน...แล้วก็อา จารย์สอนปรุงยาที่กำลังยืนอยู่นิ่งๆ มองดูพวกเขาด้วยแววตาแสนเฉยชา เหนือกองผ้าที่เพิ่งถูกตัดขาดด้วยดาบยาวส่องประกายสีมรกตเลื่อมพรายคล้ายเกล็ดงูในมือผอมบางเท่านั้น


    ............................................



    รอนกับแฮร์รี่ขาดการติดต่อนานเกินไปแล้ว..เราจะไปตาม คงไม่ห้ามนะ” 

    ความจริงห้ามยังไงเราก็จะไปอยู่ดี เพราะแม่สอนว่าเป็นพี่ให้ดูแลน้อง” 

    เฟร็จกับจอร์จยืนกอดอกบอกกับเฮอร์ไมโอนี่ ในเรือนกระจกร้างของบ้าน สเนปด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่เข้ากับนิสัยออกจะขี้เล่นหน่อยๆ เสมอ  เด็กสาวเอาศอกเท้าโต๊ะมือกุมขมับระดมความคิดอย่างหนักว่าจะทำยังไงต่อไปดี เพราะเพื่อนสนิทขาดการติดต่อไปราว 10 นาทีแล้ว 

    บางทีเขาอาจจะกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่จนติดต่อไม่ได้ สองคนนั้นชอบทำอะไรโดยพละการประจำแต่..มัน..” 

    เฮอร์ไมโอนี่ถอนหายใจยาวก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วพูดเสียงเข้ม

    โอเคพวกเราจะไปตามหาพวกเขากัน ติดต่อหน่วยหนีได้เลยเราจะถอย” 

    เธอไม่คิดเสี่ยง..มันไม่คุ้มกันหากเพื่อนกำลังโดนทำร้ายอยู่ ที่สำคัญรอนมักพกความซวยติดกระเป๋าอยู่กับตัวเป็นประจำ 

    จากนั้นก็หันไปพยักหน้าให้แฝดวิสลีย์ซึ่งดูยังไงก็เหมือนผู้ใหญ่อายุราว30กว่าๆ  ผมสีเงินบลอนด์ไม่ค่อยเหมาะกับหน้าตกกระของเขาเท่าไหร่

    ขอเวลา 10นาที บอกให้พวกข้างในหนีก่อน แล้วพวกคุณค่อยเข้าไป” 

    ก็ได้

    จอร์จพูดอย่างไม่เต็มใจนัก พร้อมกับสวมหน้ากากสีขาวซีดลงบนใบหน้าก่อนจะเดินนำออกไป เฟร็จกับลีเห็นอย่างนั้นก็รีบสวมหน้ากากผู้เสพความตายตาม กะว่าเดินไปพลางๆ ก็คงครบเวลาพอดี แต่เดินออกมาจากเรือนกระจกได้ไม่กี่ก้าวก็มีเรื่องให้ต้องวิ่งกลับเข้ามา เมื่อกอยล์เล่นหล่นปุตกลงมาบนโต๊ะพอดิบพอดีพร้อมกับเสียงร้องโหยหวน โต๊ะผุๆ กลายเป็นเศษไม้ในพริบตากองรวมกับเด็กหนุ่มที่กำลังนอนร้องโอดโอย ไม่มีวี่แววเลยว่าเขาตกลงมาได้อย่างไรราวกับว่าผ่านมิติมาอย่างไรอย่างนั้น 

    นี่คงจะเป็น..

    ลีพูดขึ้นเรียบๆ ด้วยท่าทีจริงจังจนทำให้ทุกคนต้องเหลียวมามองแล้วตั้ง ใจเงี่ยหูฟังเขา 

    “..ต้นเหตุของคำว่าผีกองกอย(ล์)’ ใช่ไหมเนี่ย ?” 

    “...............” 

    จบคำทุกคนก็เงียบก่อนจะต่างคนต่างหันหลังหลบไปถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ ( เดี๋ยวนายก็ได้ลงมากองกะฉันหรอก !’ กอยล์พูดอย่างหัวเสียพร้อมกับลูบก้นตัวเองป้อยๆ น้ำตาเล็ดน้ำตาร่วง ) 

    ความจริงเฮอร์ไมโอนี่เคยคิดอยากจะถามแฝดวิสลีย์ ว่าคิดยังไงถึงได้ทนคบกับคนที่พร้อมจะปล่อยมุขเสี่ยวๆ ตลอดเวลาอย่างลีถึง ปี แต่มันก็เป็นเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน (แถมเธอยังรู้สึกว่านี้คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผลักดันทั้งคู่ให้รีบจบการศึกษาด้วยตัวเอง)เธอจึงรีบถามเด็กหนุ่มบ้านสลิธิรีนที่ยังงงๆ กับที่อยู่ของตัวว่าแครบกับเดรโกหายไปไหน

    เจ้าตัวนึกเรื่องเพื่อนออก พลันสะดุ้งตัวรีบลุกยืนอธิบายความเป็นมาทันทีด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักวกวนฟังไม่ค่อยรู้เรื่องนัก แต่ก็พอจับใจความได้ว่ารอนหายไปพร้อมกับแฮร์รี่แบบไม่น่าวางใจ ใบหน้าของเฟร็จและจอร์จดูเคร่งเครียดขึ้น กลุ่มผู้เสพความตายตัวปลอมทั้งสามต่างพยักหน้าให้กัน แล้วพากันเดินไปที่ทาง ออกอย่างรวดเร็ว ลีเอื้อมมือเปิดประตูออกผางด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่น..

    ..แล้ว..ก็เลื่อนปิด..

    ลี นี่มันไม่ใช่เวลามาปล่อยมุขเสี่ยวนะ นายคงไม่อยากให้พวกฉันเรียกว่าเสี่ยวลีใช่มั้ย ?” 

    เฟร็จพูดเสียงเข้มแฝงความหงุดหงิด แต่แล้วก็หยุดเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าของเพื่อนเปลี่ยนไปจึงพูดโดยไม่หันมามอง ทั้งสามต่างชักไม้กายสิทธิ์ออกมา...ระหว่างเขาไม่ต้องมีคำพูดแล้ว

    เฮอร์ไมโอนี่..รีบขี่ไม้กวาดหนีไป..พร้อมกับเจ้าเด็กนั่นแหละ

    ข้างนอกมีกี่คน..

    เด็กสาวเองก็พอเดาสถานการณ์ออก กอยล์เล่นหล่นลงมาอย่างโจ่งแจ้งแบบนั้นใครไม่เห็นก็บ้าแล้ว

    “5 คนมั้ง ?”

    ลีตอบเสียงเรียบ  เธอพยักหน้าช้าๆ 

    ไม้กวาดมีอยู่ด้ามเดียว..นายรีบขึ้นไปซะ

    เฮอร์ไมโอนี่บอกกอยล์ พร้อมเพยิกหน้าไปทางไม้กวาดที่วางพิงเอาไว้ใกล้ๆ มันมีไว้สำหรับเธอตั้งแต่แรก  สำหรับของลีและแฝดวิสลีย์ก็มี แต่เก็บไว้อีกจุดหนึ่งของบริเวณบ้าน โชคร้ายที่พวกเขาแวะเข้ามาคุยกับเธอ หลังจากเดินสำรวจบ้านอาจารย์สอนปรุงยาจนเมื่อย จะวิ่งกลับไปเอาตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว 

    “..ในฐานะที่ฉันเก่งเรื่องเวทมนต์กว่านาย ฉันควรจะอยู่สู้” 

    เด็กหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็โมโหรีบเดินฉับๆไปหยิบไม้กวาดมาวางใกล้เฮอร์ไมโอนี่แล้วผลักลงไปนั่ง และพอเธอยกนิ้วจะเปิดปากต่อว่า กอยล์ก็ชิงยกนิ้วขึ้นห้ามก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างหัวเสีย

    รีบบินไปให้ไกลๆ เลยยัยผู้หญิงหัวฟู ถึงฉันจะโง่แต่ฉันก็รู้จักมารยาทสัง คมดีพอหรอกน่า อีกอย่าง..

    เขายกมุมปากขึ้นยิ้มพร้อมกับชี้นิ้วโป้งหาตัวเอง

    ไม่ใช่จะอวดหรอกนะแต่เห็นอย่างนี้ฉันน่ะเคยโดนลูกบลัดเจอร์มาลูกติดกันในแมทช์เดียวมาแล้วยังไม่เป็นไรเลย” 

    เด็กสาวอึ้งไปพักใหญ่ไม่นึกว่าคนตรงหน้าจะพูดอะไรที่มันดูเข้าท่าเป็นภาษามนุษย์แบบนี้ได้ เฟร็จก็เข้ามาตบบ่าเธอ 

    เชื่อเหอะว่าหมอนั่นอึดเรายืนยัน เพราะนั่นเป็นแมทช์ที่เราสองคนพยา ยามสอยให้ร่วงเอง” 

    พูดจบก็หัวเราะร่วน ส่วนกอยล์ทำปากขมุบขมิบประมาณว่าถ้ารอดออก ไปเขาจะอัดอีกฝ่ายให้จมดินเป็นอย่างแรก จอร์จพยักหน้าแล้วยิ้มให้เธอ 

    ไม่มีบีตเตอร์คนไหนหนีคู่ต่อสู้ พวกเราชนเป็นอย่างเดียว

    ช่าย ชนเป็นอย่างเดียว” 

    คู่แฝดเขาพูดเสริมต่อ เด็กหนุ่มบ้านสลิธิรีนพยักหน้ารับแต่อีกคนส่ายหน้า ( แต่ฉันเป็นแค่โฆษกสนามนะพวก อย่างนั้นฉันก็หนีได้สิลีพูดงุบงิบๆ น้อยใจ กลัวว่าพูดดังแล้วจะถูกรุมอัด) 

    พลันเสียงกระจกแตกจากพลังเวทด้านนอกก็หยุดการสนทนา เฮอร์ไมโอนี่ตัดสินใจไม่ถ่วงเวลา เธอถีบเท้าลอยขึ้นไปบนฟ้าผ่านรอยโหว่ใหญ่ตรงหลังคาเรือนกระจกหนีออกมา พอมองลงไปจึงเห็นชัดว่าลีโกหกเธอ..ผู้เสพความตายที่เดินมาไม่ใช่แค่ คน.. 

    เธอคิดจะกลับไปช่วย แต่ลำแสงที่เสกขึ้นมานั้นทำให้ลอยลงต่ำไปกว่านี้ไม่ได้ เกล็ดสีเขียวมรกตพัดลอยมาตามลมโดนร่าง..พวกเพื่อนๆ กำลังดำเนินแผนถอย ยาสลบจะออกฤทธิ์ใน10 นาทีซึ่งไม่รู้ว่าพวกแฝดวิสลีย์จะสู้ได้ถึงตอนนั้นหรือเปล่า

    ขณะที่คิดหาวิธีช่วยเหลือ แรงระเบิดจากตัวบ้านทำให้หลังคาห้องประชุมชั้นกระจายตัวออกก็เรียกความสนใจให้ถูกคนหันมามองเป็นตาเดียว แสงสีเขียวจ้าบาดตาผ่านม่านควันสีขาว ลอยอวลออกมาเกิดเป็นตรามารเหนือฟากฟ้าสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับผู้ที่อยู่ใต้มัน ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด....ทั้งที่ขนทั่วตัวลุกชัน เด็กสาวกลับกระชับไม้กวาดมั่นบังคับมันเข้าหาม่านควันทันที


     ...................................

     

    ชายหนุ่มผมบลอนด์ยาวยืนนิ่งมองไม้กายสิทธิ์ของผู้เสพความตายคนกำลังชี้มาทางตัว มือหนึ่งของลูเซียสชี้ไม้กายสิทธิ์สู้กับคนที่ยืนอยู่ด้านขวาซึ่งเป็นคู่หูของเขาจนถึงเมื่อครู่ มืออีกข้างยกขึ้นบังเด็กหนุ่มร่างเล็กซึ่งกำลังยืนกลัวจนตัวสั่น เดรโกพยายามไม่มองร่างไร้วิญญาณที่นอนตาเบิกโพลงอยู่ตรงข้างกำแพงใกล้ตัว คนๆ นั้นตายเพราะจะฆ่าเขาที่อยู่ๆ ก็หล่นลงมากลางห้องสมุดแห่งนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่เพราะพ่อช่วยเขา...ทำให้ตอนนี้กำลังจะถูกฆ่าด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นคนทรยศ

    ลาก่อนมัลฟอย

    ชายใส่หน้ากากที่ยืนประจันหน้าส่งเสียงเรียบเย็น ลูเซียสดันแขนบังเด็กหนุ่มให้หลบมิดชิดมากขึ้นกว่าเดิม จังหวะเดียวกับแรงระเบิดตรงชั้นที่แรงจนทำให้พื้นสะเทือนก็เกิดขึ้น ชั้นหนังสือไม้เอนตัวล้มลงมาทาบเงาทับร่างของผู้ที่ยืนอยู่ทำให้ต่างคนต่างรีบหลบ 

    ผู้เป็นพ่อได้จังหวะรวบตัวอุ้มเดรโกออกไปทางหน้าต่าง แล้ววิ่งไปตามเฉลียงด้านนอก เขาไม่กล้าพาออกไปนอกห้องเพราะด้านนอกมีคนเยอะเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นทางที่เขาตัดสินใจเลือกก็ทำให้ถูกต้อนจนมุมได้อยู่ดี พร้อมด้วยผู้ล่าที่มีมากกว่าเดิม ชายหนุ่มฝืนอุ้มร่างเล็กผ่านเข้าไปในหน้าต่างกันโดนลูกหลงจากผู้ที่ขนาบมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไม่ว่าจะดูเช่นไรก็ไม่มีทางให้หนีอีกแล้ว ลูเซียส แค่นหัวเราะก่อนจะหัวเราะร่วนดังราวกับคนเสียสติ

    กลัวจนเป็นบ้าไปแล้วหรือไง?” 

    ฉันหัวเราะให้กับความโง่เขลาต่างหาก..

    เขาพูดโดยที่เสียงหัวเราะยังไม่หยุดดี

    “..พอความตายมาเยือนอยู่ตรงหน้า ถึงได้รับรู้ความคิดของผู้ที่เฉียดใกล้ความตาย  สุดท้าย..ทั้งฉันและพวกนายก็ต่างถูกหลอกทั้งนั้น

    จากนั้นเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งก็เริ่มขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความงุนงง สำ หรับพวกเขาชายคนนี้ก็เคยเป็นคนที่น่านับถือมาก่อน พฤติกรรมที่เห็นจึงทำให้อดนึกสงสัยไม่ได้ว่ากำลังพูดถึงสิ่งใดอยู่กันแน่ และเมื่อสบโอกาสเหมาะ ลูเซียสก็ยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นร่ายเวททำร้ายผู้ที่อยู่ตรงหน้าด้วยคาถาสั้นๆ เพื่อความรวดเร็ว ด้วยจิตมุ่งร้ายที่สื่อออกมาทำให้คาถาทวีความรุนแรงขึ้น จากนั้นก็กระโดดผ่านหน้าต่างเข้าไปในตัวบ้านอีกครั้ง

    เพียงแต่มันใช้เวลามากเกินกว่าใจคิด เวทสีแดงสายหนึ่งทะลวงผ่านหลังน่องเฉือนกระดูก ร่างสูงเสียหลักล้มหลังกรอบไม้นอนก้มหน้าหมดทางหนี แต่ก็ยังฝืนหันหน้าซ่อนเด็กหนุ่มไว้ด้านหลัง 

    เดรโกมองกลุ่มคนที่มืดดำ เพราะเงาจากการทอดทับของแสงจันทร์แล้วกัดกรามแน่น คิดจะเสกคาถาต้องห้ามให้คนกลุ่มนั้นหายไปทั้งหมดเขากับพ่อจะได้รอด แต่มันช่างหนักหนา..แม้จะรู้วลีของการฆ่า แต่ก็ไม่อาจตัดใจปล่อยคำเหล่านั้นให้หลุดจากริมฝีปากที่สั่นเทา น้ำตาร่วงเผาะลงมาเพราะความเจ็บใจในความอ่อน แอของตัว พระจันทร์ดวงกลมโตสว่างพร่า..คนพวกนั้นยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นมา

     

    ..ช่วยด้วย..

    ..ช่วยด้วย..

    เสียงหัวใจสั่นระรัว ดวงตาสีฟ้าใสเบิกโพลง เดรโกกอดพ่อแน่นจากนั้นก็กู่ร้องสุดเสียง 

    ม..ไม่..ใครก็ได้ช่วยด้วย !! ลูปิน !!!!!

     

    โบร๋------------------ว

    เสียงหอนน่าสะพรึงกลัวเรียกความหวาดหวั่นจากก้นบึ้งของจิตใจ และยิ่งทำให้หวาดผวาเมื่อเสียงหอนเกิดขึ้นอีกครั้ง อีกครั้งและอีกครั้งดังใกล้ตัวขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว บ่งบอกเป็นนัยว่าสิ่งๆ นั้น เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเกินกว่าจะคาดคิดได้  แล้วเฉลียงไม้ก็สะเทือนสั่นเมื่อบางอย่างกระโดดขึ้นมา..และ..เงียบสงบลง

    ขนสีน้ำตาลเทาพัดไหว เป็นจังหวะเดียวกับชีพจรที่สูบฉีดไหลเวียนอย่างรวดเร็วไปทั่วร่างใหญ่ เพียงลมหายใจระอุร้อนของสิ่งมีชีวิตที่ไม่น่าเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ ก็สร้างความรู้สึกสะอิดสะเอียนและกลัวเกรงจนไม่อยากอยู่ใกล้ มนุษย์หมาป่าโก่งคอหอนขู่อีกครั้งก่อนจะแยกเขี้ยวขาว จ้องกลุ่มผู้เสพความตายเกือบสิบคนด้วยนัยน์ตาวาวแสงทำให้สะดุ้งเฮือกขนลุกตั้ง เพียงแค่นี้ความกลัวก็บังคับให้พวกเขาเบี่ยงความสนใจมาที่ลูปินทันที 

    กล้ามเนื้อและเส้นประสาทของร่างที่ถูกพระเจ้าสาป ตอนนี้กลับเป็นอาวุธให้เขา ความเร็วและพละกำลังที่มนุษย์ไม่อาจเทียบเท่า หมาป่าหนุ่มกระโดดขึ้นหลบเหล่าเวทที่พุ่งมาหาขึ้นไปบนหลังคาเพื่อดึงความสนใจ จากนั้นค่อยกระโดดลงมาอีกทีตรงด้านหลัง แล้ววิ่งกวาดมือปัดคนพวกนั้นให้ตกลงจากเฉลียงชั้นในคราวเดียว ซึ่งมันก็สูงพอจะทำให้คนที่หล่นลงไป ระบมทั่วตัวจนไม่มีแรงขยับไปต่อกรกับใครที่ไหนอีก 

    ลูปินค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้หน้าต่างแอบมองคนที่อยู่ด้านใน เขาอยากเห็นว่าเด็กหนุ่มปลอดภัย เสียงร้องขอให้ช่วยของเดรโกทำให้ใจไม่ดี แต่แล้วก็ต้องเบี่ยงหน้ากลับหลบแสงสีแดงที่พุ่งมาจากปลายไม้กายสิทธิ์ของลูเซียส สีหน้าแววตาที่บ่งถึงความรังเกียจขยะแขยงของอีกฝ่าย ทำให้หมาป่าหนุ่มชะงักและสำนึกถึงร่างกายอันแสนผิดแผกของตน เขาก้าวเท้าถอยหลังไม่เป็นจังหวะ ไม่กล้ามองไปทางเด็กหนุ่ม ว่าจะมีดวงหน้าหวาดหวั่นหรือแสดงความรังเกียจอย่างเด่นชัดเหมือนผู้เป็นพ่อด้วยหรือไม่ เขาลืมตัวไป..เขาลืมตัวไป..ลืมตัวไป

    เดรโกรีบผละตัวออกจากอ้อมกอดของพ่อวิ่งออกไปหาลูปิน เห็นอย่างนั้นชายหนุ่มอ่อนแอกว่าที่คิด แต่แล้วแสงจากไหนไม่รู้พุ่งผ่านไหล่เด็กหนุ่ม แรงส่งพาร่างเล็กหล่นออกไปนอกระเบียงลอยอยู่ในอากาศด้านนอก ลูปินกระโดดตามลงไปรองรับ ส่วนลูเซียสก็รีบมองหาต้นตอผู้ลอบทำร้าย อีกฝ่ายเป็นแม่มดสาวผมดำยาวแต่งกายสีฉูดฉาด..ชายหนุ่มกัดกรามแน่นแล้วพูดด้วยความเคืองแค้น

    “..เบราทริกซ์..



    ...........................................


    TBC



    ps 29 ตอนจบนะคะ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in