Harry P fictiontomei_tan
[fic Hp]Second full moon #13
  • ในตอนกลางวันของวันต่อมา อากาศก็ขมุกขมัวแบบที่พยากรณ์อากาศว่าไว้ไม่มีผิด ฝนที่ตกพรำๆ มาตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แต่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการแข่งขันแต่อย่างใด อัฒจันทร์ยังคงแน่นขนัดเต็มไปด้วยผู้คน

    นี่เดรโก  วันนี้ครูจะชนะให้ได้ชนะแน่ๆ

    ลูปินบอกเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เพื่อให้อีกฝ่ายหายจากท่าทีที่เซื่องซึม เขาจะไม่เล่นแบบต่อให้แฮร์รี่เหมือนเมื่อวานแล้ว

    ถึงจะพูดขนาดนั้น เดรโกก็ยังคงพยักหน้าตอบผ่านๆ แบบไม่มีคำพูดอะไรหลุดออกมาสักคำ แล้วเดินหลบหน้าไปเหมือนเช่นเมื่อวาน ทำให้ชายหนุ่มเริ่มสำนึกผิดอีกรอบ.. 

    รู้อย่างนี้เข้าไปจับลูกสนิชตั้งแต่แรกเสียก็ดี..

    ไม่ดีหรอกเชื่อฉันเหอะ

    ซีเรียสพูดพร้อมกับเดินทอดน่องเข้ามาตรงซอกตึก ที่อยู่ใกล้กับห้องพักนักกีฬาของสลิธีริน ลูปินขมวดคิ้วสงสัย 

    “..แล้วที่เค้าซึมไป ก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่นายไม่ยอมแข่งให้ชนะหรอก แต่เป็นเพราะเค้ากำลังคิดอยู่ว่า จะพูดสารภาพรักกับศาสตราจารย์หัวเมือกนั่นยังไงดีต่างหาก

    สารภาพรักกับเซเวอร์รัส ?”

    ร่างเล็กทวนคำคล้ายไม่เชื่อหูตัวเอง  อีกฝ่ายพยักหน้าถี่

    อืม !  เห็นบอกว่าจะไปราวๆ 5-6 โมงเย็นเนี่ยแหละ

    เมื่อพูดจบ เสียงรองเท้าพื้นแข็งที่กระทบพื้นทางเดินอย่างเป็นจังหวะช้าก็ค่อยๆ เข้ามาใกล้ ทำให้ซีเรียสต้องรีบเปลี่ยนร่างแล้ววิ่งหลบไปอีกทาง ลูปินมองตามร่างเพื่อนด้วยท่าทีที่ร้อนรน ทั้งๆ ที่เขาอยากจะถามอะไรอีกตั้งหลายต่อหลายอย่าง โดยเฉพาะว่าทำไมอยู่ๆ เดรโกจึงคิดจะสารภาพรักกับสเนปแบบเป็นเรื่องเป็นราวได้ ชายหนุ่มรีบหันไปมองว่าเจ้าของเสียงฝีเท้าที่เข้ามาขัดบทสนทนา จนทำให้เจ้าหมาขาวต้องรีบหนีไปนั้นเป็นใครด้วยความโมโห

    ใกล้เวลาแข่งแล้วทำไมนายยังไม่ไปเตรียมตัวอีกรีมัส?”

    สเนปพูดด้วยเสียงเรียบเย็นเหมือนเช่นเคย พอดีจังหวะกับที่ลูปินหันมา ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาแปลกใจไม่น้อย ว่าช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียจริงที่อยู่ๆ คนที่นึกถึงก็ปรากฏตัวออกมา..ดีเลย..

    ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณหน่อยเซเวอร์รัส ?”

    ถ้ามีอะไรก็เอาไว้ตอนเย็นก็แล้วกันตอนนี้ฉันรีบ ราวๆ ห้าโมงฉันว่างอยู่ ถ้าหลังจากนั้นคงไม่ได้

    ถ้าอย่างนั้น  ช่วงนั้นผมจะไปหาคุณที่ห้อง” 

    เชิญ” 

    อาจารย์หนุ่มตอบรับสั้นๆ แล้วเดินจากไป ลูปินให้ยืนกำหมัดแน่นแล้วทุบกำปั้นกับกำแพงข้างตัว


    ........................................

     

     

    ในบรรดาห้องพักนักกีฬาทั้งสี่บ้าน ห้องพักของกริฟฟินดอร์และสลิธีรินจะอยู่คนละฝั่งของสนามควิดดิช ใช้เวลาเดินก็ประมาณ10 นาที และในขณะนี้เหลือเวลาอยู่อีกแค่ นาที นั่นก็หมายความว่าอาจารย์สอนปรุงยาของเรา ต้องรีบจ้ำอย่างเร็วเพื่อจะได้ไปถึงเป้าหมาย เมื่อถึงห้องพักนักกีฬาของกริฟฟินดอร์ แฮร์รี่กับพวกนักกีฬาก็กำลังทยอยออกมาจากห้องพอดี สเนปส่งเสียงเรียกเด็กหนุ่มผมยุ่งให้หันมา แต่คนอื่นๆ ก็ต่างหันตามมาด้วย

     “มานี่พอตเตอร์ ฉันขอคุยด้วยหน่อย” 

    อาจารย์หนุ่มพูดโดยไม่ยอมมองตาคู่สนทนา แฮร์รี่พยักหน้ารับแล้วตามไป ท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนในทีม ด้วยความกลัวว่าซีกเกอร์ของตัวจะถูกล่อลวงไปฆ่า แต่ประธานสมาคมผู้พิทักษ์ฯ อย่างเฮอร์ไมโอนี่ ที่เปี่ยมไปด้วยอุดม การณ์แรงกล้า ช่วยเสกคาถาให้ทุกคนเป็นใบ้ชั่วคราวกันการหนวกหู สเนปเดินนำเด็กหนุ่มเข้าไปในซอกตึกเพื่อป้องกันบทสนทนาเล็ดลอดออกไป 

    มีอะไรเหรอฮะศาสตราจารย์ ?” 

    แฮร์รี่ยิ้มถามเขินๆ  ท่าทีที่ดูเอียงอายนั่นกวนอารมณ์อีกฝ่ายอย่างยิ่ง

    ฉันคิดดูแล้วเรื่องที่เธอขอ  ฉันทำให้ไม่ได้..” 

    ประโยคคำพูดทำให้เด็กหนุ่มรีบเงยหน้าขึ้นมอง ริมฝีปากบางยังคงพูดต่อ

    ฉันไม่อยากไปงานเต้นรำ ฉันเคยบอกแล้วนี่ว่า จะให้เท่าที่ให้ได้’”

    แต่ผมอยากให้คุณไปนี่ฮะ  นะฮะศาสตราจารย์  ไปกับผมนะฮะ

    เด็กหนุ่มเริ่มตื้อทั้งๆ ที่รู้ดี ว่าหากอาจารย์สอนปรุงยาคนนี้ตัดสินใจทำอะไรแล้วล่ะก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจหรอก เสียงพูดเริ่มค่อยลงเรื่อยๆ อย่างหมดหวัง 

    ถ้าไม่ได้เต้นรำกับคุณ...อะไรๆ มันก็ไม่มีความหมาย

    สเนปมองใบหน้าที่เศร้าสร้อยของหนุ่มน้อยตรงหน้า แล้วก็ถอนหายใจหนักถ้าอย่างนั้นก็พบกันครึ่งทางแล้วกัน...หากเธอแข่งนัดนี้ชนะ...ฉันจะยอมไปกับเธอ

    จริงเหรอฮะ  ศาสตราจารย์จะไปจริงๆ นะฮะ !?” 

    แฮร์รี่ย้ำถามให้แน่ใจ แววตาส่องประกายสดใสขึ้นยามเมื่อคู่สนทนาพยักหน้าตอบรับ สเนปยกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะ 

    แต่ถ้าแพ้ก็อย่ายกเรื่องนี้มาพูดอีก...อย่าลืมสิว่าเมื่อวานเธอเกือบจะแพ้มาแล้ว

    ผมต้องชนะแน่ๆ ฮะ” 

    ซีกเกอร์หนุ่มกำหมัดพูดอย่างมั่นใจ และพูดซ้ำอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด สเนปยกมือขึ้นเป็นเชิงให้หยุด

    มันคงจะไม่ยุติธรรมสำหรับเธอ ที่ฉันทำตามที่รับปากไว้ได้แค่ครึ่งเดียว ดังนั้น ฉันว่าฉันควรจะทำอะไรสำหรับอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ...ส่งแว่นมาสิ ฉันจะเสกคาถากันน้ำให้

    อาจารย์หนุ่มถอดแว่นตาของอีกฝ่ายมาเสกคาถาอิมเพอร์วิอัสให้ ขณะที่เจ้าของบ่นงุบงิบน้อยใจเล็กๆ เพราะครึ่งเดียวที่ว่านี่มันช่างน้อยนิดสุดๆ ...แต่แค่ สเนปยอมเปิดโอกาสให้เขาชวนไปเต้นรำได้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว

    แฮร์รี่หลับตาพักเพราะไม่ชอบเวลามองเห็นรอบด้านไม่ชัด สักพักแว่นทรงกลมก็ถูกมือซีดขาวส่งกลับมาไว้ที่เดิม เด็กหนุ่มรีบลืมตาขึ้นมองทันที...ไม่ใช่เพราะได้แว่นคืนแล้ว  แต่เป็นเพราะสัมผัสที่บางเบาตรงแก้มต่างหาก

     “อีกครึ่งหนึ่งยังไงล่ะ

    ริมฝีปากที่เพิ่งละจากแก้มของเขากำลังส่งเสียงเบาๆ เนิบช้า  แล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มให้อย่างยียวน จากนั้นก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมาฟังคำพูดของเด็กหนุ่ม ที่ยืนเหม่อมองตามแผ่นหลังและชายผ้าคลุมสีดำ ที่พลิ้วพัดยามก้าวเดินออกห่างเป็นระรอกคลื่น เขากุมหน้าตัวเองแล้วพูดพึมพำ 

    “..ชนะชัวร์ๆ เลยฮะ..” 

     

    ...................................

     

     

    แสงสีส้มของยามเย็นค่อยๆ จางหายไปช้าๆ ความมืดเริ่มหมุนเวียนเข้ามาแทนที่อีกครั้ง สเนปเอี้ยวตัวจากเก้าอี้นั่ง แล้วหันไม้กายสิทธิ์ไปทางเตาผิงไฟเพื่อจะเสกคาถาจุดไฟ เพราะหนังสือเล่มหนาที่อ่านค้าง กับเจ้าแมวที่นอนขดอยู่บนตักทำให้เขาลุกไม่ได้ สภาพที่ทุลักทุเลเช่นนี้จึงสร้างความหงุดหงิดให้ไม่น้อย และขณะที่กำลังหัวเสียอยู่  เสียงเคาะประตูก็ดังเรียกอีก

    เข้ามาเลยไม่ได้ล็อค !” 

    อาจารย์หนุ่มตะโกนบอกคนข้างนอก แขกของเขาไม่ใช่ใครอื่น ลูปินนั่น เอง... 

    ร่างเล็กเดินขากะเพลกเข้ามายืนอยู่ข้างโต๊ะเจ้าของห้อง ซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับการปรุงยาสารพัดชนิด ใบหน้าจิ้มลิ้มนั่นตอนนี้เรียกได้คำเดียวว่า ยับเยิน’ ผ้าก๊อตผืนใหญ่ปะทับแก้มข้างซ้ายที่มีทั้งรอยแผลฉีกและบวมช้ำเอาไว้

    ในตอนนั้น..ขณะที่ลูปินกำลังพยายามคว้าลูกสนิชสีทอง  อยู่ๆ ร่างกายก็เกิดไม่เป็นใจ  สติดับวูบเอาดื้อๆ เสียกลางอากาศ  จะมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่โดนลูกบลัดเจอร์หวดใส่จนร่วงลงพื้น ความหวังที่จะนำชัยชนะมาให้เจ้าของร่างเลยหยุดอยู่แค่นั้น.. 

    เดรโกร้องไห้..เด็กคนนั้นรีบวิ่งเข้ามาหาเราคนแรกด้วยใบหน้าที่อาบเปื้อนไปด้วยน้ำตา เขาคงเสียใจที่เราทำให้เขาแพ้อีกเป็นครั้งที่สอง แถมยังทำให้ร่างที่น่าทะนุถนอมนี่บาดเจ็บตั้งหลายที่ ในทีแรกเรารู้สึกสะใจลึกๆ ที่ตัวเองแพ้ซะ  เด็กคนนั้นจะได้ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับอาจารย์สอนปรุงยาอีกตามที่ให้สัญญาไว้กับคู่แข่ง

    แต่..ทำอย่างนั้นแล้วมันจะได้อะไรล่ะ ?  หากว่าเขาต้องมานั่งโศกเศร้าเพราะความเห็นแก่ตัวของเรา...เสียงสะอื้นไม่เหมาะกับเขาแม้สักนิด หากแต่เป็นรอยยิ้มที่สดใส เหมือนกับชุดเต้นรำสีขาวนั่น  มันช่างเหมาะกับเขา หากแต่มันไม่ได้มีไว้ใส่มาเพื่อเรา รอยยิ้มที่เขาจะให้..ก็ไม่ใช่เพื่อเราเช่นกัน

    เซเวอร์รัส...ผมมีเรื่องอยากจะขอร้องคุณ

    ลูปินก้มหน้าพูดช้าๆ บาดแผลทำให้เสียงพูดฟังไม่ค่อยชัดเจนนัก สเนปเลิกคิ้วขึ้นสูง 

    อะไรล่ะ  ถ้ามันไม่เหลือบ่ากว่าแรงนักฉันก็จะทำให้

    วันนี้เดรโกจะมาบอกความรู้สึกให้คุณรู้ บางทีเขาอาจจะชวนคุณไปงานเต้นรำ ก็เลยอยาก...จะให้คุณช่วยรับปากเขาสักหน่อย

    ฉันไม่เห็นว่าเรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนายตรงไหน?” 

    อาจารย์หนุ่มถามอย่างชัดถ้อยชัดคำด้วยท่าทีที่เมินเฉย คล้ายฟังคำขอผ่านๆ อย่างขอไปที  คนร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมอง สองมือเริ่มกำหมัดแน่น 

    ก็คงไม่เกี่ยว...ผมแค่ไม่อยากจะให้เขาเสียใจมากไปกว่านี้ ผมรู้ว่าคุณคงปฏิเสธความรู้สึกของเขาแน่...ก็เลยอยากจะให้ช่วยพูดอ้อมสักนิด รักษาน้ำใจเขาสักหน่อย แต่แค่เรื่องงานเต้นรำคุณน่าจะพอมีเวลาว่างให้เขา สัก 2-3 เพลงก็ยังดี ” 

    กล่าวจบก็ก้มหัวยืนนิ่ง สเนปยังคงทอดสายตาอยู่กับตัวหนังสือเช่นเคย คล้ายกับเรื่องที่อีกฝ่ายพูดมานั้น ไม่ชวนให้น่าสนใจแม้แต่น้อย แต่ตรงมุมปากกลับมีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏอยู่ 

    เขาหัวเราะเบาๆ อย่างสะใจในลำคอ โดยคนที่กำลังก้มหัวขอร้องไม่มีทางจะได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองทั้งหมด และไม่ทันที่จะได้ฟังคำตอบใดๆ จากเจ้าของห้อง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกหน ตามมาด้วยเสียงขออนุญาตของคนที่กำลังถูกพูดถึง ลูปินรีบหันไปทางสเนปทันที 

    มีที่ซ่อนไหมเซเวอร์รัส  ขอผมซ่อนหน่อย

    ตามสบาย..ใต้โต๊ะนี่แหละ” 

    อาจารย์หนุ่มชี้ไปที่ใต้โต๊ะหนังสืออยู่พร้อมยกขาขึ้น ให้ลูปินมุดลอดดงหนังสือเข้าไป แล้วซ่อนตัวอยู่หลังโซฟาหนังที่สเนปนั่งได้ทันเวลาขณะที่เดรโกเข้ามาพอดี 

    มีอะไรเหรอเดรโก ?”

    ลูปินขดตัวเงี่ยหูฟังเสียงพูดที่กระอึกกระอักสั่นไหวไปเพราะความอายกำ ลังบอกความในใจของตัว อาจเป็นเพราะที่ซ่อนนี้ทั้งเล็กทั้งแคบ...มืด...แถมมีแต่ฝุ่น เลยทำให้เขาชักรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก...มันอึดอัดจนแทบทนไม่ไหว 

    ...ไม่สิ...ไม่ใช่เพราะสถานที่สักหน่อย จะหลอกตัวเองไปทำไมกัน...ช่างน่าหัวเราะนัก คำพูดที่เอาไปใช้เตือนสติคนอื่นกลับย้อนเข้าตัวเสียได้ สุดท้าย...คนที่กำลังรีรอให้บางอย่างมันผ่านไป จนต้องมานั่งเสียใจก็คือเราเองนี่แหละ

     “ขอโทษนะ...ฉันคงไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของเธอได้

    สเนปตอบอย่างสุภาพทำให้ลูปินโล่งใจ ที่เพื่อนยอมทำตามที่ขอไว้ไม่พูดหักหานน้ำใจกัน หากแต่ประโยคต่อมากลับทำให้เขาลืมตาโพลง

    “..เพราะฉันเกลียดเด็กอย่างเธอมาก เกินกว่าจะให้เข้าใกล้ไปมากกว่านี้ แค่ยอมให้เธอมาป้วนเปี้ยนวุ่นวายอยู่ข้างกายก็สุดที่จะฝืนทนแล้ว กับเด็กที่วันๆ เอาแต่สร้างปัญหาให้ไม่รู้วันละกี่รอบ เธอคิดเหรอว่าจะมีใครยอมรับเธอได้ ที่ฉันยอมทนยอมเมินเฉยทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้เกิดมาจากความรักเลยสักนิด หากแต่เป็นความรับผิดชอบที่ฉันต้องทำเท่านั้น หากเธอจะมองฉันว่าเห็นแก่ตัวเสียตอนนี้ก็ไม่ว่าอะไร แต่เธอก็เหมือนกัน..เธอมันก็แค่เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ที่หาหนทางของตัวเองไม่เจอ เอาแต่ร่ำร้องให้ทุกคนมาเห็นใจ หาที่เกาะเกี่ยวยึดเหนี่ยวไปเรื่อย พอเห็นใครทำดีด้วยหน่อยก็หลงรัก สิ่งที่เธอต้องการจากฉันไม่ใช่ความรักหรอก...เธอก็แค่อยากได้ต้นแบบเอาไว้ใช้หนีความจริงเท่านั้น ต้นแบบที่ใกล้เคียงกับพ่อเธอ แต่ไม่ใช่พ่อของเธอยังไงล่ะ หากจะให้ฉันคบกับเธอมันก็ได้อยู่..แต่มันก็เป็นแค่การคบเอาบุญเท่านั้น

    เด็กหนุ่มยกสองมือกางปิดปากแน่นปลายนิ้วสั่นกระตุกไม่หยุด พยายามส่งเสียงสะอื้นกลับลงคอไม่ให้มันดังลอดออกมา พลางส่ายหน้าปฏิเสธสิ่งที่ได้ยิน ปฏิเสธดวงตาที่ฉายแววรังเกียจ ความตกใจและสับสนทำให้รู้สึกชาไปทั่วร่าง..คนที่เขากำลังพูดอยู่ด้วยนี่ใช่คนที่เขาหลงรักจริงเหรอ? ..ใช่ตัวจริงจริงๆ เหรอ ? .. 

    ผ..ผมขอโทษฮะ..ขอ..โท..” 

    เดรโกเสือกเท้าถอยหนี ก่อนจะหันหลังรีบวิ่งออกไปทั้งๆ ที่ยังพูดไม่จบประโยค ขณะเดียวกันคนร่างเล็กที่อยู่ใต้โต๊ะ ก็รีบถีบกองหนังสือแล้วดันตัวออกมาแล้วร้องเรียกชื่อคนที่เพิ่งจากไป ลูปินหันมามองสเนปแล้วง้างหมัดเข้าต่อยหน้าเจ้าของห้องทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว ก่อนจะตะโกนใส่หน้าอย่างเดือดดาล

     “คุณมันแย่มากเซเวอร์รัส...ไม่นึกเลยคุณจะยอมให้ประโยคพวกนั้นออก มาจากปากของคุณได้  ผมมันโง่เอง..มองคุณผิดไปจริงๆ !

    ว่าแล้วก็สะบัดตัวรีบไล่ตามเดรโกออกจากห้องไป อาจารย์หนุ่มปาดเช็ดเลือดที่ติดมุมปากจากนั้นจึงบ่นเบาๆ

    “..ก็ใช่น่ะสิไอ้โง่..” 


    ................................

     

     

    เดรโก !  นั่นเธอกำลังจะไปไหนนะ !?” 

    ลูปินร้องถามเด็กหนุ่มที่กำลังวิ่งข้ามบันไดไปยังชั้นต่อไปของปราสาท ทั่วทั้งใบหน้ามีแต่หลักฐานของความเสียใจ เดรโกใช้หลังมือเช็ดน้ำตาลวกๆ แล้วตะโกนใส่ร่างเล็กที่วิ่งตามมาอย่างไม่ลดละทั้งๆ ที่ขาก็ไม่ค่อยดี 

    อย่ามายุ่งกับผมได้มั๊ย ! ผมมันจะอยู่หรือจะตายมันก็ไม่มีค่าอะไรอยู่แล้ว ! ไม่ต้องมาเสแสร้งแกล้งทำดีกับผมเพราะต้องรับผิดชอบผมหรอกน่ะ เกลียด..เกลียดคนอย่างพวกคุณที่สุดเลย !” 

    หลังจากตะคอกใส่ก็สะบัดหน้าวิ่งขึ้นไปต่อ ชายหนุ่มรีบเร่งฝีเท้าตามไปเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดทำร้ายตัวเองขึ้นมา แต่ทันใดนั้นเองก็รู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้ามันกระตุก ลูปินหยุดยืนนิ่งภาวนาขอให้มันเป็นเพียงความรู้สึก หากแต่มันไม่เป็นเช่นนั้น..เสียงครูดซึ่งเกิดจากการเคลื่อนตัวของหินอ่อนที่ดังขึ้นเหนือหัวเรียกให้ทั้งคู่เงยมอง และอย่างที่ชายหนุ่มคาด..บันไดกำลังเลื่อนเปลี่ยนทิศ..

    ไม่ทันได้ร้องเตือนให้คนที่กำลังวิ่งหนีระวังตัว ร่างที่ผอมบางและดูโรยแรงตลอดเวลา ที่บังเอิญยืนอยู่ตรงส่วนรอยต่อระหว่างบันไดกับตัวอาคาร ก็พลัดร่วงลงไปในอากาศเพราะเสียการทรงตัวจากแรงเหวี่ยง ลูปินส่งเสียงร้องลั่นราวกับมีใครมากระชากร่างให้ขาด 

    หากแต่โชคดีที่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่สั่งสมไว้ในร่างนั้น บังคับให้เดรโกตะปบคว้าขอบพื้นบันไดเอาไว้ แม้ตัวบันไดจะเคลื่อนเป็นรัศมีวงกลมช้าๆ แต่มือที่เปียกไปด้วยน้ำตาทำใหัยากจะเกาะจับพื้นหินอ่อนให้มั่น 

    อย่าปล่อยมือนะเดรโก  เดี๋ยวครูจะไปช่วย !” 

    ชายหนุ่มตะโกนบอกเสียงสั่นพร้อมวิ่งไปตามทางที่กำลังเคลื่อนที่ ไม่ถึงครึ่งทางที่แผ่นหลังของผู้พลัดตกลงไปจะปะทะเข้ากับตัวอาคาร และหากตกลงไปก็คงจะเหมือนกับที่ได้ยินมา..ร่างนั้นคงจะถูกบันไดชั้นล่างๆ ฟาดจนออกไปนอกปรา สาท 

    ด้วยความกลัวทำให้เด็กหนุ่มเผลอตัวมองลงไปเบื้องล่าง  แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ความหวาดกลัวเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ปลายนิ้วที่ยึดเกาะอยู่นั้นค่อยๆ ลื่นถอย  แต่ในเวลาที่คนเรากำลังอยู่ในเส้นคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตาย สติกลับแจ่มชัดขึ้นมาอย่างประหลาดราวกับไม่ใช่ตัวเอง เดรโกมองมือที่เกาะอยู่...หากเขาตัดสินใจปล่อยตอนนี้ ความเศร้าทั้งหลายทั้งปวงก็จะจบลงเหมือนกับฉีกหนังสือบทสุดท้ายทิ้งไปเลยสินะ

    ขณะที่กำลังตัดสินใจอย่างสงบในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม เด็กหนุ่มมองนิ้วที่กำลังถอยห่างไปเรื่อยๆ ด้วยแววตาเฉยเมย แต่คนที่เขาคิดว่าเป็นคนที่เข้ามาจุ้นวุ่นวายในชีวิตเขามากที่สุดในโลกก็กลับเข้ามายุ่งอีกครั้ง ลูปินฝืนยิ้มและบอกเขาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกโล่งใจ 

    ครูมาช่วยแล้วนะ” 

    ไม่ต้องหรอกฮะ..ปล่อยผมไปเหอะ ถ้าผมตายไปคุณก็ไม่ต้องมารู้สึกผิดด้วยหรอก..ถือซะว่าผมตั้งใจตายของผมเอง..

    เธอพูดอะไรน่ะ ?” 

    ชายหนุ่มขมวดคิ้ว รอยยิ้มที่เกิดจากการฝืนเริ่มค่อยๆ จางหาย จากนั้นก็พยายามเรียกมันกลับมาอีกครั้ง 

    อ้อ..ไม่ต้องกลัวว่าครูจะตกไปพร้อมกับเธอหรอกนะ ครูมีวิธีน่ะ..สบายมาก  เอาล่ะส่งอีกมือมาให้ครูนะ..ครูรู้ว่าเธอทำได้

    ทำไมคุณยังไม่เข้าใจอีก? ผมบอกให้คุณไปไม่ได้ยินเหรอ?”

    เดรโกแข่นเสียงถามด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม 

    อย่ามายุ่งกับผม !  คุณเองก็คิดว่าผมเป็นเด็กที่ชอบหาเรื่องวุ่นวายตลอด เวลาจนน่าจะตายๆ ไปเหมือนกันใช่ไหมล่ะ !ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้ผมตายไปซะอย่างนี้ก็ดีแล้ว !” 

    หุบปากแล้วส่งมืออีกข้างมา !” 

    ลูปินตะคอกใส่เพราะทนคำพูดโทษตัวเองไม่ไหว อารมณ์โกรธที่ไม่เคยมีให้เห็นทำให้เด็กหนุ่มตกใจแล้วเอื้อมมืออีกข้างส่งให้ ร่างนี้กำลังไหล่แข็งแรงกว่าที่คิด ชายหนุ่มดึงคนในร่างของตนขึ้นมาได้ทัน ก่อนที่ปลายบันไดจะชนกับตัวอาคาร แต่แรงหมุนที่หยุดลงโดยฉับพลัน ก็ทำให้ขาของร่างเล็กที่ผูกแน่นอยู่กับซี่บันไดด้วยเนคไทกระแทกกับหลักที่ผูกอยู่อย่างแรง ลูปินถึงกับน้ำตาเล็ดมือกุมหน้าแข้งแน่น 

    ผม..ไม่ขอบคุณคุณหรอกนะ..”  เดรโกพูดเสียงเรียบโดยไม่ยอมมองหน้า

    “..เพราะยังไงคุณก็ทำไปเพราะช่วยร่างของตัวเองเท่านั้น ผมก็ลืมไป...เอาไว้ให้ผมกลับไปอยู่ในร่างของตัวเองก่อนก็แล้วกัน แล้วผมจะพยายามไม่ตายต่อหน้าคุณ..คุณจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนมาช่วยผมอี..” 

     

    เพี๊ยะ ! 

     

    ไม่ทันได้จบประโยคดี คนพูดก็ถูกสั่งสอน...แต่ความในใจของคนเราไม่มีมาตรวัด จึงไม่อาจรู้ได้ว่าฝ่ายไหนโศกสลดกับการกระทำของตนมากกว่า แรงที่ทำลงไปมักจะกลับมาด้วยแรงที่เท่ากันเสมอ ความเจ็บปวดที่ส่งไปให้คนอื่น ย่อมย้อนกลับมาหาตนเองอีกครั้ง

    “..ความตายมันไม่ง่ายอย่างที่เธอคิด..

    ลูปินสะกดอารมณ์โมโหเจือเสียใจเอาไว้ แต่ก็ยังปรากฏออกมาเป็นน้ำ เสียงที่สั่นเครือ  นัยน์ตาสีฟ้าสั่นไหวราวกับผิวน้ำต้องลม

    “..หากเธอคิดว่าเธอมีสิทธิ์จะทำเช่นนั้นก็คิดใหม่ซะ มันเป็นภาระที่หนักหนาเกินกว่าที่เธอคิดนัก...ความเศร้าที่เธอคิดจะกำจัดมันไป จะเข้าไปอยู่ในคนข้างกายที่รักเธอแทน และจะคงอยู่โดยไม่มีทางเลือนหาย เธอแน่ใจแล้วเหรอที่จะทำเช่นนั้นกับเหล่าคนที่มีแต่ความหวังดีให้เธอ เมฆเพียงก้อนเดียวไม่สามารถบังแสง อาทิตย์ได้หมดหรอกเดรโก สิ่งที่เธอเจอมันเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับความรักที่เธอได้ อย่ามองไปทางนั้นแค่จุดเดียวเลย มองไปตรงคนที่หวังดีกับเธอสิ..มองไปทางคนที่รักเธอ แล้วก็..มองมาที่ฉัน..” 

    นัยน์ตาสีฟ้าใสราวกับฟ้าที่ไร้เมฆซึ่งจ้องตรงมาทางเด็กหนุ่มอย่างแน่วแน่กำลังสะกดเขาให้อยู่นิ่ง หากความหวังดีที่คนตรงหน้าเอาไปเปรียบกับแสงจากนภา แสงที่ว่านั่นก็กำลังเลื่อนเข้าหาเขาช้าๆ จนทำให้ตาเริ่มพร่า บังคับทางอ้อมให้ต้องหลับตาลงช้าๆ สัมผัสที่อบอุ่นกลับเข้ามาแทนที่..



    ..................................

     

    .




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in