Harry P fictiontomei_tan
[fic Hp]Second full moon #09
  • พูดถึงวันอาทิตย์แล้วค่อนข้างจะเป็นวันพิเศษ โดยเฉพาะกับเด็กนักเรียนชั้นปี3 ขึ้นไป ที่จะได้ใช้เวลากับการเที่ยวฮอกมีดส์ แต่สำหรับเด็กจำยอมอย่างลูปินแล้วเขาอยากอยู่หอ  นอนพักผ่อนหลังจากเหนื่อยมาทั้งอาทิตย์มากกว่า แต่สุดท้ายกลับต้องมานั่งแผ่หลาหืดขึ้นคอ อยู่ตรงม้านั่งยาวในโบสถ์ฝรั่งของหมู่บ้านพ่อมดแม่มดนี่ รอเดรโกภาวนาอะไรสักอย่างกับรูปปั้นพระแม่มาเรียหลังจากช็อปปิ้งมา ราธอนเสร็จ

    ที่เขาต้องมานั่งรออยู่อย่างนี้ก็เพราะสเนปนั่นแหละ เจ้าตัวดีดันไปรับปากเด็กเอาไว้ว่าจะไปซื้อของเป็นเพื่อน แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆดันบอกติดธุระซะนี่ เดรโกเองก็ไม่กล้าอาละวาดวีนแตกกับคนที่ตัวเองชอบ เพราะกลัวเสียคะแนนนิยมไปมากกว่านี้ เลยมาระเบิดเอากับเขา...แล้วก็ร้องไห้  เฮ้อ! สุดท้ายเลยต้องอา สามาเป็นเพื่อน...ก็จะปล่อยไปได้ยังไงเล่าในเมื่อทำหน้าเศร้าแบบนั้น...

    ลูปินนั่งเท้าคางมองสีหน้าของอีกฝ่าย ที่นิ่งสงบไม่แพ้รูปปั้นที่อยู่ด้านหน้า แล้วอดอมยิ้มน้อยๆไม่ได้ ไม่นึกมาก่อนว่าจะได้มาเห็นสีหน้าของตัวเองในมุมมองแบบนี้ด้วย (สีหน้าตอนกรี๊ดกับตอนอาละวาดก็สุดยอด ช่างเป็นเด็กที่มีพลังงานเหลือเฟือจริงๆ) ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายภาวนาอะไรอยู่ อยากจะถามเหมือนกัน เผื่อมีเรื่องบางเรื่องที่สามารถช่วยได้โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เสียเวลา

    แต่คงไม่ยอมบอกหรอก เด็กอะไรก็ไม่รู้ทั้งๆที่ดูตรงไปตรงมาโผงผางออกแท้ๆ แต่กลับไม่ยอมสนิทกับคนอื่นง่ายๆ จะยอมลงให้คงมีแค่อาจารย์ประจำบ้านเท่านั้นล่ะมั้ง

    “ไปกันต่อเถอะฮะ” เดรโกพยักหน้าเรียกชายหนุ่มเหมือนเรียกคนใช้ ก่อนจะเดินตัวปลิวออกนอกโบสถ์

    “เธอมาที่นี่บ่อยเหรอ ?”

    ลูปินรีบเก็บข้าวของแล้ววิ่งเข้าไปเคียง เด็กหนุ่มแค่พยักหน้าน้อยๆตอบรับเท่านั้น..ไม่ว่าอะไร..ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด

    เจ้าหมาขาวเห็นทั้งคู่ออกมาจึงรีบตาม เสียงกีบหมาตะกุยพื้นคอนกรีตที่ดังเป็นจังหวะตามต้อยๆ มานั่น ทำให้เด็กหนุ่มหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหวหันมาตวาดถามลูปินพลางชี้นิ้วไปทางซีเรียส

    “คุณจะพกหมาของพี่ชายเจ้าวิสลีย์มาทำไมกันฮะ?  สั่งมันให้กลับไปได้ ไหมผมเกลียดหมา! และยิ่งเป็นหมาของตะกูลวิสลีย์แล้วยิ่งเกลียดใหญ่เลย!”

    “มันคงอยากมาเดินเล่นด้วย ต..แต่มันไม่กัดหรอกนะ  ฉลาดด้วย เอ้า! ซีจังขอมือลูกขอมือ”

    ลูปินสั่งเจ้าหมาหนุ่มที่ยืนตัวสั่นน้ำตาคลอเบ้า ไม่เคยนึกเคยฝันว่าจะถูกเด็กแสดงท่าทีรังเกียจใส่ได้จริงใจขนาดนี้ แต่ไม่ทันที่ซีเรียสจะแปะอุ้งน้อยๆลงบนมือเพื่อนด้วยหัวใจที่รวดร้าวของคนที่รักเด็กสุดหัวใจ เดรโกก็แว๊ดเข้าให้อีกที

    “ไม่เอานะเดี๋ยวมือผมจะสกปรก!  ไปย่ำอะไรมาบ้างก็ไม่รู้ ผมไม่สนหรอกนะว่าหมาของพี่ชายเจ้าวิสลีย์จะฉลาดหรือเปล่า แต่ถ้ามันจะตามมา ให้มันเดินห่างๆๆๆๆๆๆๆ ด้วย!”

    ว่าแล้วเดรโกก็สะบัดหน้าหนีไม่ยอมมองแม้แต่เงาของเจ้าหมาขาว ลูปินขานรับคำสั่งเจ้าคุณหนูเอาแต่ใจคนนี้เนือยๆ พร้อมเพยิกหน้าให้ซีเรียสทำตามด้วย แต่พอเห็นเพื่อนไม่สนใจ มัวแต่ยืนมองบางอย่างอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน เขาเลยมองตาม  แทบไม่เชื่อสายตา..สเนปกำลังเดินอยู่กับแฮร์รี่ !?

    ‘จ..เจ้าหัวเมือกมันกะลังเดินดู๋ดี๋จิ๊จ๊ะกะลูกทูลเกล้าของฉัน ดู๊~ดูสิรีมัส! มันกล้าทำอย่างงี๊ได้ยังง๊า~ย’

    ซีเรียสโวยวายเป็นภาษาหมา มือหนึ่งเกาะบ่าคนข้างๆ มือหนึ่งชี้ไปทางทั้งคู่ ส่วนขาหลังก็โดดเหยงๆ แต่ลูปินกลับมองนิ่ง สีหน้าเริ่มแสดงความไม่พอใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

    ..ไหนบอกว่ามีธุระสำคัญไง  ผิดนัดคนอื่นเพราะเรื่องนี้มันใช้ได้ที่ไหน..

    “นี่จะไปกันหรือยังฮะ ผมชักจะหิวแล้วนะ”

    เดรโกพูดพลางเดินเข้ามาใกล้  ทั้งคู่รีบพาเด็กหนุ่มเปลี่ยนทิศราวนกรู้..ขืนเจอกันตอนนี้มีหวังได้เกิดศึกยักษ์วัดแจ้งปะทะยักษ์วัดโพธิ์กลางฮอกมีดส์จนราบเป็นท่าเตียนแน่

    “ตรงนั้นมีอะไรเหรอ ?”

    “อูย...ไม่มีอะไรหรอก”

    ชายหนุ่มเริ่มหัวเราะกลบเกลื่อน  แต่ยิ่งทำอย่างนี้ยิ่งหน้าสงสัยใหญ่

    “ต้องมีแน่ๆ คุณปิดอะไรผมอยู่ใช้มั๊ยฮะ ?อย่านึกว่าผมเป็นเด็กแล้วจะหลอกกันได้ง่ายๆนะ”

    เดรโกเริ่มเอามือเท้าเอว อดีตคู่หูตัวกวนประจำฮอกวอตส์เริ่มหันมามองหน้ากัน  ซีเรียสพยักหน้าให้เพื่อน ลูปินลอบถอนหายใจยาว..เอาก็เอา...

    “อ๊ะ!  เดรโก ตรงนั้นมี U.F.O.อยู่ด้วย! ”

    ชายหนุ่มชี้ไปที่ท้องฟ้าด้านหลังเดรโกด้วยท่าทางเกินจริง ชักนำให้เด็กหนุ่มหันขวับมองตาม

    "ไหนๆ U.FO.อยู่ไหน อ๊า อยากเห็นๆ"

    “มันลอยไปนั่นแล้ว ตามไปเร็ว ตามๆๆ!”

    "ตามๆๆ"

    ว่าแล้วก็จูงมือพากันวิ่งไปอีกทางกับที่สเนปเดินผ่าน ระหว่างทางลูปินก็ป้อนข้อมูลใหม่กรอกใส่หัวเด็กหนุ่มไปเรื่อยๆ ( ‘ ว้า สงสัยจะตามไม่ทันแล้วU.F.O. เนี่ยมันเร็วจริง ทั้งๆ ที่รูปร่างเหมือนชามบะหมี่แท้ๆ พูดถึงบะหมี่แล้วเริ่มหิวเนอะ เมื่อกี้เธอบอกครูว่าหิวใช่ไหมเดรโก ครูรู้จักร้านบะหมี่อร่อยๆ หลายร้านเลยล่ะ ร้านตรงนั้นมีไอ้นู่นไอ้นี่ ส่วนร้านตรงนู้น ฯลฯ ’ )

    ..สุดท้ายเดรโกก็นั่งเจี๊ยะบะหมี่อย่างอารมณ์ดี ลืมไปหมดเกลี้ยงแล้วล่ะว่าสงสัยว่าทั้งคู่เห็นอะไรที่โบสถ์ฝรั่ง


    ..หลอกเด็กนี่มันง่ายจริงๆ..



    .......................................


    เหตุการณ์มันไม่หวานแหววอย่างที่ลูปินกับซีเรียสคาดหรอก เพราะแทนที่สเนปจะพาแฮร์รี่ไปนั่งดื่มกาแฟ หรือเข้าร้านขายของจุ๊กจิ๊กทำอะไรที่มันดูน่ารักๆ อาจารย์หนุ่มกลับพาเข้าร้านขายวัตถุดิบสำหรับปรุงยาเสียนี่

    แล้วมันก็ไม่ใช่ร้านแรก แต่มันเป็นร้านที่สี่แล้วที่อาจารย์สอนปรุงยาเข้าไปคุยกับเจ้าของร้าน แล้วปล่อยให้เด็กหนุ่มยืนรอเฉยๆเป็นเสาเอกอยู่กลางร้าน บทสนทนาของสเนปกับเจ้าของร้านเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

    “แค่ขนนกกรัมเดียวตั้ง32 ซิกเกิ้ล แพงไปแล้วเอาไป 16 ก็พอ”

    “นี่มันต่อหรือมันปล้นกันฮ่ะเจ้าเด็กบ้า! นี่มันขนนกจอบเบอร์นอลนะ !ฉันลดให้เหลือ 30 ก็ดีใจหายแล้ว จะเอาหรือไม่เอา ไม่เอาก็ไปร้านอื่น!”

    ชายชราเจ้าของร้านที่ดูแก่หง่อมคล้ายกับรากโสมขยายขนาด ทุบกำปั้นลงกับโต๊ะดังปัง ในสายตาของแฮร์รี่ ดูเขาไม่ได้โกรธอาจารย์หนุ่มเหมือนในน้ำเสียงที่ฟังกระแทกกระทั้นนั้นเลย เหมือนจะสนุกเสียด้วยซ้ำ เป็นไปได้ว่าทั้งคู่คงจะสนิทสนมกันพอสมควรเลยทีเดียวแหละ

    “ไม่เอาแต่ไม่ไป ต้อง 25 แล้วผมจะแถมนี่ให้ด้วย”

    ว่าแล้วก็เอาสัจจะเซรุ่มออกมา เจ้าของร้านเริ่มสนใจจึงเอามันส่องไฟ

    “ทำเองน่า...ไม่ได้เอาของเด็กมาหรอกเพราะยังไม่ถึงเวลาสอน”

    “ฉันรู้  ไม่อย่างนั้นแกไม่ถ่อมาซื้อเจ้านี่ร้านฉันหรอก  ที่สำคัญดูแค่นี้ก็รู้แล้ว ..27 ขาดตัว ต้นทุนฉันรับมาแค่ 25เท่านั้นให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว  แล้วก็ให้ได้แค่ 50 กรัมเท่านั้นด้วย”

    น้ำเสียงจริงจังของเจ้าของร้านทำให้ลูกค้าจอมเฉือนราคาได้แต่บ่นเงียบๆ

    “เจ้าฮังเพื่อนเธอยังไม่ต่อฉันขูดเลือดเหมือนเธอเลย เฮ้อ! ว่าไปก็คิดถึง ตอนนี้มันไปเป็นคนวิจัยพันธุ์สัตว์วิเศษอยู่ที่เนปาลใช่ไหม?”

    ชายชราพูดเสียงยานขณะตักสินค้าชั่งบนตาชั่งทองเหลืองเก่าๆดวงตาฉายแววเศร้า แต่เสียงกระเป๋าตังค์พูดได้ของอาจารย์หนุ่ม กลับทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้น ( ‘ อย่าใช้เงินฟุ่มเฟือยสิเซเวอร์รัส เดี๋ยวแก่แล้วจะไม่มีเงินเก็บนะ ’ )

    “หนวกหูกระเป๋างี่เง่า เงินบำนาญฉันมีเฟ้ย !”

    สเนปสบถเบาพร้อมรีบยัดมันใส่ในเสื้อคลุมตามเดิม

    “แหงล่ะ น่าคิดถึงอยู่หรอกสำหรับพ่อค้าละแวกนี้ ในเมื่อหมอนั่นมันเอ๋อ ซื้อของตามป้ายไม่เคยต่อสักครั้ง ไม่รู้ไปอยู่ถึงนั่นจะยังมีชีวิตรอดอยู่หรือเปล่า ไม่แน่ป่านนี้อาจจะตกเขาตายไปแล้วก็ได้  เอ้า ! พอตเตอร์อย่ามัวยืนเหม่อ เราไปกันได้แล้ว”

    ว่าแล้วก็โยนของให้เด็กหนุ่มถือ ก่อนจะเรียกให้ไปร้านอื่นต่อ ส่วนตัวเองเดินอุ้มเจ้าเหมียวสบายใจเฉิบ แฮร์รี่บ่นอุบ..ไอ้เราหรืออุตส่าห์ดีใจที่ฝ่ายนั้นบอกว่าจะไปฮอกมีดส์กันในวันอาทิตย์ที่เราขอนัดไว้ เลยรีบลุกขึ้นมาแต่งตัวตั้งแต่เช้ากะจะมาเดทเต็มที่ แต่นี้มันอะไรกันเนี่ยใช้ให้เรามาขนของเสียได้ หนักจะตายอยู่แล้ว !

    “ดีจริงที่ได้เธอมาช่วย เพราะฉันลืมติดใบประกาศรับสมัครหาคนช่วยถือของไปเสียสนิท (เป็นเพราะเดรโกกรี๊ดไล่ความคิดเขาตอนอาบน้ำเสียจนกระเจิง) จะนึกได้อีกทีก็วันเสาร์แล้ว”

    สเนปหยิบแผ่นกระดาษขนาดเท่า A4 มีรายเซ็นของอาจารย์ใหญ่รับรองมาให้ดู แฮร์รี่จำได้ ว่ามันเป็นใบเดียวกับที่อีกฝ่ายวิ่งไล่กวดมันจนเข้ามาในสนามควิดดิช

    “ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยมีแรง  เลยต้องการคนช่วยถือ”

    “แล้วทำไมศาสตราจารย์ไม่เรียกมัลฟอย ไม่ก็ศาสตราจารย์ลูปินมาช่วยถือให้ล่ะฮะ?”

    เด็กหนุ่มพูดประชด แต่แล้วก็ต้องรีบปิดปากตัวเองเสียสนิท การกระทำเมื่อครู่ช่างดูเด็กเสียจริงๆ  สเนปหันมามองแฮร์รี่ที่อยู่ๆ ก็ก้มหน้านิ่ง

    “เธอคงไม่คิดว่าเด็กคนนั้นจะถือไหวหรอกนะ ส่วนศาสตราจารย์ลูปิน..คิดดูดีๆไม่เอาดีกว่า ไม่อยากจะรบกวน”

    อ้างไปอย่างนั้นแหละ  ที่จริงเพราะดันกลายเป็นเดรโกไปแล้วนี่  ตอนแรกก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะให้ช่วยงานนี้เสียหน่อย เลยลงทุนไปรับถึงบ้านเจ้าแบล็กกะจะให้เป็นเบ๊สักเทอม เสียแผนหมด ส่วนจะใช้เดรโกในร่างนั้นยิ่งแล้วใหญ่ อันตรายสุดๆ

    “ถ้าศาสตราจารย์ขอศาสตราจารย์ลูปินเขาคงรับปากล่ะฮะ ขนาดงานเต้นรำเขายังรับปากศาสตราจารย์เลย ”

    “ใครรับปากใครไปงานเต้นรำนะ ?”

    สเนปหันกลับมามอง สีหน้าเริ่มหงุดหงิด (อีกแล้ว)

    “ฉันไปขอเจ้านั่นเต้นรำตอนไหนมิทราบ ?”

    “ก็...ตอนศาสตราจารย์อยู่ปี 7 ไงฮะ คุณขอศาสตราจารย์ลูปินเต้นรำ”

    “เรื่องบ้าๆ! เรื่องอะไรที่ฉันต้องเสียปากไปขอเจ้าปีศาจนั่นเต้นด้วย ที่ฉันต้องเต้นเป็นเพราะโดนบังคับต่างหาก กับกลุ่มพวกพ่อของเธอเนี่ยแหละ ! ชิ ! ไม่อยากนึก นึกแล้วเสียอารมณ์ !”

    ว่าพลางเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ แฮร์รี่อยากจะบอกอีกฝ่ายว่า ไม่ว่าเขาจะนึกอะไรก็เห็นอารมณ์ไม่ดีทุกทีน่ะแหละ แต่ว่าพอรู้ว่าสเนปไม่ได้เป็นคนขอลูปินเต้นรำแล้วมันสบายใจขึ้นจัง

    “ศาสตราจารย์จะรีบไปไหนหรือฮะ ?”

    “กลับ !  ซื้อของเสร็จแล้วจะอยู่ทำไม”

    คำตอบของเขาทำให้เด็กหนุ่มใจหายวูบ..ได้ยังไงกัน มาใช้คนเค้าแล้วก็จะกลับเลยอย่างนี้เนี้ยนะ

    “โธ่...ไม่ต้องรีบนักก็ได้นี่ฮะ นานๆ ออกมาข้างนอกเสียที อยู่เดินเล่นกันก่อนไม่ได้เหรอฮะ ?”

    แฮร์รี่ส่งเสียงอ้อนพร้อมรีบเร่งฝีเท้าเข้ามาเดินเทียบ ข้าวของที่กองสูงจนต้องกอดอยู่เต็มสองมือทำให้เห็นสีหน้าอีกฝ่ายไม่ถนัด

    “ฉันไม่มีเวลาว่างนักหรอกนะพอตเตอร์ อีกอย่างแถวนี้ฉันก็ชินที่ทางเสียจนหลับตาเดินยังได้ มันคงไม่พาให้ทอดอารมณ์สักเท่าไหร่”

    อาจารย์หนุ่มเน้นคำหนักแน่น แฮร์รี่รู้ว่าลองเจ้าตัวบอกอย่างนี้คงไม่ยอมเปลี่ยนใจแหงๆ..แต่เราอยากอยู่กับเขานานๆ นี่นา..ขณะที่กำลังถอดใจอยู่นั้นก็นึกอะไรดีๆ ออก

    “ศาสตราจารย์ยังไม่มีคนช่วยถือของใช่ไหมฮะ ถ้าอย่างนั้นขอผมอาสาเองนะฮะ”

    สเนปเหลือบตามองแล้วยิ้มมุมปาก   

    “จะไหวเหรอ ?  เมื่อกี้ยังเห็นบ่นหนักๆ ไม่ขาดปาก”

    “ไหวสิฮะ !”

    เขาตอบรับทันควัน  แฮร์รี่อยากจะบอกต่อด้วยว่า‘ด้วยพลังแห่งรักเรื่องแค่นี้ขี้ผงมากฮะ’ แต่คิดไปคิดมาอย่าพูดดีกว่า

    “ก็ได้ ถ้าอยากทำเพราะอยากมาที่นี่ขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นเธอเอาเอกสารนี่ไปให้ศาสตราจารย์มักกอนนากัลเซ็นรับรองซะ เดี๋ยวฉันจะโดนหาว่าดีแต่ใช้งานเด็กบ้านอื่น”

    อยู่ๆสายฝนก็กระหน่ำทิ้งตัวลงมาโดยไม่มีวี่แวว ทำให้ทุกคนต่างโกลา หลรีบหลบเข้าที่กำบังกันใหญ่ จนถนนที่เคยพลุกพล่านไปด้วยผู้คนเมื่อครู่ กลับเงียบหายกันไปหมด อาเม็จส่งเสียงร้องไม่พอใจที่ขนสีดำสวยเรียบต้องมาเปื้อนน้ำจนยุ่ง สเนปมองม่านละอองน้ำแล้วถอนหายใจยาว..จะกลับยังไงดีล่ะเนี่ย..

    “คือผมเอาร่มมาด้วยน่ะฮะศาสตราจารย์ พอดีเมื่อเช้าผมอ่านข่าวพยา กรณ์อากาศมาว่า ช่วงนี้จะมีพายุเข้าเลยพกเอามาด้วย ”

    ว่าแล้วก็ยื่นร่มให้ แต่..นั่นมันเสาแฮร์รี่

    สเนปทนเห็นเด็กหนุ่มแว่นจับฝ้าจนมองเห็นเสาเป็นตัวเขาไม่ไหว เลยเข้าไปถอดแว่นมาเสกคาถากันน้ำให้ แถมบริการพิเศษโดยการใส่กลับให้อย่างเดิม พอเห็นอาจารย์หนุ่มมองตรงมาทางตัวในระยะประชิดอย่างนี้แล้ว แฮร์รี่ชักเขินโดยไม่ทราบสาเหตุ

    ..หยดน้ำที่หยดไหลไปตามโครงหน้าละซอกคอขาว เข้าปกเสื้อสีเข้มอย่างเชื่องช้า  ชักนำให้เขามองตาม ด้วยไม่รู้ว่ามันจะไปสิ้นสุดตรงไหน..

    “มีอะไร ?”

    สเนปเสียงถามห้วนปนหงุดหงิดทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งหลบสายตาวูบ จะให้ตอบตามจริงคงไม่ได้ แฮร์รี่เลิ่กลั่กมองซ้ายขวา พอเห็นบ้านทรงยุโรปตรงสุดถนนเข้าก็นึกออก หลังนี้แหละมั๊งที่ปาราวตีพูดถึง

    “ผมกำลังนึกเรื่องบ้านหลังนู้นอยู่เพลินๆ น่ะฮะ  เห็นว่ามันใหญ่ดีสงสัยจะมีคนอยู่กันหลายคน”

    “อ้อ แต่ก่อนก็มีอยู่หลายคนหรอก..แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว”

    ชายหนุ่มยิ้มบอกแต่น้ำเสียงแสนเศร้าที่เครือหายกลับเข้าไปในลำคอทำให้เด็กหนุ่มชะงัก สเนปเริ่มหันหลังให้

    “ร่มของเธอคงจะไม่พอสำหรับคนสองคน  ฉันจะเรียกรถม้าแล้วกัน”

    ว่าแล้วก็ก้มหน้าก้มตาหยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมาพร้อมก้าวไปด้านหน้า แต่เพราะมัวแต่สนใจรถม้าอยู่เลยไปชนคนที่เดินมาอีกทางเข้า กระเป๋าร้องได้จึงตกมาอยู่ข้างเท้าแฮร์รี่ให้เห็นรูปที่เก็บไว้..มองไม่ค่อยชัดแต่หน้าตาแบบนี้..เรานี่หว่า

    เจ้าของรีบวิ่งเข้ามาตะครุบเก็บกลับ แลัวหันมาจ้องอีกฝ่ายเขม็งคล้ายจะคาดคั้นด้วยสายตาว่าเขาเห็นภาพอะไรหรือเปล่า แฮร์รี่พยายามทำหน้าตายเหมือนกับว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น สู้กับใบหน้าที่แดงระเรื่อที่เดี๋ยวย่นคิ้วด้วยความโกรธ สักพักก็เปลี่ยนสายตามามองอย่างไม่แน่ใจ และดูเหมือนว่าอยากร้องไห้หน่อยๆ ด้วย เด็กหนุ่มเห็นทีจะทนไม่ไหว..ขืนโดนจ้องอยู่อย่างนี้อีกไม่นานเขาต้องเผลอตัวโดดกอดอีกฝ่ายแน่ ว่าแล้ว...

    “เรียกรถม้าได้หรือยังฮะศาสตราจารย์?”

    แฮร์รี่แสร้งหันไปคุยกับเสา ทำทีว่าแว่นจับฝ้าเหมือนเดิม อาจารย์หนุ่มเห็นเขาเป็นอย่างนั้นก็โล่งอก คนขับรถม้าตะโกนถามทั้งคู่ว่าจะขึ้นไปไหม สเนป ตอบรับพร้อมจับศอกจูงอีกฝ่ายไปเพราะคิดว่าเขาจะมองไม่เห็น แฮร์รี่ที่เอาแต่ทำหน้าเคร่งมาตลอดทั้งอาทิตย์ก็ยิ้มออกมาจนได้


    ......................................


    พายุฝนหลงฤดูที่โหมตัวพัดมาอีกครั้งในยามดึก ปลุกเดรโกที่นอนอยู่ท่ามกลางเสื้อผ้าใหม่อย่างมีความสุขให้ตื่น ตัวกรินดี้โรว์ในตู้ปลาดูกระดี้กระด้าดีใจ หน้าต่างถูกลมฝนพัดกระแทกปิดดังจนเด็กหนุ่มสะดุ้งโหยง เขาพยายามแนบหน้าส่องดูแปลงดอกไม้ผ่านกระจกหน้าต่าง แต่ม่านฝนที่โหมทิ้งตัวลงมาไม่หยุดบังทัศนวิสัยเสียหมด

    เดรโกรีบลงไปดูมันด้วยความเป็นห่วง หากสุดวิสัยจริงๆ คงต้องย้ายบางต้นขึ้นห้องไป เมื่อฝ่ามรสุมไปถึงที่หมาย กลับเห็นร่างหนึ่งที่สุดจะคุ้นตากำลังทุลักทุเลขึงผ้าใบ ระหว่างเหล็กดัดของหน้าต่างหลังแปลงดอกไม้กับต้นไม้ใหญ่ข้างปราสาท แต่ดูๆ ไปเหมือนฝ่ายนั้นกำลังเอาเชือกขึงต้นไม้  แล้วพาดคอตัวเองเตรียมฆ่าตัวตายกลางพายุมากกว่า

    เหมือนมีบางอย่างสะกิดให้ลูปินละจากงาน เขาหันไปเห็นเดรโกที่กำลังเกาะกำแพงสืบเท้าเข้าใกล้ พอมองตากัน ต่างฝ่ายต่างรู้โดยทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้าของ กับอีกฝ่ายเป็นคนช่วยดูแลพวกมันขณะที่เจ้าของหลับ เด็กหนุ่มคว้าชายผ้าใบที่สะบัดไปมา  อีกมือคว้าลูปินที่ปลิวตามมาด้วย

    “ไอ้นี่มันคืออะไรเหรอฮะ ?”

    “ผ้าใบกันพายุน่ะ เพราะข่าวบอกว่าพายุจะเข้า ครูเลยไปขอยืมศาสตรา จารย์สเปราต์มา  แค่เอาไปครอบไว้เหนือแปลงก็เรียบร้อย”

    “ก็แล้วทำไมไม่ทำก่อนพายุจะเข้าเล่า เบอะจริงๆ เชียว หวา !!”

    ลมพายุพัดวูบทำเอาทั้งคู่เสียหลัก เดรโกล้มลงหน้าครูดไปกับพื้นดินที่เหลวเป็นโคลน ทำให้ลูปินรีบยกมือขึ้นปิดหูโดยเร็ว เพราะคิดว่าเจ้าเด็กอนามัยนี่จะส่งเสียงร้องออกมาสู้เสียงฝนฟ้าคะนองแน่ แต่ต้องแปลกใจเลยทีเดียว เมื่ออีกฝ่ายไม่ร้องออกมาสักแอะ กลับลุกเดินโซซัดโซเซเข้าไปช่วยผูกเชือกเข้ากับต้นไม้อย่างเงียบๆ เสียนี่

    ชายหนุ่มถึงกับต้องตะครุบปากตัวไม่ให้หลุดหัวเราะออกมา เพราะสีหน้าพะอืดพะอมจนอยากจะร้องไห้ของอีกฝ่าย ซึ่งกำลังพยายามฝืนทนความรังเกียจโคลนที่ติดตามตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วรีบตั้งหน้าตั้งตาทำงานให้เสร็จนั่นมันช่างน่าดูเสียจริง

    “จะมัวยืนยิ้มอะไรอยู่ล่ะ  มาช่วยกันบ้างสิ !”

    เด็กหนุ่มเริ่มส่งเสียงไม่พอใจ แหกปากตะโกนทำให้สำลักน้ำฝนที่พัดเข้าปากหอบใหญ่ ลูปินขานรับด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือเสียงหัวเราะเบาๆ

    ชายหนุ่มเข้ามานั่งข้างๆ ก่อนลงมือตอกสมอบกลงตรงผ้าใบ แม้มันจะตอกง่ายแต่หลุดยากตราบใดที่ยังมีฝนอยู่ นับว่าเป็นอุปกรณ์ทำสวนที่วิเศษทีเดียว แต่มันคงสะดวกกว่านี้ถ้าเขาใช้เวทมนต์ได้ จะได้ไม่มานั่งกลางพายุอยู่อย่างนี้ และที่สำคัญถ้าตอกพลาดโดนมือเข้า มีหวังนอกจากเอาไม่ออกแล้วคงร้องไม่ออกด้วยแน่ๆ

    ดอกหญ้าเซอร์รีนบางส่วนปลิวหายไปกับสายลม บ้างแค่ดอกบ้างปลิวไปเลยทั้งต้นและผลอ่อนทำเอาลูปินตาละห้อยมองตามด้วยความเสียดาย ชายหนุ่มเร่งมือตอกสมอบก เมื่อเห็นว่าพวกที่เหลือกำลังถูกลมระรอกใหม่พัดถอนรากพวกมันขึ้นมา แต่แล้วต้องแปลกใจจนตาค้างเมื่อจู่ๆ รากของมันกลับขยับเหมือนนิ้วมือเคลื่อนตัวกลับลงไปในดินอีกครั้ง เพราะเสียงเพลงของเด็กหนุ่มที่กำลังสะกดเรียกให้พวกมันมีชีวิตอยู่

    ..เพียงพริบตา  รู้สึกว่าเสียงเพลงกำลังสะกดเขาด้วย..

    “ผมจะช่วยตอกด้วย”

    “อะ เอ๋ ?”

    ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกตัวเ มื่อเดรโกเข้าไปค้นหาค้อนอีกอันในกระเป๋าใส่สมอบก แต่ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากห้ามเพราะกลัวเด็กหนุ่มจะตอกพลาดไปโดนมือเข้า ลมแรงก็โหมใส่ผ้าใบส่งผลให้ชายผ้าใบสะบัด ปัดกระเป๋าใส่เครื่องมือเข้าหาเดรโก

    ลูปินสะดุ้งตัวรีบปัดมันให้ออกห่าง แท่งเหล็กแหลมลอยกระจายไปตามสายลม มีเพียงแท่งหนึ่งเท่านั้นที่ลอยเฉียดแก้มเด็กหนุ่ม ซึ่งกำลังนั่งคุกเข่านิ่งเพราะความตกใจ เหลือไว้เพียงรอยแผลเป็นแนวยาว คล้ายกับเอาหมึกสีแดงมาขีดเท่านั้น ร่างเล็กถอนหายใจโล่งอก

    “..ตกใจหมด..”

    “ผ..ผมด้วย..”

    เดรโกบอกเสียงสั่นพลางคว้าจี้ไม้กางเขนมากำไว้ พลันก็อุทานเสียงหลงเมื่อพบว่าสร้อยของตัวขาด จี้ตกอยู่ตรงปลายเท้าแต่แหวนของพ่อกลับกลิ้งไปตามลม  ลูปินเข้าตะครุบแต่พลาดไปนิดเดียว

    ชายหนุ่มรีบลุกทันทีแล้ววิ่งไล่ตามแหวนทองไปเรื่อยๆ จนมันกลิ้งตกลงไปในทะเลสาบ เดรโกที่วิ่งตามมาเห็นเข้าถึงกับทรุดตัวลงกับพื้น แต่ลูปินกลับกระโจนตามลงไปในเวิ้งน้ำที่ดำมืด

    เพียงแค่คิดว่าอีกฝ่ายคงจะโศกเศร้า จึงเป็นแรงผลักดันให้แหวกว่ายมองหา แม้จะมองไม่เห็นแม้แต่มือและเงาร่างของตัวเอง แต่ก็ยังพยายามกวาดหาไขว่คว้าเต็มที่..ท่ามกลางสายน้ำที่เย็นเฉียบและมืดลึกแห่งนี้ การจะหาของสำคัญนั่นได้ต้องขอพึ่งปาฏิหาริย์หรือไงนะ?

    ..บางอย่างทิ้งตัวลงในมือเขา ลูปินกำมันแน่นก่อนจะหมดสติไป..




    ...........................................

    TBC
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in