1904No.26
ชอบอยู่คนเดียว
  • Pairing: ซัน(KDN)×มิวสิค(OSW)
    หมายเหตุ: ตัวละครจาก os: เราอยู่ตรงนี้ —ฟิคแชทของเรา คุณจะตามไปอ่านก็ได้หรือไม่อ่านก็ได้ อ่านแค่ในนี้ก็ได้ ยังไงก็ได้, ขอให้มีความสุขกับการอ่าน

         .
         .

         ผมชอบอยู่คนเดียว 

         ผมคิดว่าผมเป็นคนหนึ่งที่เสพติดการอยู่คนเดียว หากพูดแบบนี้คุณอาจจะคิดว่าผมเป็นพวกโลกส่วนตัวสูงหรือเปล่า—ใช่ครับ ผมคิดว่าตัวเองเป็นแบบนั้น ผมจำได้ว่าชอบอยู่คนเดียวตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ขณะที่เด็กคนอื่นมักรวมกลุ่มหรือจับกลุ่มพูดคุยเล่นกันตอนพักกลางวัน แต่ผมมักจะแยกออกมานั่งอ่านหนังสือการ์ตูนคนเดียวหรือนั่งวาดรูปคนเดียว ไม่ใช่ว่าไม่มีเพื่อนหรือเพื่อนไม่คบ แต่เป็นเพราะตัวผมเองที่มักจะรู้สึกแปลกแยกเวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อนใหญ่ มันเหมือนมีช่องว่างระหว่างผมกับพวกเขา ผมจึงเลือกคบเพื่อนเพียงไม่กี่คน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังชอบอยู่คนเดียวมากกว่า แม้บางครั้งจะรู้สึกเหงาบ้าง—บางครั้งชอบอยู่คนเดียวไม่ได้แปลว่าอยากอยู่คนเดียว เพียงแต่การอยู่คนเดียวมันสะดวกและสบายใจกว่าการอยู่กับคนอื่น

         จนกลายเป็นว่าทุกวันนี้ผมเคยชินกับใช้ชีวิตคนเดียวและชอบไปไหนมาไหนคนเดียว ผมไม่ชอบให้คนอื่นมายุ่งวุ่นวายกับผมมากเกินไป—มันทำให้ผมหงุดหงิด ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว ผมไม่ชอบให้ใครมาลุกล้ำความเป็นส่วนตัว—ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว, เวลาส่วนตัว, พื้นที่ส่วนตัว บางคนคิดว่าผมเป็นคนขี้อายเลยชอบอยู่คนเดียว แต่เปล่าเลย ผมสามารถทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆได้โดยไม่รู้สึกเคอะเขิน แต่ผมแค่ไม่ชอบอยู่ร่วมกับคนอื่น ผมสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้, ผมสามารถเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีได้เมื่อต้องทำตามหน้าที่ เพียงแต่ผมมีเส้นแบ่งความเป็นส่วนตัวที่ชัดเจนเท่านั้น







         "คุณมิวอยากกินไร"
         "แล้วแต่คุณซันเลย"
     
         วันนี้ผมนัดทานข้าวกับเพื่อน ไม่บ่อยนักที่ผมจะนัดกับเพื่อนแบบนี้ อย่างที่บอกผมชอบอยู่คนเดียวและผมมักจะใช้เวลายามว่างช่วงวันหยุดอยู่บ้าน-ท่องอินเตอร์เนต-นอนดูซีรี่ย์เรื่องยาว-อ่านนิยายสืบสวน-วาดรูปเรื่อยเปื่อย ผมชอบใช้เวลาว่างคนเดียวมากกว่าออกไปเจอเพื่อน ผมจึงมักจะปฏิเสธเวลาเพื่อนชวนไปไหนมาไหนทำให้เพื่อนหลายคนเลิกชวนผมไปแล้ว แต่วันนี้พิเศษสักหน่อยเพราะผมเป็นคนนัดเจอเพื่อนเอง

         คุณซัน—เพื่อนสมัยเรียนมหาลัยของผม เราเรียนคนละคณะแต่บังเอิญเจอกันตอนเรียนวิชาภาษาอังกฤษสามตอนผมอยู่ปีสองเทอมหนึ่ง ตอนนั้นเขาแนะนำตัวหน้าห้องพร้อมรอยยิ้มสดใสว่าเขาชื่อ มิสเตอร์ซันไลท์ที่ไม่ใช่มิสเตอร์ซันไลต์ และหลังจากนั้นทั้งห้องก็เรียกเขาว่า 'คุณซัน' ซึ่งเจ้าตัวก็ดูชอบชื่อนั้น เราบังเอิญได้นั่งเรียนข้างกัน 

         เขาเป็นคนที่มีรอยยิ้มสดใสเหมือนแสงอาทิตย์ แถมยังอัธยาศัยดีและเป็นมิตรทำให้เขาเพื่อนเยอะแตกต่างจากผม หลังจากจบเทอม ตอนแรกผมคิดว่าเราคงไม่ได้เจอกันแล้วเหมือนเพื่อนต่างคณะคนอื่นที่เจอกันแค่วิชาเดียวพอหมดเทอมก็ต่างแยกย้าย แต่เขาโทรมาหาผมตอนลงทะเบียนเทอมสองเพื่อชวนลงภาษาอังกฤษสี่ด้วยกัน เราจึงลงภาษาอังกฤษสี่และภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอีกสองตัวเป็นวิชาเลือกเสรีด้วยกัน หลังจากนั้นเขายังติดต่อผมมาเรื่อยๆ 

         ทั้งที่เราได้สนิทกันขนาดนั้น

         จะว่าอย่างไรดี 

         อืม.. ถึงเราจะนั่งเรียนด้วยกันตอนปีสองเทอมหนึ่ง, ปีสองเทอมสอง, ซัมเมอร์ขึ้นปีสามและปีสามเทอมหนึ่ง แต่เราเป็นเพื่อนต่างคณะที่ทั้งเทอมเจอกันแค่วิชาเดียว พอเรียนเสร็จก็แยกย้ายเพราะต่างคนต่างมีเรียนต่อ ไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดคุยหรือไปกินข้าวด้วยกัน จะเรียกว่าสนิทคงไม่ได้ คงพูดได้แค่ว่าเราเรียกรู้จักกันประมาณหนึ่งเท่านั้น แต่หลังจากนั้นเขายังติดต่อผมมาเรื่อยๆ ถึงจะไม่บ่อยมากนัก เขามักจะโทรหาผมหลังสอบกลางภาคและหลังสอบปลายภาคเพื่อไถ่ถามความเป็นไป เราเคยไปกินข้าวด้วยกันครั้งหนึ่งตอนจบปีสาม

         ตอนรับปริญญา—เพราะผมเรียนจบสามปีครึ่งทำให้ได้รับปริญญาพร้อมกับรุ่นพี่ แต่ผมไม่ได้บอกเขา ตอนนั้นผมบอกเพื่อนแค่ไม่กี่คน เขารู้ตอนเห็นเพื่อนของผมลงรูปแสดงความยินดีในเฟซบุ๊ค เขาจึงโทรมาถามและเสนอตัวเป็นช่างภาพให้ผมโดยอ้างว่าอยากลองเลนส์ใหม่พอดี ทำให้ผมได้ช่างภาพส่วนตัวไปแบบฟรีๆ พร้อมดอกไม้ช่อโตและตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่เขาหอบมาให้

         หลังจากเรียนจบเขายังติดต่อผมเรื่อยๆ เหมือนเดิม เราไม่ได้คุยกันทุกวัน—เราไม่ได้คุยกันบ่อยเลย บางทีหายจากกันไปหลายอาทิตย์หรือเป็นเดือน บางทีกว่าเราจะตอบข้อความกันก็ข้ามวัน บางทีผมไม่ว่างหรือกำลังเครียดหรือยังไม่อยากคุยกับใคร ผมจะไม่รับสายเขาแต่เขายังโทรหาผมเรื่อยๆ 

         การเจอกันแต่ละครั้งของเราค่อนข้างยากพอสมควร เพราะผมค่อนข้างติดบ้านและไม่ชอบเจอผู้คน ยิ่งตอนที่ผมรู้สึกไม่พร้อม, ผมยิ่งไม่อยากเจอใคร และเขาก็ไม่ใช่พวกชอบตื้อสักเท่าไหร่ หากผมปฏิเสธว่าไม่ไป มันก็จะจบแค่นั้นและส่วนมากผมมักจะปฏิเสธไง 

         บ่อยครั้งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองใจร้ายตอนที่ไม่ยอมรับสายของเขา—บางทีผมเห็นเขาโทรมาแต่มันเป็นเวลาส่วนตัวของผมและผมยังไม่อยากคุยกับใคร, ไม่ใช่แค่กับเขา ผมจะจงใจปล่อยให้มือถือสั่นอยู่แบบนั้นจนสายของมันตัดไปเอง หรือตอนที่ปฏิเสธแบบบัวแล้งน้ำเมื่อเขาชวนไปกินข้าว สารภาพตามตรง ตอนนั้นผมไม่มีความเห็นใจแทรกเข้ามาในหัวเลย ผมเลือกทำตามใจตัวเองโดยไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของเขา ผมสนใจแค่ความสบายใจของตัวเองเท่านั้น คุณจะด่าผมก็ได้ แต่ผมไม่เคยขอให้เขาหยิบยื่นความรู้สึกดีๆ มาให้ 

         ฟังดูแย่เนอะ 

         แต่ผมยังไม่พร้อมหลายอย่างและผมยังไม่อยากตอบรับความรู้สึกของใครมากเกินไป ผมยังชอบอยู่คนเดียวมากกว่าอยู่กับคนอื่น, ยังชอบอยู่ในเป็นพื้นที่ส่วนตัวคนเดียวมากกว่าจะแบ่งปันพื้นที่ให้ใคร หากจะเข้าหาคนแบบนี้แค่คิดก็เหนื่อยแล้วใช่ไหม—ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่พระอาทิตย์ประหลาดกับความพยายามแสนดื้อรั้นหากแต่มั่นคงของเขายังไม่ยอมหายไปไหน







         "อันนี้เผ็ด กินอันนี้ดีกว่า" 

         ซันยกถ้วยแกงตรงหน้าผมสลับกับจานทอดมันตรงหน้าเขาแล้วเลื่อนอาหารอย่างอื่นเข้าใกล้จานข้าวของผมแทน เขาคงจำได้ว่าผมไม่กินเผ็ด 

         ใส่ใจเก่ง 

         บางทีผมคงต้องขอบคุณความพยายามและความเสมอต้นเสมอปลายของเขาที่ทำให้เรามีโอกาสรู้จักกันมากขึ้นจนความสัมพันธ์ของเราพัฒนาขึ้นกว่าเมื่อก่อน และผมคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ที่ดีนั้นหายากกว่าเงินทอง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีในรูปแบบไหนก็ตาม โดยเฉพาะกับคนที่จริงใจและพร้อมจะเปิดใจให้ผมแบบคุณซัน 

         ผมคิดว่าความสัมพันธ์ของเราแตกต่างจากเพื่อนทั่วไปประมาณหนึ่ง—ผมคิดว่ามันพิเศษกว่าเพื่อนปกติแต่ไม่ใช่เพื่อนสนิทและไม่ใช่แฟน อาจเป็นเพราะวิธีการเข้าหาของเขา—เขาเข้าหาผมในระยะที่ใกล้เคียงกับคำว่า 'จีบ' แต่ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมไม่เปิดโอกาสให้เขาเข้าใกล้มากนัก อย่างที่บอกผมยังไม่พร้อมและไม่ได้ชอบเขามากขนาดนั้น, ผมยังชอบอยู่คนเดียวมากกว่า มันจึงเป็นระยะห่างที่ผมพอใจ และเส้นกำหนดระยะลวงตาที่ผมสร้างก็ทำหน้าที่ของมันได้ดี มันทำให้เราไปข้างหน้ามากไม่ได้ไม่ต่างจากปลาที่กำลังแวกว่ายอยู่ในน้ำขุ่น ถึงอย่างนั้นทุกสิ่งย่อมมีเวลาของมัน ดังคำกล่าวที่ว่าตลอดไปไม่มีจริงเช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของเราที่คงเป็นแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ ไม่ว่าพระอาทิตย์ดวงนี้จะมั่นคงแค่ไหนก็ตาม







         "อิ่มแล้วอยากไปไหนต่อ" ผมส่ายหน้า หากเป็นปกติผมคงตอบว่ากลับบ้านอย่างไม่ลังเล แต่วันนี้ผมยังไม่อยากกลับบ้านสักเท่าไหร่ "ไปเดินเล่นในมอไหม"

         "เอาสิ"

         ซันพาผมไปเดินเล่นที่คณะของเขา ผมจำได้ว่าเคยมาครั้งหนึ่งตอนเรานัดทำงานกลุ่มวิชาภาษาอังกฤษด้วยกันที่ห้องสมุดของคณะเขาก่อนเราจะโดนไล่เพราะคณะจะฉีดยากันยุง เราจึงต้องย้ายไปนั่งทำงานที่คณะเกษตรซึ่งอยู่ไม่ไกลแทน อย่างน้อยแถวนั้นก็มีนมปั่นและไอติมทูโทนขาย มันอร่อยจนผมต้องแวะไปซื้ออีก

         พอรู้จักกันมากขึ้น ผมก็พบว่าเขาเป็นคนอบอุ่นเหมือนแสงแดดยามเช้าสมชื่อ เขาเป็นพระอาทิตย์ที่พร้อมยอมรับและเข้าใจความเป็นผม—ความพยายาม, ความไม่พร้อม, ความเป็นส่วนตัวและการชอบอยู่คนเดียวโดยไม่ก้าวล้ำเส้น เขาไม่เข้าใกล้เกินไปจนร้อนหรือถอยห่างเกินไปจนหนาว แต่เลือกที่จะโคจรรอบๆ เวลาเหนื่อยหรือท้อ, เขาจะคอยรับฟัง แม้ไม่มีคำพูดปลอบใจแต่เขาจะรับฟังอยู่ข้างๆ จนกว่าผมจะสบายใจ พร้อมคำพูดประจำที่ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจว่า 'เรายังอยู่ตรงนี้' เขาพยายามเข้าใจผมมากกว่าที่ผมพยายามเข้าใจเขาเสียอีก ผมยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงต้องพยายามกับผมมากขนาดนี้ หากความสัมพันธ์คือการให้และรับ ผมคงเป็นผู้รับที่ใจร้ายที่สุดคนหนึ่ง แล้วคนใจร้ายสมควรได้รับความรู้สึกดีๆ แบบนี้เหรอ 

         ไม่คิดต่อดีกว่า

         เอาเป็นว่า มันคงโชคดีของผมที่เจ้าของคำตอบของคำถามนี้คือเขา และตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ผมเริ่มปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองรู้สึกดีและชอบเขามากขึ้นกว่าเมื่อก่อน 







         "คุณมิวเอาอะไร"

         เราย้ายมานั่งร้านกาแฟที่เมญ่าต่อ ผมเพิ่งเคยมาร้านนี้เป็นครั้งแรก แต่ผมจำได้ว่าเคยเห็นร้านนี้ลงเพจแนะนำร้านอาหารที่ใครสักคนแชร์ผ่านหน้าเฟซบุ๊ค เหมือนมันจะเปิดหลังผมเรียนจบได้ไม่นาน แต่ถึงมันจะเปิดตอนผมเรียนอยู่ ผมก็คงไม่ได้มาอยู่ดี เพราะสมัยเรียนผมใช้ชีวิตวนลูปอยู่แค่ตึกเรียนกับหอสมุด—ใช้ชีวิตนักศึกษาแบบเรียนเสร็จกลับบ้านไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน แม้เพื่อนร่วมคณะจะมีไม่มากนักและคณะของผมเริ่มเรียนตัวคณะมากขึ้นตั้งแต่ปีสองซึ่งมักจะเปิดเซคใหญ่เซคเดียวทำให้คุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่บ้าง แต่ผมไม่ค่อยสนใจใครสักเท่าไหร่ หากไม่มีงานกลุ่มผมก็ไม่ไปสุงสิงกับใคร กิจกรรมคณะหรือกิจกรรมมหาลัยไม่เคยอยู่ในสารบบของผม 

         บางคนอาจคิดว่าเป็นชีวิตมหาลัยที่น่าเบื่อหรือเป็นชีวิตมหาลัยที่ไม่คุ้มเอาเสียเลย แต่คำว่าคุ้มในความหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน, สำหรับผมคงหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแบบของตัวเอง อาจจะแตกต่างหากแต่มีความสุขก็เพียงพอ และที่ผ่านมาผมก็มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองเป็นและสิ่งที่ตัวเองทำ นั่นถือว่าคุ้มแล้วในแบบของผม คุณอาจจะคิดว่าผมแปลก—แต่ผมแค่เป็นผมในแบบของผมเหมือนที่คุณเป็นคุณในแบบของคุณ เราอาจจะแตกต่าง แต่นั่นคือส่วนที่น่าสนใจ, ความแตกต่างทำให้มนุษย์น่าสนใจ เช่นเดียวกับการที่คุณบังเอิญผ่านมารับรู้เรื่องราวของผม

         "คุณมิวชิมของเราไหม"

         ซันเลื่อนแก้วน้ำปั่นสีหวานของเขาเข้าใกล้ผม ผมจำไม่ได้ว่าเขาสั่งอะไรแต่มันหน้าตาเหมือนน้ำที่มีรสชาติหวานซึ่งผมไม่ชอบ "อร่อยนะ" เขาเอ่ยชวนอีกครั้งพร้อมพยักหน้าแล้วทำปากบุ้ยใบ้เพื่อให้ผมคล้อยตาม ทำท่าทำทางแบบนั้นแล้วใครกล้าปฏิเสธ ถึงจะพอเดารสชาติของมันได้ก็เถอะ "หวานอะ" 





         "ห้าโมงแล้ว หิวข้าวยัง" ซันเอ่ยถาม ทำให้ผมละสายตาจากหนังสือนิยายที่กำลังอ่านมามองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปเร็วขนาดนี้ 

         "อยากกินไร"
         "กินนี่หรือกินนอก"

         "ซันเลือกเลย"

         "เราอีกแล้ว" ซันบ่นพึมพำแต่มือยังไถมือถือหาร้านอาหารแนะนำที่อยู่ใกล้ๆ "ร้านนี้ไหม" และความพยายามของเขาก็จบลงเมื่อเราเดินผ่านร้านอาหารร้านหนึ่งที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ "เอาสิ"

         วันนี้ผมใช้เวลาอยู่กับซันทั้งวัน ไม่บ่อยนักที่ผมจะใช้เวลาร่วมกับคนอื่นทั้งวันจนลืมเวลาแบบนี้—ปกติหากทำงานเสร็จหรือหมดธุระ ผมมักจะขอตัวกลับหรือขอแยกตัวออกมา ผมไม่ชอบอยู่ร่วมกับคนอื่นนานนัก แต่ผมสามารถใช้เวลาร่วมกับเขาได้โดยไม่รู้สึกรำคาญหรือหงุดหงิด อาจเป็นเพราะเราสนิทกันมากขึ้นทำให้ผมสบายใจเวลาอยู่กับเขา เรานั่งด้วยกันตลอดบ่ายโดยไม่พูดคุย—ผมอ่านนิยายของผม, เขาดูซีรี่ย์ของเขา เราปล่อยให้ความเงียบคั่นกลางระหว่างเราแต่ผมกลับสนิทใจ เป็นครั้งแรกที่ผมนัดเพื่อนออกมาข้างนอกแล้วทำแบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกดีเหมือนผมได้อยู่คนเดียวกับเขาและเราได้อยู่คนเดียวด้วยกัน

         คงต้องยอมรับว่า ช่วงหลังมานี้ผมเริ่มรู้สึกดีกับเขามากขึ้น ผมเริ่มรับสายของเขาบ่อยขึ้น ถึงจะมีบ้างที่ผมไม่อยากรับและปล่อยทิ้งไว้แต่มันน้อยลงกว่าช่วงแรกมาก อย่างที่บอกผมไม่ชอบรับสายคนอื่นสักเท่าไหร่, ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่—ผมชอบพิมพ์ข้อความโต้ตอบมากกว่า เพราะการคุยมันนานและรบกวนเวลาส่วนตัวของผม ผมจึงมักจะบอกให้คนอื่นพิมพ์ข้อความหาผมแทนการโทร และผมมักจะหงุดหงิดเวลาต้องรับสายคนอื่นนอกเวลางานหรือในช่วงเวลาส่วนตัว ผมจึงเลือกจะปล่อยทิ้งไว้ หากไม่อยากรับหรือสายนั้นไม่จำเป็นต้องรับ แต่เดี๋ยวนี้ผมเริ่มโทรกลับหาเขามากขึ้น, บางครั้งโทรหาเขาก่อน ผมเริ่มรู้สึกเห็นใจเขามากขึ้นเวลาปล่อยสายของเขาทิ้งไว้ พอเรารู้จักกันมาระดับหนึ่ง ผมเลยคิดว่า 

         "คุณซันเป็นคนดีนะ เราอยากให้คุณซันเจอคนที่ดี คนที่พอดีกับคุณซัน คนที่พร้อมจะเปิดใจและเดินไปด้วยกัน คนที่ไม่ต้องพยายามมากขนาดนี้ ไม่ต้องพยายามมากขนาดเรา เราคิดว่า—" 

         ซันหยุดเคี้ยวแล้วมองผมหน้าเคร่ง เขาคงประหลาดใจที่อยู่ดีผมพูดเรื่องนี้ออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยหลังจากเราต่างก้มหน้าก้มตาทานอาหาร ผมพยายามพูดต่อแต่เขาทำจมูกบานและบึนปากใส่ทำให้ผมเริ่มอึกอัก

         "มิวพูดเหมือนกำลังจะเลิกกับเรา"
         "แต่เรายังไม่ได้คบกันเลย"
         "มันแบบ what!?"
         "มิวสิคใจเย็น ตั้งสติก่อนเว้ย เราเลิกกันไม่ได้นะ เรายังไม่ได้คบกันด้วยซ้ำหรือมิวจะเลิกเป็นเพื่อนกับเรา มิวไม่อยากเป็นเพื่อนกับเราแล้วเหรอ" 

         ซันพ่นคำถามออกมารัวๆประหนึ่งหายใจทางผิวหนังจนผมแทบฟังไม่ทัน "เอ๊ะ น้ำลายกระเด็น" 

         พอมานึกถึงเรื่องที่ผมเพิ่งพูดไป มันคงจะแปลกแบบเขาว่าจริงๆ แต่เพราะผมเริ่มรู้สึกดีกับเขามากขึ้น มันเลยทำให้ผมเริ่มกังวลนิดหน่อย

         จะว่าอย่างไรดี

         อืม.. อาจเป็นเพราะเราไม่ได้เดินทางเดียวกัน เส้นทางของเราไม่ได้ใกล้เคียงกันเลยสักนิด และเราไม่ได้บังเอิญเจอกันระหว่างทาง แต่เราบังเอิญเจอกันตั้งแต่ต้นทาง—ตอนที่เพิ่งเริ่มออกเดินทาง, ตอนที่เรายังไม่มีแม้แต่แผนที่ และการเดินทางแสนยาวไกล ขนาดนักเดินทางยังอาจเหนื่อยและท้อ มันเลยทำให้ผมคิดว่า 

         บางทีถ้าไม่ใช่ผม 

         มันอาจจะดีกว่านี้ 

         บางทีถ้าไม่ใช่ผม เขาอาจไม่ต้องเหนื่อยและไม่ต้องพยายามมากขนาดนี้ เขาอาจเจอคนที่พอดีกับเขามากกว่านี้ คนที่อาจพอดีกับเขามากกว่าผม คนที่เดินทางเดียวกันและพร้อมเดินไปด้วยกัน บางทีเขาอาจไม่ควรมาเสียเวลากับผม

         "เป็นห่วงเราเหรอ"
         "เดี๋ยวนี้คิดแทนเราด้วย"

         "อือ"

         "แน่ะ ชอบเราแล้วอะดิ อุ้ย" ซันยักคิ้วหลิ่วตาให้ผมก่อนจะอุทานขึ้นเหมือนนึกบางอย่างได้ 

         "อะไร"
         "เผลอเอ่ยพูดคำนั้น" 
         "คำไหน?"

         ซันเอามือปิดปากแล้วมองผมตาโต เขามองซ้ายมองขวาก่อนจะเอามือป้องปากแล้วกวักมือให้ผมเข้าไปใกล้

         "You know the word."
         "That's one word."

         ผมมองท่าทางพิลึกพิลั่นนั่นอย่างไม่เข้าใจ "คำว่าชอบอะเหรอ" ซันซี๊ดปากแล้วทำท่าจริงจังตอนที่ผมถามโพล่งออกไป เขาทำหน้าเหมือนผมกำลังเอ่ยคำต้องห้ามประหนึ่งนามของคนที่คุณก็รู้ว่าใครในนิยายพ่อมดชื่อดังก่อนจะพูดมันออกมาด้วยท่าทางสบายๆ 

         "คำว่าชอบนั่นแหละ"

         "อ่าว ไหนบอกไม่ให้พูด"

         "ก็พูดไปแล้ว พูดไปแล้วก็พูดไปเถอะ ยังไงมิวสิคก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ" ซันยักไหล่แล้วทำท่าเหมือนไม่ใส่ใจขัดกับท่าทางจริงจังเมื่อสักครู่ 

         เออ.. บางทีผมก็ไม่เข้าใจเขา แต่เอาเถอะ เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจกันทุกเรื่องหรอก ถึงคุณจะอยากเข้าใจใครสักคนมากแค่ไหนแต่การเข้าใจคนๆหนึ่งอย่างถ่องแท้ทุกเรื่องนั้นย่อมเป็นไม่ได้ยาก บางทีแค่ยอมรับความแตกต่างและเคารพกันก็อาจจะเพียงพอแล้ว

         "อยากไปข้างหน้าแล้วเหรอ" 

         เขาถาม

         ที่จริงผมยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ เพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยคิดไกลขนาดนั้น ถึงความสัมพันธ์ของเราจะพิเศษประมาณหนึ่งแต่เราไม่เคยข้ามเส้น เราอยู่ในความสัมพันธ์ที่ใกล้เคียงคำว่าจีบมานานหลายปี ถึงเราคงอยู่แบบนั้นตลอดไปไม่ได้ แต่หากไปข้างหน้าคงย้อนกลับมาไม่ได้เช่นกัน ถึงอย่างนั้น..

         "อือ ก็ชอบมากกว่าเดิมแล้วเลยอยากชัดเจนสักทาง ซันคิดว่าไง" ผมก็ยังเป็นผมที่ชอบทำตามใจตัวเอง

         แต่มันคงเป็นคำต้องห้ามจริงๆ หลังจากพูดออกไปผมก็ได้แต่ก้มหน้าเพราะรู้สึกหวั่นใจแปลกๆ เราเงียบกันพักหนึ่งจนผมคิดว่าควรพูดอะไรสักอย่างเพื่อพาเราออกจากสถานการณ์นี้

         "ซัน—"
         "เหมือนกัน"
         "หา"
         "ชอบไง ชอบ เราชอบมิวสิคเหมือนกัน เราชอบมิวสิคตั้งนานแล้ว ชอบมากกว่าเย็นวันศุกร์อีก" 

         คำสารภาพแปลกประลาดกับรอยยิ้มสดใสเหมือนแสงแดดยามเช้าช่างเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ มันทำให้คนขี้เซาอย่างผมใจกระตุกจนเผลอยิ้มตาม แม้ผมจะไม่แน่ใจว่าชอบมองมันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พอเห็นเขายิ้มแบบนี้ ความคิดที่อยากเห็นเขายิ้มบ่อยๆ อยากให้เขายิ้มเยอะๆ ก็เริ่มแทรกเข้ามาในหัวอย่างห้ามไม่ได้ อาจเป็นเพราะรอยยิ้มนั่นดูเข้ากับเขามากหรือผมเริ่มชอบมันมากหรือทั้งสองอย่าง 

         พอผมเปิดใจมากขึ้น ผมก็รู้สึกขอบคุณที่เขายังอยู่ตรงนี้ หากเขาหายไปจริงๆ ผมคงเสียใจและต้องเหงามากแน่ๆ ผมไม่ควรปล่อยเขาไปใช่ไหม ถึงมันอาจจะเหนื่อยและเขาอาจต้องพยายามต่อไป แต่ถ้าผมพยายามด้วย เราจะเดินทางไกลด้วยกันได้ใช่ไหม

         "มิวใจดีขึ้นเยอะเลย"
         "จริงเหรอ"
         "จริงสิ"
         "เมื่อก่อนเราใจร้ายเหรอ"
         "ให้พูดจริงเหรอ"

         ผมไม่กล้าพูดต่อ

         "ล้อเล่นน่า มิวไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น มิวแค่เป็นตัวของตัวเองในแบบของมิว เราชอบนะแล้วเราก็เป็นคนเลือกเองด้วย เจ๋งเปล่าล่ะ" ไอ้ท่าทางภูมิอกภูมิใจแบบนั้นคืออะไร เขาทำให้ผมขำ

         "ทำไมถึงเป็นเรา"

         "นั่นสิ"
         "เพราะมิวน่ารักมั้ง"

         "เราเนี่ยนะ"

         ซันหัวเราะเอิ้กอ้ากก่อนจะตอบ "ไม่รู้เหมือนกัน แต่มันเป็นมิวตั้งนานแล้ว นานจนเราลืมไปแล้ว" 

         รอยยิ้มนั่นอีกแล้ว ขนาดทำหน้าจริงจังยังยิ้มได้ หากตอนแรกเราว่ายอยู่ในน้ำขุ่น ตอนนี้ผมคงถูกพัดเข้าสู่วังน้ำวนที่เชี่ยววนและอันตราย ผมเพิ่งรู้ว่าคุณพระอาทิตย์มีมุมอันตรายแบบนี้ด้วย บางทีผมคงต้องเริ่มศึกษาพระอาทิตย์ดวงนี้อย่างจริงจังเสียที 

         "ยิ้มอะไร" ผมถาม

         "ยิ้มไม่ได้เหรอ" เขาตอบ

         "ได้ แต่ยิ้มอะไร"
         "ก็ดีใจ"
         "ดีใจเรื่อง"
         "ที่ได้คุยกันแบบนี้"

         ผมยิ้ม

         ผมเองก็ดีใจเหมือนกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เราเปิดใจคุยกันเรื่องความสัมพันธ์หลังจากรู้จักกันมานานระยะหนึ่ง เหมือนเราจะเริ่มเข้าใกล้กันมากกว่าเดิมอีกนิดแล้ว





         ในที่สุดผมก็กลับถึงบ้าน การออกนอกบ้านทำให้ผมสูญเสียพลังงานยิ่งตอกย้ำว่า ผมเหมาะจะนั่งๆ นอนๆ ทำตัวไร้สาระอยู่บ้านในช่วงวันหยุดแล้ว หากไม่จำเป็นอย่าออกไปไหนนั่นแหละดีที่สุด หากผมสามารถยกงานและร้านสะดวกซื้อมาไว้ที่บ้านได้ ผมคงไม่ออกไปไหนแล้วเกลือกกลิ้งอยู่บ้านจนกว่าหนอนจะขึ้น คุณคงคิดว่าผมพูดเกินจริง แค่ออกไปข้างนอกแค่นี้จะอะไรขนาดนั้น—เออมันอาจจะเกินจริงไปหน่อย แต่ผมเหนื่อยจริงๆนะคุณ ถึงวันนี้จะไม่ได้ทำอะไรมากมาย แต่การอยู่ข้างนอกทั้งวันทำผมอ่อนแรง ขอผมอยู่นิ่งๆ เงียบๆ คนเดียวเพื่อชาร์จพลังสักพัก ยังดีที่พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ พูดเลยว่า พรุ่งนี้ต่อให้จ้างผมก็ไม่ออกจากบ้าน ต่อให้ฉุดกระชากลากถูยังไงก็ไม่ไป พูดเลยว่า—



         'คุณมิว'
         'ถึงบ้านยัง'

         'ถึงแล้ว'

         'ถึงแล้วเหมือนกัน'
         'ตอนนี้ทำไร'

         'ไม่ได้ทำไร'
         'เหนื่อยๆ'

         'เหรอ'
         'งั้นพักผ่อนนะ'
         'เดี๋ยวเราดูซีรี่ย์ต่อ'
         'หายเหนื่อยแล้วทักมานะ'

         'อือ'





         'คุณซัน'

         'ครับ'

         'อย่านอนดึกมาก'





         ผมปิดเครื่องทันทีที่ตอบข้อความเสร็จ

         ผมยังชอบอยู่คนเดียว, ยังสบายใจเวลาอยู่คนเดียว, ยังรู้สึกดีและมีความสุขเวลาอยู่คนเดียว แต่บางที..

         อยู่ด้วยกันบ้าง

         หรืออยู่คนเดียวด้วยกันบ้าง

         ก็ดีเหมือนกัน

         บางที.. ถ้ามีโอกาสผมอาจจะลองชวนเขามานั่งเล่นด้วยกันที่บ้าน เราจะได้เจอกันโดยไม่ต้องออกไปเจอผู้คน ไม่ว่ายังไงการออกนอกบ้านและต้องเผชิญผู้คนยังคงเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับผม และมันคงจะแบบนั้นต่อไปเมื่อผมดันเป็นคนแบบนี้ แต่มันไม่ได้แย่อะไรมากมาย ผมยังชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้

         แค่บางที.. 



         ถ้าเขาโอเค



         บางที..



         แค่บางที..



         เราอาจจะใกล้กันมากกว่านี้ก็ได้












         Note:

         อันว่า 'เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน, ไม่มีสิ่งใดแน่นอนและคงอยู่ตลอดไป' ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์โลกส่วนตัวสูงอย่างมิวสิค หรือแม้แต่ซันเอง หากมิวสิคก้าวช้ากว่านี้อีกนิด เรื่องราวของทั้งคู่อาจเปลี่ยนทิศทางไปก็ได้ แต่เพราะความไม่แน่นอน เราจึงได้เรียนรู้และได้พบกับเรื่องราวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น blessing หรือ learning 

         การเดินทางของซันและมิวสิคยังคงดำเนินต่อไปในโลกของพวกเขา คงได้แต่หวังว่าพวกเขาจะทำได้ดีตลอดเส้นทาง และผมก็หวังว่าคุณจะทำได้ดีในเส้นทางของตัวเองเช่นกัน, ยินดีที่ได้พบ

    —Mr. Sunlight



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in