1904No.26
จากมกราถึงธันวา 1/2
  • ธันวา(KDN)×มกรา(OSW)
    มันเริ่มจากผมจนถึงคุณและเป็นเรา



         ผมยังจำครั้งแรกที่เรารู้จักกันได้ดี 

         ตอนนั้นครูภาษาไทยของผมสั่งให้ส่งจดหมายหาเพื่อนต่างโรงเรียนและจะเก็บคะแนนจากจดหมายที่ตอบกลับมาด้วย มันเป็นวิธีเก็บคะแนนที่น่ารำคาญและทำให้ผมหงุดหงิด เพราะไม่ว่าผมจะพยายามส่งจดหมายไปสักเท่าไหร่ก็ไม่มีใครตอบจดหมายของผมเลยสักคน ผมคิดว่าผมคงเป็นคนเดียวในห้องที่ไม่มีคะแนน จนเพื่อนของผมแนะนำให้ส่งจดหมายไปโรงเรียนข้างๆ หากไม่ตอบกลับจะได้ตามได้

         นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรา

         คุณ—เพื่อนทางจดหมายคนแรกและคนเดียวของผม ผมดีใจมากที่คุณตอบจดหมายของผม ผมจำได้ว่าผมเอาจดหมายของคุณไปอวดเพื่อนทั่วห้องจนทุกคนขบขัน จากนั้นเราก็ส่งจดหมายโต้ตอบกันมาเรื่อยๆ

         คุณมักจะเขียนเกี่ยวกับการ์ตูนที่อ่าน ผมมักจะเขียนเกี่ยวกับคลาสกีตาร์ที่เรียน เรามักจะเขียนเล่าชีวิตประจำวันให้กันฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณทะเลาะกับน้องสาวเพราะแย่งปีโป้ชิ้นสุดท้ายในตู้เย็น หรือเรื่องผมเผลอหลับตอนปั่นรถจักรยานจนล้มคางแตก บางครั้งคุณเขียนกลอน บางครั้งผมวาดรูป ผมมีความสุขที่ได้เขียนจดหมายถึงคุณ การรอคอยจดหมายของคุณทุกสัปดาห์กลายเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่งของผม

         เราเขียนจดหมายหากันนานกว่าปีจนเพื่อนของผมถามว่า ทำไมเราไม่เจอกันทั้งที่โรงเรียนของเราอยู่ใกล้กันแค่นี้ มันทำให้ผมฉุกคิดได้ เย็นวันนั้นผมจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในโรงเรียนของคุณ

           ผมจำได้ว่าผมเดินผ่านสนามบาสเกตบอลไปที่ลานกว้าง ผมเห็นบอร์ดขนาดใหญ่ข้างสนามที่มีรูปแผนที่จำลองของโรงเรียนอยู่ ผมจึงเดินไปยังบอร์ดนั้นทันทีโดยไม่ทันระวังจนโดนลูกบอลอัดเข้าอย่างจังที่สีข้าง 'เป็นไรเปล่า' เสียงตะโกนจากในสนาม ผมจำได้ว่าตอนนั้นทั้งเจ็บและจุกจนตัวงอเป็นกุ้ง พอรู้ตัวอีกทีผมก็ถูกพาออกมาข้างสนามแล้ว

         ไหวไหม
         เดี๋ยวเราพาไปห้องพยาบาล

         ใครสักคนพูดกับผมแต่ผมไม่ได้มองหน้าเขา เพราะผมมัวแต่มองพื้นและเอามือกุมบริเวณสีข้างไว้ก่อนจะพูดขอบใจออกไป

         ขอบใจทำไม เราผิดเต็มๆ เตะบอลออกนอกสนามไปโดนนายเนี่ย แต่คราวหลังนายเดินไกลสนามหน่อยก็ดี บางทีบอลมันไปแรง
         เงียบเลย
         เจ็บมากเหรอ
         เอ่อเราชื่อธันวานะ นาย—

         อ่า.. คุณนั่นเอง คุณพูดอะไรไม่รู้อีกยาวเยียด ผมฟังไม่รู้เรื่อง ผมจับประเด็นได้อย่างเดียวคือคุณชื่อธันวา และนั่นคือการพบกันครั้งแรกของเรา เป็นการพบกันที่แปลกดีนะว่าไหม





         หลังจากวันนั้นผมกับคุณก็เจอกันหลังเลิกเรียนทุกวัน คุณมักจะรอผมอยู่หน้าร้านป้ามน—ร้านข้าวราดแกงหน้าโรงเรียนของผม ผมเพิ่งรู้ว่าบ้านเราอยู่ทางเดียวกัน รถประจำของเราชอบจอดแถวหน้าโรงเรียนใกล้กัน เราจึงมักจะหาที่นั่งคุยกันแถวหน้าโรงเรียนระหว่างรอคนขึ้นรถประจำจนครบ

         บางวันเรานั่งกินปังปิ้งกับนมปั่นที่ร้านเฮียชัยก่อนขึ้นรถ ผมไม่ชอบกินหวานเท่าไหร่ แต่ผมชอบรถขายสายไหมหยอดเหรียญ เรามักท้าว่าใครจะได้สายไหมมากกว่ากัน แม้สุดท้ายเราก็นำมันมาแบ่งกันอยู่ดี ผมมักจะให้คุณกินเยอะกว่า คุณชอบบ่นว่าผมทำให้คุณอ้วนแต่ผมว่าคุณอ้วนอยู่แล้วต่างหาก คุณชอบกินไอติมหวานเย็นถาดหมุน ผมเคยเห็นคุณกินจนปวดท้อง ผมชอบขนมแท่งจุ่มช็อคโกแลต คุณชอบสะสมของเล่นที่แถมในซองขนม เราชอบเล่นการ์ดด้วยกัน

         ผมมีความสุขมากขึ้นหลังจากได้พบคุณ








         เราย้ายมาเรียนมัธยมที่โรงเรียนเดียวกัน 

         ผมบอกคุณว่าผมต้องขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน คุณบอกงั้นคุณจะขึ้นรถประจำทางกับผมด้วย หลังจากวันนั้นเราก็ขึ้นรถประจำทางกลับบ้านด้วยกันทุกวัน บางวันผมเผลอหลับ คุณจะสะกิดให้ผมตื่นตอนใกล้ถึงบ้าน พอขึ้นมัธยมปลาย คุณเอารถมอเตอร์ไซด์มาใช้ จากนั้นเราก็เปลี่ยนมากลับบ้านด้วยรถมอเตอร์ไซด์ของคุณแทนรถประจำทาง





         วันหนึ่งเราคุยกันเรื่องชื่อ ชื่อของเรามาจากชื่อเดือนเหมือนกันแต่ทำไมผมรู้สึกว่าชื่อของคุณเท่กว่าชื่อของผม ทำไมชื่อของผมไม่เท่เหมือนชื่อของคุณบ้าง 

         คุณหัวเราะแล้วถามว่าแลกกันไหม

         ไม่เอาอะ 
         ผมตอบแบบไม่ต้องคิด

         ให้คุณเป็นธันวาคนเดียวพอ

         คุณบอกให้ผมเป็นมกราคนเดียวของคุณพอเหมือนกัน ทำไมฟังดูแปลกๆ คุณถามว่าแปลกยังไง ผมเงียบ คุณบอกไม่เป็นไรแค่ปล่อยมันไป ถึงผมจะเป็นมกราคนเดียวของคุณแต่ผมไม่ต้องเป็นมกราของคุณคนเดียวก็ได้ อ่า.. ฟังดูซับซ้อนนะว่าไหม

         แต่ผมว่าผมเข้าใจ

         หลังจากนั้นเราก็ไม่คุยกันสองวัน ถ้าพูดให้ถูกคือผมไม่คุยกับคุณสองวัน คุณพยายามถามว่าผมเป็นอะไร แต่ผมไม่ตอบ ทั้งที่เรากลับบ้านด้วยกันแต่ผมไม่พูด ตอนอยู่ที่โรงเรียนผมก็เอาแต่หลบหน้าคุณ อาจเป็นเพราะผมสับสนเลยทำให้คุณเสียใจ ผมเห็นคุณซึมไปเลย เย็นวันนั้นผมเลยตัดสินใจคุยกับคุณ

         ขอโทษช่วยลืมมันไปแล้วทำตัวเหมือนเดิมเถอะนะ อ่า.. เสียงของคุณเศร้าจัง คุณเอาแต่ก้มมองพื้น แต่ไม่ได้หรอก คำพูดพูดออกมาแล้วจะเอาคืนได้ยังไง 

         คุณมองผมแล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

         ผมมองหน้าคุณแล้วพูดว่า 

         'เราคิดดูแล้ว.. เราจะเป็นมกราของนายคนเดียว ส่วนนายก็เป็นธันวาของเราคนเดียวนะ แลกกัน'

         ดูเหมือนคุณจะยิ้มออกแล้ว





         หลังจากนั้นเราก็อยู่ด้วยกันเกือบทุกพัก เราไปกินข้าวด้วยกันเกือบทุกวัน เราเดินไปมาหากันที่ห้องเรียนตลอด บางวันคุณทำแลปเลิกช้า คุณก็จะแอบส่งข้อความมาบอกก่อน บางวันผมไปอยู่กับเพื่อนสักพักแล้วจะเดินไปหาคุณที่ห้อง บางวันคุณอยู่กับผมสักพักแล้วจะไปเตะบอลกับเพื่อนต่อ 

         เราอยู่ด้วยกันบ่อยกว่าเดิมจนเพื่อนร่วมชั้นบางคนเริ่มสังเกต พวกเขาเริ่มพูดถึงเรามากขึ้นจนบางคนเข้ามาถาม เราก็ตอบตามตรง จากนั้นเรื่องของเราก็แพร่ปากต่อปากไปทั่วระดับชั้น พวกเขาจับกลุ่มพูดถึงเรา พอผมได้ยินแล้วเดินเข้าไปถาม พวกเขาก็ปฏิเสธแล้วทำเหมือนผมคิดไปเอง 

         ผมเห็นสายตาของเพื่อนบางคนจับจ้องตอนเราเดินด้วยกัน พวกเขาเอามือป้องปากก่อนจะหัวเราะคิกคัก เพื่อนบางคนแซวหยอกล้อด้วยถ้อยคำที่รุนแรง มีครั้งหนึ่งคุณตอบโต้พวกเขาแต่มันยิ่งรุนแรง เราจึงพยายามไม่สนใจและไม่ตอบโต้พวกเขาอีก

         ความรักของเรา, มันผิดเหรอ?

         ไม่ผิดหรอก
         ไม่ผิดเลย

         มันแค่ต่างแต่ไม่ได้ผิด

         คุณบอกผมแบบนั้น

         ความรักของเราไม่ผิดแต่เพราะมันต่าง มันเลยแปลกประหลาดสำหรับคนอื่นใช่ไหม? ผมคิดว่าหลายคนมองว่ามันแปลก พวกเขามองว่าเราแปลก 

         คุณบอกอย่าคิดมาก

         แต่บางครั้งผมทำไม่ได้ ผมพยายามไม่เก็บคำพูดและการกระทำของพวกเขามาใส่ใจ แต่บางครั้งผมทำไม่ได้ การที่ต้องทำเป็นไม่สนใจทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขากำลังพูดถึงเรา มันยังยากสำหรับผม บางครั้งผมห้ามตัวเองไม่ให้รู้สึกแย่ไม่ได้

         คุณลูบหัวของผมแล้วปลอบผมว่าไม่เป็นไร ผมซบไหล่คุณแล้วย้ำกับตัวเองว่าไม่เป็นไร





         ฤดูแห่งการสอบเข้ามหาลัยมาเร็วกว่าที่คิด เราเริ่มอ่านหนังสืออย่างหนักและเข้าออกโรงเรียนกวดวิชาเป็นว่าเล่น เราคุยกันน้อยลงเพราะผมทุ่มเทกับรับตรง ส่วนคุณทุ่มเทกับโควต้า แต่คุณยังส่งแมสเสจมาบอกฝันดีผมทุกคืน โปรโมทชั่นเอสเอ็มเอสมันดีแบบนี้ 

         คุณชอบตื่นมาอ่านหนังสือกลางดึก พอคุณตื่นแล้วคุณมักจะโทรมาปลุกผมให้อ่านหนังสือด้วยกัน พอใกล้ถึงเวลาไปเรียน ผมจะโทรหาคุณเผื่อคุณนอนต่อให้เพื่อปลุกคุณให้ตื่นไปโรงเรียน คุณติวคณิตศาสตร์ให้ผม ผมทำสรุปสังคมศึกษาให้คุณ คุณโทรมาให้กำลังใจตอนผมไปสอบรับตรง เราไปกินข้าวด้วยกันหลังสอบโควต้า

         หลังสอบเราค่อนข้างว่าง ยิ่งสอบได้แล้วยิ่งว่างกว่าเดิม เหมือนเรามาโรงเรียนเพื่อพูดคุยกับเพื่อนมากกว่ามาเรียน เพราะไม่มีคาบเรียนเราจึงเลิกเร็วกว่าปกติ คุณมักชวนผมไปดูหนังก่อนกลับบ้าน

         เราเตรียมการแสดงงานอำลาด้วยกัน ผมเป็นพิธีกร วงของคุณแสดงดนตรี ตอนแรกพวกเขาอยากให้เราเป็นพิธีกรคู่กัน แต่คุณบอกคุณพูดไม่เก่ง พวกเขาเกลี่ยกล่อมจนคุณตกลงเป็นพิธีกรรับเชิญช่วงหนึ่งร่วมกับผม เราได้ใส่สูทคู่กัน มันทำให้ผมเขินนิดหน่อย








         'ไปอยู่ที่นู่นแล้วห้ามเราลืมนะ โทรหาเราด้วย เราโทรไปต้องรับด้วย ต้องกลับบ้านทุกปิดเทอมเข้าใจไหม' ผมพยักหน้าแต่เหมือนมันจะไม่ใช่คำตอบที่คุณอยากได้ คุณจึงทำปากคว่ำแล้วทำจมูกบาน ผมหัวเราะแล้วแกล้งดึงแก้มของคุณ 'ไอ้หน้าแบบเนี้ยใครจะไปลืมได้' พอผมปล่อยมือ คุณก็โวยวายแล้วเอามือจับแก้มตัวเอง

         ยืดหมด
         เอาแก้มมาหอมคืนเลย

         เอ่อ.. ผมว่าไม่ใช่แล้ว








         ผมบอกให้คุณจอดรถหน้าบ้านแล้วเข้ามาก่อนเพราะมีของจะให้ ถึงคุณจะมาส่งผมทุกวันแต่ผมมักจะให้คุณส่งหน้าตลาดหรือหน้าเซเว่น นี่เป็นครั้งแรกที่ผมพาคุณเข้ามาในบ้าน บ้านเงียบหน่อยนะ—ผมอยู่กับแม่สองคน ตอนนี้แม่ยังไม่กลับจากที่ทำงาน เหมือนคุณจะไม่สนใจที่ผมพูดสักเท่าไหร่ แต่เอาเถอะ อยากดูอะไรก็ดูไป

         ผมเอาของให้คุณ

         'อะไรอะ'

         ผมบอกมันคือสมุดภาพของเรา มันมีรูปของเรากับข้อความที่ผมเขียนอยู่ในนั้น แต่อย่าเพิ่งเปิดค่อยเปิดที่บ้าน แล้วไอ้สายตานั่นคืออะไร..

         'แน่ะ'
         'แอบบอกรักเราล่ะสิ'

         ไม่ใช่แล้ว คุณเป็นคนหลงตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมบอกไม่ใช่แต่คุณยังคะยั้นคะยอ ผมพยายามบ่ายเบี่ยงแต่คุณยัง.. 'มกราไม่รักธันวาแล้วเหรอ' ไอ้มุขนี้อีกแล้ว รู้ว่าผมแพ้ก็ขยันใช่จริง ไอ้หน้าหมาหางตกนั่นเลิกใช่สักทีได้ไหม ผมขอซื้อทิ้ง คุณทำจมูกบานอีกแล้วนะ

         'รักสิ'

         ผมยอมแพ้ ไอ้หมาในตัวคุณมันเอาแต่ใจมากขึ้นทุกวันจนผมต้องยอมแพ้มันทุกที—รู้ตัวบ้างไหม ผมบีบแก้มของคุณ เราเล่นหยอกล้อกันสักพัก

         'ทำอะไรกัน!'

         ดูเหมือนแม่จะเลิกงานเร็วกว่าปกติ คุณยกมือไหว้แต่ท่านหงุดหงิด ท่านหงุดหงิดมากจนผมกลัว ท่านถามย้ำอีกครั้งแต่เรายังเงียบ คุณมองหน้าผมแล้วทำท่าเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่ผมห้ามคุณไว้ ยังก่อน ตอนนี้ยังไม่ได้ ผมบอกขอคุยกับแม่สองคนแล้วขอให้คุณกลับบ้านไปก่อนนะ คุณไม่อยากกลับแต่ก็จำใจ
         
         เมื่อประตูปิดลง แม่ก็ถามผมเรื่องของคุณทันที พอผมตอบ แม่ก็เกรี้ยวกราด ท่านโวยวายแล้วใช้ไม้แขวนเสื้อตีผม ท่านตีผมไปร้องไห้ไป ผมเองก็ร้องไห้ ถึงผมจะจำความรู้สึกตอนถูกแม่ตีครั้งก่อนไม่ได้ แต่ผมคิดว่าครั้งนี้น่าจะเจ็บกว่าและมันน่าจะเป็นครั้งที่เจ็บที่สุด 

         เพราะใจของผม..

         มันพัง..

         เหมือนไม้แขวนเสื้อที่แม่ใช้

         แม่ปล่อยแขนผม มีรอยแดงนิดหน่อยแต่ไม่เป็นไร ผมเจ็บนิดหน่อยแต่ไม่เป็นไร ผมไม่เป็นไร 





         ผมล็อคประตูห้องนอนเพื่อขังตัวเองในห้องสี่เหลี่ยมแล้วผมก็ร้องไห้ น้ำตามันไหลเหมือนห่าฝน ผมไม่อยากร้องไห้แต่ผมห้ามตัวเองไม่ได้ ผมร้องไห้จนหัวตื้อไปหมดก่อนจะหลับไปพร้อมคราบน้ำตา

         ผมขอโทษครับแม่

         ขอโทษที่ทำให้แม่เสียใจ ขอโทษที่เป็นลูกชายที่ดีแบบที่แม่หวังไม่ได้ ผมขอโทษ










         เราบังเอิญเจอกันที่โรงอาหาร ผมมองคุณ คุณมองผม เรามองกันแล้วหยุดอยู่แค่นั้นเหมือนทุกครั้งหลังจากเกิดเรื่องเมื่อสองอาทิตย์ก่อน

         วันนั้นคุณโทรหาผมเกือบหกสิบสาย ผมรับสายคุณหลังผ่านไปหนึ่งวันเต็ม ผมบอกขอเวลาสักพัก เราต่างรู้ว่าทุกอย่างกำลังแย่ แม้เราไม่อยากให้มันพัง แต่มันกำลังแย่และแย่มาก แม่ไม่สนับสนุนเรา.. 

         ท่านคิดว่ามันผิดปกติ เราผิดปกติเหมือนที่คนพวกนั้นคิด—ตอนแรกผมคิดว่าผมน่าจะชินกับความคิดแบบนั้นแล้ว แต่ผมกลับรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าที่คิด ท่านบอกจะพาผมไปพบแพทย์และต้องการให้ผมเลิกคุยกับคุณ มันทำให้ผมเครียดและอึดอัด หลังจากวันนั้นท่านแทบไม่พูดกับผมเลย มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่ ผมจึงตัดสินใจเว้นระยะห่างกับคุณเผื่อมันจะทำให้ท่านสบายใจขึ้น แม้ผมจะคิดว่ามันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา แต่ตอนนี้ผมคิดวิธีที่ดีกว่านี้ไม่ได้ ผมยังทำให้แม่ยอมรับเราไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าควรทำยังไง ผมเปลี่ยนความคิดใครไม่ได้ ผมทำให้ทุกอย่างดีขึ้นไม่ได้ 

         เราคุยกันน้อยลง ผมเลยบอกคุณว่าไม่ต้องโทรมาแล้วก็ได้ ตอนอยู่โรงเรียนเราก็แทบไม่ได้เจอกันเพราะผมบอกคุณว่าไม่ต้องมาหาที่ห้องแล้วก็ได้ เราไม่ได้ไปพักด้วยกัน ไม่ได้กินข้าวด้วยกัน ไม่ได้กลับบ้านด้วยกัน มันทำให้ผมเหงาและเศร้าในเวลาเดียวกัน

         เวลาผมมองจากตึกลงไปที่สนาม คุณจะเล่นบอลกับเพื่อนอยู่ตรงนั้น เวลาคุณมองจากสนามขึ้นมาบนชั้นสอง คุณจะเห็นผมยืนมองคุณอยู่ตรงนี้ เรามองกันห่างๆ แม้จะยังอยู่ในระยะที่มองเห็นกัน แต่ผมเจ็บปวดเพราะไม่กล้าเข้าใกล้คุณมากกว่านั้น ผมอยากให้เรากลับเป็นเหมือนเดิม ผมไม่อยากให้มันพังแต่ผมกลัว ผมไม่อยากให้มันแย่แต่ผมกลัวมันจะแย่ลงกว่านี้ หลายอย่างทำให้ผมเครียดและสับสน ผมไม่รู้ว่าควรทำยังไง

         วันนี้คุณเดินเข้ามาทักผม คุณบอกคุยกันหน่อยนะ ผมลุกไปเก็บจานแล้วเดินตามคุณไป

         เรานั่งที่ม้าหินอ่อนหลังห้องวิทย์

         ผมหันหน้าไปทาง 
         คุณหันหน้าไปอีกทาง

         เรานั่งเงียบกันพักใหญ่

         'สบายดีไหม'

         ประโยคแรกที่ออกจากปากของคุณทำผมน้ำตาไหล สองอาทิตย์แล้วที่ผมไม่ได้ยินเสียงคุณ ผมพยายามกลั้นน้ำตาแต่ผมทำไม่ได้ ผมอยากตอบคุณว่าสบายดีแต่ผมทำไม่ได้ คุณบอกผมว่าอย่าร้องไห้ แต่คุณเองก็ร้องไห้ คุณพยายามปลอบผมทั้งน้ำตาแต่มันยิ่งทำให้ผมเศร้ากว่าเดิม ผมเสียใจ

         เราต่างคิดว่ามันคงมาถึงตอนจบ แม้เราจะไม่อยากให้มันจบ แม้เราจะยังอยากอยู่ด้วยกัน แต่ตัวเราตอนนี้ยังอ่อนแอ ผมอ่อนแอเกินไป ถึงอยากทำให้ดีแค่ไหนแต่ก็ทำไม่ได้ ถึงอยากปกป้องแค่ไหนแต่ก็ทำไม่ได้ ถึงอยากทำให้ทุกอย่างดีขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้ ผมทำอะไรไม่ได้สักอย่าง

         เราเงียบอีกครั้ง

         จนคุณพูดมัน

         คุณพูดมันแล้วร้องไห้ตามมาด้วยคำขอโทษมากมาย คุณบอกว่ามันเป็นความผิดของคุณเพราะคุณเป็นคนเริ่มต้นเรื่องของเรา ผมร้องไห้แล้วบอกคุณว่าไม่ใช่ ไม่ต้องขอโทษ มันไม่ใช่ความผิดของคุณ คุณไม่ผิด เราไม่ผิด ความรักของเราไม่ผิด มันแค่แตกต่างเหมือนที่คุณเคยบอกผมไง คุณเป็นแฟนคนแรกของผม—ถึงคุณจะต่างจากที่ผมคิด แต่ผมดีใจที่เป็นคุณ ผมดีใจที่ได้รักคุณ คุณบอกคุณก็ดีใจที่ได้รักผม 

         ผมกอดคุณ เรากอดกัน ผมซบไหล่ของคุณแบบที่ชอบทำ แล้วคุณก็ร้องไห้ ผมพยายามปลอบคุณแต่ผมก็ร้องไห้ เราค่อนข้างอ่อนไหว เราผลัดกันปลอบผลัดกันร้องไห้อยู่นานหลายชั่วโมงจนตาบวมช้ำ คุณบอกตาของผมน่าเกียจ ผมบอกตาของคุณก็น่าเกียจเหมือนกัน เรายิ้มให้กันทั้งน้ำตา 





         เรากลับบ้านด้วยกัน วันนี้เราใช้เวลานานกว่าปกติเพราะคุณขับอ้อมอีกทางและเป็นครั้งแรกที่ผมอยากให้รถติดนานๆ ผมบอกให้คุณจอดหน้าบ้าน คุณไม่ยอมบอกจะจอดหน้าตลาด ผมบอกจอดหน้าบ้านเลยก็ได้เพราะมันคงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เราเถียงกันไปมาแต่สุดท้ายคุณก็ยอมจอดหน้าบ้าน

         ใจหายแหะ

         ไม่อยากให้คุณไปเลย ไม่อยากแยกกันเลย ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย.. ใจมันหนักแปลกๆ เหมือนมีก้อนหินมากดทับ ไม่อยากร้องไห้แล้วนะแต่เหมือนน้ำตาจะไหลอีกแล้ว มองไม่เห็นหน้าคุณแล้วเนี่ย

         'ไม่เป็นไร'
         'มกรา, ไม่เป็นไร'
         
         อ่า.. คุณอย่าพูดได้ไหม ยิ่งพูดยิ่งน้ำตาไหล ผมปาดน้ำตาแล้วยิ้มให้คุณ 'ไปนะ' ความจริงผมอยากมองหน้าคุณให้นานกว่านี้แต่มันจะร้องไห้ ผมอยากจากคุณด้วยรอยยิ้ม คุณยิ้มให้ผมแล้วโบกมือลา ผมจับมือของคุณแล้วแกว่งไปมาเพื่อบอกลา 








         แล้วทุกอย่างก็จบลง








         แย่ชะมัด








         แต่ทำได้แค่ยอมรับ









         ตอนจบของเราอาจไม่สวยงามนัก แต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งเราเคยได้รักและมันคือเรื่องจริง แม้ต่อจากนี้เรื่องของเราจะกลายเป็นความทรงจำ แต่ความทรงจำจะเหมือนเดิมเสมอไม่ว่านานแค่ไหน








    ดีใจที่ได้รู้จักและรักคุณ
    จากมกราของคุณถึงธันวาของผม.

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in