Novelber2018pampamgirl
[Chapter 1.24] Turbulence เมื่ออา(กาศ)ปั่นป่วน
  • ขั้นตอนการบอร์ดดิ้งของเที่ยวบินขากลับไม่มีอะไรต่างจากขาออกจากกรุงเทพมากนัก จะมีก็เพียงแค่โถงผู้โดยสารของสนามบินหาดใหญ่มีขนาดเล็กกว่าและดูล้าสมัยกว่าเล็กน้อย นอกนั้นก็แทบจะมีลักษณะการใช้งานโดยรวมที่เหมือนกันเปี๊ยบ หากไม่แกล้งหลับตาเดินพี่จิตก็คงไม่มีทางพาปรมัตถ์หลง ธาดาจึงรู้สึกโล่งอกไปอีกเปลาะหนึ่ง


    เมื่อเขาตั้งใจเดินเข้ามารายงานตัวกับกัปตันมานพในห้องนักบินอีกครั้งก็พบว่าอีกฝ่ายไม่อยู่ เพราะได้เดินล่วงหน้าลงไปตรวจสภาพเครื่องยนต์ก่อนแล้ว


    ธาดาจึงได้แต่ยืนนิ่ง มองพีระทำหน้าที่ผู้ช่วยนักบินสื่อสารได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง หน้าตาที่เห็นจริงจังขึงขัง มือหนึ่งยกไมโครโฟนขึ้นจ่อที่ริมฝีปาก ก่อนใช้น้ำเสียงชัดเจน พูดจาตอบโต้กับส่วนบังคับการภาคพื้นอย่างสั้นกระชับเข้าใจง่าย ขัดกับเวลาปกติที่ชอบแหย่ชอบล้อ พูดจาเลอะเทอะ ทำตัวเหลวไหลไม่จริงจังเป็นอย่างมาก


    “ขากลับก็พีเอ็มเหรอ?” ธาดาเอ่ยถามเมื่อยืนมองพีระกดนั่นกดนี่ได้สักพัก


    ศีรษะของพีระเงยขึ้นทันที ถึงแม้จะกำลังขมวดคิ้วยุ่งระหว่างที่ก้มลงตรวจสอบข้อมูลบางอย่างในกระดาษแผ่นยาวที่พิมพ์ออกมาจากเครื่องปริ้นต์ในห้องนักบิน ซึ่งเดาได้ว่าน่าจะเป็นเอกสารจากหอบังคับการ แต่ด้วยนิสัยร่าเริงเปิดเผย พีระย่อมเห็นความสำคัญของการทักทายเพื่อนรุ่นพี่มาก่อนเรื่องงานอยู่แล้ว


    “อ้าว! พี่ธาดา กลับมาเร็วจัง” พีระหยุดมือที่กำลังทำงานง่วน หันมาตอบไม่ตรงคำถามแว่บหนึ่งก่อนก้มลงเช็คตัวเลขในเอกสารอีกครั้ง จากนั้นมือใหญ่สีแทนยื่นไปหมุนปุ่มหน้าตาคล้ายปุ่มเพิ่มลดเสียงของสเตอริโอสมัยโบราณอย่างคล่องแคล่ว


    “สี่สิบนาทีแล้ว… พีให้ boarding clearance รึยัง” ธาดาตอบแบบขอไปที แล้วค่อยวกเข้าคำถามเรื่องงานอย่างตรงไปตรงมา


    นี่แหละจุดต่างของนักบินผู้ช่วยสองคนนี้...


    คนหนึ่งงานมาก่อน อีกคนงานมาสุดท้าย...


    “Done ครับ ไม่ต้องห่วงพี่” พีระยกนิ้วโป้งให้ธาดาเป็นการยืนยันว่าเขาแจ้งพนักงานต้อนรับไปแล้วว่านักบิน เครื่องมือสื่อสารและเครื่องยนต์พร้อมสำหรับการบิน และอนุญาตให้ทำการประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องได้ทันทีที่ฝ่ายลูกเรือและฝ่ายภาคพื้นพร้อม


    อันที่จริง ผู้ช่วยนักบินรุ่นพี่ก็แอบชื่นชมรุ่นน้องของเขาอยู่ลึกๆ เพราะตั้งแต่สมัยเรียนด้วยกัน พีระเป็นเด็กหัวไวเรียนรู้เร็ว เวลาอาจารย์อธิบายอะไรก็มักเข้าใจตั้งแต่ครั้งเสมอ… หรือถึงแม้จะโดดเรียนบ่อยๆ อีกฝ่ายก็มักสอบได้คะแนนดีโดยแทบไม่ต้องพยายามทบทวน เรียกได้ว่าเป็นคนที่ฉลาดคนหนึ่งเลยทีเดียว แต่ที่จำเป็นต้องเรียนซ้ำชั้นนั่นก็เพราะเหตุผลเรื่องสำมะเลเทเมาและมีเรื่องชกต่อยจนต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่นาน สุดท้ายลงเอยที่เวลาเรียนไม่พอ จึงต้องกลายเป็นเรียนช้ากว่าธาดาไปถึงสองปีอย่างน่าเสียดาย


    ดังนั้น ถึงแม้จะมี ‘ชื่อเสีย’ พอๆ กับชื่อเสียง แต่ด้วยความสามารถที่เคยๆ เห็นกันว่า 'ถ้าพีระคิดจะทำจริงๆ แล้วละก็ เขามักจะทำได้ และทำได้อย่างดีซะด้วย' ธาดาก็ยิ่งวางใจเมื่อพีระแสดงให้เห็นว่าพร้อมจะกลับตัวเพื่อมาตั้งใจรับผิดชอบการทำงานจริงๆ จังๆ เสียที


    ธาดาตบไหล่พีระไปทีหนึ่ง ก่อนจะพยักพเยิดว่าเขาจะออกไปรอดูบอร์ดดิ้งในห้องโดยสารให้แทน และนั่นก็เป็นตอนที่กัปตันมานพเดินขึ้นมาจากการตรวจสอบความเรียบร้อยของเครื่องบินพอดี


    “อ้าวธาดา หลานชายล่ะ? แลนด์แล้วไม่เห็นเข้ามาค็อกพิทเลย”


    “เมื่อกี้มัตถ์หลับน่ะครับ”


    “เด็กๆ ก็งี้” กัปตันมานพยิ้มแย้ม “งั้นเดี๋ยวให้เข้ามานั่งเทคออฟสิ มองผ่านวินชิลด์รับรองเห็นแหลมตะลุมพุกชัดแจ๋วเลย”


    ธาดาหัวเราะรับ… แต่ข้างในแอบถอนใจเบาๆ


    พี่มานพนี่ขยันแกล้งผิดกฏทั้งๆ ที่รู้แก่ใจเพื่อลองทดสอบเขาดีเหลือเกิน…


    เนื่องจากการชวนปรมัตถ์ไปนั่งมองแหลมตะลุมพุกผ่านกระจกหน้าของเครื่องบิน หมายถึงอนุญาตให้คนนอก หนำซ้ำยังเป็นเด็กอายุไม่ถึงแปดขวบเข้าห้องนักบินในขณะเครื่องทำการบิน ซึ่งเป็นการทำผิดกฏการบินขั้นร้ายแรง ที่ปกติมีโทษถึงขั้นพักงาน... 


    แล้วนี่กัปตันมานพพยายามชวนเขาถึงสองครั้งสองคราแล้ว มาถึงขั้นนี้ถ้ายังลองใจกันอีก ธาดาก็คงต้องพยายามสื่อให้ชัดเจนว่าเขาต้องการยึดตามข้อปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา บอกกลายๆ ทำนองว่า ‘อย่าเสียเวลาเอาเรื่องผลประโยชน์แบบนี้มาล่อเสียให้ยากเลย…’


    “มัตถ์เพิ่งเจ็ดขวบกว่าครับ แถมตัวเล็กด้วย ผมว่าไม่น่าจะสูงถึงข้อกำหนดความปลอดภัยของ observer seat*”


    กัปตันมานพอมยิ้ม…


    ที่เขาว่ากันว่าผู้ช่วยนักบินธาดาภายในเคร่งครัดเด็ดขาดผิดกับภายนอกที่อ่อนโยน  บุคลิกนุ่มนวลนี่ท่าจะจริง


    “เอาๆๆ งั้นขากลับธาดาก็นั่งเดดเฮดไปเลย พี่อนุญาต แล้วอย่าลืมชี้แหลมให้หลานดูด้วยล่ะ จองที่อัลฟ่าไว้แล้วใช่มั้ย ขากลับต้องนั่งฝั่งซ้ายนะถึงจะมองเห็น” กัปตันมานพกำชับยาวยืด


    ธาดายิ้มโล่งอก


    เขาดีใจ… ที่อย่างน้อยพี่มานพก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวเป็นกัปตันผู้บังคับการใจกว้าง เพราะถ้าเป็นนักบินที่หนึ่งอีโก้สูงบางคน หลังจากคัดค้านไปตรงๆ แบบนั้น ธาดาคงโดนเล่นงานอ่วมเพราะเสนอหน้าไปเตือนกัปตันผู้บังคับเครื่องบินถึงกฏความปลอดภัยแน่ๆ


    เขายกมือไหว้ขอบคุณกัปตันมานพ ก่อนจะได้รับไหว้เป็นเสียงหัวเราะหยอกล้อและบอกปัดว่า ‘ไม่ต้องๆ คนกันเอง’ จากนั้นอีกฝ่ายจึงเดินอารมณ์ดีเข้าห้องนักบินไปคุยจ้อกับพีระต่ออย่างถูกคอ


    เฮ้อ… อยากมีเพื่อนร่วมงานแบบนี้ทุกวันจริงๆ เลย


    ธาดาส่ายหน้าไล่ความคิดแง่ลบออกจากหัว


    แน่ล่ะ เขาเลือกเพื่อนร่วมงานไม่ได้ แต่เขาเลือกที่จะมองแต่สิ่งดีๆ ที่ได้รับจากพวกเขาได้นี่นา


    ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อ นักบินผู้ช่วยธาดาที่ยืนเหม่ออยู่หน้าประตูเครื่องก็โดนสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ โผเข้ากอดขาเต็มรัก ฉุดเขาออกจากภวังค์


    เมื่อมองลงไปก็เห็นเพียงรอยยิ้มสว่างจ้า…


    ปรมัตถ์นั่นเอง...


    “อาธาดา~ มัตถ์มา~”


    เด็กน้อยรายงานตัวอย่างแข็งขันร่าเริง ขัดกับท่าทางซึมกะทือในเวลาไม่มีธาดาอยู่ด้วยเป็นอย่างมาก มากขนาดหัวหน้าพนักงานต้อนรับที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับย่นจมูก ก้มลงเอ่ยทัก


    “ตอนพี่แอมป์บอร์ด น้องมัตถ์ไม่เห็นแฮปปี้งี้เลยอ่ะ งอน”


    ปรมัตถ์เอียงอาย เด็กน้อยหลบไปยืนด้านหลังคนเป็นอา ก้มหน้างุด สองมือกำขากางเกงไว้แน่น เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่รอบด้าน


    ธาดาลูบผมหลานชาย เขาคุกเข่าลง ให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเจ้าตัวเล็ก ก่อนถามอย่างนุ่มนวล “มัตถ์ดีใจที่เจอทุกคนใช่มั้ยครับ”


    ปรมัตถ์พยักหน้าเล็กน้อย


    “แต่พี่แอมป์สวย มัตถ์ก็เลยเขิน… ใช่มั้ย” ธาดาแซวสาวสวยข้างตัวเล็กๆ


    เด็กน้อยทำตาโต แขนป้อมๆ โผเข้ากอดคอคนเป็นอาก่อนซุกหน้าลงกับไหล่กว้าง เผยให้เห็นแค่หูแดงๆ โผล่ออกมา


    “ว้าย! พี่ธาดาพูดอะไรก็ไม่รู้ น้องมัตถ์เขินใหญ่แล้วค่ะ”


    ถึงหัวหน้าพนักงานต้อนรับจะพูดออกมาแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วเธอก็รู้สึกเขินไม่เบา เพราะถึงจะมั่นใจว่าตัวเองสวยเปรี้ยวยังไง แต่มันก็ต้องมีวันหวั่นไหวกันบ้าง ก็แหม… มีอย่างที่ไหนคนหล่อๆ ที่ปกติไม่ได้เจ้าชู้มาออกปากชมกันโจ่งแจ้งแบบนี้


    ถ้าเป็นพี่พีระก็ว่าไปอย่าง…


    “แต่ผมว่าเด็กจิ๋วไม่น่าจะหวั่นไหวในความสวยของแอมป์หรอกมั้ง...”


    นั่นไง… ตายยากจริงๆ คนคนนี้ แค่คิดในใจก็ออกมาให้เห็นทันทีทันควันเลยเชียว ตาพี่พีระ...


    พีระที่เพิ่งเดินออกมาหลังจากตรวจระบบเรียบร้อย ทักเสียงดัง พร้อมยักคิ้วหลิ่วตาให้น้องแอมป์


    “...แต่ถ้าเป็นใจพี่นะ ไหวหวั่นสุดๆ ไปเลยครับ น้องแอมป์คนสวย” เขาต่อประโยคจนจบ และได้รับเพียงค้อนวงใหญ่ตอบกลับมา


    “พอเลยพี่พีระ หนูไม่หลงกลพี่หรอก”


    ธาดาฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวเอือมระอาให้กับความกะล่อนที่ซึมแทรกอยู่ในสายเลือดของรุ่นน้องคนสนิท ถึงตัวเขาเองจะห่างไกลจากความเจ้าชู้แบบพีระเอามากๆ แต่ที่ก่อนหน้านี้แกล้งเอ่ยชมน้องแอมป์ก็เพียงเพราะพอรู้มาบ้างว่าผู้หญิงมักชอบให้ชม ถ้าบอกว่าสวยจะขออะไรก็ย่อมได้ อยากให้ลืมเรื่องอะไรก็ลืมหมด… รวมทั้งเรื่องที่เพอร์เซอร์แอมป์พยายามจะล้อปรมัตถ์ของเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจด้วย


    เรื่องโดนล้อเลียน… แม้จะถือเป็นเรื่องปกติของชนชาติไปเสียแล้ว แต่เอาเข้าจริงธาดาก็ยังไม่อยากให้เกิดขึ้นกับหลานชายตัวน้อยของเขาอยู่ดี เพราะแค่นี้ปรมัตถ์ก็ขี้อายจนไม่กล้าพูดต่อหน้าคนมากๆ แล้ว ถ้ายิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเพราะโดนล้อมากๆ เข้า ก็ไม่รู้ว่าจะเงียบกว่านี้อีกรึเปล่า


    ‘ไม่เอาๆ อย่าเพิ่งคิดมากน่าธาดา พอเป็นเรื่องมัตถ์ทีไร คิดเยอะทุกที’ เขาส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านอีกรอบ ก่อนจะตกลงใจปล่อยให้สองหนุ่มสาวยืนต่อล้อต่อเถียงกันต่อไป ส่วนตัวเขาอุ้มเด็กน้อยเดินจากหน้าประตูเครื่องเขามายังห้องโดยสาร คราวนี้ก้าวนำพี่จิตที่เดินตามมาติดๆ ไปทางเก้าอี้ฝั่งขวามือ


    เขาวางเด็กน้อยลงบนเบาะที่นั่งชั้นธุรกิจ ฟูกนุ่มดูกว้างขวางเกินไปนิด หากเทียบกับปรมัตถ์ที่ตัวเล็กเพียงหนึ่งในสามส่วนของมัน


    “คราวนี้แหลมอยู่ทางนี้ อาเลยให้มัตถ์นั่งนี่นะครับ”


    เด็กน้อยตอบ ‘ฮับ’ เบาจนแทบไม่ได้ยิน ใบหน้ากลับมาเรียบนิ่ง ไม่สดใสเหมือนเด็กทั่วไปอีกแล้ว


    “หรือเราไม่อยากดูแล้ว หืม?” ธาดาคุกเข่า วางมือบนกลุ่มผมสีเข้ม ก่อนเอ่ยถามเบาๆ เช่นกัน


    ปรมัตถ์ช้อนตาขึ้นมองคนเป็นอา ลูกแก้วสีเข้มฉ่ำน้ำเหมือนเวลาเจ้าตัวเล็กเริ่มง่วง แต่เมื่อกี้เพิ่งตื่นเองไม่ใช่เหรอ…


    ธาดาได้แต่งงกับปฏิกริยาของเด็กน้อยตรงหน้า


    “อาอยากรู้จังเลย ว่ามัตถ์ของอาคิดอะไร…” ธาดาเลื่อนนิ้วลงมาลูบแก้มกลมๆ อย่างเบามือ พร้อมกับเขยิบเข้ามาใกล้  ส่งสายตาอ่อนโยนแล้วถามต่อด้วยเสียงนุ่มนวล “ตัวเล็กบอกอาหน่อยได้มั้ยครับ”


    ปรมัตถ์กระพริบตาปริบๆ ตั้งแต่เกิดมา สิ่งที่เด็กน้อยไม่เคยชนะเลยก็คือเสียงกระซิบถามเบาๆ แบบนี้ของอาธาดา…


    “มัตถ์อยากดูคับ…”


    คนเป็นอาครางอืม แล้วตั้งใจเงียบเพื่อฟังหลานชายพูดต่อ


    เด็กน้อยใช้นิ้วหมุนชายเสื้อ ก้มหน้างุดแล้วพูดออกมาช้าๆ ทว่ารวดเดียวจบ ปิดท้ายด้วยการส่ายหน้าหวือ


    “แต่เมื่อกี้มัตถ์นอนหลับ… ตอนนี้อาธาดาก็ต้องทำงานแล้ว แต่มัตถ์ยังอยากอยู่กับอา… มัตถ์งอแง มัตถ์ไม่น่ารัก… ไม่เหมือนพี่แอมป์…”


    หา!?! ไปเกี่ยวอะไรกับน้องแอมป์?


    แล้วเดี๋ยวนะ… นี่คืองอแงแล้วเหรอครับคนดี… อาว่าเป็นการโยเยที่เงียบและเรียบร้อยที่สุดที่เคยเห็นเลยนะ…


    ธาดารวบเด็กน้อยเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน หอมแก้มซ้ายทีขวาทีเพื่อปลอบขวัญเบื้องต้นไปก่อน เพราะอันทีจริงเขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าน้องแอมป์มาเป็นตัวแปรในเรื่องนี้ได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ ปรมัตถ์ยังคงไม่รู้ว่าขากลับนี้เขาจะได้นั่งที่นั่งผู้โดยสารกลับพร้อมกันตั้งแต่ต้นจนจบไฟล์ทเลย


    มือใหญ่ลูบแผ่นหลังบางเล็ก เสียงนุ่มกระซิบเบาๆ “ตอนนี้มัตถ์เป็นงานของอาแล้วครับ คุณลุงกัปตันให้อาออกมาชี้แหลมตะลุมพุกให้มัตถ์ดูแทนพีระ...”


    ก่อนจะยืดตัวออกมาเล็กน้อย แล้วส่งยิ้มบางเบาให้หลานชาย “แล้วพอเครื่องถึงกรุงเทพฯ ก็ให้พาเขาไปดูห้องนักบิน… มัตถ์อยากไปกับอารึเปล่า”


    ปรมัตถ์ตื่นเต้นจนเผลอทำตาลุกวาว ความน้อยใจก่อนหน้านี้หายวับ ใบหน้าเล็กๆ พยักขึ้นๆ ลงๆ อยู่หลายทีจนธาดาอดหัวเราะขำกับกับท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูนั้นไม่ได้


    นี่น่ะเหรอ… ที่ว่าไม่น่ารัก


    น่ารัก...จนอารักจะแย่อยู่แล้วครับ ตัวเล็ก


    .

    .

    .


    หลังจากหายตื่นเต้นกับแผ่นดินที่ยื่นเป็นแนวโค้งลงไปในทะเลอย่างสวยงามแปลกตา ปรมัตถ์ที่นั่งบนตักธาดาก็ชี้ไม้ชี้มือเรียกให้เจ้าของตักแน่นๆ ดูเมฆก้อนนั้นก้อนนี้ อีกพักก็ชี้ถามหาลำแสงตรงนั้นตรงนี้อย่างเพลิดเพลินใจ


    จนกระทั่งพระอาทิตย์คล้อยไปทางตะวันตก ฟ้าด้านนอกยังคงสว่างอยู่ แต่ทางด้านที่พวกเขานั่งเป็นฝั่งตะวันออก ดังนั้นท้องฟ้าด้านนี้จึงดูมืดกว่าหน้าต่างอีกฝั่งหนึ่ง


    และเมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแจกกล่องอาหารทานเล่นและเก็บเข้าที่เรียบร้อย ไฟในห้องโดยสารและหน้าต่างทุกบานก็ถูกปรับให้ทึบแสงเพื่อการพักผ่อน เรียกได้ว่า ในขณะนี้ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ในแสงสลัวจนแทบมองไม่เห็นหน้ากัน มีเพียงแสงเรืองรองจากหน้าจอโทรทัศน์ตรงหน้าเท่านั้นที่เป็นต้นทางของแสงสว่างฉายให้ธาดาเห็นว่าเด็กน้อยบนตักตาปรือปรอยไปอีกแล้ว


    มือใหญ่ยกขึ้นดันหน้าผากเล็กๆ เข้าหาตัวเองเบาๆ หวังให้ปรมัตถ์อิงท้ายทอยแนบไว้กับอกเขา


    เด็กน้อยขืนตัวเล็กน้อย… เขาไม่อยากหลับ ยังอยากตื่นเพื่อจะได้มีโอกาสเล่นกับอาธาดาบนเครื่องบินลำนี้ให้นานขึ้นอีกสักหน่อย… 


    นิดเดียวก็ยังดี


    ธาดายิ้ม… เป็นรอยยิ้มของคนเป็นอาที่รู้ดีว่าหลานชายยังห่วงเล่น แต่บรรยากาศเย็นๆ มืดๆ แบบนี้มันก็น่านอนซะเหลือเกินจริงๆ เขากดปุ่มปรับพนักที่นั่งให้เอนลงจนเกือบขนานไปกับพื้น แขนสองข้างที่สวมกอดเอวปรมัตถ์ไว้หลวมๆ ก็ดึงเจ้าตัวเล็กให้เอนหลังนอนซบลงบนตัวเขาไปพร้อมกัน


    “อาง่วงแล้วล่ะ… มัตถ์เป็นหมอนให้อากอดหน่อยสิ” ธาดาพูดพร้อมกับกอดเจ้าตัวกลมไว้ แก้มข้างหนึ่งถูไถไปบนกลุ่มผมนุ่ม


    เด็กน้อยนอนตัวแข็งทื่อ ก็เขาไม่รู้… ว่าหมอนข้างขยับตัวได้รึเปล่า


    คนเป็นอาลอบขำกับท่าทางไร้เดียงสาของหมอนข้างน้อย เขาจึงเอ่ยปากชี้ทางให้นิดหน่อย…


    นิดเดียวพอนะ


    “อาก็เป็นหมอนข้างให้มัตถ์ด้วยดีไหม กอดอาไว้ นอนหลับฝันดี…”


    ธาดาลืมตาในความมืด แสงเรืองรองจากหน้าจอโทรทัศน์สะท้อนรอยยิ้มจากแก้วตาเขา ทำให้ปรมัตถ์ที่เงยหน้าขึ้นมองสังเกตเห็นประกายรักใคร่เอ็นดูอยู่ในนั้น


    เด็กน้อยลากแขนป้อมๆ สองข้างขึ้นโอบเอว ‘หมอนข้าง’ เอาไว้ ถึงจะไม่รอบแต่ก็ถือเป็นการเพิ่มความอบอุ่นให้แก่กัน ใบหน้ากลมเล็กซุกอยู่บนแผ่นอกกว้าง ใบหูวางเยื้องไปทางด้านซ้ายแนบระดับเดียวกับที่ตั้งของหัวใจ... ทำให้ปรมัตถ์รับรู้ได้ว่าภายในนั้นอวัยวะบางอย่างกำลังเต้นอย่างสม่ำเสมอและมั่นคงเพียงใด


    โชคดี… ที่คนฟังเสียงหัวใจเป็นเด็กน้อยอย่างเขา


    เพราะถ้าสลับตำแหน่งกัน… อาธาดาคงได้ยินเสียงหัวใจดวงเล็กๆ ที่เต้นระรัวเร็วราวกับเป็นหัวใจของผู้ใหญ่ที่กำลังตกอยู่ในห้วงรักแน่ๆ


    ปรมัตถ์หลับตาลงช้าๆ เขาหายใจเข้าลึก ซึมซับกลิ่นหอมประจำตัวและความอบอุ่นอ่อนโยนที่คนเป็นอามอบให้เขาอย่างบริสุทธิ์ใจ


    ...แต่กลับเป็นฝ่ายเด็กอย่างเขาเสียอีก ที่ไม่เคยคิดกับอีกฝ่ายอย่างไร้เดียงสามาตั้งนานแล้ว…


    ถึงแม้จะรู้ตัวและมั่นใจว่าตนเอง ‘รัก’ อาธาดาแบบไหนมาตั้งแต่ต้น แต่ด้วยเพราะเขายังเด็กมาก นอกจากจะไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกนี้หากสารภาพออกไป แน่นอนว่าตัวอาธาดาเองก็ต้องคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ความคิดชั่ววูบของเด็กที่ยังไม่รู้ประสีประสา


    ดังนั้น…


    ปรมัตถ์คิด…


    จนกว่าจะโต เขาจะพยายามทำตัวเป็นแค่หลานชายในรูปแบบที่อาธาดาต้องการ เป็นเด็กชายปรมัตถ์คนดีของคุณอา เป็นน้องปรมัตถ์… เด็กน้อยน่ารักของทุกๆ คน


    เมื่อไหร่จะโตเสียที...

    ...นอนหลับไปตรงนี้ ที่นี่… แล้วตื่นมาตอนโตเลยได้ไหม…


    เด็กชายถอนใจเบาๆ


    ปรมัตถ์รอได้…


    เพื่อให้ได้รักอาธาดาตลอดไป… นานแค่ไหน เขาก็จะรอ






    *Observer seat - ที่นั่งในห้องนั่งบินนอกเหนือจากที่นั่งของนักบินตัวจริง มักจะมีอีก 1-2 ที่นั่ง เพื่อให้นักบินสำรอง ลูกเรือหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบินและได้รับอนุญาตนั่งเพื่อทำการเทคออฟและแลนด์ดิ้ง






    __________________________


    Talk:


    จบตอนเด็กค่าาาาาาา จุดพลุ ปุ้งๆๆๆๆๆๆ ^^

    ขอบคุณที่ติดตามมาตลอด และขอโทษที่ลงตอนสุดท้ายช้าด้วยนะคะ ติดภาระกิจด่วนพอดีเลย~//โค้ง


    จากนี้ใครคิดถึงน้องมัตถ์และอาธาดา หรือแม้กระทั่งสงสัยว่าพีระจะเจอคนของเขารึเปล่า ก็สามารถติดตามซีรีย์นักบินกินเด็กต่อได้ในทวิตนะคะ @pampamgirl ค่ะ ^^


    ขอพักหายใจหายคอสักแป๊บนึง แล้วสัญญาว่าจะมาต่อช่วงน้องมัตถ์วัยรุ่นกรุบกริบกับคุณอาวัยหนุ่มเนื้อหอมให้เป็นรายสัปดาห์ค่า~


    ขอบคุณอีกครั้งนะค้าาาาา เยิฟ~

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in