Novelber2018pampamgirl
[Chapter 1.11] Turbulence เมื่ออา(กาศ)ปั่นป่วน
  • อย่างไรก็ตาม… พีระก็ยังคงจ้องมองมาจากเก้าอี้อีกตัวที่ถัดไปทางด้านหลังเด็กน้อยเพียงแถวเดียว


    ก่อนจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อพนักงานต้อนรับชั้นธุรกิจเดินผ่านเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยเป็นครั้งสุดท้ายตามหน้าที่ของเธอ พีระก็คิดอะไรได้บางอย่าง...


    เขาขยับตัวอย่างเชื่องช้า… ทว่ามั่นใจ


    ช่วงเวลานี้ แน่นอนว่าเหล่าลูกเรือกำลังตรวจสอบความความเรียบร้อบในห้องโดยสารอยู่


    นักบินก็กำลังยุ่งกับการตรวจสอบความพร้อมของเครื่องยนต์ผ่านทางจอมอนิเตอร์และฟังรายงานผ่านหูฟัง


    ช่วงที่ไม่มีใครสนใจนักบินตัวสำรองอย่างเขาจึงเป็นจังหวะที่เหมาะสม ถ้าหากพีระจะนึกทำอะไรขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ...


    เขาย่องมาสะกิดไหล่พี่จิตที่นั่งห่างกันไม่เกินสามก้าว ก่อนจะทำท่าจุ๊ปากเพื่อไม่ให้เธอกระโตกกระตาก จากนั้นจึงกระซิบขอแลกที่นั่ง


    จิตราแม้จะเป็นเพียงพี่เลี้ยงเด็ก แต่เธอก็เป็นคนหัวสมัยใหม่ที่ค่อนข้างรอบรู้ อย่างน้อยๆ ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเป็นคนแปลกหน้า พี่จิตคงไม่ยอมสลับที่ให้แน่ๆ แต่ก็เห็นได้ชัดจากบทสนทนาก่อนหน้านี้ ทั้งคุณธาดาก็ยังฝากฝังน้องมัตถ์ไว้กับพ่อหนุ่มคนนี้ด้วย พี่เลี้ยงร่างท้วมจึงคิดว่าคุณนักบินคนนี้คงคล้ายๆ เป็นตัวสำรองของคุณธาดาในช่วงที่แกกำลังทำงาน จึงยอมปลดเข็มขัดออกเบาๆ และลุกไปนั่งเก้าอี้ของพีระแทน


    ปรมัตถ์ยังมองออกไปนอกหน้าต่าง…


    เด็กน้อยรู้สึกตัวว่าเครื่องบินกำลังเคลื่อนที่ถอยหลัง…


    เขานึกถึงบทความที่เคยอ่านมาเกี่ยวกับการนำเครื่องบินขึ้น แต่ไม่ว่าบทความไหนๆ ก็ไม่ค่อยพูดถึงการถอยหลังของเครื่องสักเท่าไหร่เลย…


    “สนใจอะไรเหรอ…?”


    เสียงคุ้นหูที่เคยดังสนั่น แม้ตอนนี้จะเบาลงครึ่งหนึ่ง แต่ปรมัตถ์ก็ยังจำได้…


    พี่พีระคนป่า… ทำไมถึงมานั่งข้างเขา


    แขนป้อมๆ ดันร่างเล็กของตัวเองออกจากหน้าต่าง ใบหน้าจิ๋วหลิวหันมามองคนข้างๆ อย่างเฉยชา


    เมื่อปรมัตถ์ไม่ตอบคำถาม พีระจึงอธิบายเพิ่มเติม


    “ฉันถามพี่ธาดาก่อนจะแยกกัน เขาบอกว่านายชอบเครื่องบิน ก็เลยกะว่าจะมาเล่าให้ฟัง… ไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมเครื่องถึงถอย?”


    พีระพยายามถามคำถามที่คิดว่าปรมัตถ์จะสนใจเพื่อหว่านล้อมให้เด็กน้อยรู้สึกวางใจ จะได้เลิกทำหน้ายักษ์ใส่เขาเสียที…


    เด็กอะไร… ไม่น่ารักเลย


    เมื่อปรมัตถ์ได้ยินพีระพูดถึงสิ่งที่ตนกำลังสงสัยก็แสดงท่าทางสนใจขึ้นมานิดหน่อย… แต่เพราะการกระทำที่เหมือนคนเจ้าเล่ห์เมื่อกี้ของอีกฝ่าย การที่จะให้เด็กน้อยเชื่อใจง่ายๆ ก็อาจจะเร็วเกินไป ปรมัตถ์จึงจงใจกระพริบตาเบาๆ ก่อนจะหรี่ตาจ้องเพื่อพิจารณาเพื่อนรุ่นน้องของอาธาดาอยู่ครู่หนึ่ง


    “ฉันไม่เอานายไปขายหรอกน่า!”


    ทีท่าไม่ไว้วางใจของปรมัตถ์ทำเอาพีระหงุดหงิดไม่น้อย เด็กนี่ตั้งใจจะเล่นสงครามประสาทกับเขารึไงนะ ไหนพี่ธาดาบอกว่าเป็นเด็กเงียบๆ เรียบร้อยน่ารักไง…


    เงียบน่ะใช่ แต่เรียบร้อย… ไม่ใช่แล้วล่ะมั้ง


    พีระถอนใจเบาๆ


    “นี่… ยังไงฉันก็เป็นนักบินเหมือนกัน อธิบายแทนพี่ธาดาได้อยู่แล้ว”


    เด็กน้อยคิดในใจว่า ‘พี่แทนอาธาดาไม่ได้หรอก’ ก่อนสะบัดหน้าเบาๆ ไปกลับครั้งหนึ่ง…


    พีระเหวอ… เพราะเขาไม่เข้าใจ


    ส่ายหน้า? มันแปลว่าอะไรฟะ!!!


    พีระพยายามสงบจิตสบใจอีกระลอก ก่อนจะทวนชื่อ ทำใจเย็นแล้วเรียกอีกฝ่ายออกไปเบาๆ


    “มัด… ใช่มั้ย…?”


    ใบหน้าเล็กๆ ก้มลงอีกครั้ง


    “ที่แปลว่าโคลนน่ะเหรอ?”


    คราวนี้ปรมัตถ์ส่ายหัวจนผมกระจาย


    พีระแทบจะเอามือตบหน้าผาก…


    ไม่พูดแล้วเมื่อไหร่จะคุยกันรู้เรื่องล่ะวะเนี่ย!


    เฮ้อ… เอาเถอะ เด็กคนนี้คงพูดน้อยจริงๆ อย่างที่พี่ธาดาว่า งั้นเขาคงต้องยอมลงให้ก่อน อย่างน้อยก็ช่วงแรกล่ะนะ


    “โอเค ชื่อนายไม่ได้แปลว่าโคลน แต่ออกเสียงว่ามัด? M-U-D mud?”


    ปรมัตถ์ส่ายหน้าเบาๆ เสียงเล็กๆ เอ่ยคำแปลชื่อตัวเองเป็นภาษาอังกฤษชัดเปรียะ


    “Matt from Paramattha... The one that means perfection.”


    เอ้อ… พอพูดอิ้งด้วย เด็กนี่ก็ตอบได้นี่นา… แถมสำเนียงภาษาอังกฤษคล่องปรื๋ออย่างกับเจ้าของภาษาอีกตะหาก


    เอ๊ะ... หรือว่า...


    พีระย่นหัวคิ้ว… คิดไปคิดมาก็ชักจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงได้พูดน้อย


    เรื่องของเรื่องคือครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นเด็กที่โตมาแบบสามภาษา ช่วงระหว่างห้าถึงสิบขวบก็เลยจะพูดภาษาไทยที่ไม่ค่อยถนัดได้ช้ากว่าเด็กๆ วัยเดียวกันแถวบ้าน จึงมักจะโดนล้ออยู่เป็นประจำ แถมเวลาเถียงไม่ทันก็ถูกแกล้งซ้ำไปอีก ก็เลยยิ่งทำให้ไม่อยากจะพูดภาษาไทย เป็นเด็กเงียบเก็บกดจนพ่อแม่เขาจนปัญญาที่ลูกไม่พูด ต้องแก้ปัญหาโดยการส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่มัธยมจนทำให้เจอกับพี่ธาดานั่นแหละ


    แต่พักเดียวก่อนจะเจอธาดา… ก็มีโอกาสได้รุ่นพี่สาวๆ ที่เรียนโรงเรียนภาคปกติข้างๆ โรงเรียนนานาชาติของเขาสอนภาษาไทยให้จนคล่องอยู่ก่อนแล้ว… พี่ธาดาถึงไม่เคยรู้ปัญหานี้ของเขา เพราะตั้งแต่เจอกัน พีระก็พูดน้ำไหลไฟดับมาตลอดทุกเทอมจนกระทั่งเรียนจบ…


    ดังนั้น เรื่องนี้คงไม่ต้องไปรื้อฟื้นหรอกมั้ง…


    และดูจากท่าทางการตอบชื่อตัวเองเมื่อกี้ เด็กนี่น่าจะมีปัญหาคล้ายกัน… โอเค… งั้นเข้าใจแล้ว


    “Um… ‘kay I got that”


    พีระลองหยั่งเชิงพูดภาษาอังกฤษกับเจ้าหนูดูบ้าง… และก็คลับคล้ายว่าจะเรียกความสนใจจากปรมัตถ์ได้มากพอดู


    ดวงตาใสแจ๋วจับจ้องมาที่พีระ ช่างแตกต่างกับแววตาขุ่นมัวเหมือนปลาที่ถูกแช่ช่องฟรีซมานานหลายเดือนแบบเมื่อก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว…


    จับทางได้แล้ว บิงโก! มาเริ่มกันใหม่นะ ปรมัตถ์!


    “You love aircrafts, don’t you?”


    พีระลองถามปรมัตถ์อีกครั้งว่าชอบเครื่องบินใช่ไหม… คราวนี้คำตอบที่ได้กลับชัดเจน น้ำเสียงฟังดูสดใสกังวานเหมือนระฆัง


    “Yes, I do.”


    เอาล่ะ… จับจุดได้แล้้ว… งั้นเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน


    “And… you like pilots, too?”


    คราวนี้ปรมัตถ์หรี่ตามองพีระอย่างพิจารณา ก่อนจะหันกลับไปนั่งมองวีดีโอสาธิตความปลอดภัยที่ธาดายืนอยู่ในหน้าจอแอลซีดี ทำหน้ายิ้มแย้มเหมือนกำลังสวัสดีท่านผู้ชมทางบ้าน


    เสียงเล็กๆ ตอบเบาๆ ทั้งที่ยังมองไปข้างหน้าอยู่อย่างนั้น


    “No… But I love to be one.”


    พีระไม่แน่ใจว่าเด็กนั่นจงใจทำคำว่า ‘to be’ หล่นหาย หรือเป็นเพราะเสียงประกาศกันแน่ที่ทำให้เขาได้ยินทั้งประโยคไม่ชัด


    เพราะเมื่อพีระถามว่าชอบนักบินหลายๆ คนด้วยใช่รึเปล่า เขากลับได้ยินเด็กนั่นตอบว่า … No, I love one.


    ไม่… ผมรักนักบินแค่คนเดียว…


    เขาได้ยินผิดไปเองใช่ไหม...


    พีระขมวดคิ้ว เอียงหน้าไปมองเด็กเจ็ดขวบที่เลิกสนใจเขาแล้วหันไปทำหน้าตาจริงจัง เพ่งมองวีดีโอสาธิตความปลอดภัยอย่างตั้งอกตั้งใจเกินกว่าผู้โดยสารทุกคนก่อนที่จะคลี่ยิ้มอ่อนโยนออกมาแว่บหนึ่ง


    ใครเห็นอาจจะคิดว่ารอยยิ้มนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เด็กน้อยแสดงออกมาเพราะสนใจภาพเคลื่อนไหวและสีสันสวยงามตรงหน้า


    แต่เมื่อมองเสี้ยวหน้าเล็กๆ นั่นประกอบกับคำพูดประโยคเมื่อครู่ที่บางเบาแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น… พีระชักจะแน่ใจแล้วว่าปรมัตถ์ตั้งใจส่งผ่านรอยยิ้มนั้นไปให้คนในจอทีวีมากกว่า...


    เรื่องนี้มันชักจะเริ่มทะแม่งๆ แล้วแฮะ...

    พีระคิดในใจ

    แล้วพี่ธาดารู้ตัวรึยังเนี่ย!

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in