SHORT STORIESDaffodil
It came from the dark
  • เจ้าสิ่งนั้นจะปรากฏตัวทุกครั้งที่ความคิดของผมกระจัดกระจายไม่เข้าที่


    ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันมักจะคืบคลานออกมาจากเงามืด มันจะอยู่กับผมเสมอยามที่ความมืดเข้าครอบงำจิตใจ


    ในยามปกติ มันเป็นเหมือนเสียงของแมลงวัน หรือเสียงยุงหึ่งๆ ข้างหัว แต่ยามใดที่สภาพจิตใจของผมย่ำแย่ เจ้าสิ่งนั้นกลับกลายเป็นเสียงกระซิบของปีศาจ มันดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็จะมีอำนาจเหนือจิตใจของผม


    ราวกับมะเร็งร้ายที่กัดกินจิตใจ จนในที่สุดก็มีอำนาจเหนือการควบคุมของร่างกาย



    ตอนนี้ก็เช่นกัน มันนั่งอยู่ในมุมมืดของห้อง บอกให้ผมหยิบมีดขึ้นมา


    มีดเล่มนั้นวางอยู่บนโต๊ะ ที่คมของมันยังเลอะไปด้วยคราบเลือด ผมไม่รู้ว่าเป็นของใคร รู้แต่ว่าทันทีที่เห็นมัน ผมก็กรีดร้อง เขยิบถอยหนี พยายามเอาตัวออกมาให้ห่างจากมีดเล่มนั้นมากที่สุด แต่เจ้าสิ่งนั้นกลับหัวเราะและสั่งให้ผมหยิบมีดเล่มนั้นขึ้นมาอีก


    “หยิบขึ้นมาสิ หยิบขึ้นมา แค่มีมัน แกก็จะสามารถจัดการกับใครก็ได้ หยิบมันขึ้นมาสิ เอาไปเสียบคอของไอ้เด็กคนนั้นให้มิดด้าม เพียงแค่นี้ก็จะไม่มีใครกล้ารังแกแกอีกแล้ว หยิบขึ้นมาสิ”


    “ไม่!”


    ผมต่อต้าน พยายามขัดขืนจนถึงที่สุด ทว่าร่างกายกลับขยับเข้าไปใกล้มีดเล่มนั้นมากขึ้นอีกก้าว


    “หยิบสิ” ร่างนั้นพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราวกับอสรพิษยามหลอกล่ออีวา ฉันพลันนั้นผมก็รู้สึกราวกับตัวเองกลายเป็นแม่สาวน้อยคนรักของอดัม สาวน้อยใสซื่อที่หลงเชื่อคำลวงของอสรพิษ


    “หยิบมันขึ้นมา ไอ้เด็กนั่นต้องชดใช้ที่ทำให้เราอับอาย”


    มันคลานออกมาจากเงามืดข้างๆ ตู้เสื้อผ้า ความมืดลอยวนอยู่รอบตัวมัน


    “มันต้องตาย ให้สาสมกับความเลวของมัน”


    ผมไม่สามารถเถียงได้


    เด็กคนนั้นคอยกลั่นแกล้งผมตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมย้ายโรงเรียนเข้ามา เอารองเท้าไปซ่อน ขโมยสมุดการบ้าน ถุยน้ำลายใส่จานข้าว ขังผมไว้ในห้องน้ำตอนเย็นๆ สารพัดที่มันจะสรรหามารังแกผม ผมต้องทนฟังเสียงเยาะเย้ยของมันตลอดหนึ่งเดือนนับตั้งแต่เปิดเทอม ผมไม่กล้าฟ้องครู เพราะแม่มันนั่นแหละที่เป็นครู เพราะแม่ของมันมันก็เลยไม่ได้ชดใช้ความผิดใดๆ เลย เพราะแบบนั้นมันถึงได้ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในโรงเรียน


    “แม่มัน เพื่อนของมันด้วย” เงานั้นพึมพำ


    “ฆ่ามันให้หมด ฆ่าให้หมด ให้มันทรมาน ให้มันได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดของแก” เสียงนั้นดังอยู่ข้างหู ลมหายใจเย็นๆ เป่ารดหูพร้อมกับมือสีดำที่เอื้อมไปหยิบมีดขึ้นมาส่งให้ ผมเอื้อมมือไปรับอย่างห้ามไม่อยู่


    ผมได้ยินเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกราวกับว่าในที่สุดเจ้าของเสียงก็สมหวังดั่งใจ จากนั้นทุกอย่างก็กลายเป็นความมืดมิด...ความมืดมิดที่คุ้นเคย





    ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเช้าวัดถัดไป ออกจากบ้านที่เงียบงันราวกับป่าช้า มุ่งหน้าไปโรงเรียน


    การเดินทางช่วงเช้ามึนเบลอและสับสนอย่างไรบอกไม่ถูก ผมไม่รู้สึกถึงอะไรเลยนอกจากน้ำหนักของมีดในกระเป๋าที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในหนังสือภาษาไทย


    ผมเห็นมันอีกแล้ว


    ซุกซ่อนอยู่ใต้เงามืดของพุ่มไม้ ตามซอกตึกมืดๆ ตามสถานที่ใดก็ตามที่แสงส่องไม่ถึง ผมมองไม่เห็นใบหน้าของมันไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ ผมก็เห็นเพียงแค่รอยยิ้มลึกลับ ความมืด และเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกของมันเพียงเท่านั้น ผมตื่นตระหนก รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เจ้าสิ่งนั้นคอยตามหลอกหลอนผม เสียงกระซิบของมันยังไม่เงียบหายไป และที่แย่กว่า...ผมเริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว


    ฝ่ามือของผมชื้นเหงื่อ ผมได้แต่นั่งก้มหน้าบนรถเมล์ที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนจนกระทั่งถึงโรงเรียน


    มันยังคงตามผมมา หลบซ่อนในมุมมืด ทว่าคืบคลานเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ


    “มาถึงแล้วเหรอ ไอ้แหย”


    ผมสะดุ้งเฮือก


    ข้างหลังของผม เด็กคนนั้นยืนยิ้มอยู่พร้อมกับพรรคพวกของมัน


    ไม่นะ...


    ในใจของผมกรีดร้องลั่น พยายามถอยห่างจากเขาให้มากที่สุด เด็กกลุ่มนั้นส่งเสียงหัวเราะลั่น


    “ไปไหนวะไอ้ลูกไม่มีแม่!” เสียงนั้นดังไล่หลัง ผมพยายามซ่อนน้ำตา วิ่งขึ้นตึกไปอย่างไร้จุดหมาย ผมได้ยินเสียงฝีเท้าไล่หลังมา แต่ไม่กล้าหันไปมอง ได้แต่วิ่งขึ้นไปให้เร็วที่สุด ผมเข้าไปในห้องเรียนห้องหนึ่งบนชั้นสาม ผมมุดเข้าไปใต้โต๊ะอาจารย์ กอดกระเป๋าตัวเองแน่น จากนั้นก็ทำตัวให้เงียบที่สุด


    เสียงฝีเท้าผ่านห้องเรียนไป แต่ผมยังไม่กล้าออกจากที่ซ่อน ผมทำได้แค่นั่งอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งได้ยินเสียงเลิกแถว


    การเรียนในวันนั้นแทบไม่เข้าสู่สมองของผม ใจผมยังคงกังวลถึงสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในหนังสือเรียนภาษาไทย ถ้าหากมีคนมาเจอเข้าล่ะ? ถ้าหากผมต้องโดนไล่ออก พ่อคงจะไม่พอใจแล้วก็คงจะทุบตีผมอีกแน่


    “เขาไม่ทำหรอก เขาทำไม่ได้”


    เสียงหนึ่งดังขึ้น ผมสะดุ้งโหยง เหลียวมองรอบตัวทว่ากลับพบเพียงสายตาเยอะเย้ยของเด็กคนนั้น ผมรีบหลบตา ก้มหน้ามองหนังสือเรียนแม้ว่าสิ่งที่ครูสอนจะไม่เข้าหัวสักนิดก็ตาม เจ้าสิ่งนั้นไม่ได้ปรากฏตัวให้ผมเห็นในห้องเรียน ทว่าผมก็รู้สึกถึงมันได้ตลอดเวลา ผมมักจะแว้บเห็นเงาดำๆ ที่หางตา ทว่าเมื่อหันไปมองกลับพบเพียงใบหน้าของเด็กคนนั้นที่ฉายแววไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ผมหันไปหลังห้อง


    ผมรีบออกจากห้องทันทีที่คาบพักมาถึง เด็กคนนั้นพยายามเดินตามผมแต่ผมก็สลัดเขาหลุดจนได้ ผมเข้าไปซ่อนตัวในห้องน้ำ และอยู่ในนั้นจนเสียงฝีเท้าคู่สุดท้ายเดินลงไปจากตึกจึงค่อยๆ เดินออกมา และพบกับเด็กคนนั้นและพรรคพวกของมัน ผมร้องลั่น พยายามหนี ทว่าเจ้ายักษ์ตัวหนึ่งกลับมาขวางทางผม ผมได้แต่ลนลานถอยเข้าไปในห้องน้ำขณะที่คนกลุ่มนั้นสาวเท้าเข้ามาเรื่อยๆ


    “มุดหัวอยู่ในส้วม เหมาะกับมึงดีนี่แหย”


    “ไหน วันนี้มีอะไรมาบ้าง เอามาให้พวกกูเดี๋ยวนี้”


    “กูบอกให้เอามา!!!” คนหนึ่งตวาดและเข้ามาค้นตัวผม มันหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วโดยให้เด็กคนนั้น เขาเปิดมันออก หยิบเงินทั้งหมดในนั้นแล้วโยนกระเป๋าสตางค์ของผมไปด้านหลัง ผมได้แต่ยืนตัวสั่น


    “40เองเหรอ น้อยว่ะ พ่อแกเอาไปพี้ยาหมดแล้วเหรอ?”


    ผมไม่ตอบ


    “เอามือถือมึงมา”


    “อะไรนะ?”


    “เอามา! 40 บาทจะไปพอแดกอะไรวะ”


    “ไม่ เรา—เราไม่ให้ นายเอามือถือเราไปไม่ได้”


    “ทำไมจะไม่ได้! เอามา!” เขาตวาด จากนั้นลูกสมุนอีกสองคนก็เข้ามาจับตัวผม เด็กคนนั้นหยิบมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงของผมอย่างง่ายดาย ผมพยายามดิ้น ทว่ากลับสู้แรงอีกสองคนไม่ได้ เด็กคนนั้นยิ้มเยาะ เดาะมือถือในมืออย่างสนุกสนาน จากนั้นผมก็ได้ยินเสียงถ่ายรูป


    “เฮ้ย นึกอะไรสนุกๆ ออกแล้ว พวกมึงจับมันแก้ผ้าดิ กูจะถ่ายรูปลงในเฟสโรงเรียน ฮ่าๆๆๆ”


    “อย่านะ!”


    แต่เขาไม่สนใจ เด็กคนนั้นเริ่มอัดวีดีโอโดยใช้มือถือของผม ลูกสมุนร่างยักษ์ของมันอีกคนปรี่เข้ามา ผมพยายามดิ้นรน


    “อยู่เฉยๆ สิวะแหย เดี๋ยวมึงก็ดังแล้ว”


    ผมกรีดร้องลั่น ทว่าทันใดนั้นเอง ‘มัน’ ก็มาปรากฏกายให้ผมเห็น ข้างหลังของเด็กคนนั้น ใบหน้าส่วนบนของมันยังคงซุกซ่อนอยู่ใต้เงามืด ทว่าริมฝีปากบางเฉียบนั้นกลับแสยะยิ้ม


    “จะทนเหรอ? สู้สิ อย่าลืมว่าเราก็มีอาวุธ”


    ผมร้องตะโกนลั่น ยกขาถีบเจ้ายักษ์ตรงหน้า เด็กคนนั้นสบถ จากนั้นก็สั่งให้อัดผมให้เละ


    “มีด”


    ร่างนั้นขยับปาก จากนั้นโลหะสีเงินก็ถูกโยนออกมาจากมือของมัน เสียงเหล็กหล่นกระทบพื้นห้องน้ำดังกริ๊กดูเหมือนจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมได้ยินยามที่ยังมีสติ ผมเห็นรอยยิ้มของมัน เสียงหัวเราะเย็นยะเยือกของเจ้านั่นคล้ายกับกรีดลึกเข้าไปในศีรษะของผม




    ผมไม่รับรู้อีกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น


    สิ่งแรกที่กระทบโสตประสาทของผมก็คือเสียงน้ำหยดกระทบอ่างล้างมือ ผมพบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นห้องน้ำ ครั้งลองขยับตัวก็พบว่าในมือของผมถือสิ่งหนึ่งอยู่


    มีด


    มีดเล่มนั้น มีดที่มันส่งมาให้


    และบัดนี้ มันเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสด


    ผมกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง พื้นและผนังห้องน้ำถูกย้อมไปด้วยสีแดงและกลิ่นคาวคลุ้ง ผมเห็นร่างสี่ร่างกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ชุดนักเรียนสีขาวถูกย้อมจนเป็นสีแดง ผมวิ่งไปยังห้องน้ำที่อยู่ใกล้ที่สุด อ้วกอย่างเอาเป็นเอาตายจนมีแต่ลมที่ออกมา


    ผมได้ยินเสียงเปิดฝีเท้าและเสียงพูดคุยเฮฮาดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทว่าก่อนที่ผมจะทันคิดออกว่าควรทำอะไร คนจำนวนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในห้องน้ำ พวกเขาคือเพื่อนนักเรียนของผมเอง


    เพื่อนคนหนึ่งร้องลั่นทันทีที่เห็นสภาพห้อง ทั้งกลุ่มหันมามองหน้าผมเป็นตาเดียว ผมเห็นความหวาดกลัวและขยะแขยงในดวงตาของพวกเขา จากนั้นคนกลุ่มนั้นก็กรีดร้องลั่นและวิ่งหนีจากไป




    ผมรู้ทันทีว่าเขาจะไปตามพวกครูมา รู้ทันทีว่าแม่ของเด็กคนนั้นจะเข้ามาเห็นสภาพนี้ แล้วผมก็จะมีสภาพไม่ต่างจากพ่อ


    “ไม่ ไม่เหมือนสักหน่อย”


    เสียงเย็นๆ ของมันดังขึ้นอีกครั้ง เจ้าสิ่งนั้นขยับตัวออกมาจากมุมมืดของห้องน้ำ ร่างสีดำมะเมื่อมของมันดูโดดเด่นท่ามกลางกองเลือดสีแดงและพื้นห้องน้ำสีขาว ผมเพิ่งเคยเห็นมันปรากฏตัวท่ามกลางแสงไฟเป็นครั้งแรก แต่ผมก็มองเห็นเพียงความมืดมนอนธการ


    “พ่อตายแล้ว”


    “คนแบบนั้นไม่สมควรเรียกว่าพ่อ”


    “แกทำอะไรกับพ่อ”


    ผมได้ยินร่างนั้นหัวเราะ ผมมองไม่เห็นแววตาของมันก็จริงแต่ความเงียบระหว่างเรากลับทำให้ผมเข้าใจทุกอย่าง ใจของผมคล้ายถูกถ่วงด้วยตะกั่ว มีดลื่นหลุดจากมือ


    ผมจำได้แล้ว


    “แต่ถ้าแกยังร้องไห้อยู่แบบนี้ อีกเดี๋ยวแกก็เป็นเหมือนพ่อ” มันนั่งยองๆ ตรงหน้าผม “แม่ของเด็กคนนั้นจะเอาแกเข้าคุก แกจะกลายเป็นไอ้ฆาตกร”


    “แล้วฉัน…ฉันควรทำยังไง?”


    “แกก็รู้” มันเอื้อมมือไปหยิบมีดที่วางอยู่ที่พื้นส่งมาให้ผม เลือดย้อมใบมีดเล่มนั้นจนแทบมองไม่เห็นสีที่แท้จริงของมัน


    สติของผมเริ่มเลื่อนลอย ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ มือเอื้อมไปหยิบมีด ร่างนั้นพยักหน้าให้ผม มือสีดำของมันกุมมืดผมให้โอบกระชับรอบด้ามมีด ปลายมีดที่ยังชุ่มไปด้วยของเหลวสีแดงหันเข้ามาที่ตัว ผมได้ยินเสียงมันกระซิบที่ข้างหู เสียงนั้นช่างชวนให้คล้อยตาม


    “จากนี้ไปจะไม่มีอีกแล้วความเจ็บปวด ไม่มีอีกแล้วชีวิตบัดซบ เราจะไปอยู่ด้วยกัน แกจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”


    “ลาก่อนโลกใบนี้”


    ผมได้ยินเสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งวิ่งตึงๆ ใกล้เข้ามา ได้ยินเสียงโวยวายที่คุ้นเคยของพวกอาจารย์


    เสียงออดเข้าเรียนคาบบ่ายดังขึ้น พร้อมๆ กับที่มีดเล่มนั้นปักลึกเข้าไปในหัวใจของผม


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in