sirenxficsirenxtta
to another galaxy and back (minno)

  • p.s. อยากให้ฟังเพลงนี้ไปด้วยนะคะ >>>  weekend






    แค่ลองคิดเล่น ๆ กับตัวเองว่าพรุ่งนี้จะได้ตื่นมาในอ้อมแขนของคุณ
    การกอดตัวเองอยู่ใต้ผ้านวมผืนหนาก็อุ่นขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ




    Mon.

    ลีเจโน่มีแฟน

    ฟังดูเป็นการเริ่มต้นที่ชวนให้หมั่นไส้อย่างไรชอบกล – แต่ก็นั่นแหละ มันคือความจริง

    แฟนของคนอื่นเป็นอย่างไรเขาก็ไม่รู้หรอก ตั้งแต่เกิดมาและใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างทุลักทุเลมาได้ยี่สิบกว่าปีก็เพิ่งมีแฟนอยู่คนเดียว ชีวิตของเจโน่ประกอบไปด้วยคอมพิวเตอร์ สมุดเล่มเล็ก ๆ และปากกาที่ต้องพกติดตัวไปทุกที่ การปั่นต้นฉบับ บรรณาธิการสาวอายุแก่กว่าเกือบรอบแต่ยังสวยสด กับนาแจมินที่ตอนนี้ใช้ชีวิตอยู่เกือบอีกฟากโลกหนึ่งเท่านั้น

    และเจโน่คิดว่าเขามีความสุขดี
    แหละ

    มั้งนะ

    [กินข้าวยังครับคุณ] เสียงทุ้มปนแหบที่ทอดอ่อนมาจากปลายสายโทรศัพท์ทำให้ดวงตาหวานใต้กรอบแว่นสายตาเริ่มซึมคลอไปด้วยหยาดน้ำอุ่น ๆ โอเค มันอาจจะดูเว่อร์วังไปหน่อย (ไม่หน่อยแล้ว นี่มันหนักมาก แต่ใครสนวะ) แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ก็พ่อแฟนนักบินตัวดีของเขาไม่ได้กลับบ้านมาตั้งสองสัปดาห์แล้วนี่นา

    ไอ้เขาก็ไม่ได้รู้เท่าไหร่หรอกว่าเป็นนักบินมันเป็นยังไงบ้างเพราะแจมินเอาแต่ยิ้มและชวนเขาคุยนั่นนี่เวลาอยู่ด้วยกันด้วยเหตุผลว่าไม่อยากเอางานตัวเองมาพูดให้เขาเครียดตามไปด้วย จากที่ไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกันเพราะอาชีพของเขาในตอนแรกที่ต้องเข้าออกสำนักพิมพ์ไปคุยเรื่องต้นฉบับที่ไม่ลงตัวเป็นว่าเล่น พอถึงขั้นตอนลงมือเขียนก็ดันชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว หมดเวลาชีวิตทั้งหมดไปให้กับการปั่นต้นฉบับไม่หลับไม่นอน พออีกฝ่ายได้บรรจุเป็นนักบินเต็มตัวในสายการบินท้องถิ่นแล้วแทบไม่ได้อยู่ติดพื้นดินอีก

    สุดยอด

    "กินแล้ว นายนั่นแหละกินอะไรรึยัง" เจโน่กรอกเสียงตอบกลับ เหลือบสายตาไปมองโทรศัพท์มือถือที่เปิดสปีคเกอร์โฟนวางไว้บนโต๊ะขณะที่มือก็ยังคงรัวเคาะลงไปบนคีย์บอร์ดพิมพ์ต้นฉบับหนังสือเล่มต่อไปที่ตอนแรกถูกวางไว้อย่างดีว่าจะต้องส่งให้ฮยอนนูน่า – บรรณาธิการที่เขารักและนับถือเหมือนพี่สาวแท้ ๆ ตรวจสอบในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนหน้า แต่จู่ ๆ ก็ดันถูกเร่งจากเบื้องบนให้ปิดต้นฉบับภายในสัปดาห์นี้เพื่อร่นระยะเวลาเปิดตัวหนังสือเข้ามาอีก

    อยากจะท้วงอยู่เหมือนกัน แต่เพราะความไม่มั่นคงของอาชีพที่อาจโดนเด้งให้ออกไปเป็นนักเขียนไส้แห้งตระเวนเอาต้นฉบับไปส่งตามสำนักพิมพ์รอรับคำตอบรับอย่างสิ้นหวังเมื่อไหร่ก็ได้เลยได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ตัวเองต่อไป

    [ที่นี่ยังตีห้าอยู่เลยครับ] ริมฝีปากอวบอิ่มยู่ลงเล็กน้อย เหมือนปลายสายเองก็รู้ถึงกิริยาแง่งอนของเขาถึงได้หัวเราะออกมาเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงเอื้อเอ็นดู

    "แล้วทำไมยังไม่นอนเล่า – ไปนอนเลยนะ จะได้ตื่นมาเที่ยวให้สนุก ๆ" เห็นพูดมาได้ซักพักแล้วว่าอยากได้ไฟลท์ประเทศนี้มาก ได้ไปแล้วก็อยากให้คนรักสนุกกับมันให้เต็มที่ แค่แจมินมีความสุขเจโน่ก็มีความสุข ความรักมันก็เท่านั้นเอง

    [จะไปสนุกได้ไงอะ ก็ไม่มีคุณ]

    "อย่ามาเลี่ยนน่า" เขาหัวเราะให้คำพูดหวานเลี่ยนที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังทำให้ใจเต้นแรงได้ไม่ต่างจากเดิม "ไปนอนได้แล้ว ออกไปไหนก็โทรมาบอกเราก่อน ฝันดีนะ"

    [โอเค คนดีก็อย่านอนดึกนะครับ คิดถึงมากเลย]

    สายถูกตัดไปทันทีเมื่อคำพูดหวานหูที่พาลให้น้ำที่เคยคลออยู่ที่กระบอกตาไหลลงมาอาบแก้มเสียเฉย ๆ จบลง เจโน่ยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวก ๆ ตัดสินใจยุติการทำงานซักพักขณะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดปลดล็อคหน้าจอ ปรากฏวอลเปเปอร์เป็นรูปคู่ที่ถ่ายมานาน – ถ้าจำไม่ผิดก็คงตั้งแต่สมัยเดทแรกที่เรายังอยู่มัธยมปลายอยู่เลยด้วยซ้ำ – ชวนให้คิดถึงอดีตที่หอมหวานที่เราเคยได้อยู่ด้วยกันนานกว่านี้

    แต่เพราะเราไม่ใช่เด็ก เรามีภาระอีกมากมายที่จะต้องรับมันให้ไหว เพราะฉะนั้นเจโน่จะพยายามทำหน้าที่ตรงนี้และประคับประคองความสัมพันธ์ของเราให้ยั่งยืนต่อไปอย่างที่ชายหนุ่มรู้ดีว่าคนรักของเขาก็กำลังพยายามอยู่เช่นกัน

    แต่มันก็อดคิดถึงไม่ได้นี่นา

    คิดถึงจะตายอยู่แล้ว
    เมื่อไหร่จะกลับมาหากันซักทีเนี่ย

    ฮืออออ พิมพ์งานต่อไม่รู้เรื่องแล้วอะ

    ช่วยด้วย





    Tues.



    #wishxwerehere

    แฮชแท็กบนอินสตาแกรมที่จะเป็นของใครไปไม่ได้เลยนอกจากแฟนตัวดีทำให้น้ำตาพาลจะไหลตั้งแต่ช่วงสายของวัน ซึ่งช่วงหลัง ๆ มานี้มักจะเห็นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามช่วงที่แจมินไปบินแล้วเขานั่งปั่นงานอยู่ในประเทศ แหงสิ เจโน่ไม่ได้มีเงินมากพอที่จะบินตามแฟนไปไหนมาไหนนี่นา

    แต่ก็ไม่ได้เจอกันมาตั้งสองสัปดาห์แล้วนี่นา

    รูปวิวของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในประเทศแถบยุโรปทำให้เจโน่ที่กำลังจับจ้องมันราวกับหวังว่าคนถ่ายจะทะลุออกมาจากหน้าจอได้ทำให้ชายหนุ่มหลุดยิ้มออกมาเล็ก ๆ เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าแจมินที่โทรมาบอกเขาเมื่อตอนเช้ามืดว่าจะออกไปเที่ยวคงกำลังมีความสุขอยู่มาก ๆ ตัดสินใจวางโทรศัพท์คว่ำหน้าจอลงและกลับไปสนใจต้นฉบับต่อ

    if you were here

    ชื่อโปรเจคที่ได้มาก็ขยี้ให้น้ำตาคลอทุกครั้งที่กดเปิดไฟล์ออกมาพิมพ์ต่อ เนื้อเรื่องของผู้คนต่างเพศต่างวัยประมาณสิบคนที่เขาติดต่อไปคุยสัมภาษณ์เกี่ยวกับความคิดถึงไม่ว่าจะต่อครอบครัว เพื่อน คนรัก สัตว์เลี้ยงหรือแม้แต่สถานที่อยู่อาศัยถูกนิ้วเรียวยาวพิมพ์ถ่ายทอดออกมาเรื่อย ๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ก็ยังไม่วายเหลือบสายตาไปมองโทรศัพท์เป็นระยะ ๆ

    อยากคุยด้วย

    โอเค ถึงเขาจะใช้ชีวิตอย่างเข้าอกเข้าใจในตัวอีกฝ่าย อย่างที่แจมินเองก็ทำแบบนั้น และเขาคิดว่าพวกเราทำมันได้ดี – นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราคบกันได้อย่างยืดยาวไม่เหมือนหลาย ๆ คู่ที่เลิกรากันไป – และไม่งอแงเวลาที่แจมินต้องบินไปไหนไกล ๆ แต่นั่นแลกกับการที่เราต้องได้คุยกันอย่างน้อยวันละครั้งไม่ใช่เหรอ ฮือ วันนี้ยังไม่ได้คุยเลยอะ (ตอนคุยตอนเช้ามืดนั่นเขาสะลึมสะลือจนจับใจความไม่ได้ เพราะงั้นไม่นับ) จะหมดกำลังใจทำงานแล้วนะ

    ขนาดโดนฮยอนนูนาโทรมาจิกทุกชั่วโมงจนแทบจะปาโทรศัพท์ทิ้งแต่ก็ทำไม่ได้เพราะเสียดายยังไม่ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาเลยอะ

    คิดถึง
    ถ้าความคิดถึงฆ่าคนได้เขาน่าจะตายตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว

    กลับมาซักทีสิแจมิน กลับมาขมวดคิ้วใส่เราเวลาชวนไปออกกำลังกายแล้วเราเอาแต่กินขนม กลับมาบอกว่าเรามันอ้วนซักทีสิ คราวนี้จะยอมไปวิ่งเป็นเพื่อนทุกเย็นเลย

    กลับมานอนเฝ้าเราเวลาพิมพ์งาน คอยนวดไหล่นวดคอให้ ซื้อกาแฟกับผัดข้าวผัดไข่มาป้อนถึงปากซักที เราจะได้ไม่แอบอู้เพราะไม่อยากรบกวนเวลานอนของแจมินเยอะเกินไปไง

    กลับมากอดเราซักทีได้ไหม นอนกอดตุ๊กตาที่นายซื้อมาจนมันจะเน่าคาห้องนอนเราแล้วนะเว้ย

    ฮือ
    ช่วยด้วย

    เจโน่พิมพ์เร็ว ๆ เพื่อให้จบเนื้อเรื่องอีกส่วนหนึ่งก่อนจะกดคอนโทรลเอส รอจนแน่ใจว่าไฟล์งานถูกบันทึกเรียบร้อยแล้วถึงกดปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และเดินไปทิ้งตัวกลิ้งไปกลิ้งมาบนโซฟาตัวใหญ่ เอื้อมแขนเรียวไปคว้าเจ้าตุ๊กตาหมีสีชมพูตุ่น ๆ ที่ปรกติอยู่ในห้องนอนแต่วันนี้ถูกเขาคว้ามาไว้ข้างล่างด้วยมากอดแนบอก

    จมูกกดลงสูดกลิ่นหอม ๆ ของน้ำหอมคาลวินไคลน์ที่ถูกคนรักพรมไว้บนตุ๊กตา (ถ้ามันอับล่ะน่าดูแน่แจมิน) แอบตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมจนป่านนี้กลิ่นยังไม่จางลงไปเสียทีแล้วก็ได้แต่พริ้มตาหลับลง จินตนาการว่ากำลังสูดกลิ่นของมันจากอ้อมแขนอบอุ่นของคนรัก





    Wed.



    แจมินยังคงไม่โทรมา
    และตอนนี้เจโน่มีสภาพต่างจากคนสติแตกแค่นิดเดียว

    นิดเดียวเท่านั้น

    "มันอาจจะยุ่งรึเปล่า – ใจเย็นดิ อย่าเพิ่งเป็นบ้า" มือหนาของรุ่นพี่คนสนิทที่ไม่รู้ว่ารู้เรื่องตั้งแต่ตอนไหนตบลงบนลาดไหล่เล็กที่กำลังสั่นไหวเบา ๆ เมื่อสังเกตเห็นว่าเขาเริ่มกอดตุ๊กตาแน่นขึ้นและร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ มาร์ครู้มานานแล้วว่ารุ่นน้องทั้งสองคนถึงจะไม่ค่อยมีปัญหากันอย่างคู่อื่น ๆ แต่ก็ชอบเสียน้ำตากันบ่อย ๆ ด้วยเหตุผลโง่ ๆ อย่างคิดถึงเลยไม่รู้จะทำยังไงนอกจากเอ่ยบ่นผสมปลอบ

    จะให้ด่าไปเลย ไอ้เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าแฟนของเขาไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันอย่างทุกวันนี้ มาร์คอาจจะเป็นหนักกว่านี้หรือเปล่า

    เมื่อสัปดาห์ก่อนเหรินจวิ้น – คนรักของมาร์ค – บินไปเยี่ยมญาติห่าง ๆ ที่ปารีสก็เจอแฟนหนุ่มนักบินของเจโน่ ฝ่ายนั้นร้องไห้กอดขวดเหล้าเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ในบาร์โรงแรมที่เหรินจวิ้นไปพัก, ซึ่งก็น่าจะเป็นที่เดียวกับที่แจมินพักเช่นกัน เดือดร้อนให้แฟนตัวน้อย ๆ ของเขาต้องไปลากออกมากอดปลอบเป็นชั่วโมงกว่าจะสงบลงได้

    แน่นอนว่าเจโน่ไม่รู้
    ขืนบอกไปคงร้องไห้ไปอีกคน

    "แต่ไม่ได้คุยกับแจมินมาสองวันแล้วนะ" เสียงทุ้มนุ่มที่ตอบกลับมาอู้อี้จนต้องเงี่ยหูฟังดี ๆ เพราะใบหน้าขาวฝังลงบนเนื้อนิ่มของตุ๊กตา ถูไถไปมาจนมาร์คกลัวว่าแก้มยุ้ย ๆ จะแดงช้ำไปหมด

    โว้ย

    เดือดร้อนชิบหาย

    แทนที่จะได้กลับไปนอนกอดแฟนที่เพิ่งกลับมาหาเมื่อเช้านี้ ดันต้องมานั่งปลอบเด็กนี่ให้หยุดสติแตกเสียทีแทน

    จริง ๆ จะไม่มาก็ได้หรอก แต่เพราะคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์ดังที่จะเปิดตัวในลอนดอนเป็นที่แรกและเหรินจวิ้นมาเปรย ๆ ให้เขาฟังว่าอยากได้ทำให้มาร์คต้องยอมมาตามที่แจมินขอ แลกกับของขวัญวันครบรอบของเขากับคนรัก

    เล่นลิ้นเก่งที่หนึ่ง

    "มันไม่ได้จำเป็นต้องคุยกันทุกวันเลย มันก็มีเหตุผลของมัน คนอย่างแจมินไม่ได้ไม่ติดต่อแกเพราะแค่ขี้เกียจหรอกปะวะ มันรักแกจะตาย" รับร่างผอมที่เหมือนจะซูบลงเพราะตรอมใจจากการไม่ได้กินข้าวฝีมือแฟนมากกว่าจะสุขภาพดีเข้ามาในอ้อมแขน กอดเจโน่ไว้หลวม ๆ เพราะอ้อมแขนของคนเด็กกว่ายังกอดตุ๊กตาไว้ไม่ยอมปล่อย

    ที่พูดเหมือนไม่เต็มใจจะมาดูแลก็ไม่ใช่ความจริงเสียทั้งหมดหรอก ถึงยังไงเจโน่ก็เป็นน้องชายเขาคนนึง ถึงจะขี้แงไปมากหน่อยก็เหอะ

    "ก็คิดถึงอะ คิดถึงจนจะตายแล้ว"

    สัมผัสชื้น ๆ บนแขนเสื้อทำให้มาร์คกระชับอ้อมกอดเล็กน้อย

    "เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้ว"

    ไม่รู้จะเอ่ยอะไรต่อไปนอกจากปลอบใจเสียงแผ่วเบา





    Thurs.



    พรุ่งนี้ก็จะวันศุกร์แล้วววววววววววววววววว

    แต่ –
    ต้นฉบับยังไม่เสร็จเลย

    ยังต้องพิมพ์เพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง – แต่เรื่องที่ไปสัมภาษณ์คนอื่นมามันก็ดันหมดแล้ว โทษอะไรไม่ได้เลยนอกจากความสะเพร่าล้วน ๆ – แถมยังต้องแก้คำผิดนิด ๆ หน่อย ๆ อีก

    ยอมละเรื่องแจมินออกจากหัว – เมื่อวานเพิ่งโดนเหรินจวิ้นแซวตอนแวะมาทานข้าวเย็นด้วยกันว่าเป็นโรคคิดถึงแฟนขึ้นสมอง แซวคนอื่นเหมือนไม่ได้มองแฟนตัวเองที่ทำท่าเหมือนจะขาดใจตายทุกครั้งที่ตัวเองไม่อยู่บ้าน – เพื่อมานั่งทำงานต่อ ยอมรับว่าอยากจะนอนกลิ้งเกลือกไปเรื่อย ๆ อย่างที่ชอบทำ แต่งานมันก็สำคัญ ไม่อยากอยู่เฉย ๆ ให้แฟนเลี้ยงอย่างเดียวด้วยถึงช่วงหลัง ๆ มาจะโดนบีบให้ทำอย่างนั้นก็เหอะ

    เขาน่ะ
    ไม่ได้อยากอยู่เฉย ๆ ให้แจมินเลี้ยงหรอกนะ ถ้ามันจะทำให้อีกฝ่ายไม่มีเวลาให้เขาเลยแบบนี้

    เจโน่ดีใจที่แจมินพยายามทำเพื่อเขาและเรื่องของเราขนาดนี้ แต่ที่เขาต้องการจริง ๆ คือเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันต่างหาก

    ตัดพ้อไปยังไงคนทางนั้นก็คงไม่รู้เรื่องหรอก งั้นตั้งใจทำงานต่อไปเถอะ

    เพราะเจโน่เองก็หวังว่าแจมินจะรู้
    – ว่าเขาก็กำลังพยายามมาก ๆ เหมือนกัน

    พิมพ์เรื่องราวความคิดถึงที่มีต่อคนรักที่ตอนนี้ไม่รู้จะทานข้าวหรือยัง สบายดีไหม อากาศที่นั่นหนาวเกินไปหรืออบอุ่นดี ยังคิด ถ่ายทอดผ่านปลายนิ้วลงไปสู่ตัวอักษรที่ค่อย ๆ ปรากฏบนหน้าจอทีละตัวด้วยความตั้งใจว่าซักวันแจมินจะต้องได้อ่านมัน


    'ผมชอบความรู้สึกของได้คิดถึงใครซักคนพอ ๆ กับที่อยากให้มันจบลง เพราะความคิดถึงทำให้ผมรู้ว่าความรักที่มีต่อเขายังมีชีวิตอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งในใจของผม แต่เมื่อไหร่ที่มันจบลงพร้อม ๆ กับที่อ้อมกอดของเขามาปรากฏอยู่ตรงหน้าผม สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ผมรักที่สุดเป็นอันดับที่สอง

    เพราะอันดับหนึ่งคือเขา – อย่างที่เป็นมาตลอด'





    Fri.



    เจโน่ไม่ได้ไปที่สนามบินเพราะได้รับข้อความจากเพื่อนของคนรักว่าแจมินประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยในวันพุธที่ผ่านมาและจะได้บินกลับในฐานะผู้โดยสาร – ไม่ใช่ผู้ควบคุมเครื่องบินอย่างที่เป็นมาตลอด – ในวันอาทิตย์

    เขาไม่ได้โกรธเมื่อได้ยินเสียงทุ้ม ๆ ที่ไม่ได้ยินมาหลายวันเอ่ยขอโทษที่ไม่ได้บอก แจมินเจ็บกว่าที่เขาเจ็บปวด เจโน่รู้ดีว่าอีกฝ่ายเองก็กระวนกระวายไม่ต่างกัน เสียงนุ่มเพียงกระซิบซ้ำ ๆ ว่าไม่เป็นไร มันไม่เป็นไรเลยใส่โทรศัพท์พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาจากกระบอกตาทั้งสองข้าง

    ยอมให้หายไปเพราะขี้เกียจตอบยังดีกว่าหายไปเพราะเป็นแบบนี้แล้วเขาเข้าไปดูแลไม่ได้แบบนี้

    นี่มันแย่กว่าที่เขาคิดไว้มาก ๆ

    "แจมิน"

    [ครับคนดี]

    เสียงที่ตอบกลับมาฟังดูหงอยและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจนเจโน่ที่กำลังร้องไห้เงียบ ๆ ยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ แจมินในตอนนี้คงไม่ต่างจากสุนัขตัวใหญ่ ๆ ที่กลัวโดนดุ คิดแล้วก็อยากกอดมาก ๆ เลย "อย่าทำเสียงแบบนั้นสิ แค่จะถามเฉย ๆ ว่านายบินอีกทีเมื่อไหร่"

    แว่วเสียงอีกฝ่ายพึมพำอะไรซักอย่างกับตัวเองก่อนจะได้รับคำตอบ

    [หลังจากวันอาทิตย์ก็ – ประมาณอีกหกวันครับ คุณมีอะไรรึเปล่า]

    เจโน่ยิ้ม เคาะนิ้วลงบนระเบียงไม้แทนการเคาะลงบนคีย์บอร์ดที่น่าเบื่อ

    “ไปเที่ยวกันนะ”

    ความคิดถึงของเขาที่ไม่ต่างจากลูกโป่งที่ถูกสูบลมเข้าไปจนแน่นกำลังจะระเบิดออกแล้ว





    Sat.



    ในที่สุด – หลังจากที่ทำ ๆ อู้ ๆ มานาน – ต้นฉบับถูกพิมพ์จนเสร็จ

    แต่เจโน่ก็ยังคงไม่ยอมส่งไปหาฮยอนนูน่าที่ทำเสียงเหมือนจะร้องไห้ทุกครั้งที่เขารับสายด้วยน้ำเสียงรื่นเริง บอกว่าถ้าเจโน่ส่งหลังวันอาทิตย์พวกเราจะต้องถูกหมายหัวจากเบื้องบนแน่ ๆ – แต่ใครสนกันในเมื่อนี่มันยังไม่ถึงวันอาทิตย์

    ชายหนุ่มซุกตัวลงในผืนผ้าห่มอุ่น ๆ ที่แม้จะอุ่นแค่ไหนก็ย่อมสู้อ้อมกอดของคนรักไม่ได้แน่ ๆ แขนสองข้างกอดรัดตัวเองไว้ในขณะที่ดวงตายังคงจับจ้องไปยังวิทยุที่ตัวเองกำลังเปิดเพลงรักเลี่ยน ๆ ฟัง แม้จะไม่ชอบเท่าไหร่นักแต่ก็ต้องยอมรับว่าสภาพตอนนี้ไม่ได้ต่างจากเนื้อเพลงในตอนนี้

    อยากจะตกหลุมรักวันหยุดสุดสัปดาห์
    ตกหลุมรักในวันหยุดสุดสัปดาห์

    เหอะ

    ถ้าเป็นปกติเขาคงรีบคว้ารีโมทขึ้นมากดเปลี่ยนช่องให้รู้แล้วรู้รอด

    แต่พอเป็นตอนนี้
    ตอนที่เขาเลื่อนสายตาไปมองรูปคู่ที่ตั้งไว้บนหัวเตียง

    ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าน้ำตาแทบจะไหลออกมาอีกรอบ

    แค่แฟนไม่อยู่ก็ทำให้คนเป็นบ้าได้ขนาดนี้เลยรึยังไงก็ไม่รู้

    เอื้อมมือไปหยิบช็อกโกแลตบาร์ที่เอามาวางไว้ตั้งแต่เมื่อคืนขึ้นมาแกะและยัดเข้าปาก รสชาติหวานอมขมของขนมหวานยี่ห้อโปรดยังคงทำให้เจโน่ยิ้มออกมาได้แม้จะไม่สุดเท่าไหร่ก็ตามที ข้อความล่าสุดที่เขาส่งไปถามว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ถูกเปิดอ่านแต่กลับไม่ได้รับคำตอบใด ๆ กลับมาและเขาเองก็สมองตื้อเกินกว่าจะคิดออกว่าเกิดอะไรขึ้น

    จะบ้าตายแล้วโว้ย

    ไม่รู้รู้สึกแบบนี้ไปกี่รอบแล้ว
    แต่แบบ ฮือ
    นั่นแหละ

    ไม่เอาไม่ร้องไห้แล้ว ร้องทุกวันจนตาบวมไปหมดแล้ว นาแจมินต้องกลับมารับผิดชอบค่าอายครีมและสกินแคร์ทั้งหมดของเขา เดี๋ยว นี้

    หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเหรินจวิ้น ไม่สนใจเสียงคล้าย ๆ ว่าอีกฝ่ายคงกำลังทำกิจกรรมอะไรบางอย่างกับแฟน บอกน้องมันให้ซื้อข้าวเข้ามาให้กินเพราะขี้เกียจเกินกว่าจะลุกขึ้นมาหาอะไรประทังชีวิตเองก่อนจะนอนต่อ ไม่สนใจเสียงสบถด่าของแฟนของคนปลายสาย

    ทำไมต้องแคร์อะ
    ตอนนี้ต้องแคร์ใครด้วยเหรอ (ถ้าเมื่อไหร่มาร์คเห็นข้อความนี้แปลว่าเจโน่ไม่ได้อยู่บนโลกอีกต่อไปแล้ว)

    พริ้มตาลงหลับฟังเนื้อเพลงหวาน ๆ ของเพลงที่กำลังเล่นไปเรื่อย ๆ อย่างเอื่อย ๆ ให้ซึมซับเข้าไปในสมองต่อก่อนจะยิ้มออกมา


    เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงได้เจอหน้ากันแล้วใช่ไหมนะ





    Sun.



    ดวงตากลมโตปรือเปิดออกมามองแสงแดดที่ลอดผ่านเข้ามาในห้องผ่านกระจกหน้าต่างที่ผ้าม่านสีทึบปิดไม่มิดในกองผ้าห่มสีอ่อนไม่ต่างจากทุกวันด้วยจิตใจที่สดใสกว่าทุก ๆ วัน

    วันนี้แจมินจะกลับมาแล้วสินะ

    ร่างผอมขยับเล็กน้อยเตรียมพลิกตัวไปหยิบโทรศัพท์ที่เสียบชาร์จแบตไว้บนหัวเตียงเตรียมจะส่งข้อความไปหาคนรักก่อนจะชะงักที่การขยับตัวไม่สามารถเป็นไปได้ง่ายเท่าที่ควรจากท่อนแขนหนัก ๆ ที่พาดทับอยู่บนเอวของเขา

    ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ตั้งท่าจะไหล กลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในคอก่อนจะค่อย ๆ พลิกตัวเบา ๆ ระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนคนที่อยู่ในห้วงฝันดีเพื่อมองหน้าอีกฝ่ายชัด ๆ อย่างที่ไม่ได้ทำมานาน แผงขนตายาวปิดดวงตาคมที่หลับพริ้มอยู่ จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักลึกได้รูปเผยอออกเล็กน้อย ใบหน้าซูบลงเล็กน้อยชวนให้ใจหาย ผิวสีแทนเข้มที่คุ้นเคย

    "แจมินอา..."

    กระซิบเรียกชื่ออีกฝ่ายออกไปเสียงแผ่ว ล้มเลิกความตั้งใจที่จะไม่รบกวนอีกฝ่ายแท้ ๆ แขนเรียวยกขึ้นโอบกอดเอวสอบของคนรักไว้หลวม ๆ ยิ้มเมื่อได้ยินเสียงครางอือและเปลือกตาที่ค่อย ๆ ปรือเปิดดวงตาคมที่ทอทอดความรักออกมาอย่างชัดเจนอย่างที่เป็นมาโดยตลอดก่อนจะเอ่ยต่อ "กลับมาตอนไนเนี่ย"

    "ถึงเมื่อคืนครับ" เสียงทุ้มแหบที่ได้ยินแค่ผ่านโทรศัพท์มานานพอตอนนี้ได้ยินมากระซิบแผ่ว ๆ อยู่ชิดใบหูตามด้วยประทับจูบลงมาแรง ๆ ก็อดหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาไม่ได้ "ไหนดูซิ แฟนผมผอมลงรึเปล่าเนี่ย"

    "อื้อ" ครางฮือในลำคอตอบกลับไปกับคำถามที่ไม่จรรโลงใจเท่าไหร่นักกับมือใหญ่ที่เลื่อนเข้ามาใต้เสื้อยืดของเขาทันทีเรียกสีแดงจาง ๆ ให้ขึ้นริ้วมาบนใบหน้าหวาน "แล้วแขนนายขยับได้ปรกติรึยัง"

    "ได้แล้วครับ แต่คงยกของหนักไม่ได้" แจมินยกแขนขึ้นโบกไปมาโชว์ให้เขาดูจนเจโน่ขมวดคิ้วและทุบเบา ๆ ที่แผ่นอกกว้าง "เอ้า ทุบผมทำไมอะคุณ"

    "ก็นายอะ"

    "ครับ?" อีกฝ่ายเลิกคิ้ว กระชับแขนข้างที่ยังกอดเอวเขาไว้ให้แน่นขึ้นขณะยิ้มรอฟังคำตอบ

    เจโน่ทำหน้างอ "ก็นายอะ – ฮือ ปล่อยให้เรานอนคนเดียวได้ยังไงตั้งหลายสัปดาห์ เป็นคนอื่นเขาหาแฟนใหม่กันไปแล้วนะรู้ยัง คิดถึงจะตายแล้วเนี่ย" จิ้มนิ้วลงบนใบหน้าหล่อเหลาดังเทพบุตรก็ไม่ปานขณะพูดบ่นไปด้วย เออ ไอ้เข้าใจก็อยู่ส่วนเข้าใจไปเถอะ ตอนนี้ขอให้ได้บ่นสมกับความคิดถึงที่อัดอั้นมานานก็พอ

    "โอ๋ ๆ นะครับ คุณจะหาใหม่ได้ไง รักผมที่สุดแล้วอะคนนี้"

    "ก็เล่นปล่อยเรานอนคนเดียวแถมไม่โทรกลับไม่ตอบข้อความเราอีก เราเป็นห่วงนายจนร้องไห้ไปตั้งหลายรอบ ทำไมเป็นแฟนแบบนี้อะ เนี่ย ดูสิ ตาบวมหมดเลย" ชี้นิ้วไปที่ดวงตาบวมช้ำของตัวเองก่อนจะได้รับจุมพิตเบา ๆ บนเปลือกตาทั้งสองข้างแทนคำปลอบโยน

    แจมินเลื่อนขึ้นไปกดจูบบนหน้าผากมน ดวงตาคมฉายแววกังวล "ตาบวมจริง ๆ ด้วย ผมจะร้องไห้ตามแล้วเนี่ย"

    เขากลอกตา "อย่ามาเว่อร์น่า ไม่ต้องร้องเลยนะ แค่หลังจากนี้ก็อยู่ด้วยกันนาน ๆ ก็พอ" แจมินเงียบ "ได้ไหม"

    "แต่..."

    "ไม่แต่ได้ไหมอะ" เขาถอนหายใจยาวเหยียด เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายตรง ๆ อย่างจริงจัง "เราคิดถึงนายมากเลยนะเว้ย ทุกวันนี้เงินเดือนไม่พอหรือไงถึงได้ยังตระเวนไปช่วยคนนั้นคนนี้อีก อย่าคิดว่าไม่รู้นะว่าไปแลกไฟลท์เพิ่มมาตั้งเท่าไหร่น่ะ"

    "ก็อยากมีเงินเยอะ ๆ มาเลี้ยงคุณไงครับคนดี พ่อกับแม่คุณจะได้สบายใจว่าผมไม่ได้เอาคุณมาลำบาก"

    ฮือ

    ไม่อยากพูดต่อแล้วอะ เก๊กจริงจังไม่ออก เขิน

    "เราไม่ได้อยากให้นายเลี้ยง เราเลี้ยงตัวเองได้ ขอแค่มีเวลาให้กันเยอะ ๆ แค่นั้นแหละที่เราต้องการ"

    "..."

    "อย่างน้อยทุกสัปดาห์ก็มีเวลาอยู่ด้วยกันซักวันก็ได้ อยากอยู่ด้วยกัน"

    "..."

    "..."

    แจมินจ้องหน้าเขานิ่ง มีเพียงเสียงทำงานของเครื่องปรับอากาศที่ทำให้บรรยากาศไม่เงียบจนเกินไป ชายหนุ่มเม้มปากแน่นก่อนจะเสสายตาไปมองเพดานห้อง

    ไม่เป็นไร มันไม่เป็นไรเลยถ้าแจมินจะปฏิเส 

    คนรักของเขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นขยี้ผมเขาแรง ๆ อย่างมันเขี้ยวก่อนจะหลุดยิ้มออกมา

    "พูดขนาดนี้แล้วจะเถียงยังไงล่ะเนี่ย หืม" นิ้วยาว ๆ คีบจมูกรั้นของเขาและส่ายมันไปมาอย่างมันเขี้ยว เจโน่ขมวดคิ้วใส่ก่อนจะเผลอยิ้มออกมาบ้าง "แล้วต้นฉบับที่คุณบ่นให้ผมฟังนี่ส่งไปรึยัง"

    "เอ้อ จริงด้วย" อุทานเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเป็นวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์พอดี พลิกตัวไปหยิบโทรศัพท์อย่างที่ตั้งใจจะทำมาตั้งนานโดยไม่สนใจว่าตอนนี้ตัวเองนอนทับร่างของคนรักโดยมีมือหนาประคองเอวกันไม่ให้ตกลงไปเป็นที่เรียบร้อย นิ้วเรียวยาวเปิดไฟล์งานก่อนจะกดส่งไปให้ฮยอนนูน่าที่ตอนนี้น่าจะนั่งเตรียมร้องไห้รอต้นฉบับเขาแล้วก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังเมื่อมีมือปลาหมึกกันไว้ไม่ให้ลงไปนอนที่เดิมได้

    “นายบินมาตั้งไกล ไม่เหนื่อยรึไง”

    ถามออกมาเสียงหวานเมื่อมือที่เคยประคองเอวไว้ตอนนี้เริ่มสอดเข้าไปใต้เสื้อนอนบาง ๆ ของเขาและลูบไล้ผิวเนื้อช่วงเอว มือไวจริง ๆ นะนี่

    น่าตีให้ตายไปเลย

    แต่ถ้าตีให้ตายแล้วใครจะอยู่ให้เขางอแงด้วย
    เออ ก็ไม่มีไง

    “ได้นอนกอดคุณแป๊บเดียวก็หายเหนื่อยแล้วครับคนดี” เจโน่ถูกพลิกให้ลงไปนอนหงายอยู่บนฟูกเตียง ส่วนคนรักก็ย้ายตัวเองขึ้นมาคร่อมทับเขาไว้ในเวลาอันสั้น เสียงนุ่มหัวเราะคิก ก่อนจะเอื้อมมือไปโอบรอบลำคอหนาไว้

    “งั้นวันนี้เรามาทำอะไรที่แฟนเขาทำกันวันหยุดดีกว่าเนอะ”

    “อื้อ”





    end.


    นอกจากรักกันก็ไม่มีอะไรแล้วค่ะ 55555555555555555

    เนื่องในโอกาสจู่ ๆ ก็รู้สึกว่าน้องเจนน่ารัก (อย่างที่รู้สึกอยู่ทุกวัน) และไลฟ์นอนอยู่ด้วยกันบนเตียงที่ทางเรายังไม่สามารถมูฟออนไปไหนได้เลย ด้วยความว้าวุ่นเลยสู้กับภาระงานทั้งหมดเพื่อมาเขียนค่ะ สุดใจมาก แอ่ก

    สุขสันต์วันไวท์เดย์นะคะทุกคน ขอให้เป็นวันที่สดใสอีกวันหนึ่งเลย ทานข้าวอิ่มนอนหลับสบายมีความสุขมาก ๆ ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ ใครอยู่เชียงใหม่อย่าลืมใส่หน้ากากด้วยนะคะ เราจะรอดไปด้วยกันค่ะ t-t

    มีอะไรติชมพูดคุยกันได้ที่ #sirenxfic ที่เดิมเลย ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค้าบ <3
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in