Today is not TomorrowJirattipat Tengamnuay
DO U MISS ME? เรื่องผีมโนกับคนสุขภาพจิตเสียเสีย
  • จุดเริ่มต้นของการเขียนเรื่องนี้มาจากการไปดูหนัง "Annabelle" วันพุธ 100 บาท ซึ่งตอนไปดูก็ไม่ได้คิดจะมาเขียนอะไร แค่อยากดูและมัน 100 บาท ที่เข้าใจตามที่เคยอ่าน COMMENT ผ่านๆ บอกว่าเรื่องมาจากการ "เผือก" ก็เหมือนตอน 2 อ่ะแหละที่อะไรที่เขาห้ามก็อย่าทำ แต่ก็ตามหนังอ่ะ ถ้าไม่มีไรเริ่ม เรื่องก็ไปต่อไม่ได้ แต่จุดเริ่มต้นไม่ใช่มาจากอะไรในหนัง "Annabelle" ซะทีเดียวหรอก


    ดูบัตรหนังก็ไม่รู้หวยงวดนี้จะออกไรแบบ "13", "103", "130" ไหม?

    จุดเริ่มต้นก็จากการมโน ตาฝาด (มั้ง) ก็เข้าโรงตามเวลา นั่งเดี่ยวๆ คนเดียวเพราะไปคนเดียวและพนักงานให้เลือกเว้น 2 ที่นั่งจากที่ที่มีคนนั่ง ก็นั่งฟังเพลงจากหูฟังไม่ได้สนใจหนังตัวอย่างเท่าไหร่ จนมาถึงตอนยืนเคารพเพลงของ ร.10 ก็ยืน แต่ตอนยืนก็ไม่ได้หัน แต่ตาเหมือนเห็นคนข้างซ้ายแถวบนเยื้องๆ ไปตรงกลาง เหมือนเขายืนมอง เป็นผู้ชายผอมสูง ผมรองทรงยาวนิดนึง ใส่ชุดเสื้อยืดสีน้ำตาลครีม กางเกงสีเดียวกัน (น่าจะ) ผิวแทน คือมันมืดแต่ดันเห็นชัดเพราะแสงมั้ง แต่ก็มืดและเรามองตรง แต่ข้างขวาไม่เห็นไร แต่เรารู้ข้างขวาเป็นคู่แฟน เพราะนั่งริมสุดแถว เราเดินผ่านมาแถวที่นั่งก็ต้องเห็น และเพราะมันมืดเลยไม่รู้ว่ามองเรานี่เฉยๆ หรือมองแบบโกรธไม่พอใจ แต่เราก็แค่รับรู้และยืนเคารพเพลงต่อ แต่ในใจคิดถึงแบบใครที่รู้จักเราไหม เหมือนไม่พอใจเราไหม เพราะมันก็มีเรื่องหลายๆ อย่างที่ไม่น่าสบายใจแม้จะปัดออกไป มีเรื่องเครียดๆ หลายอย่าง ปกติเราจะไม่หันกลับไปมองแต่เราตัดสินใจตอนที่นั่งลง หันขึ้นไป แต่ปรากฏไม่มีผู้ชายคนที่เราเห็นจากหางตาเมื่อกี้ แต่เป็นคู่แฟนเด็กวัยรุ่น น้องผู้ชายนี่คือขาวและผมสั้น เราก็นั่งลงไม่คิดไร แบบตาฝาด มโน คิดไปเอง แม้ชัดมาก และเราไม่แน่ใจว่าเรายืนขึ้นเคารพ เราไม่หันไปอะไรอยู่แล้ว (ความจริงเบื่อๆ ไม่สนใจอะไร) แต่เหมือนเห็นชัด เราก็งงๆ แต่ก็ดูหนังต่อแบบคงตาฝาด ตาเราคือ 180 องศา ไม่หันจะเห็นเหรอ? หรือแบบถ้าไม่ได้ตาฝาดคงอาจอยากให้เราเห็นก็ได้

    หนังก็ตามที่เคยอ่าน Comment เริ่มต้นจากการเข้าไปยุ่งอะไรที่ไม่ควรยุ่งในบ้านคนอื่นจนเกิดเรื่อง แต่เราเชื่อเรื่องผีนะ ดูเรื่องนี้กลับนึกถึงตอนไป "เขาช่อ" ซะงั้น ก็มีหลายๆ อย่างน่าสนใจหรือหาคำตอบไม่ได้ หรือคิดมโนหูแว่วไปเอง อย่าง

    - ตอนเดินข้ามลำธาร ปกติเข้าป่าเราจะไหว้ขอเจ้าที่เจ้าทาง ถ้าไม่ยกมือก็พูดในใจ เหมือนหูแว่วเป็นเสียงผู้หญิงจากลำธารว่า "ระวังลื่น" ก้องในหู เราก็มองไปตรงริมลำธารที่มีน้ำไหลลงว่าเสียงมาจากไหน

    - ตอนดึกๆ ที่ไปทำธุระส่วนตัวซึ่งต้องเดินออกจากแคมป์ไฟไปที่เปลี่ยวๆ มืดๆ หน่อย เราเห็นเงาดำไม่รู้ผู้หญิงผู้ชายแต่ผอมสูง ผมรองทรงยาวนิดนึงเดินไปอีกทางที่เข้าป่า ซึ่งพี่ทหารเจ้าหน้าที่บอกว่าจุดตั้งแคมป์นี้เป็นทืี่เดียวที่มี เราก็รีบทำธุระ ไหว้ขอโทษเจ้าที่แถวนั้นแล้วเดินเข้าวงแคมป์ไฟ

    - ตอนนอนในเต๊นท์ เรานอนคนเดียวและเดี่ยวๆ เราเลยนอนกุมพระไว้ที่อกและเปิดไฟฉายทิ้งไว้ทั้งคืนเพราะกลัวผี แต่ตอนตื่นมาหาพระไม่เจอก็มองข้างๆ เพราะถ้าพลิคตัว พระก็มีสิทธิ์หล่นไปข้างตัว แม้เราตื่นมานอนหงายแต่ก็คือเรื่องปกติ แต่พระเหล่านั้นกลับไปอยู่ข้างหมอน คือเรานอนกุมพระที่อกและตะแคงเอามือไปปล่อยพระที่ข้างหมอนได้เลยเหรอ? แต่อาจจะได้ก็ได้

    -ตอนลงจากเขา รองเท้าขาดไม่เกาะพื้น และเมื่อคืนเหมือนฝนตกเลยลื่น พี่ทหารก็บอกเราไถลตัวลง เราก็ทำตามเพราะปลอดภัยกว่า แต่กระเป๋าหนักมาก มันจะถ่วงดันเราไปข้างหน้าและตอนยืนก็หนัก ยืนไม่ไหว แต่เหมือนช่วงหนึ่ง เหมือนมีคนมาดึงหูกระเป๋าเป้ด้านบนเหมือนช่วยดึงเราลุกขึ้นยืน เราก็นึกว่าพี่ 2 คนที่เดินตามมา ก็จะหันไปขอบคุณ แต่ปรากฏพวกพี่เขาเพิ่งเดินลงมาไม่ได้ใกล้เรา เราเลยไม่รู้ใครช่วยดึงเราขึ้น แต่ก็ขอบคุณในใจแม้ครั้งเดียว

    - ตอนเราเดินในป่ากับพี่ทหาร 2 คน คือคนอื่นล่วงหน้าไปหมดแล้ว รองเท้าเราขาด เชือกที่รัดไว้ก็หาย เลยเดินช้า ก็ได้พี่ทหารที่อยู่กับเรา แต่มีช่วงหนึ่งเราเหนื่อยเลยเอามือจับต้นไม้ แล้วพี่ทหารก็ชี้ให้เราดูต้นไม้ที่เราเอามือวาง คือตกใจ เพราะตรงที่เราจับมันเรียบ และด้านล่างถัดลงมานิดเดียวเป็นหนามแหลมแบบยาวๆ รอบลำต้น คือถ้าเราวางมือล่างลงไปหน่อย มือทะลุ

    ส่วนเรื่อง "ผี" อีกเรื่องในเขาแห่งนี้จากเพื่อนร่วมทริปที้่เลือกนอนเปลว่าได้ยินคนมาเรียกชื่อเขาตอนดึกๆ แต่เขาไม่ยอมลืมตามอง 

    แต่สรุปคือจากประสบการณ์ที่เราดูหนังไปและคิดเรื่องราวในอดีต คือไม่ว่ามีอะไรที่แปลกๆ หรืออาจจะเป็นสิ่งนั้น อย่าคิด, อย่าพูด, อย่าถาม, อย่าสนใจ เพราะที่เราเจอบนเขา เราจะพูดจะถามแต่ก็หยุดไว้เพราะยังอยู่บนเขา และก็ไม่ได้เอาเรื่องนี้พูดให้ใครฟังอีกเลย

    ส่วนเรื่อง "ผี" หรือ "วิญญาณ" ที่เห็นจะจะจริงๆ คือ "พ่อ" ตอนนั้นพ่อตายไม่นานยังไม่ได้เผาด้วย แต่เราสอบกลางภาคพอดีเลยนั่งอ่านหนังสือสอบข้างล่างคนเดียว แล้วก็นึกถึงพ่อ เพราะดึกๆ เวลาเราทำโปรเจคข้างล่างคนเดียวดึกๆ พ่อจะลงมาถามว่าทำไมไม่นอน แต่ก็นึกถึงเท่านั้น แล้วเราก็เดินไปหยิบน้ำทานที่ตู้เย็น ก็ได้ยินเสียงคนเดินลงบันไดก็นึกว่า "แม่" แหละ แต่ตอนลง ช่วงแรกจะเดินปกติแต่ 3 - 4 ขั้นสุดท้ายจะเร่งฝีเท้าเหมือนวิ่งลง เราก็ไม่คิดไร ก็มั่นใจ "แม่"แหละ แต่เดินออกมาไม่เห็นใคร ก็งงๆ หรือหูแว่ว ก็ไม่ได้สนใจเอาแก้วน้ำวางบนโต๊ะ แต่เรารู้สึกเหมือนมีไรวิ่งผ่านหลังเราไป เราเลยหันไปมองตรงทางเข้าครัว ก็เห็นพ่อที่ยืนหันหลังแต่หันหัวแบบเหล่หันข้างมองเราแล้วยิ้ม ใส่ชุดเดียวกับที่ตาย เราเลยขึ้นไปนอนข้างบนเลย แต่เรื่องที่เจอบอกเราชัดๆ  2 อย่าง คือ "วิญญาณ" แค่เรานึกถึงก็สื่อจิตกับเขาได้ และ "วิญญาณ" จะใส่ชุดเดียวกับวันที่เขาตาย อีกอย่างเสียงเดินลงบันไดเหมือนพ่อจริง ตอนเขายังไม่ตายเวลาลงบันไดก็แบบนี้  3 - 4 ขั้นสุดท้ายเหมือนจะวิ่งลง

    เรื่องพ่ออีกคือนอกจากฝันถึงบ้างก็มีเห็น อย่างตอนเสียใหม่ๆ ไปนอนห้องน้อง ที่อยู่ตรงข้ามห้องน้ำที่เขาเสีย คือเขาเสียตอนแปรงฟันและหัวใจวายตายในห้องน้ำ ประตูห้องน้องเปิด เราก็นอนใกล้ประตูและได้กลิ่นยาสีฟันใกล้จมูกมากและเราก็รู้สึกกลัวมากขึ้นมา แต่เราก็คิดว่า เอ๊ะ ประตูห้องน้องเปิดอยู่และตรงกับประตูห้องน้ำที่เปิดอยู่ และถ้าหลอดยาสีฟันเปิดอยู่ เราจะได้กลิ่นมาถึงในห้องนี้ไหม แต่คำตอบคือเป็นไปไม่ได้ ต่อให้เรายืนใกล้ยาสีฟัน แต่ไม่ใช่ตอนแปรงจะไม่ได้กลิ่น พ่อคงขี้เล่นอยากแกล้ง

    นอกนั้นก็เห็น "ขา" แต่ไม่เห็น "ตัว" ตอนเราซักผ้าลานหน้าบ้าน แล้วเหลือบไปเห็นครั้งนึง และตอนเราขึ้นไปนอนครั้งนึง มองหันลงมาก็เห็น "ขา" แต่ไม่เห็น "ตัว" หันมาเหมือนมองเราเดินขึ้นบันไดอยู่ ส่วนอีกครั้งไม่แน่ใจ เรานอนอยู่และรู้สึกมีใครมาอยู่ข้างเตียงและเอานิ้ว 2 นิ้วมาแตะที่คอเรา เราเลยตื่นขึ้นมา คือมันรู้สึกจริงๆ ว่ามีนิ้วใครมาแตะ แล้วเราก็ได้ยินเสียงตุบจากข้างนอก เราก็นึกว่ามะม่วงหรือผลไม้อะไรตก เพราะเราไม่แน่ใจข้างบ้านปลูกต้นอะไรบ้าง แต่ก็มีต้นไม้ใหญ่อยู่แถวรั้ว และเราไม่แน่ใจว่าเราไปเปิดไฟห้องรึเปล่า แต่เหมือนจำได้แง้มผ้าม่านดูว่าเสียงอะไร แต่ตอนเช้าแม่บอกมีขโมยแถวบ้านและมีเก้าอี้แบบหนักๆ ที่คนเขาชอบวางในสนามหญ้าถูกยกมาวางริมรั้วเรา และแม่ก็บอกฝันถึงพ่อว่ามาเดินชี้ให้แม่ตรวจเช็คพวกประตูหน้าต่าง เราก็เล่าเรื่องที่เราเจอให้แม่ฟังแต่แม่ไม่เชื่อ เราก็แล้วแต่เขา แต่คิดว่าพ่อมาบอกเราเหมือนกัน แต่เราไม่แน่ใจ ถ้าเราเปิดไฟ ขโมยที่ยกเก้าอี้หินข้ามรั้วมาเห็นแสงไฟก็หนีไปก็ได้ เพราะมาหยุดที่เก้าอี้หิน ไม่มีการงัดเข้าบ้านเรา 

    ตอนดูหนัง "Annabelle" หลังจากตาฝาดตอนยืนเคารพเพลง เราก็นึกถึง "พี่กร" และพี่ที่เราไม่แน่ใจว่าเราตาฝาดหรือเปล่า คืออาจเป็น "นิว" น้องคนเล็ก คือวันหนึ่งเรานั่งในห้องเล่นคอมปกติ แต่เปิดประตูห้องไว้ อยู่ๆ เราก็เหมือนมีคนเดินออกจากห้อง "นิว" ตอนแรกเราก็ไม่สนแต่กลับรู้สึกกลัวขึ้นเรื่อยๆ หางตาเห็นเป็นผู้ชายสูงๆ ผิวแทน ผมรองทรงยาว ใส่ชุดสีน้ำตาลครีมกางเกงก็สีประมาณเดียวกัน เดินออกมาช้าๆ คือช้ามาก จ้องเราเขม็ง คือออกจากห้องจะเป็นห้องน้ำและบันไดติดห้องน้ำเลย แต่นี่เดินช้าจากหางตาจ้องมาที่เราแบบโกรธๆ และความกลัวของเราก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะที่เขาก้าวทีละนิด แต่เราไม่กล้าหันไปมองเพราะกลัว อาจเป็นเรื่องพูดยากแต่ความกลัวที่เกิดขึ้นในใจที่เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่นานไอ้นิวก็โผล่มาแล้วลงบันได เราก็เลยไม่แน่ใจอาจเป็นนิว เพราะมันก็ผมยาวแต่มันขาวและชุดคนละสี ก็ไม่แน่ใจมันจะมาเดินหรือยืนจ้องเราแบบโกรธๆ ไหม คือเป็นความโกรธที่ทำให้ระดับความกลัวในใจเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบกดดัน แม้แต่จะหันไปยังไม่กล้าหันไปมองชัดๆ  และอย่างไอ้นิวถึงมองเราโกรธๆ มันจะทำให้เรากลัวมันทำไม แต่อาจตาฝาดไปเอง เพราะตอนนั้นกลัวไม่กล้าหันไปมองจริงๆ แม้ใจบอกให้หันไปมองให้ชัด แล้วเกี่ยวไรกับตอนที่เราดู "Annabelle" คือรูปร่าง, ทรงผม, สีผิว, สีเสื้อผ้าเหมือนกันกับที่เราตาฝาด แต่เรื่องนี้เกิดนานแล้วแต่แค่จำได้

    ส่วน "พี่กร" นี่ไม่รู้ใช่ไหม ไม่รู้ไรเลย มาคิดๆ ทีหลังคือคิดตอนนี้แบบย้อนคิด เราก็ไม่แน่ใจว่า "แหวน" ที่อยู่กับเราคือ "พี่กร" ไหม คือนานมากตั้งแต่เราอยู่ประถม - ม. ต้นนู้น แต่ทำไมนึกถึง เสื้อสีเดียวกัน สียืดสีนี่น้ำตาลอ่อน ผิวมีแทน ผมรองทรงยาว เราเจอน่าจะตอนม.ต้น คือนอนอยู่แล้วหันนอนตะแคงไปตรงกำแพง ลืมตาแล้วเจอผู้ชายคนนี้นอนตะแคงมองเราอยู่แล้วยิ้มให้ ยังจำหน้าได้ถึงตอนนี้ แต่เราไม่ได้มองข้างล่างเขาว่ามันมีไหม เห็นแค่หน้าและช่วงลงไปจากอกหน่อยนึง เสื้อสีน้ำตาลครีมมีตัวอักษรประโยคเล็กๆ ประโยคนึง เราก็หลับตาต่อ ลืมตาก็ไม่เห็นแล้ว แต่แค่ตรงนั้นรู้สึกอบอุ่นใจแต่ก็ไม่เคยเจออีก แต่ถามว่าคิดว่าคนเดียวกับที่เรารู้สึกกลัวหรือตาฝาดในโรงหนังไหม แบบรูปร่าง, ทรงผม และสีเสื้อผ้า เราไม่รู้ อาจใช่ไม่ใช่ก็ได้ แต่คนที่เราเจอตอนนอน ดูเป็นพี่ใจดีอบอุ่น แต่คนที่เรากลัวหรือตาฝาด ผมเขาจะยาวกว่า ดูสูงกว่า น่ากลัวกว่าเหมือนมีเรื่องโกรธเราอยู่ แต่สรุปเอาเป็นทั้งหมดมโนไปเองแล้วกัน เพราะบอกใครแบบนี้ บ้าแน่นอน

    ส่วนเสื้อยืดสีน้ำตาลครีมอีกคนที่เห็น คือลืมตาตื่นตอนดึกเห็นผู้ชายใส่แว่นผอมสูงคนหนึ่งผิวแทน ใส่เสื้อสีน้ำตาลครีมยืมมองเราอยู่ตรงกรอบประตู ผอมมาก เขามองเราแล้วเดินเหมือนเอาหนังสือมาวางตรงกองหนังสือเราที่อยู่ติดกำแพงอีกด้าน คือห้องเรายาว ดังนั้นมันไม่ได้ใกล้ พอวางแล้วก็เดินออกไป

    ส่วนเรื่อง "พี่กร" นี่เริ่มมากตั้งแต่ตอนอยู่ ป.6 ตอนนั้นที่โรงเรียนฮิตเรื่องผีมาก ตอนเราไปโรงเรียนเช้าๆ สักตี 5 เพราะพ่อต้องรีบไปทำงานก็เอาเราและน้องมาส่งทิ้งไว้ที่โรงเรียน ตอนนั้นก็มีเพื่อนมาเช้าอีก 4 คน คือ หนึ่ง (ห้องเดียวกัน ป.6/6), โบว์ (ตอนนั้นแม่เรา 2 คนสนิทกัน), โกวิทย์และธวัชชัย ก็มาเล่นผีกัน มีแบบหา 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโรงเรียนด้วย ตอนแรกเล่นกัน 3 คน คือเรา, หนึ่งและโบว์ ห้องน้ำโรงเรียนน่ากลัว ก็ให้เดินเข้าไปทีละคน โบว์เข้าไปก่อน เราก็ยืนลุ้นกับหนึ่งหน้าห้องน้ำว่าใครจะเป็นคนต่อไปและโบว์จะเจออะไรไหม สักพักโบว์ออกมา บอกว่าห้องสุดท้ายพอจะเปิดเหมือนมีใครดึงประตูไว้ ทีนี้เรากับหนึ่งเลยไม่มีใครกล้าเข้าไปต่อ กลัว ส่วนเล่น 5 คนนี่ตามหนังสือผี คือ เล่นคนที่ 5 จะมีคน 1 คนนอนตายตรงกลางและอีก 4 คนยืนตามมุม 4 มุม คน 1 ไปหาคน 2 ไล่ไปเรื่อยๆ แต่คนที่ 4 จะไม่เจอใคร คือถ้าเจอคือ "ผี" ก็เล่นกันแต่ก็ไม่ได้เจอไร

    ส่วน "ผี" อื่นๆ ก็อย่าง "ผีเหรียญ", "ผีปากกา" แบบ "แองเจิล (ชื่อ) มาเล่นกับพวกเรา" 3 รอบ ก็จะมีถามชื่อ ของเราเคยแบบมีเทวดานางฟ้า 24 องค์ ส่วนอีกอย่างที่ฮิตคือ "ผีแหวน" ซึ่งต้องมีแหวนมาและมีกระดาษ ตอนนั้นเพื่อนชื่อ "ต่าย" ชวนเล่น เราก็ไปหาแหวนเด็กเล่นที่บ้านได้มา 2 วงแบบเล็กๆ ก็มาเล่น ต่ายก็ถามว่าจะเชิญแบบผู้หญิงผู้ชาย ช่วงอายุแบบไหน ตอนเล่นเราก็จำได้มองไปนอกห้องเรียนนะ เพราะนั่งติดประตูห้องแล้วมันเปิดกว้างอยู่ว่ามีใครแบบ "วิญญาณ" แถวนี้ไหม ต่ายก็เชิญแบบ "พี่ฟิว" ส่วนเรา "พี่กร" คือนี่เราไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลย แต่ต่ายบอกว่าที่เราเชิญเข้าแหวนเราชื่อ "เษมกร" เขาอายุ 17 ปี แก่กว่าเรา 5 ปี คือเป็นเรื่องมโนจินตนาการแบบเด็กๆ เล่นกัน ตอนลงมาทานข้าวกับต่าย จำได้ต่ายเคยถามรู้สึกมีใครเดินตามไหม เราบอกไม่รู้สึกอะไร แต่ต่ายบอกต่ายรู้สึกมีใครตาม และต่ายก็บอกมีอะไรเรียกพี่เขาทานด้วย แบบเอาหัวแหวนจุ่มไปในอาหาร น้ำ เราก็คิดมีจริงเหรอ ต่ายก็บอกให้ดูที่หัวแหวนว่ามีอะไรไหม หรือบางทีเอาพวกพี่เขาอาบน้ำก็หาถ้วยแบนๆ ใส่น้ำเอาแหวนวาง เหมือนพี่ 2 คนเป็นเพื่อนกัน เราก็เหมือนเล่นสนุกๆ แบบเด็กๆ กับเพื่อน แต่ไม่รู้จริงไม่จริง แต่ตอนอยู่บ้านไม่มีใครอยู่ เราก็เอากระดาษที่ต่ายทำให้แบบมีพวกตัวอักษรมาลองเล่นดู ถามพี่เขา เราก็ไม่รู้เราเลื่อนไปเองรึเปล่า แต่เหมือนรับรู้ว่าเขาจะไปจากเราตอนเขาอายุ 25 ปี เราก็ 20 ปีเหมือนหมดอายุขัยเขา เขาก็ไป

    เคยไปบ้านต่ายหลังจากเริ่มเล่น "ผีแหวน" ไม่นาน ต่ายเขามีแหวนอีกหลายวง ของเขา "พี่ฟิว" นี่สีน้ำเงิน อยู่ๆ ต่ายก็ขอเปลี่ยนแหวน คือขอแหวนเราแล้วเอาแหวนอีกวงมาให้ เป็นหัวสีแดง และให้เราดูด้านใน เห็นมีคล้ายหยดน้ำด้านใน ซึ่งมันอาจโดนไรมาเลยเกิดแบบนั้น ต่ายก็บอกเหมือนคนเก่าไม่ได้เอาข้าวของออกไปและบอกให้ "พี่กร" มาอยู่แหวนสีแดงนี่แทน เราก็โอเค เพราะแหวนวงใหญ่ขึ้น ส่วนอันเก่าของเราก็ให้ต่ายไป คืออาจดูบ้าๆ มโนแต่ก็เหมือนเพื่อน 2 คนหาอะไรเล่นด้วยกัน มันก็สนุกดี แบบเด็กๆ มีเพื่อนในจินตนาการ

    เรื่องงงๆ ไม่แน่ใจก็มีอย่างให้ใส่แหวน 3 ครั้งตอนสอบแล้วคะแนนจะดี ครั้งแรกจำไม่ได้แต่คะแนนสอบก็ดีมั้ง แต่ครั้ง 2 มีเพื่อนคนหนึ่งเห็นแหวนเราเลยขอใส่ เราก็ให้เพราะปฏิเสธไม่ได้ เขาก็สอบได้คะแนนดี ตอนนั้นจำได้ เราไม่พอใจ ครั้งที่ 3 เราใส่เอง คะแนนก็น่าจะดีมั้ง นานแล้ว สมัยป.6 

    ส่วนเรื่องอาบน้ำ หาอะไรให้ทาน แรกๆ ก็ทำ เคยแบบย่าทานข้าวอยู่ มีแกง เราก็ไปหยิบแกงมาจะเอาแหวนจุ่ม พ่อแม่ก็เข้าใจว่าเราอยากทาน แต่หลังๆ ไม่ได้ทำ แต่มาคิดๆ ดูแบบสมมติ "ผี" มีจริง เลี้ยงไม่ดี คนเลี้ยงเป็นบ้านะ

    เราเอาแหวนวงนี้ใส่กระเป๋าเงินตลอด มันจะมีช่องแบบพลาสติกไว้ใส่รูปใส่บัตร เราก็เอาแหวนวงนั้นใส่ไว้จะได้อยู่กับเราทุกที่ แม้เราอยู่มัธยมแล้ว แป๊ปเดียว พลาสติกที่ใส่แหวนก็เริ่มแตกๆ ขาดๆ เราก็ไม่รู้พี่เขาอึดอัดไหม (คิดไปเอง) แต่ก็ใส่ไว้ เปลี่ยนกระเป๋าเงินใหม่ก็เอาแหวนใส่ที่เดิม

    เราก็เริ่มเป็นบ้าลงไปทุกวัน อยู่คนเดียว เดินก้มหน้า เป็นโรคจิต พ่อเราตกงานตอนเราอยู่ม.2 อาจเป็นกรรมพันธ์หรือเรื่องไรที่ครอบงำเราอยู่ เวรกรรม ความไม่มีความสุขในบ้าน แม่ก็เจ้าอารมณ์ชอบทำลายข้าวของ เราก็บ้านั่นแหละ ไม่ได้บอกเลี้ยง "ผี" ไม่ดีเลยเป็นบ้า

    เรื่องเรากับ "พี่กร" จำไม่ได้เท่าไหร่เพราะไม่มีไร แต่เหมือนมีเพื่อนอยู่กับเราตลอด ก็มีฝันถึงคนที่เราไม่รู้จักแต่คุ้นหน้า พวกเขานั่งอยู่แล้วยิ้มให้ หรือคนที่เราไม่รู้จักและไม่คุ้นหน้า เคยฝันถึงพี่คนหนึ่งยืนมองเราที่หน้าต่างที่ไม่มีระเบียงและถือขวานไว้ในมือ หรือคนที่เราไม่เคยเห็นเล่นบาส เราอยากรู้ว่าคนไหน "พี่กร" เคยฝันถึงพี่ผู้ชายคนหนึ่งมาผูกคอตายหน้าระเบียงห้องนอนเราแต่ไม่ได้เละ คือปกติ แบบขอมาอยู่ด้วย แต่เราบอกเขาไปว่าเต็มแล้ว และเหมือนมีใครคนอื่นยืนข้างเราบนระเบียงหลายคนแบบเต็มแล้ว

    เรื่องฝันเราเคยฝันน่ากลัวเรื่องนึงจากหลายเรื่อง ตอนนั้นแม่โมโหเราที่เราแอบไปดูทีวีกับพ่อข้างล่าง เพราะแม่มีกฏแบบเวลานี้คือนอน แต่เราไม่นอนไปดูละครกับพ่อข้างล่าง แม่เลยไล่เราไปนอนใต้แอร์ ซึ่งเราเด็กๆ ประถมมั้ง และด้านล่างระเบียงห้องคือต้นกล้วย หลอนเอง แต่เราฝันว่าเราใส่ชุดไทย ผมยาวและไปด่าๆ ผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง และอยู่ๆ มีคนแก่ๆ ใส่ชุดขาวมาบอกเราให้เราไปนอนรวมกันน้องและแม่เพราะเขาจะมาหักคอ คือแค่ฝันไง แต่เวรกรรมมีจริงอาจเป็นเรื่องในชาติที่แล้วที่เราด่าคนอื่นๆ ไม่ดี เราเลยมารับผลกรรมชาตินี้

    เรื่อง "พี่กร" นี่เราไม่รู้ แต่เราเป็นบ้า และชอบเรียกหา แบบตอนนู้นหนีออกจากบ้านดึกๆ ลงรถเลยป้ายหรือไปหาเพื่อนที่ไม่เคยไปบ้านเขาแล้วไปมืิดมาก เราชอบแบบคิดในใจ "พี่กร" อยู่กับแนต จำไม่ได้ว่าเรียกตอนไหนบ้าง แต่เหมือนมีใครอยู่กับเราตลอด

    ตอนไปอเมริกา เราเรียนอยู่ศิลปากร วันใกล้ๆ จะไปก็ไปเดินหาซื้อกล่องใส่แหวนคือปกติเราเอาแหวนใส่กระเป๋าเงิน ช่องเดิมที่เป็นพลาสติกและชอบแตกๆ ขาดๆ พอจะไปอเมริกาเลยเดินหากล่องใส่แหวน เดินหลายร้านและได้มากล่องหนึ่งเป็นสีดำแต่รูปหัวใจแล้วเราก็เอาไปอเมริกาด้วย แบบไปด้วยกัน เราจะไม่มีวันทิ้ง ทิ้งไม่ได้

    ตอนไปอเมริกากระทันหันมาก ขอวีซ่าได้ อีกไม่กี่วันเราเดินทาง คืนก่อนออกเดินทางเราเอาช็อกโกแลตถุงใหญ่ไปให้พี่ที่เราทำเรื่องงงๆ ไม่โอเครไว้ แบบขอโทษแม้ไมไ่ด้พูดออกไป คือเขาอาจคิดมาบอกทำไมแต่เราแค่อยากขอโทษ

    ตอนไปอเมริกา เราจำไม่ได้เอากล่องใส่แหวนไว้ไหน แต่ตอนออกมาอยู่เองจะมีโต๊ะเขียนหนังสือ เราก็เอากล่องใส่แหวนวางบนโต๊ะคู่กับกล่องเล็กๆ ใส่พระพุทธชินราชและสร้อย คือตอนมาเราห้อยพระแต่วันหนึ่งเดินออกจากโรงเรียนไปรอรถเมล์ อยู่ๆ สร้อยพระขาด พระตกลงที่พื้น เราหาสร้อยแทนไม่ได้เลยเอาพระใส่กล่อง แล้ววางไว้คู่กัน เคยมีลุงเจ้าของห้องเคยหยิบกล่องใส่แหวนเราไปดูแบบถามว่าคนรักเหรอ แต่ไม่ใช่พี่ชายเรา แต่ชีวิตดำเนินไป เราก็จำอะไรเกี่ยวกับพี่เขาไม่ได้ แต่ก็อยู่กับเราแหละ

    ตอนกลับมาเมืองไทย เราก็วางกล่องแหวนคู่กล่องสร้อยพระไว้โต๊ะคอม สร้อยเราก็ไม่ได้ใส่อีกแต่ก็ใส่กล่องไว้ แต่ตอนพ่อเราตาย เราย้ายมานอนห้องพ่อ คืนแรกๆ เหมือนมีอะไรอยู่หน้าประตูห้องแต่ไม่เข้ามา ดูอึดอัด วนๆ คือรู้สึกได้ หลายๆ คนคงเคยเป็นแบบพอรู้สึกมีอะไรสักอย่าง เราจะรู้สึกได้และกลัว เหมือนจะเข้ามาแต่เข้ามาไม่ได้หรือไม่เข้ามา พอคืนต่อมาที่เรามีห้องของตัวเอง เราก็ไม่อยากเอากล่องใส่แหวนและพระไว้ข้างล่าง เลยเอาขึ้นมาวางบนชั้นบนโต๊ะเครื่องแป้ง ทีนีความรู้สึกกลัววนเวียนอยู่ในห้องเหมือนมีอะไรอยู่ในห้อง แบบกลัว กลัว เราไม่รู้พ่อหรือเปล่า เพราะพ่อตายไปไม่กี่เดือนและตอนตายใหม่ๆ แม่ก็บอกว่าเหมือนพ่อยังอยู่ในห้อง หรือพี่กร บอกตรงๆ เราไม่รู้ว่ามีจริงไม่จริง และถ้ามีจริง เขาดีหรือไม่ดีกันแน่ เป็นแค่ "วิญญาณ" หรือเป็นอะไร แต่เราก็ถูกครอบงำไว้แบบนั้น ส่วนอะไรแว่บๆ อย่างอื่นที่นึกออก ก็มีเคยเห็นแว่บๆ เป็นผู้ชายอวบขาวเสื้อยืดขาวเหมือนเขาก้มคลานผ่านเราไปตรงประตูห้องครัวแว่บๆ หรือเราเล่นคอม เราจะหันออกไปที่หน้าต่างก็เห็นผู้ชายชุดขาวก้มแว่บๆ ผ่านหน้าต่างไป เราลุกชะโงกดูก็ไม่เห็นอะไร

    ส่วนผู้หญิงก็มี ตอนนั้นเราไปปฏิบัติธรรมและอุทิศส่วนกุศล แต่ความจริงจำไม่ได้ว่าหลังเราปฏิบัติธรรมไหม แต่เคยมีพระดูเรามีผีตายโหงตามเราอยู่ 2 คน แต่ผู้หญิงคนนี้ เราฝันว่าเราไปงานเลี้ยง แล้วเราเห็นผู้หญิงคนนี้ผมยาวๆ ขาวๆ แต่หน้าเขาเป็นสีเขียวมองเราอย่างโกรธไม่พอใจมาก แบบไม่ให้อภัยๆ ซึ่งเราไม่รู้ว่าเราไปทำอะไรให้เขา แต่เขาจ้องเราแบบโกรธมาก

    ส่วนผู้หญิงอีกคน เรานอนอยู่และลืมตาตื่นเห็นยืนที่หัวเตียง สูง ขาว หน้ากลมๆ หน้าตาน่ารักมากๆ ปากนิดจมูกหน่อย ยืนเฉยๆ ข้างเตียงเรา เราหลับตา ลืมตาอีกก็ไม่เห็น

    เราเป็นบ้าและจิตๆ และเหมือนตอนนั้นเราเชื่อมีอะไรสักอย่างแบบเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่พอใจเรามากๆ ตามเราอยู่ มีครั้งนึงเราไปสัมภาษณ์งาน ผลยังไม่ออก แต่เราเดินมาที่โต๊ะทำงานในห้องเรา เราอาจหูแว่วไปเองเป็นเสียงผู้หญิงเล็กๆ เสียงน่ารักมากๆ แต่พูดอย่างสะใจว่า "เขาไม่รับ"

    ตอนทำบุญถวายสังฆทาน ตอนกรวดน้ำเราจะพูดอุทิศในใจ "อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร อุทิศให้พี่ๆ ดวงวิญญาณและสัมภเวสีที่คุ้มครองแนต อุทิศให้พ่อเรา อุทิศให้เทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อุทิศให้ดวงวิญญาณที่มาขอส่วนบุญส่วนกุศล" ที่ติดปากมาก ถ้าเราอิ่ม พวกเขาก็ต้องอิ่ม

    เราเชื่อว่าผีมีจริง เวลาเราโกรธใครแบบแถวบ้านเสียงดังและเราทำไรไม่ได้ ความจริงเราก็อยากเอาข้าวไปตั้งไว้แถวบ้านเรียกวิญญาณและสัมภเวสีมาทานและให้จัดการ หรือเอามือกุมพระหัวเตียงบอกเรื่องที่เราทุกข์ใจหรือเอามือจับที่กล่องใส่แหวนและพูดบอกว่าแนตทุกข์ใจอะไร ไม่ชอบใจอะไร จัดการให้แนตได้ไหม แม้ทุกอย่างก็แค่เรื่องมโนไปเอง และไม่มีไรช่วยเราได้ และพี่ในแหวน ที่เรามาคิดตอนนี้ตอนสลับแหวน ตอนนั้น "พี่กร" ในแหวนเก่า (ถ้ามีจริงนะ) แต่ที่อยู่ในแหวนนี้จริงๆ คือใคร ถ้าสมมติมีจริงๆ แต่ตอนที่รับรู้ เขาบอกจะไปตอนเราอายุ 20 ปี ถ้ามีจริง เขาก็ไม่อยู่กับเราตั้งนานแล้ว แต่มานึกดูพ่อเราเสียตอนเราอายุ 20 -21 ปีเหมือนกัน

    การแช่งคนก็ไม่ดี ตอนนั้นเราโกรธเพื่อนร่วมงานมาก แบบเราทุกข์ใจมาก เขาก็ต้องทุกข์ใจเช่นกัน เราเลยขอให้ผีตายโหงตาม 2 คนนี้ไป แล้วเราก็ฝันว่ารถชนกัน เป็นผู้ชายคันหนึ่ง ผู้หญิงคันหนึ่ง และเรากับน้องต้องขับรถคนตายไปไหนสักที่ คือมีวิญญาณในรถ และเราจะลงเพราะกลัว แล้วก็มีวิญญาณผู้ชายมาตัดหน้าขวางหน้ารถ คือในฝันเรากลัวมาก และตอนเราจะตื่นเราเหมือนปลายส้นเท้าเราวางบนอะไรนุ่มๆ ก็คิดว่าคือเตียงใช่ไหม แต่อยู่ๆ ก็เหมือนมีใครมาดึงผ้านุ่มๆ ที่วางเท้าเราอยู่แบบเรานอนหงาย แล้วเท้าเราก็ตกลงบนเตียงจริงๆ ไม่รู้เรื่องเป็นอะไรยังไง แต่ดูๆ ต่อมาเพื่อนร่วมงาน 2 คนนี้ก็มีปัญหาชีวิต ทุกข์ใจ แต่ไม่รู้เพราะเวรกรรมหรือเรื่องของพวกเขาเองแต่อาจไม่ใช่เพราะเรา แต่การแช่งใครไม่เกิดผลดี เพราะหลังจากนั้นชีวิตเราก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ ดั่งในปัจจุบัน หรืออีกที่ทำงานหนึ่ง ที่เจ้านายเอาแต่ให้งานคนใหม่ แต่เราก็อยากทำ เขาไม่ให้เราทำ เพราะหลายงานแล้วที่เราอยากทำแต่เขาไม่ให้เราทำ เราเลยโกรธมาก เลยเอามือกุมพระหัวเตียง แบบอยากให้คนนี้ออก ไม่นานเขาก็ออก แต่ก่อนไปเราก็ซื้อของให้เขานะ เราไม่ได้อะไรกับเขา แค่เรื่องงาน แต่หลังจากนั้นเราก็ต้องออกเหมือนกัน กงกรรมกงเกวียน ปลายทางเราแม้ตายก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่แน่นอน

    ส่วนแหวนและกล่องพระก็ยังวางคู่กันที่โต๊ะทำงานในห้องนอนเรา แม้ผ่านไปแค่ไหน แม้เราเข้มแข็งขึ้น เราก็ไม่มีวันทิ้งจนกว่าเราจะตาย (คือว่าถ้าตายอยากให้เผาไปพร้อมกันทั้งกล่องแหวนและกล่องพระ) ส่วนที่เราเห็น ถ้าไม่ได้มโนแต่เห็นจริง เราก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครต้องการอะไร เคยมีเพื่อนเก่าบอกว่าเรามีผีบรรพบุรุษผู้หญิงคุ้มครองและปิดตาไม่ให้เราเห็นเพราะเรากลัว แต่เราก็เลี้ยงเขาดี (คงหมายเราทำบุญถวายสังฆทานบ่อย) ก็ไม่รู้จริงไม่จริง ทุกอย่างมีกงกรรมกงเกวียนและเจ้ากรรมนายเวร เราเองก็ไม่รู้ตายเมื่อไหร่เหมือนกัน ความจริงแม้แหวนจะอยู่กับเรา แต่เรารู้สึกว่าในนั้นไม่มีอะไร ส่วนที่เราเห็น ถ้าตาฝาดคือตาฝาด แต่ถ้าเห็นจริง เราคิดว่าเป็นคนอื่นๆ มากกว่า เราแค่เชื่อทุกคนมีเจ้ากรรมนายเวรของตัวเอง แค่บางทีเราไม่รู้ว่าเขาโกรธเราเรื่องอะไร อะไรที่เขาไม่พอใจ

    เราอยากย้อนเวลา ตอนนี้มีเรื่องทุกข์ใจมากตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น เราอยากย้อนไปตอนที่เราสบายใจกว่านี้แต่ทำไม่ได้ ทุกคนมีเวรกรรมและจุดจบของตัวเอง เราก็ไม่รู้จะเขียนเรื่องของเราให้จบที่ตรงไหน

    ตอนเขียนจบถึงตรงนี้ เราก็หันไปมองกล่องใส่แหวนที่วางอยู่ไม่ไกล หยิบขึ้นมาปัดฝุ่น และบอกในใจ "พี่กร พี่ได้ยินแนตไหม แนตไม่รู้จะทำยังไงดี ไม่รู้จะทำอย่างไรจริง" แล้วอยากร้องไห้ ก็อาจเหมือนที่พึ่งทางใจ แต่คนเราต้องเข้มแข็งและยืนต่อไป แต่คุยไปก็ไม่ได้ไร "พี่ได้ยินแนตไหม" "แนตทุกข์ใจแค่ไหน" หยิบกล่องขึ้นมาคือเบามาก เบาจนไม่น่ามีอะไรอยู่ เปิดกล่องดูก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรในนั้น ไม่รู้จะยังอยู่รึเปล่าหรือความจริงไม่มีอะไรในนั้นตั้งแต่แรก แต่เวลาทุกข์ใจก็หยิบขึ้นมากำไว้ อย่างที่บอกตอนคนแถวบ้านเสียงดัง "แนตไม่ชอบ แนตเกลียด ทำอย่างไรให้หยุดได้ไหม" แต่สิ่งที่มีก็คือ "ความเงียบ"


    พอถ่ายภาพแล้วมานั่งมองหรือว่าจะใช่ คือมโนจริง หรือยังอยู่กันแน่ มีอะไรในนั้นกันแน่ แบบมองไปทางประตูห้องแล้วคนนั้นยืนมองเราอยู่แต่เรามองไม่เห็น คนที่ใส่ชุดสีน้ำตาล คนเรามีเวรกรรมต้องชดใช้หรือคนเราอาจแค่มโนจิตไปเอง

    ตอนมีงานมั่นคงทำ เราจะถวายสังฆทานทุกสัปดาห์ พอตกงานก็ห่างๆ ไป ตอนตกงานนานๆ หาไม่ได้ก็โมโหแบบเราก็ทำสังฆทานให้ตลอด ทำไมไม่ช่วยกันบ้าง เรามีกิน พวกเขาก็มีกิน แต่ตอนนี้หลายๆ อย่าง ผิดหวัง เศร้าซึมหลายอย่าง ไม่รู้มีไม่มีหรือเราอยู่คนเดียวแต่เราก็ต้องเดินต่อไป

    เรื่องบ้าๆ ของคนบ้าๆ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน 

    พอเขียนจบไล่ขึ้นไปด้านบนเจอประโยคหัวข้อ ตอนที่เราคิดจะเขียนเรื่องนี้ เราจะลงท้ายตอนจบของเรื่องเหมือนคำฮิตจากเรื่อง "Annabelle" คำว่า "MISS ME" เลยขอจบว่า (ถึงพี่ๆ คนนั้น เหล่านั้น ถ้ามีจริงนะ แบบเขาทำให้เรานึกถึงเพื่อประโยคนี้)

    "DO YOU MISS ME?"








Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in