CITY SIGHT เมืองที่มองไม่เห็นSALMONBOOKS
01: สิทธิไม่รับมลพิษสมอง


  • ผู้เขียนโชคดีมีบ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ใช้บริการเป็นประจำจนกลายเป็นคนดัดจริตที่จำไม่ได้ว่าโหนรถเมล์กลางถนนที่ติดขัดครั้งสุดท้ายเมื่อไร

    การเดินทางส่วนมากนั่งแค่สี่ห้าป้าย ใช้เวลาประมาณสิบนาที ไม่คุ้มงัดหนังสือออกมาอ่าน เพราะอ่านแล้วมักหวิดเลยป้ายที่ต้องลงและบางทีก็อยากนั่งเฉยๆ เงียบๆ พักสมองบ้าง

    เงียบสงบหรือ? ฮ่ะ ฮ่ะ ฝันไปเถอะ เพราะในสายตาของนักการตลาด คนนั่งรถไฟฟ้าเปรียบเสมือนปลาทูตัวอ้วนฝูงใหญ่ว่ายวนในกระแสน้ำใสไร้ปลาฉลาม เหยื่ออร่อยอย่างนี้จะไม่เข้าไปตักตวงได้อย่างไร

    เดิมที เมื่อรถไฟฟ้าเริ่มให้บริการใหม่ๆ มีเพียงป้ายโฆษณาภาพนิ่งธรรมดา ต่อมาจึงริอ่านติดจอทีวีโฆษณาบริเวณชานชาลาดักสะกดตาสะกดจิตคนยืนรอ และทีหลังค่อยอุกอาจยัดเยียดจอทีวีเข้ามาอยู่ในตัวขบวนรถ โดยไม่ใส่ใจเสียงคัดค้านจากผู้คนที่อ้อนวอนขอความเงียบสงบ และเรียกร้องสิทธิไม่รับมลพิษทางสมอง

    แม้จะไม่อยากดู แต่เผลอวูบเดียวก็อาจพลาดถูกสะกดจิต ตาไปจับจ้องภาพในจอโดยไม่รู้ตัว พอได้สติหันไปดูเพื่อนร่วมโดยสารคนอื่นๆ ก็เห็นเสร็จมันทุกคน ตาจ้องจอ แววตาโบ๋เบ๋ สีหน้าว่างเปล่า
  • บางครั้งเป็นโฆษณาหนังตัวอย่าง ยิงปังๆ เลือดสาด หัวหลุด แต่หนูน้อยวัยสี่ขวบก็จ้องตาแป๋วด้วยความไร้เดียงสา

    มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อง่ายๆ เลือกที่จะหลับตา เสียบหูฟัง หนีเข้าไปอยู่ในโลกบันเทิงส่วนตัว

    ทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมบ้านเราถึงจัดสรรตู้รถไฟฟ้าให้มีทั้งคันที่มีจอทีวี และคันที่ปลอดโฆษณาทีวีอย่างญี่ปุ่นไม่ได้

    ย้อนกลับไปราวยี่สิบปีก่อน สมัยที่ผู้เขียนยังเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ลอนดอน จำได้ว่าวันนั้นอากาศหนาว ท้องฟ้าสีเทาไร้แดดตามปกติ ผู้เขียนเดินงุดๆ ตัวลีบไปขึ้นรถไฟใต้ดิน เห็นโฆษณาบอร์ดรีดกางเกงและคอร์สเรียน Shorthand (วิชาชวเลขที่ว่าด้วยการเขียนข้อความอย่างย่อด้วยสัญลักษณ์เพื่อให้จดบันทึกได้รวดเร็ว) ตามปกติ แต่วันนั้นกลับสดชื่นอย่างประหลาด เพราะใกล้ๆ ป้ายโฆษณามีป้ายประกาศแผ่นใหม่ที่เขียนว่า ‘บทกวีบนรถไฟใต้ดิน’ พร้อมโคลงร่วมสมัยที่ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น “ฉันเป็นกวี ฉันชอบกล้วย..” ของ Wendy Cope กวีชาวอังกฤษ

    บทกวีบนรถไฟใต้ดินหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกสามเดือน มีทั้งบทกวีคลาสสิกตลอดกาลอย่าง Sonnets ของวิลเลียม เชกสเปียร์ หรือบทกวีร่วมสมัยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกรุงลอนดอน

    โครงการนี้ริเริ่มโดย Judith Chernaik นักเขียนบทกวีชาวสหรัฐฯ ที่ย้ายมาตั้งรกรากที่ลอนดอน ร่วมกับเพื่อนนักเขียนสองคน และการรถไฟใต้ดินลอนดอน เพื่อเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้เข้าถึงบทกวีและจิตวิญญาณ ได้สัมผัสอะไรสนุกๆ งดงาม หรือโดนใจกว่าการดูโฆษณาบอร์ดรีดกางเกงระหว่างเบียดเสียดกันไปทำงานตามวิถีมนุษย์เงินเดือน

    ‘บทกวีบนรถไฟใต้ดิน’ กลายเป็นการศึกษาสาธารณะที่ถูกใจผู้คน ปัจจุบันยังมีโครงการนี้อยู่ และมีการรวมบทกวีมาทำเป็น

  • ‘บทกวีบนรถไฟใต้ดิน’ กลายเป็นการศึกษาสาธารณะที่ถูกใจผู้คน ปัจจุบันยังมีโครงการนี้อยู่ และมีการรวมบทกวีมาทำเป็นหนังสือขายหลายต่อหลายชุด แม้แต่คนที่ไม่เคยอ่านบทกวี หรือคิดว่าตัวเองไม่ชอบบทกวีก็ยังติดตาติดใจจนต้องซื้อเก็บ

    ส่วนเมืองซีแอตเทิลในสหรัฐฯ ก็มีการศึกษาสาธารณะโผล่ตรงนั้นตรงนี้อยู่เรื่อยๆ เช่น แถวตลาดสดไพก์เพลส (Pike Place Market) มีป้ายนิทรรศการสั้นๆ เล่าถึงประวัติศาสตร์ของตลาดที่ชุมชนรักษาไว้ไม่ให้เปลี่ยนเป็นห้างฯ ยักษ์ หรือบริเวณที่จอดรถรอขึ้นเรือเฟอร์รี่ก็มีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของอ่าวตรงหน้า

    การบริการความรู้และศิลปะไม่จำเป็นต้องทำกันอยู่แค่ภายในพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดเสมอไป และพื้นที่สาธารณะที่มีคนผ่านไปผ่านมาก็ไม่จำเป็นต้องมีไว้ค้าขายเพียงอย่างเดียวเช่นกัน

    ทุกวันพุธสุดท้ายของเดือนเมษายน คือวันปลอดมลภาวะเสียงสากล (International Noise Awareness Day) แต่มากไปกว่าเรื่องเสียงแล้ว เราก็ยังต้องการพื้นที่ปลอดโฆษณา และมลพิษทางสมองทั้งหลายแหล่ด้วย

    เพราะมันควรจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกๆ คน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in