when the sun rise and shine | jamrenmarjolaine
(OS) Wishing on dandelions all of the time | Jaemin x Renjun
  • (OS) Wishing on dandelions all of the time

    Jaemin/Renjun | jamren

    Word: 1981 words

    Ost: Dandelions - Ruth B.

    By marjolaine.

    รบกวนฟังเพลงด้วยนะคะ :)








    //

    “I’m wishing on dandelions all of the time,

    Praying to God that one day you’ll be mine.”

    //





    “ไปต่อยกับเขาอีกแล้วเหรอ”

    “อย่าเซ้าซี้หน่า ทำการบ้านไป”

    “ไม่ชอบเลยนะ”

    “เงียบไป”

    ดวงตากลมจ้องมองดวงหน้าหวานที่มีแต่รอยฟกช้ำรวมถึงคราบเลือดเกรอะกรังจากการชกต่อยอย่างเอือมระอา หวงเหรินจวิ้นยกมือน้อยขึ้นแตะที่มุมปากช้ำเลือดนั่นอย่างเบามือแล้วผละออก ก่อนที่จะกลับไปสนใจกองการบ้านอย่างที่อีกฝ่ายว่า

    “ดื้อ ไม่ฟัง เกเร ไม่ตั้งใจเรียน”

    มิวายถอนหายใจยาวกับหนังสือพร้อมบ่นออกมาอย่างอดไม่ได้ ดวงตากลมตวัดมาจ้องอีกฝ่ายอย่างโกรธจนนาแจมินอดยิ้มออกมาไม่ได้เพราะมันน่ารักมากกว่าดุเสียอีก

    “ไม่เอาไม่บ่นดิ”

    “แจมินนี่นะ”

    “ทำการบ้านไป”

    “แจมินไม่ทำหรือไง”

    “ขอไปอาบน้ำทำแผลก่อนได้มั้ยล่ะ”

    “แจมินจะไม่ให้เราบอกคุณแม่จริง ๆ เหรอ”

    “ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวโดนดุ”

    “บ้านเราเป็นหลุมหลบภัยเหรอ เข้าบ้านดี ๆ ก็ไม่เข้าด้วยนะ ทำไมต้องปีนหน้าต่างด้วย”

    “ถ้าหม่าม้าเห็นหน้าเราเป็นงี้ หม่าม้าของเหรินจวิ้นต้องไปบอกแม่เราแน่ ๆ”

    “ดื้ออ่ะ ไม่คุยด้วยแล้ว จะทำการบ้าน”

    “เอ้า”

    สิ้นสุดการเถียงกันระหว่างเพื่อนสนิท นาแจมินคว้าผ้าเช็ดตัวที่อีกฝ่ายตระเตรียมไว้ให้แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ส่วนเหรินจวิ้นวางปากกาลงละสายตาจากกองการบ้านจึงหันไปมองที่ประตูห้องน้ำในส่วนของห้องนอนตัวเองพร้อมถอนหายใจยาวอีกครั้ง

    ถอนหายใจขนาดนี้ เราคงอายุยืนเป็นพันปีแน่ ๆ


    หวงเหรินจวิ้นและนาแจมินเป็นเพื่อนบ้านและสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ในช่วงวัยเด็กทั้งคู่ไม่เคยได้เรียนที่เดียวกันเลยเนื่องจากฐานะทางครอบครัวที่ค่อนข้างเหลื่อมล้ำกัน นาแจมินเป็นลูกที่พ่อแม่มีฐานะก็จริง แต่กลับถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำอย่างช่วยไม่ได้เมื่อขึ้นเรียนอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาจนจบ ทำให้ความทรงจำที่มีต่อเพื่อนในวัยเด็กของทั้งคู่ เพราะตัวหวงเหรินจวิ้นเองก็ถูกย้ายกลับไปเรียนที่จีนเช่นกัน เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกัน

    จนกระทั่งเหรินจวิ้นกลับมาอยู่โซลเพื่ออยู่กับแม่ เพราะทางพ่อได้มีครอบครัวใหม่ และพวกเขาไม่สะดวกใจที่จะมีเหรินจวิ้นซึ่งเป็นลูกภรรยาเก่าให้อยู่ในบ้านหลังใหม่ ส่วนตัวนาแจมินก็ย้ายมาเรียนที่โซลตามเดิมเนื่องจากทางบ้านเหลือเพียงแค่คุณแม่ที่ต้องคอยดูแลบริษัทในเกาหลีแทนคุณพ่อที่เพิ่งด่วนจากไปเพราะโรคร้าย ดังนั้นคุณแม่ของแจมินเองก็เลยไม่มีเวลาให้กับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างแจมินมากนัก



    ครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้งคือฤดูใบไม้ผลิในโซล เครื่องแบบชุดนักเรียนมัธยมปลายแบบเดียวกัน เดินสวนกันภายในโรงเรียนในวันแรกของการเปิดภาคเรียนของมัธยมปลาย ปี 1 เหรินจวิ้นค่อนข้างตกใจระคนดีใจกับการที่ได้เจอเพื่อนเก่าอย่างแจมินเป็นอย่างมาก ในขณะที่แจมินเองกลับไม่สนใจเลยว่าเหรินจวิ้นให้ความสนใจกับตน หนำซ้ำยังเมินเหรินจวิ้นที่โบกมือทักทายเสียอีก


    ครั้งที่สองทั้งคู่เจอกันในสวนข้างตึกภายในโรงเรียน เหรินจวิ้นออกมานั่งเล่นกับกระต่ายในกรงที่สวนบริเวณนั้น ใบหน้าน้อยยิ้มให้กับเจ้ากระต่ายตัวกลมขนปุกปุยนับสิบในกรงนั่น จนกระทั่ง…

    ตุบ! ผลั๊วะ!

    ใบหน้าน้อยหันไปมองต้นเสียงด้วยความรวดเร็ว ร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตากลมใต้กรอบแว่นสายตาตามสไตล์แฟชั่นสีเงินหรี่มองภาพตรงหน้า ก่อนจะเบิกกว้างเล็กน้อย

    ภาพตรงหน้าคือเพื่อนเก่าของเขาที่กำลังถูกเด็กมัธยมปลายด้วยกันอีกสองสามคนรุมต่อย นาแจมินสวนหมัดเข้าอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายเซเล็กน้อย อีกคนที่ไม่ถูกต่อยก็เข้าล็อคตัวแจมินไว้ ส่วนอีกคนก็ปล่อยหมัดใส่แจมินจนหน้าหัน

    “ไม่ได้แล้ว”

    เหรินจวิ้นพึมพำบอกกับตัวเองก่อนจะลุกหนีไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด เพราะเขารู้ตัวดีว่าเขาไม่สามารถช่วยเหลืออีกฝ่ายได้แน่นอน เผลอ ๆ จะโดนลูกหลงไปเสียด้วยซ้ำ แต่เหรินจวิ้นไม่นิ่งนอนใจแน่ ร่างเล็กเดินตรงดิ่งไปที่อาคารเรียนที่มีกลุ่มเพื่อนใหม่ของตัวเองนั่งอยู่

    “มาร์ค แฮชาน ช่วยเราหน่อย แจมินโดนคนรุมต่อยกันตรงนั้น”

    นิ้วเรียวชี้ไปทางสวนหย่อมข้างตึก มาร์คและแฮชานได้ยินดังนั้นจึงรีบลุกออกไปช่วยอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่กี่นาทีมาร์คและแฮชานก็พยุงแจมินที่สะบักสะบอมพอสมควรเข้ามา ส่วนเหรินจวิ้นรีบเดินเข้าไปหา

    “ไปห้องพยาบาลกัน อย่าให้อาจารย์รู้นะ”



    ห้องพยาบาล

    แจมินปรือตาขึ้นมามองใบหน้าอีกฝ่ายที่กำลังทำแผลให้ก่อนจะแค่นยิ้มออกมา มาร์คและแฮชานนั่งมองหน้ากันแบบงง ๆ จนมาร์คพูดขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบ

    “มึงเอาอีกแล้วเหรอแจมิน”

    “ตั้งแต่มอต้นแล้วนะเว้ย”

    แฮชานสำทับขึ้นมาอย่างโกรธ ๆ แฮชานและมาร์ครู้ดีว่าแจมินเป็นคนแบบไหน แต่ทำไมถึงยอมให้พวกลูกคนรวยเวร ๆ นั่นต่อยได้แถมไม่สวนหมัดสู้ทุกครั้ง ทั้ง ๆ ที่แจมินก็สามารถล้มพวกนั้นได้ทั้งหมด

    “เรื่องของกู”

    “ถ้าเหรินจวิ้นไม่วิ่งมาบอก มึงคงสลบตายคาสวนแล้ว”

    “ขอบคุณนะ แต่คราวหลังอย่างยุ่งดีกว่า”

    “มึงบอกใครวะ”

    “ไม่ใช่พวกมึง กูหมายถึงคนที่ทำแผลให้กูอยู่เนี่ย”

    มือน้อยที่กำลังทำแผลให้คนตรงหน้าชะงักกึก ดวงตากลมเบนมาสบตาอีกคนตรง ๆ แจมินสบตาตอบ ริมฝีปากเล็กของเหรินจวิ้นเผยอเล็กน้อยขณะพูดมันออกมา “งั้นเหรอ”

    “อืม”

    “ทำไมอ่ะ”

    “เราไม่ใช่คนดี อย่างยุ่งกับเราเลย”

    “ตะ…แต่เราเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อนนะ!”

    ดวงตากลมจ้องใบหน้าคมอย่างไม่ลดละ นาแจมินถึงกับถอนหายใจออกมา ในขณะที่มาร์คกับแฮชานได้กลายเป็นธาตุอากาศไปเสียแล้ว

    “ก็มันเมื่อก่อน ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว”

    “ทำไมล่ะแจมิน”

    “เรานิสัยไม่ดี ชกต่อยกับคนอื่น เหรินจวิ้นยังอยากจะเป็นเพื่อนกับเราอยู่เหรอ?”



    เหรินจวิ้นไม่ฟังหรอก



    หลังจากวันนั้นจนถึงเทอมสุดท้ายมัธยมปลายปี 1 นาแจมินยังมีเรื่องชกต่ออยู่เป็นประจำ บางครั้งบางคราถึงกับต้องเข้าห้องปกครองจนต้องเดือดร้อนถึงหม่าม้าของเหรินจวิ้น เนื่องจากคุณแม่ของอีกฝ่ายติดงานไม่สามารถมาได้

    “หม่าม้าอย่าบอกแม่ผมนะครับ”

    “ทำไมล่ะลูก”

    “ผมไม่อยากให้แม่คิดมาก”

    “แล้วแผลที่หน้าล่ะลูก”

    “ผมจัดการเองครับ”

    “เป็นงั้นไป หม่าม้าไม่กวนก็แล้วกัน”


    มาร์คกับแฮชานได้แต่สงสัยว่าทำไมเหรินจวิ้นถึงได้วนเวียนอยู่กับแจมิน ซึ่งข้อสงสัยนั้นได้กระจ่างขึ้นมาทันทีเมื่อทั้งคู่ตัดสินใจไปหาแจมินที่บ้านเพื่อทำรายงานด้วยกัน คำตอบก็คือ เหรินจวิ้นที่ยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้านของตนเองกับแจมินที่ยืนมองอีกฝ่ายอยู่ริมรั้วบ้านของตัวเองนั่นแหละ


    “ทำไมมึงไม่บอกเพื่อนไป ว่ามึงกับเหรินจวิ้นสนิทกัน”

    “มึงอยากให้เหรินจวิ้นเจอเรื่องวุ่นวายเหรอ ไอพวกนั้นขยันหาเรื่องคนใกล้ตัว”

    “แบบนี้ดีแล้วเหรอวะ”

    “ดีแล้ว”


    “มึงชอบเขาหรือเปล่า”


    คำถามที่ถูกถามออกมาตรง ๆ อย่างไม่น่าเชื่อจากปากของแฮชานทำให้แจมินนิ่งไปชั่วครู่ แจมินพยักหน้าให้กับคำถามนั่นเป็นคำตอบแทน

    “อืม”

    “แล้วเขาก็ชอบกูเหมือนกัน”




    “เฮ้ คิดอะไรอยู่น่ะ”

    “เปล่า คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”

    “อืม”

    “นั่งลงสิ เราจะทำแผลให้”

    มือเล็กตบลงเบาะนั่งข้าง ๆ ให้อีกฝ่ายนั่งลงมา นาแจมินได้ยินดังนั้นจึงนั่งลงข้างอีกฝ่าย เหรินจวิ้นหยิบกล่องปฐมพยาบาลที่มีติดบ้านของตนขึ้นมาเปิดค้นหาอุปกรณ์ทำแผลให้กับอีกฝ่าย แล้วลงมือทำแผลให้อย่างคล่องแคล่ว ท่าทางที่ดูตั้งใจกับวงคิ้วขมวดเล็กน้อยตอนเห็นแผลบนหน้าของอีกฝ่าย ริมฝีปากเล็กเผยอเล็กน้อย แก้มขาวที่กำลังขึ้นริ้วแดงจาง ๆ

    น่ารัก

    ตั้งแต่เกิดมาแจมินก็มีเหรินจวิ้นอยู่เคียงข้างแล้ว ทำไมอีกฝ่ายยิ่งโตยิ่งน่ารักขนาดนี้นะ

    แจมินซ่อนรอยยิ้มของตัวเองไว้ เพราะถ้าฉีกยิ้มออกไปตอนนี้อีกฝ่ายคงได้บ่นอีกแน่ ๆ มุมปากขึ้นสีช้ำ หนำซ้ำยังมีรอยแตกพร้อมเลือดซิบอีก

    “แจมิน เลิกตีกับคนอื่นนะ”

    “หื้ม”

    “เราขอได้มั้ย”

    “ทำไมล่ะ”

    “อนาคตของแจมินนะ เราเป็นห่วง ต่อให้แจมินเรียนดีแค่ไหน แต่ถ้ายังมีเรื่องแบบนี้อยู่ไปเรื่อย ๆ แจมินอาจจะถูกไล่ออกเลยนะ”

    “อืม”

    “จริง ๆ นะ เราขอ”

    เหรินจวิ้นละมือจากการทำแผลให้แจมินเรียบร้อยแล้วผละหน้าออกมาในระยะห่างที่เหมาะสม แจมินจ้องใบหน้าจิ้มลิ้มแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง มือใหญ่ยกขึ้นวางกลุ่มผมนิ่ม ก่อนจะยีมันเบา ๆ อย่างมันเขี้ยว แล้วเลื่อนมือมากุมมือของอีกฝ่าย

    “กอดได้มั้ย”

    “ห้ะ”

    ร่างเล็กขยับเข้าใกล้ แจมินรั้งแขนของอีกฝ่ายเข้าตัวจนร่างเล็กโถมเข้ามาเต็มแรง แขนทั้งสองของแจมินโอบรัดร่างเล็กของเหรินจวิ้นไวได้พอดี คางเรียววางลงศีรษะทุยของอีกฝ่ายก่อนจะก้มลงสูดกลิ่นหอมของแชมพูที่เหรินจวิ้นใช้เป็นประจำ อีกฝ่ายทำเสียงอู้อี้ในลำคอแล้วกอดตอบแจมินพร้อมกับลูบหลัง ส่วนแจมินก็โยกตัวไปมา

    “เมื่อกี้ที่ขอน่ะ”

    “หื้ม”

    “เลิกก็ได้”

    “แลกกับเหรินจวิ้นต้องเป็นแฟนเรา”

    “โอเคมั้ย”

    คนตัวเล็กในอ้อมกอดเงยหน้ามองอย่างสงสัย ดวงตากลมคลอหน่วยเต็มไปด้วยน้ำตา แจมินก้มหน้าลงมามองใบหน้าของอีกฝ่าย แววตาของแจมินทำให้แววตาของเหรินจวิ้นสั่นไหววูบ

    “ว่าไง”

    “เดี๋ยวสิ”

    “เราชอบเหรินจวิ้นนะ”

    “อื้ม”

    “เหรินจวิ้นล่ะ”

    “ไม่บอกหรอก”

    “อ้าว”

    “ล้อเล่น”

    “ชอบเหมือนกัน ชอบตั้งนานแล้ว ชอบตั้งแต่เจอกันอีกครั้งตอนมอปลายปีหนึ่ง”

    “เหมือนกัน”

    “อื้ม”

    “ทีนี้จะเป็นแฟนเราได้ยัง”

    “เป็นสิ”

    “ขอบคุณครับ ขอบคุณที่เข้ามาในชีวิตเรานะ”

    “ขอบคุณเหมือนกัน”

    หยาดน้ำตาได้หยดลงฝ่ามือใหญ่ แจมินยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วประคองแก้มของอีกฝ่าย ก่อนจะก้มลงประทับริมฝีปากลงบนอวัยวะเดียวกันบดจูบอย่างรักใคร่ แล้วย้ายริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากเนียน แก้มกลม เปลือกตาทั้งสองข้าง ปลายจมูกมน แล้วจบลงที่ริมฝีปากอีกครั้ง และอีกครั้ง




    ความรักคือการที่เรายอมลดข้อจำกัดที่เราตั้งไว้ลง

    เพื่อให้อีกฝ่ายข้ามข้อจำกัดเข้ามาได้โดยไม่มีข้อแม้






    Never End




    #risenshinejamren







    Talk;

    หวังว่าจะชอบนะคะ

    เม้นหรือหวีดลงแท็ก #risenshinejamren ได้เลยนะคะ

    เราจะรอฟีดแบคจากพวกคุณอยู่นะ555555555555555555

    ขอบคุณค่ะ

    มจล,

    2018/06/05




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in