เล่มนี้ที่ฉันอ่านตะเกียงดาว
ขัปปะ
  • #ขัปปะ#นิยายคลาสสิก(ญี่ปุ่น) #ริวโนะซุเกะอุคุตะงาวะ#กัลยาณี สีตสุวรรณ(แปล) #เม่นวรรณกรรม

    .

    ถึงคุณ

    .

    รู้หรือเปล่าว่าตอนนี้เมืองของเราไม่จำเป็นต้องปิดบังซ่อนเร้นความเป็นตัวเองอีกแล้วทุกคนสามารถสวมหน้ากากเข้าหากันได้อย่างเปิดเผย คุณคิดดูสิมันแสนวิเศษขนาดไหนในขณะที่เมื่อก่อนนี้เราแทบไม่รู้เลยว่าใครสวมใส่หน้ากากเข้าหาเราอยู่บ้างตอนนี้เหรอเห็นกันจะ-จะ เพียงแต่คุณออกนอกบ้านเท่านั้น

    .

    ฉันว่าน่าจะนำมาเป็นพร๊อตเรื่องสั้นได้เรื่องชวนฟุ้งฝันนิดนึงเพราะเมืองของเราตอนนี้ ให้บรรยากาศฟุ้งฝันลับลวง แถมยังหายใจติดขัดอีกด้วยสิแต่หวังว่าจะไม่เริ่มเรื่องด้วยการไปจบที่โรงพยาบาลอย่างคนไข้หมายเลข 23 ในเรื่องขัปปะหรอกนะ

    .

    หนังสือเล่มนี้สวยงามจะว่าสวยงามคำนี้ไม่ค่อยเหมาะ ฉันหมายถึงว่าเนื้อหามันตลกร้ายและแสนเศร้ามากกว่าปกสวยและเท่ คือว่าขัปปะชื่อทคตรงหน้าปกเท่มาก แหม๋...ก็ทคเป็นกวีนี่นะกวีมีเสน่ห์ในตัวเองอยู่แล้วอย่างที่เรารู้กันอยู่ ชวนเคลิบเคลิ้มใหลหลง

    .
    ฉันลังเลหนังสือเล่มนี้อยู่ประมาณหนึ่ง ไม่ใช่อะไรหรอกแค่เรื่องความฉาบฉวยของฉันน่ะปกพิมพ์ก่อนไม่จูงใจสักเท่าไหร่สำหรับฉัน และฉันใช่ว่าจะรู้จักนักเขียนคนดังหรือหนังสือเล่มดังอะไรกับเขาด้วยนี่สิจึงไม่ค่อยได้สืบค้นชื่อหนังสือว่าดีเลิศประการใดก่อนการซื้อหา

    .

    มารู้เอาจากในหนังสือนี่แหละว่าเขาคือผู้เขียนเรื่อง“ราโชมอน” ที่แสนโด่งดังนั่นเองแต่ก็นะความโด่งดังของนักเขียนหรือหนังสือที่คนอื่นบอกว่าเยี่ยมใช่จะถูกจริตเราเสียทั้งหมดก็หาไม่เพราะฉะนั้นเราก็แค่อ่านไปแล้วถึงจะรู้ว่าเออมันใช่จริงหรือเปล่า 

    .

    หยิบมาเพราะชื่อหนังสือและปกไม่นิยมอ่านปกหลังอะไรด้วย มโนเอาเองว่าสมควรจะดีบ้างหรอกน่าแต่ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยพลาดหรือทำให้เสียจริต ยกเว้นอยู่เล่มเดียวซึ่งเป็นความสะเพร่าของฉันเองเมื่อต้นปีช่างเหอะปล่อยเรื่องนั้นไปก่อน อนุญาติให้คุณกรอกตามองบน หรือจะผสมหัวเราะเย้ยหยันอีกเล็กน้อยก็ไม่ว่ากัน

    .

    ฉันรู้จักเจ้าตัวขัปปะของญี่ปุ่นมาแต่เด็กเชียวน้าในนิทานอะไรสักอย่างนี่แหละ เกี่ยวกับศิลปินนักวาดที่ในรูปของเขาจะมีขัปปะนอนเอขนกอยู่ทุกภาพเขาแสนจะชิงชังรังเกียจไม่อยากให้มันอยู่ในภาพวาดของเขา แต่ภาพวาดของเขาขายดีมากจำไม่ได้ว่าเกิดขึ้นเพราะขัปปะจับตัวเขาได้ในตอนแรกหรือยังไง 

    .

    แล้ววันหนึ่งเจ้าตัวขัปปะก็หายไปจากภาพวาดของเขาเขาดีใจสุดแสน แต่ทว่านับจากนนั้นภาพของเขาขายไม่ได้อีกเลยนั่นคือขัปปะที่ฉันเคยรู้จักว่าอยู่ในน้ำและคอยจับตัวมนุษย์ ต่างจากขัปปะในเล่มที่อ่านนี้อย่างสิ้นเชิง

    .

    เมืองขัปปะในที่นี้คือโลกเสมือนของเมืองมนุษย์คือกระจกสะท้อนความเป็นคนของเรา ในตำแหน่งหน้าที่ของขัปปะในเรื่องผ่านผู้พิพากษา(เพ็ป) นักธุรกิจ/นักลงทุน(เกล) หมอ(ชัค) กวี(ทค) นักปรัชญา(มัค)นักดนตรี(คราบัค)(ลค) นักศึกษา(ลัป) ชาวประมง(บัค)

    .

    เสียดสีตั้งแต่การนุ่งห่มของมนุษย์ที่เป็นเรื่องชวนหัวเราะของขัปปะ“การที่ท่านปิดบังน่ะซีตลก” เรื่องที่ชาวมนุษย์ถือเป็นเรื่องจริงจังขัปปะเห็นเป็นเรื่องขำส่วนเรื่องที่มนุษย์เห็นว่าตลก พวกขัปปะกลับเห็นเป็นเรื่องจริงจังแต่ถ้าเอาที่ว่าอ่านแล้วเอ้ย!!!อันนี้โดนยิ่งกว่าโดน หมัดเดียวหายหลังล้มตึงหัวฟาดพื้น

    .

    หนีไม่พ้นฉากวาบหวิวเรื่องการเกิดของขัปปะนั่นเองคุณไม่ต้องทำหน้าตกอกตกใจนักหรอก ฉันแกล้งพูดให้มันสวิงสวายไปงั้นฉากนี้เป็นเรื่องชวนขบคิดมาก เน้นคำว่ามากและมาก

     

    “เจ้าอยากจะเกิดมาในโลกนี้หรือไม่ จงคิดให้ดีแล้วตอบมา”

     

    อันนี้คือที่สุดแห่งคำถามของโลกใบนี้ที่ทุกคนใฝ่ฝันใช่หรือไม่ คือพ่อแม่ถามความสมัครใจของลูกได้ด้วยคุณมีสิทธิ์เต็มที่ในการเลือกว่าอยากจะเกิดมาหรือเปล่า ลองคิดดูสิถ้าเป็นแบบนี้ได้จริงสมมุติว่าเป็นเราเราจะตอบว่าไง อยากหรือไม่อยาก แม้ว่าในส่วนของคำถามนี้นี้ค่อนข้างจะมองโลกในแง่ร้ายไปนิด

    .

    ทำร้ายความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่ไปหน่อยมันก็เป็นเรื่องชวนคิดไม่น้อยอยู่ดี หากการเกิดมาเป็นเรื่องชวนขมขื่นการใช้ชีวิตหลังจากนั้นจะนำมาซึ่งปัญหาสังคมอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่ตามมา

    .

    มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่ง(เรื่องจริง)ถูกพ่อแม่ทุบตีดุด่าประจำประมาณว่าไม่รู้จะเกิดมาทำไมเด็กเกิดความกดดันสวนกลับไปว่า...ไม่ได้อยากเกิดมา พวก...สนุกกันเองแล้วมาโทษ...

    เอ่อ...ว่าไงล่ะใครผิดถูก? มันเป็นเรื่องไม่รู้จบอีกเรื่องหนึ่งเหมือนไก่กับไข่

    .

    ในทางกลับกันที่วาบเข้ามาเมื่ออ่านถึงมุมมองของเรื่องนี้คือจากเรื่อง “ความน่าจะเป็น” ของปราบดา หยุ่น อันนั้นเป็นทางฝั่งแม่พูดดักคอลูก ประชดประชันด้วยคำขอโทษที่ชวนสะอึกไม่แพ้กัน

    .

    “เมื่อลูกโตขึ้นจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ลูกอาจถามตัวเองว่าลูกเกิดมาทำไมเมื่อคิดหาเหตุผลไม่ได้ ลูกก็จะหันมาโทษพ่อกับแม่ว่าให้กำเนิดลูกทำไมไม่ได้ขอร้องให้พามาอยู่ในโลกใบนี้เสียหน่อย จู่ๆ ก็พามาเองโดยไม่ได้รับอนุญาต

    .

    แม่ขอบอกลูกไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า พ่อกับแม่ขอโทษ พ่อกับแม่ไม่มีสิทธิ์ให้กำเนิดลูกโดยไม่ถามไถ่พามาอยู่ในโลกแล้วยังสั่งโน่นสั่งนี่ตามอำเภอใจ บังคับให้เข้าโรงเรียนบังคับให้กินผัก บังคับให้อ่านหนังสือ บังคับให้ตื่น บังคับให้นอน

    .

    พยามวางโครงสร้างชีวิตให้ลูกประกอบอาชีพนี้ ลูกควรแต่งงานกับคนแบบนั้นลูกต้องไหว้คนนั้น นับถือคนนี้ เรียกคนนั้นว่าลุง เรียกคนนี้ว่าป้าทั้งหมดนี้พ่อกับแม่ขอรับผิดด้วยใจจริง ถ้าเป็นไปได้เมื่อลูกเกิดความต้องการจะมีลูกเป็นของตัวเอง

    .

    ลองถามเขาดูก่อนว่าอยากเกิดมาไหม ถ้าเขาไม่ตอบก็แสดงว่าเขาไม่อยากเกิดถ้าเขาไม่อยากเกิดก็ไม่ต้องไปพาเขามา ให้ไปเกิดในท้องหมาท้องแมวตามยถากรรมพ่อกับแม่ผิดไปแล้วลูกจะโกรธจะเกลียดก็ตามใจ”

    .

    คุณคิดว่ายังไง จำเป็นไหมที่เราต้องตั้งคำถามกับเรื่องนี้ความหมายของการเกิด ความหมายของการมีชีวิต แค่ทำชีวิตให้สมควรค่าก็พอไม่ว่าเราจะอยากเกิดมาหรือไม่อยากเกิดมาก็ตาม จริงหรือเปล่าเพราะไม่อย่างนั้นเจ้าคำนี้แหละจะลากเราจมดิ่ง

    .

    อย่างทคที่คิดว่าเรื่องการมีชีวิตครอบครัวคือปัญหาที่ต้องแบกรับแล้วทำไมคนเรายังต้องหาห่วงประเภทนี้มาคล้องตัวเองแถมยังเป็นการก่อทุกข์ให้กันและกันอีกด้วยมันเป็นมุมมองด้านเดียวที่กัดกร่อนไม่น้อย ทุกสิ่งทุกอย่างมีสองด้านเสมอในความหนักหนาสาหัสนั้นยังคงมีความอุ่นใจแอบซ่อนอยู่

    .

    หนังสือเล่มนี้เสียดสีประชดขันขื่นและน่าคิดในทุกเรื่องเช่นเรื่องมารยาหญิงขัปปะในการวิ่งไล่จับผู้ชายขัปปะ มีทั้งจริตการล่อลวงวางกับดัก สะท้อนความเจ้าเล่ห์ของเพศหญิงว่าน่าหวาดหวั่นแค่ไหน ในความคิดของกวีทค

    .

    การสร้างกองทัพอาสาสมัครที่มีกรรมพันธุ์ดีชักชวนหนุ่มสาวขัปปะแข็งแรงแต่งงานกับหนุ่มสาวที่ไม่แข็งแรงเพื่อกำจัดกรรมพันธุ์ที่เลวร้ายพาดพิงมนุษย์ว่าเราเองก็ทำเช่นนั้นด้วยเหมือนกันแม้โดยไม่รู้และกองทัพกรรมพันธุ์ยังดีกว่ากองทัพที่มนุษย์สร้างเพื่อฆ่าฟันกันอีกด้วย

    .

    โรงพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือด้วยสมองลาตากแห้งมาบดละเอียด

    กรรมกรที่ถูกไล่ออกจากโรงงานจะฆ่าเพื่อเอาเนื้อไปใช้เป็นอาหาร เป็นความผกผันทางเศรษฐกิจประการหนึ่ง เนื้อถูกลงถือเป็นความดีความชอบของรัฐช่วยจัดการให้ไม่อดตายหรือฆ่าตัวตายฟังแล้วน่าชังและโหดร้ายสิใช่มั้ย แล้วประเทศของคุณลูกสาวกรรมกรถูกขายไปเป็นโสเภณีไม่ใช่เหรออย่ามาทำเป็นขุ่นใจรับไม่ได้กับการกินเนื้อกรรมกรหน่อยเลย ถือเป็นการตอกกลับที่เรามนุษย์ได้แต่ทำตาปริบๆไม่อาจโต้แย้ง

    .

    อีกอย่างที่อ่านแล้วจี้ใจมากคือเรื่องของการควบคุมครอบงำ ประมาณว่ารู้มั้ยใครใหญ่สุด เป็นตลกร้ายของยอดนายทุนเกลไม่น้อยและฉันว่ามันตลกจริงด้วยสิ ฉันจะวาดให้คุณเข้าใจได้ง่ายด้วยวิชาคณิตศาสตร์แบบโมนา(สัญญาณสังหรณ์)ล่ะกัน


    พรรคการเมือง > นักการเมือง > นักหนังสือพิมพ์ > นักธุรกิจ > เมีย

     

    เครื่องหมายที่คุณเห็นไม่ใช่มากกว่าหรือน้อยกว่านะแต่มันคือปากที่อ้ากว้างและกลืนกิน คราวนี้คุณลองดูและบอกฉันสิว่าใครใหญ่ที่สุด

    .

    เรื่องของผลประโยชน์ที่นักธุรกิจได้รับยามเกิดสงสครามหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนในความหมายเพียงหนึ่งประโยคของนักศึกษาลัปที่แค่พึมพำอย่างไม่มีความหมายขึ้นมาว่า“ดอกไวโอเลตบานล่อแมลง” เท่านั้นน้องสาวโมโห แม่ หรือแม้กระทั่งป้าที่ไม่กินเส้นกับแม่ยังมาเข้าข้างอีกด้วยพ่อที่ขี้เมาไม่รู้เรื่องราวเหวี่ยงกำปั้นเข้ามาไม่รู้ว่าใครเป็นใครในความโกลาหลวุ่นวายน้องชายขโมยตังค์แม่

    .

    ฉันนึกถึงความขัดแย้งต่างๆที่มักมีให้เห็นด้วยเรื่องบางเรื่อง ที่บางครั้งแทบไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเพียงแต่เข้าใจเอาว่าแบบนี้คนมาทีหลังไม่รู้เรื่องราวเท็จจริง กลับเฮโลกันไปตามฝั่งที่ตัวเองตัดสินใจว่าถูกหรือเพราะคิดในแบบเดียวกันลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่และในความสับสนอลหม่านกลับมีผู้ฉกฉวยหาประโยชน์จากโอกาสนั้นเสียอีก

    .

    หนังสือเล่มนี้มันเยอะจริงๆเยอะในประเด็นเยอะในความหมายให้คิดได้แม้ไม่ตั้งใจผู้เขียนโปรยหว่านความคิดของเขาผ่านตัวละครอย่างที่เขาบอกว่า “ขัปปะกำเนิดจากความขยะแขยงของผมต่อหลายๆสิ่ง ส่วนมากก็เป็นตัวผมเอง” แต่ทคคงเป็นตัวแทนของผู้เขียนได้มากที่สุด เป็นสะท้อนทั้งความคิดและการกระทำที่เกิดขึ้นในภายหลังของผู้เขียนด้วยคือการฆ่าตัวตาย

    .

    หลังการฆ่าตัวตายของกวีทคมีการเย้ยหยันอีกด้วยกว่าวิญญาณทคอยากรู้ว่าหลังเขาตายไปแล้วหนังสือของเขาขายดีมั้ยมันก็แบบว่านะเป็นเรื่องปกตินี่ ตอนมีชีวิตอยู่ไม่ว่าคุณจะเป็นนักอะไร เก่งแค่ไหนเหมือนกับว่าผู้คนมองเห็นน้อย แต่พอใครคนนั้นเสียชีวิต เสียงเขากลับดังขึ้นอย่างน่าประหลาดทุกสิ่งที่เขาเคยทำมากลับเป็นสิ่งมีคุณค่ามีความหมายขึ้นมาฉับพลันฉันสงสัยจริงว่าเราจะชื่นชมยินดีกับความสามารถของเขาตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้หรือไง

    .

    แต่ว่าในส่วนของกวีทคฉันรู้สึกสงสัยว่าทำไมสุดท้ายแล้วเขามีลูกมีเมียล่ะ ก็ในเมื่อตอนแรกบอกว่าทคปฏิเสธครอบครัวไม่เห็นด้วยกับการดำเนินชีวิตไปตามครรลองแบบนี้ทั้งยังเห็นว่าการมีครอบครัวเป็นเรื่องที่เพิ่มความทุกข์ให้แก่กันนักศึกษาลัปต่างหากที่ไม่สามารถละทิ้งครอบครัวของเขาได้คืออยากได้คำอธิบายเรื่องนี้มาก ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณอ่านแล้ว ช่วยมาตอบความข้องใจของฉันด้วยล่ะกัน

    .

    ตอนจบของเรื่องที่ชายคนนี้หาทางออกจากเมืองเพื่อกลับยังโลกมนุษย์นั้นเขาไปพบขัปปะผู้ซึ่งเกิดมาแล้วแก่ชราและค่อยเป็นเด็กทีหลัง ขัปปะตัวนั้นประหนึ่งเป็นผู้หลุดพ้นคือไม่มีกิเลศความอยากแบบคนแก่ และไม่มีตัณหาแบบคนหนุ่ม กลายเป็นผู้สงบและมีความสุขกว่าคนอื่น

    .

    แต่ชายผู้กลับมานี่สิเขากลับกลายเป็นคนบ้าไปเสียได้จะเกิดขึ้นเพราะอะไรนั้นคุณลองไปหาอ่านเอาเองก็แล้วกันนะ เชื่อฉันอ่านเถอะมีอะไรมากมายในนวนิยายเล่มเล็กนี้ที่อ่านแล้วทำให้ย้อนสำนึกขบคิดไม่ได้เป็นอะไรที่ย่อยยาก แค่อ่านเพลินๆ ไปแบบนิยายแฟนตาซีเสียก็เท่านั้นก็แค่เรื่องของชายผู้หนึ่งที่ตกลงไปยังเมืองขัปปะเท่านั้นเองน่า

    .

    เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ควรค่าแก่การอ่านมากต่อให้อีกร้อยปีข้างหน้า หรือมากกว่านั้นคนที่อ่าน ย่อมรู้สึกในแบบเดียวกับที่เราคนอ่านในตอนนี้รู้สึกนั่นแหละฉันว่าเพราะให้อีกร้อยปีข้างหน้ามนุษย์เราก็ยังคงเป็นเหมือนกับที่ผ่านมาตอนที่เรื่องราวถูกเขียนขึ้นมาอยู่แล้วล่ะมนุษย์เราวิวัฒน์ช้า และหนังสือเล่มนี้ยังคงทันสมัยและสอดคล้องอยู่ในวิถีเช่นเดิม

    .

    ๕ กุมภาพันธ์๒๕๖๒

     





เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in