You’re all I see [Jongin x Kyungsoo]Nuynyaloners
(SF) THE EVE [III]











  • SF
    THE EVE [III]






    *ขอแนะนำ ควรเปิดเพลง The Eve – EXO ระหว่างอ่านไปด้วยนะคะ*






    ————————



    Τηερε αρε μανψ σταρς ιν τηε σκψ τονιγητ. Βυτ ονλψ ονε σηινες τηρουγη μψ ηεαρτ. Ανδ τηατ ις ψου. Δεοτηεσυσ.

    There are many stars in the sky tonight. But only one shines through my heart. And that is you. Deothesus.

    มีดวงดาวมากมายที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าในค่ำคืนนี้ แต่ทว่า มีดวงดาวเพียงดวงเดียวที่ส่องแสงสว่างผ่านหัวใจของข้า และนั่นคือเจ้า ดีโอเธซัส




    Καιμαριυσ
    Kaimarius




    ————————







    ณ วิหารหินอ่อนของเทวาเฮลิออส โอรสแห่งจอมราชันย์อัสนีบาตและนางเลโต ผู้ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ แสงสว่าง การพยากรณ์ ศิลปะแห่งการรักษาและเยียวยาร่างกาย และดนตรีแห่งการผ่อนคลายจิตใจ วิหารแห่งนี้ตกแต่งและประดับประดาไปด้วยเครื่องดนตรีหลากหลายชนิด แต่ที่มองเห็นได้เด่นชัดจนถูกเหล่าบรรดาองค์เทพบนโอลิมปิอัสเรียกขานจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของวิหารนี้คือ พิณสวรรค์สีทองอร่ามตาโดยเทพเฮอร์มีส (Hermes - Ηερμεσ) เทพเจ้าแห่งการค้าและผู้ส่งสารของเหล่าทวยเทพและคันศรสีเงินแวววับซึ่งเป็นอาวุธประจำกายตั้งอยู่ข้างหลังบัลลังก์


    เทวาผู้มีใบหน้าหล่อเหลาจนเหล่าเทพีใหญ่น้อยต่างก็พากันคลั่งไคล้หลงไหลนั้นเดินออกมาจากห้องสรงน้ำด้วยท่าทีที่สง่างามยิ่งนัก ซึ่งห้องสรงน้ำส่วนตัวขององค์ท้าวเธอนั้น เป็นสถานที่ที่เทพเจ้าแห่งแสงสว่างเข้าไปชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะทำการพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามแต่เหล่าเทพเจ้าบนโอลิมปิอัสและมนุษย์บนโลกได้วิงวอนร้องขอที่แท่นบูชาประจำวิหารดังเช่นทุกๆ วัน


    เรือนร่างของเทพเจ้าแห่งดวงสุริยนนั้นสวยงามและเต็มไปด้วยมัดกล้าม ถึงแม้ว่าจะถูกจัดอันดับโดยเหล่าเทพีว่าเป็นรองแค่ไคมาริอัส เทพเจ้าแห่งสงคราม แต่เรือนร่างนี้ก็ยังถือว่าเต็มไปด้วยเสน่ห์อย่างเต็มเปี่ยมพร้อมดึงดูดให้บรรดาอิสตรีนั้นตกหลุมอย่างง่ายดายได้เสมอ อาภรณ์ผ้าไหมสีขาวมุกปกคลุมร่างกายโดยเจ้าของเพื่อไม่ให้ดูอุจาดตานั้นยิ่งขับผิวพรรณสีมะกอกที่ถูกแสงแดดจากชายฝั่งเมืองทริอัม (Trium - Τριυμ) บ่มให้ดูดีและมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น


    เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวอมเทากำลังหลับตาและเอามือทั้งสองข้างประสานกันไว้ในลักษณะกุมมืออยู่ตรงบริเวณช่วงตำแหน่งของลิ้นปี่หน้าแท่นบูชาที่มีเพียงผ้าซาตินสีขาวซึ่งถูกปูลาดเอาไว้ มีงานประติมากรรมอย่างเชิงเทียนสำริด แจกัน กระถางธูป และคนโทดินเผาที่มีงานจิตรกรรมลวดลายใบมะกอกสีทองประดับอยู่บนตัวชิ้นงานอย่างสวยงาม เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าและผ่อนลมหายใจออกอย่างช้าๆ เพื่อรวบรวมสมาธิและทำจิตใจให้สงบนิ่ง พร้อมๆ กับไอควันสีขาวจากสายหมอกบนโอลิมปิอัสมาห้อมล้อมห่อหุ้มเรือนร่างเทพผู้มีเรือนผมสีบลอนด์เอาไว้ อากัปกิริยาเหล่านี้บ่งบอกว่าเทวาเฮลิออสกำลังใช้พลังพยากรณ์ประจำตัวเพื่อหยั่งรู้อนาคตอยู่นั่นเอง


    หาใช่ว่าเทพผู้คุ้มครองเมืองทริอัมนั้นจะทำได้แค่หยั่งรู้สิ่งใดๆ ล่วงหน้าเพื่อพยากรณ์เท่านั้น แต่องค์ท้าวเธอนั้นยังสามารถหยั่งรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นเดียวกับเทพบิดร ไม่มีสิ่งอันใดที่จะปิดบังหรือรอดพ้นสายตาของเทพเจ้าองค์นี้ไปได้ แต่นั่นก็ต้องแลกกับการไม่เอ่ยวาจาโป้ปดมดเท็จต่อผู้ใดเป็นอันขาด เหตุดังนี้ เทพเจ้าแห่งแสงสว่างจึงได้สมญาอีกหนึ่งฉายาว่า เทพเจ้าแห่งสัจจธรรม


    หลังจากทำหน้าที่ของเทพเจ้าแห่งแสงสว่าง นั่นคือ เป็นสารถีขับรถม้าศึกออกจากโอลิมปิอัสเพื่อพาดวงสุริยนไปประดับบนท้องฟ้าและเพื่อให้สัญญาณเหล่ามนุษย์บนโลกได้รับรู้ว่านี่คือเวลารุ่งอรุณแห่งวันใหม่ เฮลิออสได้รับรู้ด้วยพลังอำนาจของตัวว่า มิตรเทวาอย่างเทพเจ้าแห่งปัญญานั้นสมหวังในความรักเสียแล้ว หลังจากที่เจ้าตัวทนเก็บความรู้สึกเอาไว้ในใจมาเนิ่นนานจนมิอาจคาดเดาได้ว่ากาลเวลาได้เวียนผ่านไปกี่เดือนปี และในฐานะความเป็นมิตรสหายระหว่างกัน เทวาผู้หยั่งรู้จึงรู้สึกยินดีปรีดาและมีความสุขอย่างยิ่ง



    ความรัก คือ ความรัก ไม่ว่าจะก่อเกิดในผู้ใด
    เมื่อความว่างเปล่านั้นถูกเติมเต็ม ช่องว่างระหว่างกันเริ่มเลือนหาย
    ความรักจะเชื่อมดวงใจให้สัมผัสกันได้ ถึงแม้ว่ามือของพวกเขาจะไม่ได้จับมั่นกันอยู่ก็ตาม





    แต่ทว่า พลังแห่งการหยั่งรู้อนาคตนั้นกำลังทำลายความสุขในเช้าวันใหม่ไปเสียแล้ว เพราะว่าภาพต่างๆ ที่ร้อยเรียงกันจนเป็นเหตุการณ์หนึ่งซึ่งปรากฎอยู่ในมโนภาพในขณะที่เทพแห่งการพยากรณ์กำลังหลับตาอยู่นั้น เป็นเหตุทำให้เฮลิออสเริ่มวิตกกังวลขึ้นมา ถึงแม้ว่าเปลือกตาจะเปิดออกทำให้เห็นนัยน์ตาสีเขียวอมเทาอีกครั้งแล้วก็ตาม แต่คิ้วที่โก่งดั่งคันศรก็ยังผูกขมวดมุ่นเป็นปมไม่ยอมคลาย


    “นี่มัน…อะไรกัน--” จู่ๆ มวลสารเหลวก็กระจุกรวมกันเป็นก้อนจนหนืดคอไปหมด เฮลิออสพึมพำกับตัวเองเบาๆ อย่างขาดห้วงในถ้อยคำ นี่คือครั้งแรกที่เทวาแห่งดวงสุริยนเกิดความกังวลใจและรู้สึกหวาดกลัวกับภาพอนาคตที่เห็นในมโนภาพขึ้นมา



    ….เทพเจ้าแห่งสติปัญญากำลังนอนจมกองเลือดและหายใจอย่างรวยรินโดยลำพัง กลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณทุ่งดอกพฤกษา กลีบของดอกไม้ที่ลอยไปตามสายลมนั้นแต่งแต้มไปด้วยหยดดวงสีแดง อานุภาพของยาพิษที่เคลือบอยู่ตรงปลายหอกแหลมนั้นทำให้โลหิตยังคงไหลซึมออกจากปากแผลอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อน ถึงแม้ว่าดีโอเธซัสจะพยายามอย่างสุดกำลังในการเอ่ยวาจาออกมา แต่ก็ไม่มีสักสำเนียงเสียงเดียวที่จะให้ผู้ใดได้ยิน มีเพียงแค่การกระอักเลือดออกมาด้วยความเจ็บปวดเท่านั้น…




    “ไม่ได้การ เห็นทีว่าข้าคงต้องไปหาดีโอเธซัสที่วิหารเสียแล้ว” หลังสิ้นเสียงที่ไพเราะดั่งเสียงพิณ เฮลิออสจึงรีบผลัดเปลี่ยนอาภรณ์จากผ้าไหมสีขาวมุกเป็นผ้าไหมสีส้มอิฐซึ่งเป็นสีอาภรณ์ประจำกาย ก่อนที่จะรีบเดินออกจากตำหนักวิหารของตัวเองเพื่อไปหาและเตือนให้สหายเทวาระแวดระวังตัวเอาไว้








    ณ วิหารหินอ่อนของเทพเจ้าแห่งปัญญา




    เทวาผู้มีเรือนผมสีควันนั้นยังคงนั่งอยู่บนบัลลังก์หินอ่อนด้วยทีท่าราวกับว่าเป็นเจ้าของโดยชอบธรรม แผ่นหลังกว้างใหญ่พิงกับพนักของบัลลังก์ อาภรณ์ผ้าไหมสีดำนั้นถูกสวมลงอย่างง่ายๆ และดูรุ่มร่ามมากยิ่งขึ้นเมื่อลำขาแกร่งข้างขวาพาดทับลำขาแกร่งข้างซ้ายจนชายเนื้อผ้าถดร่นขึ้นไปเผยให้เห็นเนื้อหนังมังสาด้านข้างของขาอ่อน เรียกเสียงลอบกลืนน้ำลายอย่างแผ่วเบาจากลำคอระหงที่กำลังทำทีเป็นว่าตนนั้นกำลังดื่มด่ำงานศิลปะในมิวเซียมขนาดย่อมๆ ได้เป็นอย่างดี


    เทพเจ้าแห่งสงครามกำลังยั่วยวนเทพเจ้าแห่งปัญญาอยู่นั่นเอง



    หลังจากที่เทพเจ้าแห่งสงครามและเทพเจ้าแห่งปัญญาต่างก็สารภาพความรู้สึกภายในใจที่มีต่อกันให้อีกฝ่ายรับรู้ซึ่งกันและกันแล้ว ไคมาริอัสยังคงอิดออดและอ้อยอิ่งไม่ยอมเคลื่อนร่างกายให้กลับไปที่วิหารของเจ้าตัว ถึงแม้ว่าดีโอเธซัสจะเอ่ยวาจาไล่สักเท่าใด แต่เทวาผู้มีนัยน์ตาสีอำพันก็ยังคงยืนหยัดด้วยท่าทีที่สงบนิ่งจนเป็นการปลุกอารมณ์ขุ่นเคืองภายในตัวเทวาผู้มีเรือนผมสีไวน์แดงให้กลับมาอีกครั้งได้อย่างง่ายดายราวกับการเทน้ำออกจากคนโท


    เป็นเพราะว่า..หัวใจของข้าอยู่ที่นี่ แล้วร่างกายข้าจะไปไหนไกลห่างจากหัวใจได้อย่างไรกันเล่า – ไคมาริอัสเอ่ยถ้อยคำนี้ในใจ พลางใช้ดวงตาสีอำพันคอยจดจ้องเทวาตัวน้อยที่กำลังเดินไปเดินมาเหมือนเจ้าตัวกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง


    ในห้วงเวลาเช่นนี้ เทพเจ้าแห่งปัญญาผู้ที่เคยควบคุมสถานการณ์ได้ดีเสมอมานั้นกำลังรู้สึกกระอักกระอ่วนและประหม่าอย่างมาก คงเป็นเพราะว่าในตอนนี้ดีโอเธซัสถูกจดจ้องด้วยดวงตาที่มีอิทธิพลเหลือล้นสำหรับหัวใจของเขา ไม่ว่าจะก้าวเดินไปตรงพื้นที่ส่วนไหนของห้องโถงวิหารหินอ่อนนี้ก็ตาม ดวงตาแวววับดั่งดวงตาของราชสีห์นั้นจะตามติดหนูเจ้าปัญญาไปทุกฝีก้าว



    “เจ้าไม่มีวิหารอยู่หรืออย่างไร ไคมาริอัส” ดีโอเธซัสตัดสินใจอย่างหาญกล้าด้วยการเลิกพิจารณารูปวาดงานศิลปะแล้วหันมาสบตาตรงๆ กับผู้ที่ได้ครอบครองทั้งร่างกายและหัวใจของเขาเพื่อที่จะเอ่ยถามว่า เพราะเหตุผลอะไรถึงยังนั่งอยู่บนบัลลังก์และไม่ยอมออกจากวิหารของเขาสักที


    ถึงแม้ว่าภายในใจของเทวาผู้มีดวงเนตรสีเทาเองจะร่ำร้องอยากให้เทพเจ้าแห่งสงครามใช้เวลาอยู่กับเขาภายในวิหารแห่งนี้มากสักแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อนึกถึงเรื่องของความเหมาะสม ในยามแห่งอรุณรุ่งเช่นนี้ ถ้าผู้ใดมาพบเห็นว่ายังมีเทพองค์อื่นที่ไม่ใช่เจ้าของวิหารพำนักอยู่ด้วยคงจะไม่งามและไม่เหมาะควรสักเท่าใดนัก


    “ข้าบอกเจ้าเป็นครั้งที่สามแล้วว่าให้เรียกแทนตัวข้าว่า ‘ท่านพี่’ เจ้านี่ช่างดื้อดึงเสียจริง” เจ้าของน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์เอ่ยวาจาตอบอย่างไม่ตรงคำถามด้วยท่าทีที่ใจเย็นผิดแผกวิสัยภายนอกที่เทพเจ้าแห่งสงครามเคยพบเห็น


    เทวาผู้เรือนผมสีไวน์แดงเองก็รู้สึกขัดเคืองใจในทุกครั้งที่เทพเจ้าแห่งสงคราม บังคับ ให้ตัวเขาใช้สรรพนามเรียกเจ้าตัวว่า ท่านพี่ เสียให้ได้ในทุกครั้งที่โต้ตอบกันผ่านวาจา คำว่า ท่านพี่ แค่นึกถึงว่าเทพเจ้าที่ทรงภูมิด้วยปัญญาอย่างเขาจะต้องมาใช้สรรพนามแบบนี้เพื่อเรียกคนรัก เพียงแค่คิดเท่านั้น อุณหภูมิบนใบหน้าก็ขึ้นสูงได้เองอย่างไม่จำเป็นที่จะต้องมีอาการไข้เลยแม้แต่น้อย


    “แล้วเหตุใดข้าจะต้องใช้คำแทนตัวเจ้าเรียกเจ้าว่า ‘ท่านพี่’ ด้วยเล่า ข้านั้นมิใช่เทพีหรืออิสตรีรูปร่างอรชรเสียหน่อย” ดีโอเธซัสเอ่ยถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแต่แฝงด้วยความกระเง้ากระงอด


    เทวาแห่งสมรภูมินั้นยังไม่ให้คำตอบในทันทีทันใด แต่เจ้าตัวนั้นเคลื่อนกายลงจากบัลลังก์หินอ่อนอย่างสง่างามและก้าวย่างไปหาเทพเจ้าผู้เป็นดั่งดวงใจที่กำลังยืนอยู่หน้าชิ้นงานศิลปะที่ตั้งไว้ตามริมทางเดินของห้องโถงวิหาร ก่อนที่จะเอื้อมมือไปจับฝ่ามือนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายอย่างแนบแน่นและกระชับมือออกแรงจูงให้เทวาตัวน้อยกลับมานั่งลงยังหน้าตักแกร่งของเขาบนบัลลังก์ มือสากจับที่ปลายคางมนเพื่อให้เทพเจ้าแห่งปัญญาหันมาสบตากับเขาอีกครั้ง



    “เจ้ากับข้า รักกัน มิใช่หรือ?”


    “…” เป็นฝ่ายที่เทพเจ้าผู้มีดวงเนตรสีเทาไม่เอ่ยตอบบ้าง แต่เจ้าตัวนั้นพยักหน้าน้อยๆ เพื่อแทนคำตอบด้วยความเขินอายเกินกว่าที่จะเอ่ยคำว่ารักโดยตรงได้


    “ด้วยความคิดภายในหัวใจของข้า ข้าแค่อยากมีสรรพนามไว้เพื่อใช้เรียกแทนกันระหว่างเรา เจ้าเรียกข้าว่า ท่านพี่ ส่วนข้าก็จะเรียกเจ้าว่า เทวาตัวน้อย ดีหรือไม่?”


    “จริงๆ ข้า..” ไม่ใช่ว่าจะเรียกด้วยสรรพนามอย่างนั้นไม่ได้เสียหน่อย แต่เจ้าไม่คิดบ้างเลยหรือว่าข้านั้นจะเขินอายมากแค่ไหนในยามที่จะต้องออกวาจาเรียกเจ้าว่า ท่านพี่ - ดีโอเธซัสเอ่ยในใจอีกครั้งอย่างกระเง้ากระงอด


    “ข้ามีเงื่อนไขหนึ่งข้อ เจ้าพร้อมที่จะรับมันรึไม่?”


    “เงื่อนไขอันใดกัน ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายเสียจริงนะเจ้า--”



    ฟอดดด


    “อื้อ! นี่เจ้า! เห็นแก้มของข้าเป็นน้ำหอมที่เจ้าจะยกขึ้นมาสูดดมได้ทุกเมื่อหรืออย่างไร” ดีโอเธซัสนั้นคิดเห็นว่าถ้าร่างกายของเขายังอยู่ภายในอ้อมแขนของเทพเจ้าจอมเอาแต่ได้อีกต่อไปละก็ มีหวังเนื้อแก้มของเขาคงจะช้ำไปด้วยรอยจุมพิตจนมิอาจจะออกจากวิหารไปพบปะกับบรรดาทวยเทพองค์อื่นๆ ได้อีกเป็นแน่


    “นี่แหละคือข้อเงื่อนไขของข้า เทวาตัวน้อย ถ้าเจ้ายังยืนยันและดื้อดึง ไม่ยอมเรียกข้าว่า ท่านพี่ อยู่เช่นนี้ ข้าก็จะสูดดมกลิ่นหอมจากแก้มของเจ้าในทุกครั้งที่เจ้าโต้ตอบกับข้า” ว่าแล้วก็ไม่พูดด้วยปากเปล่า ไคมาริอัสที่เพิ่งจะถอนปลายจมูกและริมฝีปากออกจากพวงแก้มนิ่มไปนั้น ยังไม่ทันที่รอยจุมพิตจะจางหาย เทพเจ้าแห่งสงครามก็ยื่นใบหน้าเข้าหาแก้มขาวนวลอีกครั้งด้วยความเสน่หา แต่ก็ถูกยันใบหน้าด้วยฝ่ามือของอีกฝ่ายพร้อมๆ กับที่เทวาที่นั่งอยู่บนตักนั้นจะขยับเขยื้อนตัวออกจากอ้อมแขนเพื่อหลีกหนีการแสดงความรักด้วยริมฝีปากของเขา เมื่อเห็นว่าเทพเจ้าแห่งปัญญาออกแรงขัดขืน ไคมาริอัสจึงกระชับอ้อมแขนให้แนบแน่นยิ่งขึ้น


    “ก็ได้ๆ แต่ข้าเองก็มีข้อเงื่อนไขหนึ่งข้อเหมือนกัน ถ้าเจ้ารับปากว่าจะทำตามข้อเงื่อนไขนี้ ตัวข้าเองก็จะตกลงที่จะเรียกเจ้าว่า ท่านพี่ เช่นกัน”


    “พูดมาสิ ถ้าเงื่อนไขนี้ไม่หนักหนาอะไร ข้าจะยอมตกลงตามที่เจ้าเอ่ยขอ”


    “เจ้าต้องใช้สรรพนามแบบนี้ในสถานที่ที่ซึ่งเป็นวิหารของเจ้า วิหารของข้า และสถานที่อื่นที่เราอยู่ด้วยกัน..แค่เจ้ากับข้าเท่านั้น ตกลงรึไม่?”


    “ข้าตกลง” เทพเจ้าแห่งสงครามเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักแน่น



    บรรยากาศภายในห้องโถงของวิหารหินอ่อนนั้นกลับมาเงียบเชียบอีกครั้งหลังจากที่เทวาผู้มีเรือนผมสีควันนั้นตอบตกลงรับข้อเงื่อนไข แต่ไม่ได้ถือว่าจะเงียบเชียบเสียทีเดียว เพราะว่าเทพเจ้าทั้งสององค์นั้นต่างก็ได้ยินเสียงหัวใจที่อยู่ภายในอกข้างซ้ายของตัวเองเต้นพร้อมกับเสียงลมหายใจของแต่ละฝ่าย และดวงเนตรสีอำพันและดวงเนตรสีเทานั้นสอดประสานกันอีกครั้ง




    “ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านพี่


    “ว่าอย่างไรหรือ เทวาตัวน้อยของข้า


    “ปล่อยข้าลงจากตักของท่านพี่ได้รึไม่? อยู่ในท่าทางเช่นนี้ ข้าเกรงว่าถ้าใครมาพบเห็นเข้า--”


    “ในยามอรุณรุ่งเช่นนี้ จะมีใครมาเยี่ยมเยือนวิหารของเจ้ากันเล่า”


    “แต่ว่า…”


    “ขอข้ากอดเจ้าแบบนี้สักพักนึงเถิดนะ เทวาตัวน้อยของข้า” ไม่เอ่ยวาจาเพื่อให้เป็นแค่ลมปากเปล่าเท่านั้น แต่ไคมาริอัสนั้นกระชับอ้อมกอดให้ดีโอเธซัสที่นั่งอยู่บนตักของเขาได้อิงแอบแนบชิดมากยิ่งขึ้นพร้อมๆ กันนั้นเทวาผู้ครองอาภรณ์ผ้าไหมสีดำได้หลับตาลงเพื่อให้ร่างกายได้ซึมซับกับสัมผัสที่ตัวเขานั้นได้วาดฝันและโหยหามานานแสนนาน และเทวาผู้ครองอาภรณ์ผ้าไหมสีน้ำเงินมหาสมุทรก็ทำแบบเดียวกันพร้อมกับเอาใบหน้างดงามราวกับเทพีแนบชิดกับหน้าอกแกร่งอีกครั้งและระบายรอยยิ้มน้อยๆ แสนน่ารักด้วยความสุขที่เกิดขึ้นในหัวใจ


    .
    .




    องค์เทพแห่งสุริยนนั้นได้เดินทางมาถึงยังวิหารหินอ่อนของเทพเจ้าแห่งปัญญา เขาได้เดินขึ้นมาถึงยังห้องโถงของวิหารด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาจนได้ทันเห็นการพลอดรักอย่างไร้เสียงของไคมาริอัสและดีโอเธซัส ดูเหมือนว่าเทพเจ้าทั้งสององค์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้นจะยังไม่รู้องค์เสียทีว่ามีเทพเจ้ามาเยี่ยมเยือนอีกองค์เสียด้วยซ้ำ และเฮลิออสเองเกรงว่าตัวเขานั้นจะกลายเป็นเทพเจ้าแห่งธาตุอากาศไปเสียก่อน เขาจึงจำเป็นต้องทำอากัปกิริยาเพื่อขัดจังหวะการพลอดรักไร้เสียงนั้นเสียแล้วสิ

    อะแฮ่มๆ



    แล้วก็เป็นไปตามดั่งคาด เทพเจ้าแห่งสงครามและเทพเจ้าแห่งปัญญานั้นแยกออกจากกันโดยทันทีอย่างลุกลี้ลุกลนเมื่อได้ยินและได้เห็นว่ามีบุรุษสรรพนามองค์ที่ 3 มาอยู่ยังห้องโถงของวิหาร เทพเจ้าทั้งสององค์นั้นทำท่าทางราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน


    “ฮะ..เฮลิออส มะ..มาถึงนานหรือยัง ละ..แล้วเจ้าเห็น เอ่อ..เห็นอะไรหรือไม่?” ดีโอเธซัสละล่ำละลักพูด


    “ไม่ต้องปิดบังข้าหรอก ดีโอเธซัส ข้ารู้ว่าเจ้ากับไคมาริอัสได้ตกลงปลงใจที่จะรักกันแล้ว อย่าได้คิดดูถูกพลังแห่งการหยั่งรู้ของข้าเชียวนา” เทพเจ้าแห่งการพยากรณ์เอ่ยตอบอย่างยิ้มแย้มและขี้เล่นตามวิสัยของเจ้าตัว


    “แล้วมีอะไรหรือ เฮลิออส เจ้าถึงได้มาหาข้าที่วิหารในยามอรุณรุ่งเช่นนี้” เทพเจ้าแห่งปัญญานั้นรีบกลบเกลื่อนอารมณ์ตกใจของตัวเองด้วยรอยยิ้มให้กับมิตรเทวาพร้อมกันกับที่ตัวเขานั้นเดินลงมาจากบัลลังก์หินอ่อน


    “ข้ามีคำพยากรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าโดยตรงจะบอกให้เจ้าได้รับรู้ ดีโอเธซัส ถึงแม้ว่าเจ้านั้นจะมิใช่เทพเจ้าที่เชื่อคำพยากรณ์ได้โดยง่ายก็ตาม”










    Talk

    มาอัพแล้วเด้อ หลังจากที่หายไปนานเลยทีเดียว /โดนคนอ่านหลายคนหมายหัวเอาไว้แน่ๆ
    เราไม่ได้ดองฟิคน้า อย่าเข้าใจเราผิดTT แต่ด้วยเหตุผลหลายๆ ข้อที่เราเองก็บอกกับคนอ่านโดยตรงไม่ได้ก็เลยพูดได้แค่นี้แหละ

    มีเรื่องจะสารภาพด้วย จริงๆ เราร่าง scene สำหรับตอนนี้ไว้ 10 scene แหละ แต่ทำได้แค่ 2 scene เพราะว่าแค่นี้ก็อ่านจนตาแฉะแล้ว55555

    เปลี่ยนเรื่องๆ คนอ่านหลายคนของไม่รู้ว่าที่มาของชื่อตัวละครนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ตอนนี้เราจะเฉลยก่อน 2 ตัวละครนะคะ

    ดีโอเธซัส (Deothesus -Δεοτηεσυσ)
    มาจาก 1.นิกเนมในวงของพี่คยองซู D.O มีคำอ่านว่า ดีโอ
    2.Athena จริงๆ ต้องอ่านออกเสียงว่า ธี แต่พอปรับมาเป็นตัวละครผู้ชายต้องอ่านออกเสียงว่า เธ
    3.ซัส มาจากคำว่า พัลลัส (ชื่อนำหน้าของเทพีอธีน่า) แต่ถ้าจะเอาคำว่า ลัส มาลงท้ายชื่อ การออกเสียงมันจะแปร่งๆ ก็เลยลงตัวที่คำว่า ซัส

    ไคมาริอัส (Kaimarius - Καιμαριυσ)
    มาจาก 1.นิกเนมในวงของจงอิน 'ไค'
    2.มาริ มาจากชื่อภาษาโรมันของแอรีส > มาร์ส ตัด ส เสือกับตัวการันต์ทิ้งไปและเติมสระ อิ บนพยัญชนะ ร เรือ แทน
    3.แปลงคำว่า มาร์ส ให้คล้องจองกับ Deothesus

    และนี่คือที่มาของชื่อตัวละคร ซึ่งเราเป็นคนตั้งเองแหละ แต่กว่าจะตั้งได้ก็ใช้เวลานานพอสมควรอยู่

    ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้มากความ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านดื่มด่ำไปกับ THE EVE III นะคะ
    อย่าลืมแวะไปให้กำลังไรท์เตอร์คนนี้ได้ที่ #รักแห่งไคซู หรือสะดวกคอมเม้นท์ในเด็กดีก็ได้ หรือจะทำทั้งสองอย่างก็ได้ไม่ว่ากัน555555







เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in