In a Dreamy StateYarimmie
He's Just Not That into You
  • สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเพิ่งได้ดูหนังที่เก็บไว้ใน movie list มาสักพัก คือเรื่องตามชื่อเรื่องเลย He's just not that into you หรือชื่อไทยก็คือ หนุ่มกิ๊กสาวกั๊ก สมการรักไม่ลงตัว แต่เอาจริงนะ ชื่อภาษาอังกฤษเนี่ยเพอร์เฟคและตรงประเด็นที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้แล้ว 

    เราไม่ได้จะมารีวิวอะไร เพราะเสิร์ชดูในกูเกิ้ลมีให้อ่านเยอะพอสมควร เราแค่อยากมาเขียนความรู้สึกหรือสิ่งที่เราคิดได้หลังจากดูจบ (หรือที่เขาเรียกว่า reflection) 

    เราเป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหากับความไม่ชัดเจนกับใครบางคน จนถึงวันนี้ก็นานร่วมปีได้แล้วที่เราเผชิญกับความรู้สึกน่าอึดอัดนี้ เราไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงกับเรากันแน่ และเราก็ไม่กล้าพอที่จะถามออกไป และผู้หญิงอย่างเรา (ไม่รู้จะมีใครเป็นเหมือนกันไหม) ก็มักชอบคิดไปเอง แต่พอรู้ตัวก็จะคอยคิดใน worst case มาลบล้างไว้ ไม่ให้คิดไปไกลมโนเพ้อฝันเกินไป 

    Gigi ตัวละครสาววัยทำงานช่างฝัน เหมือนจะถูกวางมาให้เป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่อง เพราะเธอคือหญิงสาวที่มักประสบปัญหาชอบคิดไปเองว่าผู้ชายที่เธอไปเดทด้วยนั้นชอบตัวเอง การที่เขาไม่โทรมาหา เธอก็คิดไปว่าเขาอาจจะกำลังรอ หรือทำเบอร์ของเธอหาย หรือต่างๆ นานา เธอหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเองมากมายเพื่อสนับสนุนความคิดที่ว่าผู้ชายเหล่านั้นชอบเธอ

    แต่แล้ว Gigi ก็โดนตบหน้าด้วยความจริงจากตัวละครชายหนุ่มเจ้าสำราญอย่าง Alex เขาพบกับเธอในคืนหนึ่งที่เธอพยายามจะไปหาผู้ชายที่เธอเคยเดทด้วย (และคิดว่าเขาชอบเธอ) 

    นับแต่นั้นมา Gigi ก็มักถาม Alex ว่าพฤติกรรมของผู้ชายที่เธอเดทด้วยนั้นแปลว่าเขาชอบเธอหรือไม่ จนกระทั่งวันหนึ่ง Gigi เกิดสงสัย Alex ว่าการที่เขาเข้ามาใกล้เธอแบบที่กำลังทำคือเขากำลังชอบเธอใช่ไหม

    พูดง่ายๆ คือ Gigi เป็นตัวแทนของผู้หญิงช่างฝันที่คิดว่าผู้ชายที่มาคุยดีทำดีด้วยจะชอบเธอไปซะหมด

    ทั้งที่ความจริงแล้ว Alex บอกว่า ถ้าเขาชอบเธอจริง เธอจะไม่ต้องมานั่งคิดไปเองแบบนี้ 

    ด้วยเหตุนี้เอง Gigi จึงคิดผิด และโดน Alex ปฏิเสธข้อสันนิษฐานที่ว่าเขาชอบเธอ 

    มาถึงจุดนี้ก็ถึงกับหน้าชาเลยทีเดียว เรามักได้ยินว่าผู้หญิงเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจ ส่วนผู้ชายคิดอะไรก็บอกไปตรงๆ หนังเสนอสมการรักง่ายๆขึ้นมาว่า ถ้าผู้ชายชอบแล้วโทรหา แสดงว่าเราคือ The Exception ของเขา (ก็คือการทำตามที่มันควรจะเป็น) แต่ถ้าเขาไม่โทรหา แสดงว่าเราคือ The Rule คือคนที่เขาไม่ได้สนใจจะโทร (ก็คือการไม่เป็นตามที่มันควรจะเป็น)

    เอาล่ะ หลังจากนั่งจมและครุ่นคิดกับสิ่งที่หนังพยายามบอกกับเรามาสักวันสองวัน เราก็ค้นพบว่าที่จริงแล้วโลกเราไม่ได้เป็น Binary เสมอไปสักหน่อย และมนุษย์ก็ไม่ควรถูก label ได้ด้วยกฎเพียงไม่กี่ข้อ 

    ในโลกนี้มีพฤติกรรม การกระทำ ความสัมพันธ์ต่างๆ มากมายหลายร้อยแบบ และมากกว่าครึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างการแอบชอบ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้มากในหมู่วัยรุ่นไทย การแอบชอบอย่างจริงจังนับหลายปีมีให้เห็นได้ทั่วไปตามกระทู้ยอดฮิต อะไรคือคำอธิบายของพฤติกรรมการชอบแบบนี้ล่ะ? The Exception or The Rule?

    ถ้าแสดงออกให้รู้ว่าชอบ = The Exception
    ถ้าไม่แสดงออกเพราะไม่ชอบ = The Rule 
    แล้ว การแอบชอบ (ซึ่งแปลว่า ชอบนะแต่ไม่แสดงออก) = ?

    แต่ถึงเราจะคิดว่าพฤติกรรมมนุษย์ไม่ควรถูก categorize ด้วยคำแค่ไม่กี่คำ ที่อาจก่อให้เกิดความผิดเพี้ยนในการดำรงชีวิตได้ ก็ต้องยอมรับว่า การแอบชอบ หรือการชอบแต่ไม่ยอมบอกกัน มันก็อาจจะเป็น The Rule ก็ได้ คือเราไม่ได้เป็นคนที่เขาเลือกจะแสดงออกว่าชอบด้วย เป็นคนที่เขาไม่ให้ความชัดเจน 

    และสุดท้าย ถ้ามัวแต่แอบอย่างนี้ต่อไป จุดจบของมันก็ไม่ได้ต่างไปจากการเป็น The Rule เลย 

    แต่ก็บอกไว้ก่อนว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้จบแบบ Bad Ending และเรามองว่ามันเป็น Good Ending เป็นตอนจบที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลดีในเชิงของความจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ 

    ส่วนตัวเรา 
    พอได้มองย้อนดูแล้วก็คิดว่าตอนจบของความสัมพันธ์ระหว่างเราและเขาที่มันคลุมเครืออยู่นี้ ก็คงจะสมเหตุสมผลอยู่แหละมั้ง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการกระทำของผู้กระทำทั้งนั้น ทุกการตัดสินใจนำไปสู่ผลลัพธ์ในรูปแบบของมัน และถ้าได้เลือกแล้ว ก็จงคิดว่าได้เลือกแล้ว ผลที่เกิดมาจากสิ่งที่เราทำนั่นแหละ



    แด่คุณ
    The Exception และ The Rule ของเรา.





    p.s. หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักเรื่องหนึ่งที่อยากแนะนำให้ได้ดู ถ้าดูแล้วอาจจะมีความเห็นที่ต่างไปจากเราก็ได้ และมันไม่ได้มีแค่เรื่องราวของ Gigi กับ Alex แต่มีเรื่องของตัวละครอื่นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เป็นหนังรักสำหรับผู้ใหญ่วัยทำงานในอีกแง่หนึ่งที่ทำให้ได้ทบทวนชีวิตรักที่ผ่านมาของตัวเองได้ดีเลย


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in