from the desert, with loveployapha.j
กุ๊กกิ๊กชิคาโก - เดอะบีนส์ พิซซ่า และคาเฟ่ฮอปปิ้ง
  • 11 August 2018






    และก็เป็นอีกครั้งที่เราทำไฟล์ทไปอเมริกาอีกแล้ว (ของอีกแล้ว และอีกแล้ว พอเถอะ หยุดให้ฉันบินไฟล์ทยาวๆเสียที) ช่วงนี้เราบินทุกเดือนเลยเนื่องจากตอนนี้ทางบริษัทกำลังขาดลูกเรืออย่างหนักหน่วงค่ะ คนลาออกรัวๆ คนที่มีวีซ่าไปอเมริกาก็มีอยู่น้อยนิด ก็ต้องเป็นลูกเรือหน้าเดิมๆที่รับหน้าที่บินยาว บินไกล บินไปเซิ้งไปอย่างเรานี่แหละนะ เมื่อเดือนที่แล้วก็ต้องบินไปวอชิงตันค่ะ แต่เราชิงคอลซิกลาป่วยไปก่อนเพราะร่างกายไม่ไหวแล้ว ให้ไปบินนอนอาบรังสีคอสมิกตอนช่วงที่ผ่านขั้วโลกเหนือก็ไม่เอาแล้วเด้อ พักก่อน สังขารไม่เอื้ออำนวยอีกต่อไป ฮือ




    พอมาเดือนนี้ที่เห็น ORD - Chicago O'hare International Airport อยู่ในตารางบินก็แอบถอนหายใจหนึ่งเฮือกว่ายูเอสอีกแล้วหรอวะ แต่ แต่ แต่ ชิคาโกเป็นหนึ่งในเมืองที่เราอยากไปค่ะ ด้วยเหตุที่ว่าเคยดูหนังเรื่อง Source Code ที่พี่ Jake Gyllenhaal เล่นเป็นพระเอก (ฉันรักเขา♡) แล้วเรื่องราวมันเกิดขึ้นในเมืองนี้เลยอยากจะเห็นเป็นบุญตาสักครั้งหนึ่งนะเออ




    ตามไปดูตัวอย่างได้นะจ๊ะ >> จิ้ม <<
    ใครไม่เคยดูก็ไปหามาดูนะ สนุกมาก เราชอบบบบ
    (และรักสีและแววตาของพี่เจคมากเหลือเกิน)











    ไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทที่บินด้วยเครื่อง B777 ที่เรารักค่ะ แต่ตอนนี้เริ่มชักจะชังขึ้นมาตะหงิดๆนิดนึงแล้วด้วยเหตุที่กล่าวไปเมื่อย่อหน้าที่แล้วว่าตอนนี้ลูกเรือขาดมากๆ ทำให้ต้องลดจำนวนลูกเรือลงโดยการถอดเอาตำแหน่ง R5A ที่ทำงานในแกลลี่หน้าในอีโคออกไป จากที่มีลูกเรือ 7 คนก็เหลือ 6 ซึ่งมันกระทบกับการทำเซอร์วิสและโหลดงานโดยรวมมากๆ โดยเฉพาะไฟล์ทยาวที่มี 3 เซอร์วิส (และผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่มาจากชมพูทวีป ผู้ไม่เคยรออะไรได้นาน ผู้ต้องการทุกอย่างในเวลาเดียวกัน) ก็มีเจอคอมเพลนบ้างว่าทำไมชักช้า หิวแล้ว รอนานแล้ว ไม่โอเค คนนู้นจะเปลี่ยนช้อยส์อาหาร คนนี้จะเอานู่น เอานั่น เอานี่ เอาโน่น เอาทุกอย่าง แบบ if they can tear any part of the aircraft and eat, they will. เหมือนทำไฟล์ทเดลี บอมเบย์ 14 ชั่วโมงค่ะ หนักหน่วงเหลือเกิน เดินจนขาขวิด ทำงานไม่พัก คอลเบลดังเกือบตลอดเวลา













    เอาเป็นว่าเราเอาชีวิตรอดบนไฟล์ท 14 ชั่วโมงมาได้แบบอ่อนระโหยโรยแรงเหลือเกิน ถึงโรงแรมปุ๊บก็เปลี่ยนชุดออกไปกินข้าวที่ห้างใกล้ๆ แล้วก็กลับมานอน นับเวลาไปมาก็พบว่านี่ข้าพเจ้าลืมตาตื่นและใช้ชีวิต ทำงานทำการ ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาครบ 25 ชั่วโมงแล้วเด้อ (ตอนไปพักเบรกใน CRC เรานอนไม่หลับเพราะโดนเบรกแรก ฮือ สะเทือนใจมากจ้า)
















  • เช้าวันต่อมาเราฟื้นคืนจากความตายด้วยอาการมึนๆอึนๆเพราะร่างกายยังปรับเวลาไม่ได้ Biological Clock ถูกทำลายยับเยิน มีสติพูดคุยโต้ตอบกับมนุษย์รอบข้างได้ก็เมื่อได้รับคาเฟอีนจากร้านกาแฟใต้โรงแรมเข้าร่างเลยพอจะใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าได้ตามปกติ






    ในไฟล์ทนี้เรามี ครีม เจ้าของเพจ Flywithcream แอร์พาเที่ยว แอร์รีวิว ยืนหยัดร่วมต่อสู้เอาชีวิตรอดจากไฟล์ทด้วยกันมา และครีมเคยมาเที่ยวชิคาโกแล้วก็เลยทำหน้าที่เป็นไกด์ทัวร์พา Chicago 1st timer อย่างเราเข้าเมืองไปเที่ยวจ้า (ตามไปอ่านเพจของครีมได้ สาระเรื่องแอร์มากมี รีวิวมากมาย มีคลิปสอนแต่งหน้าหลายแบบหลากสไตล์ด้วยจ้า -- คือมีสาระมากกว่าด้วยรักจากทะเลทรายมากถึงมากที่สุด จนรู้สึกผิดบาปเพราะวันๆเอาแต่บ่นขิงบ่นข่าไปเรื่อยเจื้อย ฮา)











    ซื้อบัตร One Day Pass ราคา 10 ดอลล่าร์
    ใช้ได้ทั้งรถไฟและรถเมล์นะเออ สะดวกมาก














    ระหว่างทางก็นั่งเม้ามอยกุ๊งกิ๊งนุ้งนิ้งกันมาเรื่อยๆจนถึงสถานี Washington ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่ใจกลางเมืองชิคาโกจ้ะ เดินนิดเดียวก็ถึง Millenium Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยแลนมาร์คประจำเมืองมากมาย รวมไปถึง Cloud Gate หรือ The Bean อีกด้วย!





    ตรงนี้ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเดินเข้า Central Park ใน NYC เลย











    Cloud Gate / The Bean

    - The iconic symbol of Chicago -











    ทาด๊า!













    ความรู้สึกแรกที่เห็น Cloud Gate คือเยสสสสสสส
    ในที่สุดก็ได้เห็นซีนเดียวกันกับพระเอกแล้วว้อย
    ได้เอามือไปแตะของจริงแล้วโว้ย
    ได้เดินลอดข้างใต้และไปยืนในจุดที่พระเอกยืนแล้ว


    กรี๊ดดดดดด
    (อยู่ในใจ)











    อะ มาจะกล่าวบทไปถึง Cloud Gate หรือที่เรียกกันในชื่อเล่นว่า The Bean ตามรูปทรงของมันที่คล้ายเม็ดถั่ว ประติมากรรมกลางแจ้งนี้เป็นหนึ่งใน Installation Art (ศิลปะจัดวาง - แต่ข้าพเจ้าคิดว่ามันตั้งอยู่นอกอาคารอะ มันเป็น Land Art แต่เอาเหอ เขาว่าแบบนี้ก็ตามเขา) ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ศิลปินผู้ออกแบบคือคุณ Anish Kapoor ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสารปรอท (Liquid Mercury)















    Cloud Gate นี้สร้างจากเหล็กไร้สนิมจำนวน 168 แผ่นที่ตัดด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วก็นำมาประกอบกันให้เป็นรูปร่างซึ่งมีลักษณะโค้งเป็นเหมือนซุ้ม มีช่องลอดให้คนเดินผ่านไปผ่านมาได้ เลยเรียกว่า Gate


    ทีนี้จะเรียกว่า Gate อะไรดีหว่าก็ปรากฎว่าด้วยผิวของเหล็กที่มันแวววาวสะท้อนแสงแดด ตึกโดยรอบ และ Chicago's Skyline เลยเรียกว่า Cloud Gate นั่นเอง










    จุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้เขาเรียกว่า omphalos
    เป็นภาษากรีกแปลว่าสะดือ คือเป็นสะดือของน้องถั่ว
    เป็นส่วนตรงกลางข้างใต้ที่เว้าเข้าไปลึกที่สุด จะได้ภาพสะท้อนแปลกตากว่าจุดอื่นๆ













    หลังจากแหวกดงมนุษย์ หาจุดถ่ายภาพเช็คอินลงไอจีเก๋ๆแล้วเราก็เดินหลบฝูงชนมาที่ลานน้ำพุ Wrigley Square ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากแถวนั้น คือใน Millenium Park เนี่ยมันมีจุดอื่นๆที่น่าสนใจมากมาย แต่หิวแล้ว เลยจะเดินไปหาของกินนั่นเอง











    คืออยู่ระหว่างทางไปร้านอาหาร เลยขอแวะชักภาพเล็กน้อย























































  • Chicago-style Deep-dish Pizza

    "นิวยอร์คเกอร์เขาก็มีพิซซ่าของเขา เราก็มีพิซซ่าของเราเช่นกัน"
    - ชาวเมืองชิคาโกไม่ได้กล่าวไว้ -










    ครีมพาเราเดินต๊อกแต๊กมาหนึ่งช่วงตึกก็มาป๊ะกับร้านพิซซ่านามว่า Giordanos ที่คนนั่งเต๊มมมมมมไปหมดทั้งร้าน โชคดีที่มีโต๊ะว่างด้านนอกสำหรับสองที่พอดิบพอดี๊ เราเลยเสียบตัวเข้าไปได้ ไม่ต้องยืนเมื่อยคอยรอต่อคิว













    ร้านนี้เป็นร้านพิซซ่าแฟรนไชน์ที่มีขายอยู่ทั่วไปนั่นแหละ ก็เหมือนๆกับพิซซ่าฮัทและโดมิโน แต่ แต่ แต่ คุณคะ ร้านเหล่านั้นมันร้านพิซซ่าธรรมด๊า ธรรมดาที่หากินได้ทั่วทุุกแห่งหนในอเมริกา ความพิเศษอยู่ที่ร้านนี้เขาขายพิซซ่าตำรับชิคาโกเว้ยเฮ้ยยยยย




    ชิคาโกพิซซ่านั้นมีนามว่า Deep dish มีความแตกต่างจากพิซซ่าปกติคือตัวแป้งค่ะ แป้งของเขาจะมีขอบสูงเหมือนเป็นจาน ทำให้มีพื้นที่ในการใส่ชีสสสสสสและซอสมะเขือเทศ รวมถึงเครื่องหน้าพิซซ่าได้เยอะกว่าพิซซ่าปกติทั่วไป โอ้โห ไปให้สุดแล้วหยุดที่คอเรสเตอร์รอลอุดหลอดเลือดโดยแท้ แต่ถามว่ากินไหม ตอบได้คำเดียวเลยว่า กินนนนนนนนนน!!










    Angry Orchard Apple Cider
    กรุบกริบเล็กน้อยแบบไม่แคร์อาการเจ็ทแลคแต่อย่างใด










    และนี่คือหน้าตาของ Deep dish pizza ของดีชิคาโกเจ้าค่าาาา





    สังเกตขอบพิซซ่าที่สูงกว่าปกติ
    แผ่นแป้งตรงฐานบางกรอบ ชีสแน่นมากจนล้นนนนน

    อร่อยมาก คุณพระ!
    ถ้ามาต้องไปลองนะเออ











    หลังจากอิ่มหนำสำราญ ฟาดพิซซ่าพร้อมกับบัฟฟาโลว์วิงส์จิ้มน้ำสลัดบลูชีสเยอะๆเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเดินเล่นอ้อยอิ่งบนถนน State Street ที่เป็นย่านช้อปปิ้งใจกลางเมืองค่ะ

















































    เราเดินมาเรื่อยๆจนถึง Chicago Riverwalk  ซึ่งเป็นทางเดินและทางจักรยานเลียบริมน้ำและสวนสาธารณะ มีบริการเรือล่องชมวิวมากมาย อย่างเจ้านี้เป็นของ Chicago Architecture Foundation จ้ะ ซึ่งเขาทำดีมากๆ เป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียวที่ใช้ประโยชน์ได้จริง (ทำให้นึกถึงโครงการทางเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ภาคประชาชนค้านแล้วค้านอีก แต่รัฐก็ยังดื้อที่จะทำต่อ คือมันไม่เวิร์คอะ มันไม่ใช่ สะเทือนใจจัง)




































    คุณพี่คนนี้เขารับแต่งกลอนจ้า แค่บอกหัวข้อมา
    เขาก็คิดๆ พิมพ์ๆ เสร็จปุ๊บเราก็จ่ายเงินปั๊บ
    เก๋ไก๋มาก



















    Vietnam Memorial
    อนุสรณ์ระลึกถึงนายทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนาม


    สงครามที่คนเวียดนามเรียกว่า สงครามอเมริกา
    (ไปหาอ่านเพิ่มเติมได้นะเออ ขอไม่เล่าในนี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวจะยาว)

















    ปิดท้ายการเดินเล่นในย่านนี้ด้วย Chicago Theatre จ้า


















  • Bucktown

    - One of the Chicago's trendiest neighborhoods -






    เราเดินกลับไปที่สถานี Washington และนั่งรถไฟมาที่สถานี Damen เพื่อแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนย่าน Bucktown สุดฮิปที่เต็มไปด้วยคาเฟ่เก๋ๆ ร้านหนังสือน่ารัก และร้านขายของคูลๆมากมาย







    รถไฟใต้ดิน-บนดินที่นี่ไม่น่ากลัว ไม่เหม็น สะอาดแจ่มใส
    ไม่เหมือนใน DTLA ที่เคยพานพบ ฮือ

















    ตึกแถวนี้สูงไม่เกินสี่ชั้น โดยมาก็เป็นอิฐๆแบบนี้แหละ น่ารัก



















    คนขี่จักรยานก็เยอะอยู่พอควร















    เนี่ย น่ารักกกกกกก











    Cafe Hopping in Bucktown, Chicago



    อย่างที่บอกไปว่าย่านนี้มันคูลมาก มีร้านกาแฟคอนเส็ปแน่นเยอะแยะเต็มไปหม๊ด เราผู้ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยเอาตัวไปสิงอยู่ตามร้านต่างๆนี่แหละ จิบกาแฟ เม้ามอย ชมนกชมไม้ไปเรื่อยเจื้อย




    เริ่มจากร้านแรกที่เราเดินดิ่งเข้าไปคือ TOMS Chicago Cafe ซึ่งเป็นร้านขายรองเท้า TOMS นั่นแหละ แต่เขาทำเป็นคาเฟ่ด้วยเว้ย เสียดายที่เราไม่ได้ถ่ายรูปไว้เพราะมัวแต่ลองรองเท้าจ้า











    เราเชื่อเสมอว่าในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภคสินค้า เงินที่เราจับจ่ายใช้สอยออกไปนั้นสามารถกำหนดทิศทางของตลาดและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ และนี่คือสาเหตุว่าทำไมรองเท้า TOMS ถึงเป็นรองเท้าในดวงใจของเราค่ะ


    นอกจากดีไซน์ที่น่ารักและสวมใส่สบาย เดินเหินได้ไม่เมื่อยเท้า แถมยังมีรองเท้าบางรุ่นที่เป็น Vegan คือไม่มีส่วนประกอบใดๆที่มาจากสัตว์เลย เขายังมีโครงการ One For One - With every product you purchase, TOMS will help a person in need.  โดยเริ่มจากรองเท้าเป็นอันดับแรกค่ะ โดยถ้าเราซื้อรองเท้าหนึ่งคู่ ทางแบรนด์ก็จะบริจาครองเท้าหนึ่งคู่ให้กับผู้ที่ต้องการ


    ไปๆมาๆสินค้าของ TOMS ก็แตกไลน์ออกไปเรื่อย เช่น แว่นตากันแดด ที่เมื่อเราซื้อปุ๊บ เขาก็จะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่มีปัญหาทางสายตา ไม่ว่าจะเป็นการตัดแว่นให้ การผ่าตัดดวงตา ตลอดจนการรักษาโรคที่เกี่ยวกับสายตาอีกด้วย






    แล้วมันเกี่ยวกับร้านกาแฟยังไง?
    ดูแล้วเห็นไม่เกี่ยวกับ Cafe Hopping เลยนี่นา






    เกี่ยวสิคะ เพราะคาเฟ่ของ TOMS นั้นคือ Community Outspot ที่รณรงค์เกี่ยวกับโครงการต่างๆไง และทางแบรนด์เขาก็โดดมาทำกาแฟด้วยนะเออ มีแบรนด์เป็นของตัวเองชื่อ TOMS Roasting Co. ซึ่งมาในแนวคิด Coffee for you - Water for all ที่สนับสนุนองค์กร Water For People ที่ช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องน้ำสะอาดใน 7 ประเทศในทวีปแอฟริกา





    และล่าสุดเขาก็เพิ่มสินค้าประเภทกระเป๋าที่ซัพพอร์ตโครงการเกี่ยวกับการทำคลอดอย่างปลอดภัยและการ Bully อีกด้วยจ้า คือมันดีอะ สินค้าเขาก็ดี แถมยังได้ช่วยเหลือสังคมอีก รักมากกกกก ชอบ ชอบมากกกกกกก รู้สึกว่าเงินที่เสียไปมันหมุนกลับมาให้อะไรดีๆแก่สังคมอะ











    เมื่อเสียทรัพย์เรียบร้อยแล้ว เราก็ไปนั่งจิบกาแฟชิวๆรับลมที่ร้าน Fairgrounds - Craft Coffee & Tea ที่มีเมนูกาแฟและชาให้เลือกเยอะมากกกกกกกกกกจนตาลาย





    เรานั่งกันด้านนอกเพราะอากาศดี๊ดีจ้ะ
    (จริงๆแล้วคือข้างในคนเต็มมาก ไม่มีโต๊ะแล้วเด้อ)
















    บรรยากาศภายในร้านช่างอบอุ่นละมุนละไมยิ่ง





























    หน้าตาของเมนู คอกาแฟต้องตื่นเต้นอะ น่าลองไปหม๊ด
















    หน้าตาเหมือนเบียร์​แต่ไม่ใช่นะ
    นี่คือ Rishi Sparking Tea ต่างหาก
    พี่ครีมสั่ง อร่อยดี เป็นรสเบอร์รี่สดชื่นดีต่อใจ

    ส่วนเราสั่ง Matcha Latte เหมือนเดิม
    แต่ใส่ในแก้ว KeepCup ที่เป็นแก้วกาแฟส่วนตัวเลยไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วยจ้า
    (ลดการใช้พลาสติกและสร้างขยะไง! #lesswasteforwhale ยูโน้วววว)
    (กดไปดูได้ว่าหน้าตาเป็นยังไง มีคอเล็กชั่นสตาร์วอร์ด้วย น่ารักมาก อยากได้!)



















    ห้องน้ำยังน่ารักกุ๊กกิ๊กอะ สติกเกอร์เต็มไปหม๊ด



















  • นั่งรับลม ชมวิว ส่องหนุ่มที่เดินไปมาจนพอใจก็ได้เวลาเคลื่อนย้ายมวลสารไปเดินเล่นรอบๆอีกครั้งหนึ่ง






    ชอบมาก ประทับใจ!


































    ร้านหนังสือ ดูดวง เสื้อผ้าวินเทจ คาเฟ่ บาร์ ร้านอาหาร มีครบ



































    และหากคุณเป็นคนรักการอ่าน เป็นหนอนหนังสือตัวยงที่รักในการฝังตัวเองอยู่ในเก้าอี้นวมตัวโปรด จิบช็อกโกแลตอุ่นๆ และอ่านหนังสือละก็ ห้ามพลาดร้าน Volums Bookcafe เด็ดขาด!













    ร้านหนังสืออิสระ+คาเฟ่แห่งนี้รวบรวมหนังสือจากสำนักพิมพ์เล็กๆของอเมริกาไว้ ตลอดจนหนังสือมือสองสภาพดีจำนวนมาก และยังขายของเล็กๆกุ๊กกิ๊กน่ารัก เช่น ถุงผ้า และที่คั่นหนังสืออีกด้วย














    นอกจากนี้ยังเป็นโฮสต์จัดกิจกรรมต่างๆมากมาย เช่น งานเสวนาเกี่ยวกับหนังสือหัวข้อต่างๆ เล่นบอร์ดเกม รวมไปถึงกิจกรรมอ่านหนังสือนิทานให้เด็กๆฟัง น่ารักมากกกกกกกกกกกก








    กาแฟงั้นๆ ไม่ว้าวววววววเท่าไร
    (เพราะร้านที่แล้วว้าวมากๆไปแล้วไง)
    แนะนำเมนูช็อกโกแลตหรือชาดีกว่าจ้ะ




























    และมุมตรงนี้น่าสนใจมาก เป็น Blind date with a book คือเราไม่รู้ว่าหนังสือที่เขาห่อปกไว้จะเป็นหนังสืออะไร อ่านได้แต่คำโปรยที่เขียนไว้ด้านหน้าเท่านั้น ราคาอยู่ที่เล่มละ 3 ดอลล่าร์​ เงินที่ได้จะเอาไปสนับสนุนห้องสมุดของโรงเรียนในพื้นที่ชุมชนจ้า





    และเราก็เลือกเล่มนี้มา
















    ผ่ามผ๊ามมมมมม
    แกะออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ค่า









    ยังไม่ได้อ่านนะเออ
    ถ้าดีเดี๋ยวบอกต่อและให้ยืม อิอิ














    ปิดท้ายกันกับอาหารเย็นที่ร้าน The Goddess and Grocer ซึ่งเป็นร้านคล้ายๆกับซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อมที่ขายอาหารง่ายๆ เช่น ซุป แซนด์วิช สลัดผัก ชีส ไปจนถึงน่องไก่บาบีคิว ซี่โครงเนื้ออบ





































    ได้สลัดเต้าหู้เวียดนามมาหนึ่งที ราดซอสศรีราชาเยอะๆ
    (หลีกเลี่ยงบรรจุภัณฑ์พลาสติกไม่ได้ เสียใจ)

    ส่วนไวน์นั่นไม่ใช่ของเรานะเออ ของครีมค่ะ :D


















    Rooftop x Golden Hour
    ชิวมาก ดีงาม รักบรรยากาศแบบนี้ อากาศแบบนี้

















    เดินกลับไปขึ้นรถไฟละเด้อ
    อยากลองโดนัทมากเลยแต่อิ่มมาก ไม่ไหวแล้วจ้า































    จบแล้วจ้ะ

    สำหรับการมาเยือนชิคาโกที่สุดแสนจะกุ๊กกิ๊กเป็นครั้งแรก
    ได้ไปตามรอยหนังที่ชอบ (แม้จะเป็นซีนเดียวตอนจบก็ตาม)
    ลองชิมพิซซ่าที่อร่อยล้ำ
    และนั่งเล่น จิบกาแฟ ชมวิวแบบสบายๆในวันที่อากาศดี



    :)




    สุดท้ายนี้ขอขอบคุณครีม
    ที่เดินเล่นต๊อกแต๊กกับเราตลอดทริปนะค้า


    หากต้องการความรู้เรื่องการฝึกภาษาและการสมัครแอร์
    ไปตามกดไลค์ กดสับตะไคร้ดูยูทูปของครีมด้วย

    สาระมีอยู่จริงที่แท้นะเออ
    (ที่เพจดิฉันไม่สามารถให้คุณได้จริงๆค่ะ ฮือ)
















    แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้า
    จะพาไปเดินเล่นในมุมไหนของโลก

    โปรดติดตามและฝากไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของผู้อ่านทุกท่านเช่นเคยนะจ๊ะ















    ด้วยรัก... จากใครไม่โก้
    ชิคาโกโกโกโกโก







    ♡♡♡♡♡♡♡♡♡♡











    ตามไปพูดคุยกุ๊กกิ๊กกันต่อได้ที่
    #ด้วยรักจากทะเลทราย
    #withlovefromthedesert





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in