ศิลปะของความผิดหวังSALMONBOOKS
01 สิ่งประดิษฐ์น่าผิดหวัง: ภาพแทนของความรักที่ไม่เป็นอย่างใจ




  •           ‘ศิลปะของความผิดหวัง แบ่งออกเป็นสองซีกด้าน เหมือนคนละฟากกำแพง คือเป็นศิลปะของ

    ผู้สร้าง และศิลปะของ ผู้รับรู้ ที่อาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

              สำหรับ ผู้สร้าง เขาแทบไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่าตัวเองกำลังทำศิลปะ เพราะมันอาจหมายถึงการ

    กระทำธรรมดา การพูดคุย และการแสดงออกทั่วไปที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องผิดหวัง เขาอาจเสียใจหรือผิดหวัง

    กับตัวเอง แต่เขาจะไม่ทันเฉลียวใจว่าทั้งหมดนี้คือชิ้นงานศิลปะ และเขาได้กลายเป็นศิลปินแห่งความ

    ผิดหวัง

              หากในกรณีของ ผู้รับรู้ ที่อีกนัยคือผู้ประสบกับความผิดหวัง เขาย่อมเป็นมากกว่าผู้ชม เพราะ

    ได้รับผลกระทบโดยตรงผ่านความเจ็บปวดเศร้าสร้อยโกรธเกรี้ยวจากความผิดหวังที่ ผู้สร้าง หยิบยื่นให้

    เขาอาจไม่ทันได้รู้สึกถึงความเป็นศิลปะของมันแต่หากวันหนึ่งตระหนักได้ เขาก็จะรู้ว่าตนเองได้

    ย่างก้าวเข้าสู่โลกแห่งศิลปะที่มีความผิดหวังเป็นสื่อกลาง แม้เขาจะยังคงต้องเจ็บปวดเศร้าสร้อย

    และโกรธเกรี้ยวไม่ต่างไปจากเดิม


    สิ่งประดิษฐ์น่าผิดหวัง

              อดีตคนรักของชายคนหนึ่งกล่าวว่าสมองของเธอเหมือนเครื่องบันทึกเทป เมื่อเริ่มต้นความรักครั้งใหม่เธอจะบันทึกลงไปบนความรักครั้งเก่า ซึ่งเขาได้นำคำนี้มาพูดกับเธออีกครั้งภายหลังสิ้นสุด

    ความสัมพันธ์ว่า เรารู้ว่าทุกอย่างจบลงแล้ว ดังนั้นขอให้เราบันทึกมิตรภาพหนใหม่ทับลงไปบนความสัมพันธ์ครั้งก่อนเก่า

              ผมเล่าเรื่องนี้ทำไม?

              เพราะเครื่องบันทึกเทปที่พวกเขาอ้างถึงกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่คนถัดจากปัจจุบันไปอาจไม่รู้จักเป็นเพียงประดิษฐกรรมที่ถูกหลงลืมเช่นเดียวกับกระบอกขี้ผึ้งบันทึกเสียง (cylinder record)หรือเทป

    นากรา (Nagra) ที่ว่ากันว่าสามารถอัดทับได้นับพันนับหมื่นครั้ง

              การถูกลืมในโลกแห่งประวัติศาสตร์แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาที่น่าเศร้า ทว่าการไม่มีตัวตนให้จดจำหรือไม่เคยถูกรับรู้ว่ามีอยู่อาจน่าสลดหดหู่ แลดูสิ้นหวังยิ่งกว่า

              เป็นเวลาหลายร้อยปีที่การประดิษฐ์คิดค้นจำนวนมากบนโลกใบนี้ไปไม่ถึงฝั่งฝันและกลายเป็นเพียงความสร้างสรรค์ที่ล้มเหลว หรือเป็น สิ่งประดิษฐ์น่าผิดหวัง อันเกิดจากจินตนาการแปลกล้ำที่ไม่สามารถกลายเป็นจริงได้ เรารู้ดีว่าหนึ่งความสำเร็จมักต้องแลกมาด้วยความล้มเหลวนับร้อยพัน ดังคติ
    ที่ว่า 
    เคยลอง เคยล้ม ไม่เป็นไรลองใหม่ล้มใหม่ ล้มได้ดีกว่า*

              แต่สำหรับบางคนแล้วการหกล้มไม่ได้ทำให้พวกเขาล้มดีขึ้นซ้ำร้ายยังล้มได้ย่ำแย่ลงไปอีก





    * “Ever tried. Ever failed. No matter. Try Again. Fail again. Fail better.” เป็นถ้อยคำจากกวีร้อยแก้ว Worstward Ho! (1983) ของซามูเอล เบ็กเก็ตต์ (Samuel Beckett) นักเขียนบทละครชาวไอร์แลนด์ผู้โด่งดัง





  • เราถูกสร้างมาเพื่อสร้าง

              ย้อนกลับไปยังยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 วิทยาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผนวกกำลังกับ
    การขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เน้นกระแสการแข่งขันได้ผลักดันให้เกิดประดิษฐกรรมขึ้นมามากมายเครื่องจักรไอน้ำ รถไฟ ฟิล์มถ่ายรูป และภาพยนตร์ล้วนถือกำเนิดขึ้นในห้วงเวลาที่นักประวัติศาสตร์โดยมากขนานนามว่า ยุควิคตอเรีย (Victoria Era) ซึ่งด้านหนึ่งได้ก่อให้เกิดจารีตแบบแผนในชีวิตแต่งงานการแต่งกายแบบมิดชิดปิดคลุม การหุ้มห่อขาโต๊ะเก้าอี้ด้วยผ้า การพูดเรื่องเพศด้วยภาษาซ่อนนัย จนถูกมองว่าเป็นยุคสมัยแห่งการเก็บกดปิดกั้นกามารมณ์ และนักประวัติศาสตร์ไทยบางคนเชื่อว่า ระบบคิดดังกล่าวถูกส่งทอดผ่านชนชั้นนำมาสู่สังคมไทยและยังคงแผ่อิทธิพลสืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันผ่านระบบการศึกษา
             อย่างไรก็ตาม ยุคที่ได้ชื่อว่าอนุรักษ์นิยมนี้เองที่การเมืองมีความก้าวหน้า ระบบเศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด การแปลงเปลี่ยนสิ่งประดิษฐ์ให้เป็นสินค้าเพื่อมวลชนคือหนทางไปสู่ความมั่งคั่งร่ำรวย
    นักประดิษฐ์คนไหนทำได้ก็จะกลายเป็นมหาเศรษฐีชนิดชั่วข้ามคืน
            โธมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) นับเป็นบุคคลต้นแบบแห่งยุคดังกล่าว แม้ความเป็นจริงเขาจะถูกนักประดิษฐ์หลายคนตราหน้าว่าเป็นพวกร้อยเล่ห์และนักขโมยเครดิต อย่างกรณีหลอดไฟ
    ที่เป็นผลงานของนักประดิษฐ์มากกว่าหนึ่งคน ดังที่เออร์เนสต์ ฟรีเบิร์ก(Ernest Freeberg) ได้เล่าไว้ใน The Age of Edison: Electric Lightand the Invention of Modern America แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับ
    ฌ็อง-ลุก โกดาร์ด (Jean-Luc Godard) ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับตำนานที่ยังมีลมหายใจ เขายกย่องให้
    เอดิสันเป็นหนึ่งในผู้ให้กำเนิดภาพยนตร์ก่อนหน้าพี่น้องลูมิแยร์ (Lumière Brother) ที่ทั้งโลกยกย่องให้เป็นบิดาแห่งวงการภาพยนตร์
           
             ช่วงก่อนสิ้นสุดศตวรรษทีิ่ 19 ความคิดที่ว่า คนเรานั้นสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ด้วยสองมือ ถือว่าแพร่หลายอย่างมาก โดยผู้ที่ทำให้หลักคิดดังกล่าวกระจายออกไปได้อย่างรวดเร็วก็คือ ซามูเอล 
    สไมล์ส (Samuel Smiles) บิดาแห่งหนังสือฮาวทูชื่อดังชาวอังกฤษ
             หนังสือเรื่อง Self-Help (1859) ของเขาถือว่าให้อิทธิพลต่อคนจำนวนมากในเวลานั้น โดยเฉพาะวรรคทองที่เหมือนจงใจเขียนมอบให้นักประดิษฐ์ทั้งหลายว่า “เราค้นพบว่า อะไรก็ตามที่ควรทำนั้น
    มักมาจากการได้รู้ว่าอะไรที่เราไม่ควรทำ และมันเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าคนที่ไม่เคยทำอะไรพลั้งพลาดนั้น เขาย่อมไม่มีวันได้ค้นพบอะไร”
             การแข่งขันประดิษฐ์สิ่งต่างๆ จึงเกิดขึ้นมากมาย และเป็นเช่นนี้เรื่อยไปแม้ล่วงเลยมาสู่ศตวรรษที่ 20 อย่างฟรันซ์ ไรเชลต์ (Franz Reichelt) นักประดิษฐ์ชาวออสเตรียผู้ล้มเหลวระดับตำนาน ก็นับได้ว่า
    เป็นบุคคลหนึ่งที่พยายามคิดค้นร่มชูชีพในแบบฉบับของตัวเอง และปรากฏว่าโลกก็จดจำเขาได้ไม่มีวันลืมในฐานะของชายในชุดประหลาดผู้กระโดดลงมาจากหอไอเฟลจนเสียชีวิต
             คำถามหนึ่งซึ่งเกิดตามมาโดยอัตโนมัติก็คือถ้าสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เหล่านี้ล้มเหลว หรือแทบไม่เคยสร้างจริงแล้ว เราจะหาหลักฐานได้จากไหน?
             คำตอบจึงอยู่ที่สิ่งประดิษฐ์ทุกชนิดจะต้องมีการจัดทำแบบเพื่อจดสิทธิบัตร (patent) ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นถูกเก็บไว้ในสำนักทะเบียนเพื่องานออกแบบ (Design Registry) ที่ Somerset House ในลอนดอน ซึ่งปัจจุบันได้ถูกย้ายไปไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (The National Archives) เป็นที่เรียบร้อย

             จากหลักฐานชั้นต้นนี้เอง เราจึงได้เห็นว่ามีสิ่งประดิษฐ์รูปร่างหน้าตาประหลาดจำนวนมากที่นักประดิษฐ์ผู้ดำเนินรอยตามคำคมของสไมล์สได้ส่งมาจดสิทธิบัตร เช่น อุปกรณ์ปรุงอาหารทุกอย่างให้สุก
    ในคราวเดียวอันอาจเป็นต้นแบบของเตาไมโครเวฟในปัจจุบัน เครื่องถอดรองเท้าบูต ที่สุดท้ายแล้ว ไม่มีอะไรจะถอดรองเท้าได้ดีเท่ากับมือของเราเอง เพราะก็ชัดเจนว่าการใช้อุปกรณ์ถอดรองเท้าไม่ตอบโจทย์
    เท่าการออกแบบรองเท้าให้ถอดง่ายขึ้นด้วยการใช้ซิปหรือวัสดุยางยืดมาเป็นส่วนผสม รวมถึงอ่างประหยัดน้ำที่พอให้นั่งจ่อมตัวลงไป หรือกรรไกรส้อมที่ไม่รู้ว่านักประดิษฐ์คิดอะไรอยู่ตอนนั้น
             สิ่งประดิษฐ์จำนวนมากที่ถูกพบในสำนักทะเบียนเพื่องานออกแบบ แม้จะแลดูพิลึกพิลั่นน่าขบขัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ถือเป็นศิลปะของความผิดหวังที่แลดูน่าเศร้าด้วยเช่นกัน
             เปรียบไปก็เหมือนความนึกคิด ความฝัน กระทั่งความรักที่ไม่อาจเป็นจริง
             ในอีกทางหนึ่งเราอาจพูดได้ด้วยซ้ำไปว่า สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้คือภาพแทนของความรักโรแมนติกที่เริ่มต้นด้วยความพยายามเอาอกเอาใจ แต่สุดท้ายก็ต้องร้างรากันไป เพราะความไม่เข้าอกเข้าใจในกัน
    และกัน





    อ้างอิง
    • Samuel Beckett, Nohow On (London: John Calder, 1991)
    • Samuel Smiles, Self-Help (London: John Murray, 1908)
    •Julie Halls, Inventions that didn’t change the world (London:Thames &Hudson, 2014)





เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in