ฮ่องกงตรงไหนก็หว่อง06.07
Brew Note Coffee Roaster
  • ฉันเพิ่งมาดื่มกาแฟอย่างจริงๆจังๆก็เมื่อเกือบสิบปีมานี้ กาแฟที่ดื่มเป็นประจำคือ Espresso ขมร้อนๆ มีรสฟรุตตี้ๆแต่ไม่เปรี้ยวจัด มีความขมนวลอวลช็อคโกแล็ต คาราเมล แต่ไม่ขมจนเกินงาม และไม่เจือจางเหมือนน้ำกากกาแฟ นี่เป็นรสชาติกาแฟที่ชื่นชอบ ฉันไม่ใช่สเปเชียลลิสต์ในด้านกาแฟ แยกการ Process ของกาแฟไม่ออก  ใช้ Espresso machine ก็ไม่เป็น ดื่มเป็นอย่างเดียว แต่ก็แอบหงุดหงิดทุกครั้งที่สั่งอเมริกาโนในเมืองไทย แล้วได้กาแฟดำใส่น้ำเชื่อมหวานๆมาให้ บางร้านก็คงหวังดี กลัวกาแฟจะขมจัด เลยแอบเหยาะนมมาด้วยเบาๆ บางที่ก็ใจดีแถมน้ำแข็งให้ซะเยอะเชียว แต่เชื่อไหมว่าฉันไม่เคยเจอปัญหาดังกล่าวกับร้านกาแฟในฮ่องกงเลย สั่งร้านไหนก็ถูกใจเสมอ คนที่ชื่นชอบในการดื่มกาแฟอย่างฉันค้นพบว่า ฮ่องกงไม่ได้มีแค่อาหารอร่อย แต่มีร้านกาแฟดีๆเยอะไปหมด 

    Brew note coffee roaster เป็นร้าน Specialty coffee ที่จูยองอ้ปป้าแนะนำมาว่า 
    ”กาแฟร้านนี้ดีมากนะยู ดีงามไม่แพ้ร้านกาแฟในเมลเบิร์นเลย เป็นกาแฟแฮนด์ดริปที่ดีที่สุดในฮ่องกงเลย”
    อ้ปป้าผู้ซึ่งเคยเป็นเด็กเมลเบิร์นเก่า ปัจจุบันกลายเป็นผู้ใหญ่ฮ่องกง เริ่มผันตัวเป็นนักโฆษณา ถ้าพี่จะฮาร์ดเซลล์เบอร์นี้ น้องก็คงต้องลองหน่อยแล้ว
    บ่ายแก่ๆหลังจากที่คุยเรื่องงานกับบอสเสร็จและเอาของกลับมาเก็บที่อพาร์ตเมนต์แล้ว ฉันก็นั่งแทรมจาก Causeway bay ไป North point ที่ตั้งของร้านกาแฟ เพียงแค่สองป้ายแทรม แต่ต้องเปิด google map ช่วย เพราะร้านกาแฟไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่ ต้องข้ามถนนไปอีกฝั่ง เพื่อเข้าซอยไปอีกหน่อย โดยรวมแล้วซับซ้อนกำลังดี เป็นการเผาผลาญแคลอรี ก่อนจะไปเติมคาเฟอีนเข้าสู่ร่าง



    ในที่สุดกูเกิล แม็ปก็พาฉันมาถึงโดยพาไปอ้อมซอยถัดไปอีกสองซอยก่อนจะวนมาเจอร้าน เอาจริงๆถ้าเดินเลี้ยวซ้ายก็จะถึงร้านโดยที่ไม่ต้องไปอ้อมตรงไหนเลย ขำมากกว่าจะโมโห เอาเถอะ ถือว่าเดินออกกำลังก็ได้ ฉันมองผ่านกระจกใสเข้าไปในร้าน คนแน่นขนัดทำให้ร้านดูคับแคบและอึดอัด แต่เมื่อผลักประตูเข้าไปกลับรู้สึกอบอุ่น อบอุ่นแบบที่ฝรั่งเรียกว่า cozy นั่นแหละ กลิ่นกาแฟหอมฟุ้งไปทั่วร้าน เสียงบดเมล็ดกาแฟและเสียงเพลงขับคลอไปเบาๆ เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของผู้คนในภาษาที่ฉันแปลไม่ออก เป็นบรรยากาศร้านกาแฟที่ฉันชอบมาก ฉันเดินไปสั่งเอสเพรสโซร้อน บาริสต้าแนะนำว่าวันนี้ที่ร้านมีเมล็ดกาแฟพิเศษ Single origin มีตัว Moramora Yirgacheffe จากแหล่งปลูกเอธิโอเปีย มี Elida estate จากปานามา แต่ด้วยความที่ชื่นชอบกาแฟจากเอธิโอเปียเป็นทุนเดิม ฉันจึงไม่ลังเลที่จะเลือกเมล็ดโมรา โมรา เยอกาเชฟฟ์ มาลองชิม  เอกลักษณ์ของกาแฟจากเอธิโอเปียที่ฉันเคยดื่ม จะมีความหอมของดอกไม้ รสเปรี้ยวของผลไม้ มีบอดี้ที่เบา แต่มีมิติ มีรสซับซ้อนและโดดเด่น บางตัวถ้าได้บาริสต้าเข้าใจในศาสตร์และศิลป์ของกาแฟได้ดีแล้วสื่อออกมาได้อย่างครบถ้วนกระบวนความแล้ว เราจะสามารถรู้เลยว่าเป็นเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกไหน คั่วอย่างไร จริงๆฉันเองก็ไม่ได้เก่งพอที่จะรู้อะไรได้ลึกขนาดนั้นทั้งหมด  รู้แค่ว่าอันไหนอร่อยถูกปาก แบบไหนถึงเรียกว่ากาแฟดี ฉันใช้กาแฟรสขมเป็นตัววัด หากใครหยิบไปผสมกับน้ำตาลหรือนม ฉันก็อธิบายถึงความอร่อยไม่ได้แล้ว
    ฉันเลือกที่นั่งตรงหน้าบาร์กาแฟ เพื่อจะได้มองโชว์แฮนด์ดริปจากบาริสต้าวินเซนท์ได้ถนัด สักพักเอสเพรสโซร้อนก็ถูกนำมาเสิร์ฟตรงหน้าพร้อมกับ paper coaster บาริสต้าอีกคนอธิบายว่ากระดาษกลมๆสีฟ้าที่เสิร์ฟมาเป็นที่รองแก้วนี้ สามารถเขียนรสชาติของกาแฟที่เราดื่มเข้าไปว่ามี Aroma และ Texture, Acidity, Sweetness ยังไง Flavor และ After Taste เป็นแบบไหน พอเขียนเสร็จก็สามารถนำแผ่นนี้กลับบ้านเป็นที่ระลึกได้เลย ฉันไม่แน่ใจว่าใครเป็นเจ้าของไอเดียนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นจุดขายของร้านที่ดีมาก เพราะในความรู้สึกของฉันระหว่างที่จิบกาแฟแล้วค่อยๆกลืนลงคอ ก็จะวิเคราะห์รสชาติไว้ในใจเงียบๆ แล้วก็จะไม่ลืมรสนั้นและระลึกถึงความรู้สึกขณะดื่มอยู่เสมอ

    ฉันจิบน้ำเปล่าก่อนยกกาแฟขมร้อนในแก้วสีเดียวกับผนังร้านขึ้นจิบ โดยไม่ลืมที่จะสูดกลิ่นกาแฟที่หอมตลบอบอวลอยู่ตรงจมูก บอดี้ของกาแฟเบากว่าที่คิด ขมหอม ได้กลิ่นฟรุตตี้แบบเบอร์รีๆ เป็นความเปรี้ยวที่แทรกขึ้นมาเพียงนิดเดียว เอซิดิตี้ไม่เหมือนกับตัวเยอกาเชฟฟ์ที่เคยดื่มมา อาฟเตอร์เทสต์ได้รสขมแล้วก็เปลี่ยนเป็นหวานในปากในคอ  เมื่อจิบน้ำตาม รสหวานจะยิ่งชัด เป็นความหวานโดยที่ไม่ต้องเติมน้ำตาลลงไปแม้แต่น้อย นี่เป็นเสน่ห์ของรสชาติกาแฟอีกอย่างหนึ่งที่ฉันค่อนข้างชอบ จริงๆแล้วการจิบน้ำตามหลังจากดื่มกาแฟจะทำให้อาฟเตอร์เทสต์ รสชาติและความหอมหายไป แต่กาแฟที่ดื่มวันนี้ยังคงติดอยู่ในใจไม่ลืมจริงๆ ฉันไม่รู้ว่าควรจะเขียนรสชาติลงไปในกระดาษที่บาริสต้าให้มายังไง แต่เมื่อวินเซนท์เงยหน้าขึ้นมาเพื่อดูปฏิกิริยาหลังจากที่ดื่มกาแฟหมดของฉัน ฉันก็ได้แต่ส่งยิ้มไปและยกนิ้วโป้งให้ ไม่ได้โกรธอะไรนะ แต่จะบอกว่ามันเยี่ยมจริงๆ เขายิ้มและก้มศีรษะให้เล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปอยู่ในโลกกาแฟของเขาต่อ 

    บาริสต้าวินเซนท์ของเราดูคูลมากๆ เมื่ออยู่ท่ามกลางอุปกรณ์กาแฟแบบนี้ เขายกกาน้ำ (Pourover Kettle) อย่างนุ่มนวล ค่อยๆเทน้ำร้อนผ่านดริปเปอร์และฟิลเตอร์ (Coffee Dripper&Filter) หยดแล้ววนออก ช้าบ้าง เร็วบ้าง สลับกันไปโดย จังหวะที่น้ำค่อยๆหยดกลายเป็นกาแฟสีน้ำตาลทอง ดูคล้ายภาพสโลว์โมชัน โดยมีเสียงดนตรีแจ๊สในร้านเป็นแบ็คกราวน์ มีที่บดมือหมุน (Hand Grinder) วางข้างๆกับเครื่องบดและเครื่องชง ให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์อะไรสักอย่าง ดูเท่ไม่เบาเลย
    นอกจากจะมีกาแฟดีๆให้ลูกค้าเลือกแล้ว ที่ร้านยังมีเมนู Non coffee drinks มีเครื่องดื่ม Chocolate แบบ single origin จากแหล่งปลูก Ecuador, Peru และ Bolivia ให้เลือก รวมถึง Specialty tea ด้วย วัดจากสายตาแบบหยาบๆ จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่จะมาที่นี่เพื่อดื่มกาแฟ เกือบ 30% ข
    องลูกค้าในร้านไม่ใช่ชาวเอเชีย และฉันก็็เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่นั่งในร้านวันนี้ 

    ฉันเก็บกระดาษที่ยังไม่ได้เขียนอะไรลงไป สอดไว้ในหนังสือ เก็บหูฟังแบบอินเอียร์ที่ไม่ได้ใช้ลงในซองหนังเล็กๆ ยื่นถ้วยกาแฟที่ดื่มหมด ทิ้งคราบสีน้ำตาลจางๆไว้ที่ก้นถ้วยคืนบาริสต้า ชิดเก้าอี้ตรงบาร์ สำรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้งว่าไม่ได้ลืมอะไรไว้ และไม่มีเศษขยะให้ใครต้องเก็บ ก้มศีรษะบอกลาบาริสต้าที่หันมาสบตาพอดี เราต่างส่งยิ้มและกล่าวขอบคุณแก่กัน

    ตอนเย็นๆอากาศดี ฉันเลือกที่จะเดินกลับที่พักแทนการใช้รถรางเหมือนตอนขามา แวะซื้อของเพื่อเอาไปทำมื้อเย็น คนเรานี่ก็แปลกดี นอกจากอาหารสามมื้อที่เราทานเข้าไปแล้ว ก็ต้องดื่มกาแฟด้วย ที่เราดื่มกาแฟไม่ใช่เพื่อประทังความหิวหรือให้อิ่มท้อง นอกจากคาเฟอีนที่ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าแล้ว เราดื่มกาแฟเพื่อเสพรสและกลิ่น มีกาแฟให้ดื่มเวลานอนเอกเขนกอ่านหนังสือ หรือมีกาแฟอยู่ข้างๆเวลานั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เมื่อตื่นเช้ามาเจอวิวสวยๆ เราก็อยากจิบกาแฟ สะลึมสะลือหนักแค่ไหนได้กาแฟเข้าไปก็สดชื่น กาแฟกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต กาแฟทำให้ออกเดินทางมายังดินแดนที่ไม่เคยคุ้น อย่างที่ใครเคยบอก "บางครั้งแรงขับเคลื่อนในชีวิต ก็มาจากกาแฟเพียงถ้วยเดียว"


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in