เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
เรื่องราวจากการที่ผมได้หายตัวไปเจ็ดวันWatch Take
เรื่องราวจากการที่ผมได้หายตัวไปเจ็ดวัน (3)
  •      คืนนี้เป็นคืนแรกที่ได้หลับ อาจมีตื่นมาเปลี่ยนท่ากลับไปกลับมาบ้าง แต่ก็ยังได้หลับอยู่นะ และตื่นก่อนระฆังดัง และที่สำคัญ ค่อนข้างสดชื่น!
         คือมันก็แปลกว่าการที่เราพยายามรักษาศีล และพยายามลดความคิดของตัวเอง และรักษาให้อยู่ในสติทุกกิริยาอาการ มันทำให้เราสดชื่นได้ ทั้ง ๆ ที่จริงก็นอนไม่เยอะนะ โอเค เราเริ่มเห็นอานิสงส์บางอย่างละ เข้าใจและ ว่าการรู้แบบสักแต่ว่าอ่าน กับการปฏิบัติจริง มันช่างรับรู้ได้แตกต่างอะไรแบบนี้ กิจกรรมก็ดำเนินวนไป จนหลังจากพักช่วงเช้าเสร็จ วันนี้วัชรพงศ์ เตียมตัวมาดี เวลาเหลือเยอะ ออกไปก่อนเวลาเลย ซึ่งก็จะไม่แปลกเลยที่เราจะเจอคนมาก่อนเวลา ในใจเราก็คิดว่าเฮ้ย! ที่นี่เนี่ย ตั้งใจจริงกันมาก แต่ละคนที่มาก่อนมาถึงก็เดินจงกรมบ้าง นั่งสมาธิตามใต้ต้นไม้บ้าง ที่ศาลาทรายบ้าง ยืนสงบนิ่ง หน้าบ่อน้ำบ้าง นี่มันสังคมโยคีชัด ๆ ! (จากการสัมภาษณ์มารู้ทีหลังว่าบางท่านคิดเหมือนผมคือเวลาเหลือแล้วถ้าจะอยู่ในห้องนอนก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร...) ผมก็ลองๆ ดูบ้าง ลองเดินจงกรมดู เดินไปก็ระวังมดไป คือในตอนนั้นกลัวบาป (และต่อๆ ไปก็พัฒนาไปเป็นกลัวเจ็บ...) ก็ลองทั้งเดินเร็วบ้าง เดินช้าบ้าง จำได้ว่าวันแรกๆ ก็มีแหยงๆ เท้าบ้างเวลาเดินเท้าเปล่า แต่นี่ก็เริ่มชินแล้ว ทีนี่พื้นส่วนใหญ่เป็นทราย ก็ไม่ต้องกลัวเลอะมาก แค่เอาเท้าถูๆ กัน ก่อนที่จะนั่งบนอาสนะก็พอแล้ว บางท่านที่ผมเข้าใจว่ามาหลายรอบและ ก็จะไม่ใส่มาเลย เดินเท้าเปล่าเกือบตลอดงาน โอเค เรายังไม่ใช่เลเวลนั้น เราขอถอดเฉพาะตอนเดินจงกรมดีกว่า
         ก็พอถึงเวลาช่วงที่นั่งฟังธรรมบ้าง ผมเผลอนึกเคลิ้มๆ ไป เริ่มนึกถึงโนบิตะ...
         โดเรม่อนนนนน ช่วยด้วยยยยย แล้วเราก็นั่งไทม์แมชชีนไปนู่นไปนี่ ไปอนาคตบ้าง ไปอดีตบ้างงง แต่เราแทบไม่เคยอยู่กับปัจจุบันกันเลย...
         พวกเราส่วนใหญ่ก็เหมือนโนบิตะ ที่บางครั้งก็อยากนั่งไทม์แมชชีนไปดูอดีต บางคนก็ดูอดีตอันหอมหวาน บางคนก็ดูอดีตอันขมขื่น... ทั้งๆ ที่จริงมันก็จบไปแล้ว
         บางครั้งเราก็ขึ้นไปดูอนาคต เมื่อไรจะถึงเป้าหมายสักที ทางข้างหน้าจะเป็นยังไง เราจะจนมั้ย เราจะสบายมัย เราจะแก่ตายรึเราจะโดนอุบัติเหตุ ทั้งๆ ที่จริงมันก็ยังไม่เกิดขึ้น แต่เราแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้เราหายใจเข้าหรือหายใจออกอยู่ ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรายังอยู่มาจนถึงตอนนี้
         บางครั้งเราก็ทุกข์เพียงเพราะเราไม่อยู่กับปัจจุบันแค่นั้นเอง...
    แถมอีกว่า เราชอบปล่อยให้จิตใจเราไหลไปตามกิเลส เวลาอยากได้ ก็กระเสือกกระสนไปหามา ถ้าอยากได้มาก แต่เกินตัว ก็เริ่มจะต้องไปเบียดเบียนคนอื่น พออยากได้แล้วก็อยากจะได้อีก ก็ต้องยิ่งไปเบียดเบียนมากขึ้นอีก จนเราเสพติดมัน...
         บางคนก็คิดว่าความสุขแบบโลก ๆ นั้นล่ะดี มันคนความสุขแบบที่ทุกคนต้องการ แต่พอเสพมันเข้า เสพมันเข้า ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่พอ ทำเท่าไรมันก็ไม่พอเสียที... เมื่อไรเราจะเจอสุขที่แท้...
         วี้......จึ้ก!
         อีกแล้ว! กัดอีกแล้ว! แต่คราวนี้ผมคิดว่าผมจะลองไม่ปัดมันดู ปล่อยมันไป นั่งดูมัน พิจารณามัน
    พอค่อย ๆ สังเกตก็พบว่า เราก็เจ็บแค่ทีแรก หลังจากนั้นมันก็จะไม่ได้เจ็บหรือคันอะไรมาก ถ้าเราไม่ได้สนใจที่ความเจ็บหรือความคันนั้น ผมนั่งดูจนมันดูดเสร็จ แล้วมันก็บินออกไปตัวหนัก ๆ แล้วไปหยุดตรงพื้นทรายไม่ไกลมาก
         "เป็นไงล่ะ ละโมภมากจนไปไม่ได้เลยเหรอ" ในใจก็สงสารมัน เพราะความไม่พอของมัน ทำให้มันบินต่อไปไม่ได้ในทันที ซึ่งถ้ามันโชคร้ายพอ มันอาจโดนเหยียบ หรือโดนตบจนตาย
         แต่ในใจผมคิดว่า "เราชนะแล้ว"
         การที่เรารับรู้ได้ถึงความเจ็บ ความน่ารำคาญ แล้วไม่ไปตอบสนองด้วยการปัดรังควาญ หรือไล่มันนั้น กลับให้ผลที่ดีกว่า คือ แทบไม่เกิดความขุ่นหมองภายในใจเลย...
         ยุงนั้นเป็นครูคนสำคัญสำหรับผมจริงๆ
         การที่เรารับรู้ได้ถึงสิ่งที่เข้ามา แล้วไม่ไปหลงมัน ไม่ไปยุ่งกับมัน แล้วก็เปรยในใจว่า มันก็เป็นเช่นนั้นเอง ตัวตนก็ลดลง ทุกข์ก็ลดไป สุข (แบบทางโลกๆ ที่ทำให้หลงใหล) ก็ลดไป
         จากเรื่องนี้มันก็ทำให้ผมคิดได้อีกอย่างว่ากิเลสนี้มันอยู่ทั่วตัวเราเหลือเกินที่พร้อมจะสปอยล์ให้เราเกิดทุกข์ แม้กระทั่งความคัน หรือความรำคาญก็เป็นกิเลสได้ ถ้าเราไปสนองตามความต้องการของร่างกาย นี่แค่เรื่องยุงยังทำเราทุกข์ได้ขนาดนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องคนๆ อย่างเรานี่อีกล่ะ ยิ่งทุกข์กันเข้าไปใหญ่
    นอกจากเรื่องไทม์แมชชีน และยุงที่ผมเพ้อไปพักใหญ่ ผมได้เห็นภาพอันน่าสะพรึง!
         ผู้ชายคนนั้นทำท่าสะดุง แสดงให้เห็นว่ากำลังโดนมดกัด แต่เค้าไม่เอามือหยิบออกในทันที... เค้าไปหาใบไม้แล้วค่อยๆ เขี่ยมดมันออกอย่างเบาๆ สมูธธี่ เจนทลี่ (แม่จ้าววววว! จิตใจพี่ทำด้วยอะไร! ทำไมสวยงามขนาดนี้! นี่ก็เป็นความประทับใจอีกอันหนึ่ง) สักวันผมจะทำให้ได้แบบเค้าฮะ อุ้ย! ซี้ด เจ็บโว้ย หยิบออกแม่ง ช่างมัน! (อ้าว...)
         มีอยู่วันหนึ่งเริ่มเข้าสู่กลางๆ ของคอร์ส เค้าให้นั่งขัดสมาธิ ซึ่งไม่ใช่ขำๆ แบบที่นั่งกันทุกวันนะครับ นั่งแบบขัดสมาธิเพชร...
         มันคือการนั่งที่ใกล้เคียงโยคะ ฤาษีดัดตน ผมว่ามันเป็นการบำเพ็ญทุกรกิริยา สำหรับคนไม่เคย มันเหมือนเอาขามาผูกกันอะครับ!
         ลองทำตามที่วัชรพงศ์บอกนะครับ นั่งให้เท้ายื่นไปข้างหน้า จากนั้นพับขาซ้ายโดยให้เท้าซ้ายมาวางอยู่ที่ต้นขาขวา ตรงนี้บางท่านอาจจะเริ่มได้รู้แล้วว่ามันตึงขนาดไหน แล้วต่อมาท่านก็พับเอาขาขวาจับเอาเท้าขวามาวางบนต้นขาข้างซ้าย โอ้ยยยยยย เจ็บ ๆๆๆๆๆ เอ็นกรูจะขาดมั้ย (เห็นมั้ย เริ่มมีตัวกูของกู) ลองได้หนึ่งนาทีก็เลิกไป แต่มีอยู่วันหนึ่งเป็นวันท้าย ๆ แล้ววัชรพงศ์ลองใหม่ครับก็ยืด ๆ เส้นแล้วทำท่าตามสเตป ยกเท้าขวามาวางบนขาซ้าย ปึ๊บ! แน่นมาก แต่ไม่ต้องกลัวเจ็บตาตุ่มแล้ว! ไม่ต้องกลัวเจ็บก้นแล้ว! ท่านวิทยากรบอกว่าถ้านั่งถูก เราจะรู้สึกเหมือนนั่งบนเบาะ เพราะไม่มีเหลี่ยมมุมใดของร่างกายสัมผัสพื้นเลย แต่... สำหรับคนนั่งใหม่ๆ คือมันตึงมาก ผมก็นั่ง ๆ หายใจตามที่ท่านพุทธทาสสอน แต่ในใจมันไปโฟกัสที่ความเจ็บปวดมากเหลือเกิน จนตอนนี้เริ่มเข้าใจความทรมานแล้ว แต่พอพยายามโฟกัสไปที่การหายใจของตัวเองก็พบว่า เฮ่ย มันก็ปวด ก็เจ็บนะ แต่มันไม่ทรมานเท่าเดิม! ก็นั่ง ๆ ไปครับ มีช่วงที่ใจเผลอหลุดไปที่ขาบ้าง ก็ทำให้ทรมานบ้าง เริ่มรู้สึกว่าไม่ไหว แต่พอเสียงระฆังดังนี่ ยิ้มเลย
         รำพึงกับตัวเองว่า "เราชนะแล้ว"

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Watch Take (@WatchTake)
ขอบคุณ​ที่ติดตามผลงานนะครับ
Noi Beleza (@fb2093822714042)
พี่เคยไปมาค่ะ น้องเล่าได้เห็นภาพมากเลยค่ะ รอติดตามนะคะ