INTERNSHIT - ภารกิจฝึกงานNeiw Chayanuns Mekasut
10 : 'Hey Fellas! move your ass in a kitchen - แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย'
  • เคยกันมั้ยที่ต้องตื่นเช้าขึ้นมาคนเดียวในสถานที่ที่เรียกว่าหอพัก เปิดตู้เย็นหาของกินที่ซื้อมาจากซุปเปอร์มาเก็ตเมื่อวานหลังงานเลิก วันนี้กับข้าวเป็นผัดหมี่เจอีกแล้ว เบื่อจะตายชัก อาบน้ำแต่งตัวโหนรถเมล์ไปทำงาน นั่งปวดหัวอยู่กับงานประจำที่ไม่เคยรู้คำตอบเลยว่ามันจะเป็นวันสุดท้ายเมื่อไหร่ สุดท้ายแล้วก็ได้แต่กลับมานั่งถามตัวเองในหอพักตามเดิม คิดถึงบ้านแต่ก็ได้แต่นั่งถอนหายใจและหมดหวังไปกับวันๆนึงที่มีอยู่ได้แต่เพียงภาวนาว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต

    อืม ไม่เคยอะ พอดีว่าไม่ได้ไปฝึกงานคนเดียว พอดีว่ามีเพื่อนไปด้วย

    จนมาถึงตอนนี้ ขณะที่ผมกำลังนั่งเขียนบทนี้อยู่ผมก็ยังคงนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าวันนั้นผมไม่มีมันเคียงข้างอยู่ตลอดของการฝึกงานที่ฝรั่งเศส Timeline ชีวิตแม่งคงจะต้องหักเหซะยิ่งกว่าทฤษฎีปริซึม(Prism) 

    ผมกับไปป์เป็นเพื่อนกันอย่างไม่เต็มใจกันมาตั้งแต่สมัยที่วัยรุ่นและไม่รุ่นยุคนั้นมีศิลปินคนโปรดเป็น D2B จำได้ว่าไอเตี้ยคนนี้แม่งนิสัยโคตรเปรต กวนส้นตีน และบ้าพลัง ต่อยได้เป็นต่อย หนีได้เป็นหนี (อ่าว) ดูจากสันดานแล้วไม่น่าคบเกลียดขี้หน้ามึงชิบหาย

    แต่สุดท้ายผมก็มารู้ตัวว่าตัวเองสันดานนั้นก็แย่พอๆกับมันเผลอๆอาจจะเปรตกว่าด้วยซ้ำ ใครสักคนเคยบอกเอาไว้ว่าคนประเภทเดียวกันมักจะมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างเข้าหากันเสมอนี่สินะมิตรภาพของหมู่โจร ตัดกันไม่ขาดสักที (ไปป์:………)

    ต่อมาไอไปป์ได้กลายเป็นเพื่อนสนิทผมคนหนึ่งที่จบมาจากรั้วโรงเรียนเดียวกันและต่อมาก็ยังได้หนีตามกันมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกันแถมยังคณะเดียวกันอีก เราสองคนจึงตัดสินใจที่จะแต่งงานกันครับ (ไม่ใช่) เราสองคนจึงตัดสินใจที่จะเป็นบัดดี้กันในการมาฝึกงานครั้งนี้ครับ เป็นการจบการนำนำตัวเพื่อนผมแค่นี้ครับ (ไปป์ : เห้ยเดี๋ยวก่อน!!)

    'ไปป์บัดดี้ของผมกับมุมแบ๊วๆใสๆของมัน'

    เริ่มรู้สึกว่าเรื่องราวแม่งโคตรจะมั่วจู่ๆอยากจะแนะนำตัวใครก็แนะนำขึ้นมาซะเฉยๆ บทที่แล้วกำลังบ่นเรื่องหน้าที่การงานอยู่เลยแล้วทำไมบทนี้ถึงทำตัวแบบนี้ แต่อย่าพึ่งด่วนตัดสินกันไปก่อน จริงๆแล้วบทนี้ก็ยังคงเกี่ยวกับหน้าที่การงานเหมือนกัน แต่จะเป็นหน้าที่การงานของ ‘ไปป์’ บัดดี้ที่ผมต้องอยู่ตัวติดกับมันตลอดแทบจะ 24 ชั่วโมง

    ข้อดีหลักๆที่เห็นได้ชัดเลยสำหรับการมีบัดดี้มาฝึกงานด้วยกันสองคนนั่นก็คือการได้กันเอง (หยุด!)

    เอาใหม่ 

    ข้อดีหลักๆที่เห็นได้ชัดเลยสำหรับการมีบัดดี้มาฝึกงานด้วยกันสองคนนั่นก็คือเราสามารถซึมซับประสบการณ์ ความรู้ วิชาชีพไปได้พร้อมๆกัน เป็นที่ปรึกษาซึ่งกันและกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกันในยามที่ท้อแท้ ให้กำลังใจกันในยามคิดถึงบ้านและในยามเหงา (ปลดกระดุม) หรือจะเลิกคบกันไปเลยแล้วค่อยไปนัดต่อยกันที่ไทย (หักมุมมาก)

    สำหรับผมกับไปป์แทบจะไม่เจอข้อเสียอะไรเลยต่อการมาฝึกงานกันสองคนผมกับไปป์โชคดีที่มีความคิดและการกระทำที่ระยำต่อชาวโลกเหมือนกัน เราสองคนจึงไม่ค่อยมีอะไรให้หนักใจคือสันดานเสียพอๆกันเลยอยู่กันได้ง่าย 

    จริงๆแล้วก็อยากจะไปถามบรรดาเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่ทะเลาะกันกับบัดดี้ที่ไปฝึกงานด้วยกันนะ แต่ถ้าเสือกทะลึ่งถามไปนี่คงเป็นกิริยาที่ไม่งามและไม่น่าจะเกิดขึ้นกับนักศึกษาปริญญาตรีแบบผมเป็นอย่างมากเพราะนอกจากจะไปสร้างความร้าวฉานให้กับทั้งสองคนมากยิ่งขึ้นแล้วเรายังมีโอกาสที่จะโดนตบหรือด่าได้ในเปอร์เซ็นต์ที่สูงมากๆอีกด้วย แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้วลองถามดูหน่อยก็แล้วกัน

    “พี่แนท (นามสมมติ) ทำไมพี่ถึงเลิกคบกับพี่พลอย (นามสมมติ)ที่ฝรั่งเศสด้วยอะ?”

    “เสือกไอสัส”

    เป็นอันจบบทสนทนา

    เอาหละกลับมาที่หน้าที่การงานของไอไปป์กัน นอกจากจะกวนตีนคนอื่นทั้งวันอย่างไม่หยุดแล้ว มันก็ยังมีงานในครัวที่ทำแล้วปวดหัวและเสริมสร้างความชิบหายต่อตัวมันเองและผู้อื่นอยู่เหมือนกันจ่ะ

    หน้าที่หลักของไปป์นั้นคือผู้ช่วยครับ เป็นลิเบโร (ตำแหน่งนึงของกีฬาวอลเล่ย์บอล) ประจำครัว การที่จะเป็นลิเบโรได้นั้นจำเป็นต้องมีวิธีการเล่นที่ครบเครื่อง มีเทคนิครอบด้านและมีลีลาที่แพราวพราว เปรียบเสมือนกับการที่จะเป็นผู้ช่วยในครัวได้นั้นก็จะต้องมีสกิลพื้นฐานด้านการทำครัวทั้งหมดติดตัวเริ่มตั้งแต่จัดเตรียมวัตถุดิบไล่ไปจนถึงการจัดจาน เป็นเพราะว่าภายหลังสมาชิกในครัวเหลือน้อยแต่หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบนั้นกลับมีมากขึ้น ดังนั้นสมาชิกที่เหลือรอดก็ต้องช่วยกันทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อกันให้มากที่สุด

    เมื่อเริ่มเช้าวันใหม่ สิ่งแรกที่ไปป์ต้องทำนั่นก็คือจัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับเมนูประจำวัน (Menu du juers) เมนู A La Catre หรือจะพวกงานอีเว้นท์ต่างๆและอื่นๆอีกมากมาย โดยหลักๆแล้วก็จะเป็นพวก ล้างผัก หั่นผัก ต้มผัก อบมันฝรั่ง ทำมันบด หั่นขนมปัง ช่วยเชฟเตรียมของทำซอส หยิบของ เก็บของที่มาส่งเข้าสโตร์  ทำความสะอาดสเตชั่น จัดเตรียมอุปกรณ์รวมๆแล้วก็ไม่มีอะไรมากครับ ง่ายๆสบายๆ

    'เป็นซุป (มั้งนะ) หอยอะไรสักอย่าง คำแรกอร่อยเหี้ยๆ แต่คำต่อไปเลี่ยนสุดๆ'

    โดยเราจะเรียกขั้นตอนที่ว่านี้กันว่า Mise en Place (มิซ-ออง-พลาส) โดยอีมิซซองอะไรเนี่ยก็คือขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบและเครื่องมือก่อนการทำอาหารนั่นเองครับ รายละเอียดลึกๆของการทำ Mise en Place นั้นเยอะและวุ่นวายมากเอาเป็นว่าง่ายๆเลยมันก็คือการเตรียมวัตถุดิบนั่นแหละ ถ้าใครอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถ google เอาเองได้เลยครับ (หลบตีน) หรือไม่ก็สามารถส่ง E-mail เข้ามาถามได้เป็นการส่วนตัว (พยายามที่จะแก้ตัว)

    จริงๆแล้วในส่วนเบเกอรี่ของผมก็ต้องมีการ Mise en Place เหมือนกันครับแต่ดันลืมเขียน

    สำหรับครัวที่มีปัจจัยทางการทำงานครบครัน เช่น คน พื้นที่ อุปกรณ์ เค้าก็จะแยกไปทำหน้าที่ของตัวเองกันครับ ต่างคนก็ต่างรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองไป แบ่งแยกโซนการทำงานและสิ่งที่ต้องรับผิดชอบกันอย่างชัดเจน ดูแลส่วนครัวเย็น (พวกสลัด ของว่างหรืออาหารที่แม่งเย็นๆ) ดูแลส่วนครัวร้อน (ก็พวกจานหลักหรืออะไรที่แม่งร้อนๆ) ดูแลส่วนของหวาน หรือที่เราเรียกกันอย่างง่ายๆว่า 'ตำแหน่ง'

    เอาเข้าจริงๆตำแหน่ง 'เชฟขนมหวาน' ที่ผมได้มานั้นก็เป็นแค่ชื่อแหละครับ เพราะคนที่คอยคุมบังเหียนจริงๆก็ยังคงเป็นเชฟคริสตอฟอยู่ดี โดยจะส่งเทียแร้นคอยมาตามประกบ เพราะฉะนั้นการทำงานในครัวของที่นี่ในช่วงหลังๆจะออกไปในแนวทางช่วยกันยำเสียมากกว่า

    ในช่วงขั้นตอนการเตรียมของทั้งหมด ผม ไปป์และเทียแร้น จะช่วยกันทำครับ โดยจะไล่ไปตั้งแต่ พวกวัตถุดิบจานหลัก จานรอง จนกระทั่งถึงของหวาน และก็ค่อยไปแยกกันทำส่วนของใครของมันในช่วงบริการ 

    ซึ่งในตอนแรกต่างคนก็ต่างทำของมันไปอย่างที่ได้อธิบายไปแล้วในย่อหน้าก่อนๆ แต่ผลที่ออกมาคืองานแม่งโคตรไม่เดิน งานไม่เสร็จ พวกซื่อบื้อจากประเทศไทยเกิดอาการ error 404 not found ขึ้นมากระทันหัน ทำๆหยุดๆ ปล่อยให้ทำอะไรเองแล้วเป็นแบบนี้ทุกทีเล้ยยยย 

    'สลัดมะเขือเทศกับชีสชนิดหนึ่ง กินยากมากๆจานนี้ เกือบไม่รอด'

    แต่พอหลังจากที่พี่ไปป์ของเราเริ่มมีชั่วโมงบินในครัวที่มากขึ้นและเริ่มบรรลุในวิชาต่างๆที่เชฟและเทียแร้นได้ถ่ายทอดให้ พี่ไปป์ของเราก็ได้รับหน้าที่สำคัญมากหนึ่งอย่างด้วยกันครับ และหน้าที่สำคัญที่ว่านี้ได้สร้างความท้อใจและปวดหัวให้กับไปป์อยู่ตลอดนั่นก็คือการทำ ’ปลา’

    วิธีการเตรียมปลาจะเริ่มตั้งแต่หยิบปลาออกจากถังน้ำแข็งมาล้างทำความสะอาดทีละตัว ต่อมาก็จะทำการสับหัวกับหางทิ้งไป หลังจากนั้นก็จะทำการขลอดเกล็ดและตัดคลีบออกจนหมด หลังจากนั้นก็แล่ตามความต้องการของเชฟ หลังจากนั้นก็ใช้แหนบดึงก้างปลาออกให้หมด หลังจากนั้นก็ต้อ…. พอแล้วสัส พอ!!! (เสียงไปป์ตะโกนเข้ามา)

    ถ้าจำนวนปลาที่ต้องเตรียมนั้นมีแค่ 2-5 ตัวก็คงจะไม่เป็นปัญหาอะไรต่อมันมากแต่นี่เหมือนขนกันมาทั้งอ่าว มากันให้หมดทั้งตำบลเวลาเห็นไอไปป์มันเตรียมปลาทีไรนึกว่ากำลังไปเดินช๊อปปิ้งอยู่แถวๆตลาดมหาชัย 

    การเตรียมปลาแต่ละครั้งนั้นกินเวลาไปถึงครึ่งค่อนวันด้วยกันเข้างานตั้งแต่ 8 โมง กว่าจะทำทุกอย่างเสร็จก็ 11 โมง ก้มๆเงยๆอยู่มันตรงอ่างนี่แหละ แทบไม่ได้ไปไหน (หรือนี่จะเป็นสาเหตุที่ไปป์มันถอดใจจากการทำครัวแล้วหันมาเอาดีทางด้านเซลล์ในปัจจุบัน) กว่าจะเตรียมเสร็จในแต่ละครั้งก็เล่นเอาปวดหลังกันไปยาวๆ

    เมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงบริการสิ่งที่ไปป์จะต้องทำคือการเตรียมอะมิบุส (คืออีขนมปังแปะโดยของเหลือที่เคยอธิบายไปแล้วในบทก่อนๆ) ให้เสร็จและถูกต้องตามที่แผนกเซอวิสร้องขอแล้ว มันก็ยังต้องช่วยเทียแร้นกับเชฟเตรียมของไปด้วยในเวลาเดียวกัน ส่วนผมหรอก็ยืนดูเฉยๆครับ (เพื่อนเลว-รอใช้กรรมตอนเซอวิสเรียกเอาของหวาน)

    'สลัดอะไรสักอย่างนี่แหละ มีพาร์มาแฮมด้วย โรยชีสอีก โอยยย ซี๊ด'

    เมื่อวันไหนที่เทียแร้นหยุดงาน หวยก็จะมาออกตรงที่ไปป์ครับ คือมันจะต้องทำหน้าที่แทนเทียแร้นทุกอย่าง มันต้องดูแลจาน Appetizer ทั้งหมดในครัวและความบรรลัยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเวลาแขกสั่งเมนู A la carte นี่แหละ เนื่องจากเมนู  A la carte นั้นมีมากมายนับไม่ท้วน แค่สลัดก็ปาเข้าไปเกือบสิบอย่างละไหนจะชีส ไหนจะสลัดอีก (อืม วนกลับมาที่สลัดเร็วจัง) ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นบ่อยๆก็คือไปป์แม่งจำไม่ได้ว่าสลัดจานนี้ต้องแต่งจานยังไงและต้องใส่อะไรบ้าง ทีนี้สตั้นหมู่เลยแม่งเหมือนโดน Sven (ตัวละครจากเกมส์ Dota) มาปาค้อนใส่ ชิบหายแล้วมึงกูก็ทำไม่เป็นนนนนน!!

    มันจึงแก้ปัญหาโดยการใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปเก็บไว้ มันจึงเป็นคนเดียวในโรงแรมนี้เลยมั้งที่เปิดโทรศัพท์ไปด้วยขณะทำงาน แต่สุดท้ายแล้วมันก็จำได้เองครับ เนื่องจากโดนทุกคนรุมด่า (สม)

    สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นชินกับการทำครัว อย่างแรกให้เตรียมใจกับการสูญเสียชิ้นเนื้อบริเวณมือได้เลยเพราะว่าโอกาสที่จะโดนมีดบาดนั้นมีเปอร์เซนต์ที่สูงมากๆขนาดเชฟที่ว่าใช้มีดกันอย่างชำนาญแล้วยังเผลอฟลุคโดนบาด นิ้วแหกร้องหาแม่กันเป็นวันๆ ตัดภาพมาที่หน้าตาของพวกผมสองคน (หน้าเสียเหมือนเดินเหยียบขี้หมาอุ่น) ที่ดูจากทรงแล้วก็คงจะไม่รอด

    ปกติหน้าที่หลักของผมจะดูแลเรื่องของหวานนานๆทีถึงจะหยิบมีดมาควงเล่นที แต่สำหรับไปป์นั้นต้องใช้และสัมผัสมีดบ่อยกว่าผม แต่สิ่งที่มันกลัวนั้นกลับไม่ใช่มีดเวลาแล่ปลาเอามาแล่มือตัวเอง หรือบังตอสำหรับผ่าอะไรสักอย่างผ่าเข้าที่นิ้วก้อย มันกลับกลัวมีดที่ใช้แกะหอยนางรมครับ เนื่องจากโรงแรมที่ผมฝึกงานอยู่นั้นตั้งอยู่ใกล้กับทะเลเมนูยอดฮิตจึงมีหอยนางรมที่ต้องแดกกันสดๆด้วย (จริงๆแล้วไม่ว่าที่ไหนก็มีไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่แถวทะเลอะไรหรอก) 

    วิธีการแกะเปลือกหอยนางรมอย่างถูกวิธีสากลโลก อันดับแรกเราต้องนำผ้ามาคลุมมือไว้พร้อมกับถือหอยไปด้วยเพราะว่าการที่เราเลือกสัมผัสกับเปลือกหอยโดยตรงนั้นมีโอกาสทำให้เกิดอาการลื่นแฉล่บส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุจนเป็นเหตุให้มือทะลุได้ ส่วนมือที่ถนัดก็กำชับไอมีดที่ว่านั้นให้ดี ต่อมาเราก็ต้องค่อยๆใช้มีดทะลวงเปลือกมันออกและค่อยๆแซะให้เปลือกหลุด เมื่อเปลือกมันหลุดก็สามารถเอาไปบีบมะนาวละยกซดได้เลย

    'มีดสำหรับใช้แกะหอยนางรมโดยเฉพาะ'

    แต่ถ้ามันง่ายแบบนี้ก็ดีสิ!

    ผมเคยไปช่วยไปป์แกะหอยบ้างบางครั้งครับและก็ทราบดีว่าแม่งเป็นอะไรที่ยากสัสๆคือต้องใจเย็นๆ ค่อยๆใช้มือคลำๆเรียนรู้และเข้าใจกายภาพของหอย (อืมมมมม) และค่อยๆใช้มีดแซะเข้าไปให้เปลือกมันเปิดออก ซึ่งมึงไม่มีทางทำสำเร็จได้ภายในเทคเดียวแน่ๆ

    ตอนที่พึ่งเริ่มเข้าสู่วงการหอยใหม่ๆ (ไม่ใช่อย่างที่คิด-อืมไม่ทันแล้วสินะ) เข้าใจเลยว่าทำไมไปป์มันถึงกลัวมีดประเภทนี้มากๆลักษณะของมีดแกะหอยนางรมนั้นจะมีขนาดที่กระชับมือส่วนใบมีดนั้นก็จะสั้นและหนาแต่มีความแหลมอยู่ที่ปลายมีด เพื่อที่จะได้ไม่บิดไม่งอเวลาเจอเปลือกหอยที่แข็งๆครับ โดยรวมแล้วคมสัสๆ มึงจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด!!

    ความกวนตีนของหอยประเภทนี้นั้นมันจะรอให้เราเป็นคนพลาดเอง บ่อยครั้งที่เราต้องรีบ บ่อยครั้งที่ต้องโดนกดดัน บ่อยครั้งที่เราหงุดหงิดและใช้อารมณ์ทำงาน หอยนางรมจะเป็นคนสั่งสอนเราเองครับ ทุกครั้งที่ใจร้อนมีดมักจะฉะแลบจากเปลือกหอยด้วยพลังงานจลน์ที่มหาศาลแล้วพุ่งตรงเข้าสู่อุ้งมือของเราครับซึ่งแม่งเจ็บชิบหาย โลหิตสีแดงฉานนั้นพุ่งออกมาเป็นสาย ปวดมือไปอีกหลายวัน ไม่กงไม่แกะแม่งแล้วหอย มึงทำเองเลยก็แล้วกันไปป์!

    บทเรียนในครั้งนั้นสอนให้ผมกลายเป็นคนที่ระมัดระวังมากขึ้น ส่วนพี่ไปป์ของเรานั้นระวังอยู่แล้วก็เพิ่มปลั๊คอินความระแวงเข้าไปด้วย ผมกลายเป็นคนที่ทำงานละเอียดขึ้น ระมัดระวังมากขึ้นและที่สำคัญผมใจเย็นมากขึ้น

    ถ้าไม่ได้หอยในวันนั้นผมก็คงจะโดนกระทืบตายไปตั้งนานแล้ว หอยนี่มันสำคัญต่อมนุษย์เพศชายวัยกำลังโตอย่างผมจริงๆเลย (เดี๋ยวนะ)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in