เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
LIFE IN LETTERSSilapa Junior
วิงกี้ที่รัก
  • วันหยุดปิดเทอมแดดแรงจนแสบตาเหมือนหน้าร้อนสมัยนี้ ผมที่กำลังเล่นเกมเพลย์ร้อยหนึ่งดัมเมเชี่ยลอยู่อย่างสนุกสานที่บ้านเพื่อนในหมู่บ้าน (ด่านบิ๊กเบนยากชะมัด) พี่ดาวเดินมาตามผมตอนเที่ยงกลับไปกินข้าวที่บ้านผมลุกตามไปอย่างว่าง่าย แต่วันนี้รู้สึกพี่ดาวแกอมยิ้มทะแม่ง ต้องมีอะไรแน่ๆ

    มาถึงหน้าบ้าน ผมเห็นพ่อ ที่ตามหลักแล้วควรจะอยู่ที่ทำงานกำลังผุดลุกผุดนั่งอยู่ในบ้าน หน้าประตูมุ้งลวดผมเดินเข้าไปเจอเจอหมาน้อยตัวดำกำลังหลับปุ๋ยเอาหน้าซุกกระเป๋าเดินทางสีน้ำเงินติดสติ๊กเกอร์    อุซางิจังอย่างสบายอารมณ์ พ่อเซอร์ไพรส์ผมด้วยน่าตาและน้ำเสียงเริงร่าว่าบ้านเรากำลังจะมีสัตว์เลี้ยงแล้ว!

    พอได้สมาชิกใหม่ของครอบครัวมาจากร้านขายต้นไม้ พ่อแม่หมาออกลูกมา 4 ตัว ไม่รู้อะไรดลใจเจ้าของเลยตั้งลูกหมาคอกใหม่ตามชื่อของเทเลทับบี้และเอามาขายคู่กับต้นไม้ซะเลยพ่อคงทนความน่ารักของมันไม่ไหวเลยซื้อทิงกี้วิงกี้ ลูกครึ่งพุดเดิ้ลกับครอกเกอร์ที่มีขนหยักศกสีดำขลับ กลับมาบ้านซะเลย

    แน่นอนว่าผมกับแม่แทบจะไม่มีปัญหา เราชอบเล่นกับสัตว์อยู่แล้ว ไม่นานวิงกี้ก็ค่อยๆ ซึบซาบมาเป็นลูกคนเล็ก/น้องคนใหม่ของครอบครัวอย่างสมบูรณ์  แถมยังดื้อซนสมเป็นน้องเล็กมากๆทั้งแทะขาเก้าอี้ ตะกุยมุ้งลวดพัง อึเรี่ยราด และกินทุกอย่างที่ขวางหน้า (แม้กระทั้งไข่เจียวที่เพิ่งทอดเสร็จบนโต๊ะอาหาร)

    วิงกี้ชอบการไปเดินเล่นมาก ที่จริงต้องเรียกว่าวิ่งเล่นมากกว่า วิ่งได้เร็วมากซะด้วยขนาดที่ว่าผมปั่นจักยานไปจูงกี้ไปได้ นอกจากนั้น วิงกี้จะชอบการออกทริปนั่งรถไปโน่นนี่ด้วยมันจะดีใจจนตัวสั่นที่ได้กระโดดขึ้นรถไปอาบน้ำตัดขนหรือหาหมอ ตอนเด็กที่ยังตัวเล็กอยู่พ่อชอบเอามันใส่ถุงผ้าให้เหลือแต่หัวกับขาหน้าโผล่ออกมาแล้วเอาไปเดินห้างฯด้วย

    สำหรับผม การที่ได้เลี้ยงวิงกี้ให้อะไรผมอย่างนึงคือได้รู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนที่รักสัตว์อย่างที่ตัวเองคิดบรรยายให้เห็นภาพคือเป็นคนไม่กลัวสัตว์ ชอบเล่นกับมัน แต่ถ้าต้องให้คอยดูแลมันทนกับความไม่สะดวกสบายหลายอย่างในชีวิตเช่นต้องพามันไปเดินเล่นในเวลาที่ไม่อยากลุกไปไหน ต้องหาที่ฝากเวลาไม่อยู่บ้านนานๆต้องทนกับเสียงเห่าอย่างไม่ลดละของมันตลอดทุกคืน ผมก็ทำได้นะ แต่ไม่ค่อยเต็มใจนักต้องคิดซะว่าเราตกลงเลี้ยงมันแล้ว จะละเลยไม่ได้

  • ความสัมพันธ์ของวิงกี้กับครอบครัวห่างเหินขึ้นอีกหน่อย เมื่อแม่ท้องจูโน่ตั้งแต่คลอด เราต้องย้ายรกรากกันไปอยู่ชั้นสอง และผูกเจ้ากี้ไว้ที่ชั้นหนึ่งไม่ค่อยได้ปล่อยมันเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์เหมือนเดิมอีก นานๆครั้งที่เราจะลงมาเล่นกับมันเหมือนก่อน

    ครอบครัวเราย้ายบ้าน ผมเข้ามัธยม พ่อออกจากงาน ตำแหน่งใหม่ทำแม่กลับบ้านดึกขึ้นกว่าเดิมจูโน่เริ่มเข้าอนุบาล วิงกี้เองก็แก่ลงเรื่อยๆทุกคนต้องเผชิญปัญหาในชีวิตที่มองกันเองว่าสำคัญกว่าการเทกแคร์ดูแลสมาชิกขนปุยดำตัวนี้ผมโตเป็นวัยรุ่นเต็มตัว กลับบ้านเองมาก็เจอเสียงวิงกี้เห่าเรียกอย่างเอาเป็นเอาตายให้พาไปเดินเล่นอย่างลวกๆเอามันกลับมาผูกไว้ที่เชิงบันได และนั่งจ๋องเล่นคอมจนถึงเวลากินข้าว

    ไม่รู้ว่าเพื่อนรู้ได้ยังไงว่าผมทรีทหมาไม่ดี ทำให้พวกมันแซวผมว่าเป็นAmon Dog (ล้อมากทหารนาซีชื่อ  Amon Göth ที่ชอบทรมานและฆ่าคนยิวอย่างเลือดเย็นพอดีช่วงนั้นอ่าน Schindler list กันเป็นหนังสือฆ่าเวลา) ผมโกรธและก็เสียใจมาก เพราะถึงคำตำหนิจะตั้งใจให้ขำขันและโหดร้ายเกินดีกรีมันก็เป็นความจริงอยู่บ้าง บางครั้งผมก็สงสัยว่า ในวันที่วิงกี้ตายจากเราไปผมจะร้องไห้เสียน้ำตาให้กับมันไหมนะ

    โชคดีที่น้องชายผม (น่าจะ)เป็นคนรักสัตว์  พอโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ โน่ก็ชอบพาพี่คนกลางของตัวเองไปเดินเล่น (คราวนี้เริ่มจะเรียกว่าวิ่งเล่นได้ไม่เต็มปากแล้ว) ให้ขนม และเล่นโน่นนี่กับมันอยู่บ้าง ทำให้ช่วงชีวิตหลังเวลากลางคนของวิงกี้พอที่จะสดใสขึ้นมาบ้าง เราทุกคนเริ่มหันกลับมาเอาใจใส่มันมากขึ้น ถึงจะเทียบไม่ได้กับตอนแรกก็ตาม

    ผมเคยคุยกับแม่ไว้ ว่าด้วยนิสัยพื้นฐานของคนในบ้านเรา ไม่เหมาะสำหรับสัตว์เลี้ยงอยากจะให้วิงกี้เป็นสมาชิกตัวแรก ตัวเดียวและตัวสุดท้ายของเรา ระหว่างทางพ่อเองก็ยังไม่เข็ด ไปปิ๊งปั๊งเจ้าลูกหมาสีขาวพันธ์ไทย และ เจ้าอู่จี้พันธุ์เฟรนช์บูลด๊อกลูกของบ้านป้าที่ทำงานซึ่งผมกับแม่ก็รวมพลังกันใช้เกมกลยุทธ์ทางจิตใจ และวาทะศิลป์ทุกบทบาทคืนหมาทั้งสองแก่เจ้าของไปได้ (ตัวหลังนี่ยากเป็นพิเศษเพราะมีจูโน่เพิ่มมาเป็นทัพฝั่งเสนออีกหนึ่ง)

    นับจากวันที่วิงกี้เข้ามาวันแรกจนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ครอบครัวเราเปลี่ยนไปเยอะมาก พ่อได้งานประจำและออกจากงานอีกครั้งส่วนแม่พักอยู่ที่คอนโด น้องย้ายไปอยู่โรงเรียนประจำส่วนผมก็เข้ามหาวิทยาลัยย้ายไปอยู่หอ นานๆ ทีจะกลับบ้าน

    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 พ่อมารับผมที่หอตอนดึกเราแวะกินก๋วยจั๊บเจ้าประจำ สั่งแปะก๊วยนมสด กลับถึงบ้านแยกย้ายกันอาบน้ำผมเล่นคอมต่อจนถึงดึกดื่นจึงค่อยพาร่างตัวเองขึ้นชั้นบนไปนอน ตื่นมาตอนสายอาบน้ำแต่งตัว กินข้าวเช้าแล้วลงไปนั่งอ่านตากลมอ่านนิยายเล่มใหม่เที่ยงนี้มีนัดกินข้าวกับแม่ ผมให้พ่อขับรถไปส่งที่รถไฟฟ้า ระหว่างที่เทียบรถเข้าเครื่องล้างอัตโนมัติแม่ก็เอ่ยถามขึ้นว่า 

    “แล้ววิงกี้…เป็นไงบ้าง”

    “วิงกี้เหรอ ก็ไม่ไงหนิ”

    “พอดีแม่ไม่กล้าถามรายละเอียด เห็นเสียงเค้าเศร้าๆ”

    “ห๊ะ อะไร งง”

    “อ่าว พ่อไม่ได้บอกเหรอ กี้เสียแล้วนะ”

  • ตอนนั้นผมงงมาก รีบกดโทรศัพท์หาพ่อ ระหว่างรอรับสายในใจก็นึกอยากหยิบตัวเองมาทุ่มให้สลบ นี่กลับไปอยู่บ้านค่อนวันไม่รู้ได้ไงวะว่าหมาตัวเองไม่อยู่ พ่อนี่ก็เหลือเกิน ไม่คิดจะบอกกันสักคำ

    “เออว่ะพ่อลืมสนิทเลย กี้เค้าไปหลายวันแล้วแหละ พ่อฝังเค้าไว้หน้าบ้านนี่แหละ”

    ผมถามต่อว่าเกิดอะไรขึ้น

    “พักหลังมานี่เค้าไม่ค่อยไหวแล้วแหละ ตาฟ่าฟาง ขยับเขยื้อนช้า เรียกก็ยังหันนะแต่เดินชนไปหมดปกติพ่อก็ปล่อยเค้าเดินไปเดินมาแถวบ้าน แต่จู่ๆ วันนึงเค้าก็หายไปเสียเฉยๆออกไปตามหาเท่าไรก็ไม่เจอ จนเย็นวันนั้นแหละ เค้าก็ค่อยๆ เดินกลับมาเอง เย็นนั้นนะไม่ยอมกินอะไรเลย พ่อเทนมให้ มันก็เลียสองสามที แล้วนอนอยู่อย่างนั้นตอนเช้าพ่อเลยพาไปหาหมอใกล้ หมอประเมินแล้วก็บอกว่าอืม เค้าแก่มากแล้วแหละไตวายด้วย เดี๋ยวจะดูแลตามอาการให้ แล้วพ่อก็ไปทำงาน แล้วตอนบ่าย หมอก็โทรมาบอกว่าอืม เค้าไปแล้วนะ พ่อก็ไปรับกี้ใส่กล่องอย่างดีเลยแหละ แล้วก็เอาไปฝังเนี่ยจูโน่มาวันนั้นก็ยังจะทำป้ายให้อยู่เลย เขียนไว้ว่า วิงกี้ที่รัก”

    ตอนนั้นผมเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียดาย และสงสาร ผมไม่ได้ไปอยู่ในขณะที่เจ้าหมากำลังจะลาโลกที่จริงกี้ไม่ได้ตายในอ้อมกอดของใครในครอบครัวเลยด้วยซ้ำ


    “แล้วพ่อ ไม่เสียใจเลย”

    “ไม่นะ ถ้ามันตายตั้งแต่ยังเด็กก็คงจะเสียใจแต่นี่ก็ถือว่ามันได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มอายุขัยแล้วแหละ แต่โน่น่าจะเสียใจอยู่เลยคุยกันว่า ต่อไปไม่เอาแล้วเนอะ”

    ผมเห็นด้วย แต่ยังเซ็งไม่หาย

  • คืนนั้นผมเสียน้ำตาแบบคาบลูกคาบดอก ด้วยเหตุผลที่ครึ่งกลางยิ่งกว่า รู้สึกอยากดูแลวิงกี้ให้ดีกว่านี้และทำให้นาทีสุดท้ายของมัน ได้อยู่กับพ่อแม่พี่แล้วน้องพร้อมหน้า

    เพื่อนปลอบผมว่า มันเป็นหมาที่พ่อเลี้ยงมากที่สุด คงเป็นคนที่ไม่คิดมากหรอกเหมือนพ่อนั่นแหละ ชีวิตมันก็ไม่ได้ถือว่าแย่สักหน่อย ไม่ต้องเศร้าไปหรอก 

    ตลอดช่วงชีวิตของผม วิงกี้ที่จากไปเป็นการสูญเสียสิ่งมีชีวิตที่ผมผูกพันธ์เป็นครั้งแรกซึ่งผมรับมือได้ราวกับมือโปร ไม่แน่ใจว่าเข้มแข็งหรือใจจืดใจหินกันแน่

    ตลอด 13 ปีที่ได้อยู่บ้านเดียวกับวิงกี้ เป็นความทรงจำที่ดีอาจจะพูดไม่ได้เต็มปากว่า “วิงกี้ที่รัก” เหมือนน้องชาย แต่การมีอยู่ของวิงกี้ คำนวณแล้วก็ห่างไกลจากผลลัพทธ์ติดลบ

    อาทิตย์ที่แล้วที่กลับบ้าน ก่อนนอน ผมเห็นหมัดตัวจิ๋วไต่กำแพงอยู่มันทำให้ผมคิดถึงเจ้าหมาดื้อขนดำจอมตะกละตัวนั้น สองเดือนแล้วสินะที่วิงกี้ไม่อยู่กับพวกเรา

    หยุดยาวครั้งนี้ผมได้โอกาสเขียนถึงวิงกี้ เป็นการปิดฉาก #30dayswritingchallenge อย่างแท้จริง (เว้นวันที่โจทย์ให้เขียนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงวัยเด็กไว้) ข้างๆ มีทอง หมาลูกครึ่งบางแก้วตัวบึ้กขนยาวสีขาวแซมน้ำตาลเหลืองกำลังโดนเห่อโดยน้องและพ่อ (ไม่เข็ดสินะทั้งสองคน!) นอกจากเรื่องเขียนแล้ว ก็อยากจะลงสีป้ายรำลึกให้เสร็จด้วย 

    เนอะ เจ้าทิงกี้ วิงกี้ที่รัก : )


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in