ในที่สุดChana
การอาบน้ำที่แพงที่สุด
  • 340 ยูโร (13,600 บาท)
    300 กว่ากิโลเมตร (ระยะทางจากมิลาน) 
    เปลี่ยนรถ 3 ต่อ+ (เกือบได้แวะโรงพัก)

    แลกกับ

    การอาบน้ำ
    1 ครั้ง
    1 ชั่วโมง

    ถามว่ารวยมั้ย... ไม่ 
    ถามว่าบ้ามั้ย... ก็อาจจะใช่
    ถามว่าคุ้มมั้ย... คุ้ม!!!!!!!!!!!   ...มั้ง 555555
     
    แต่ที่แน่ๆคือ จน จนมากกกก น้ำตาไหล เพิ่งเอาสิ่งที่จ่ายไปมารวมกันตอนเขียนก็ตระหนักได้ว่า
    เหี้ยยยยยยย นี่เราจ่ายไปเยอะขนาดนี้เลยเหรอวะ ดาวก็ไม่คิดว่ามันจะแพงขนาดนี๊ ฮือออออออออออออออ

    ทริปที่เป็นทริปแค่ 2 วัน 1 คืน ทำไมถึงจ่ายแพง พอๆกับทริปไปญี่ปุ่นของบางคนอีก

    ความบ้านี้เกิดมาจาก เราไปรู้จัก โรงอาบน้ำในตำนานแห่งนึง ไม่ได้มาจาก Spirited Away  และโรงอาบน้ำนี่ไม่ได้จาก Review Pantip ใดๆ แต่เป็นห้องเลคเชอร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว
    มันคือโรงอาบน้ำเลื่องชื่อที่สถาปนิกทุกคนรู้จัก,บูชา และ เทิดทูน มันมี ความละเอียด,ความที่การรับรู้ทางสถาปัตยกรรมถูกนำมาใช้งานจนถึงขีดสุด   มันคือ Masterpiece ที่ตั้งแต่เรียนมา มีอาจารย์เลคเชอร์โรงอาบน้ำนี้ 3 ครั้งเห็นจะได้(หรืออาจจะมากกว่านั้น เอาเป็นว่านักเรียนคนไหนไม่รู้จักอาคารนี้ก็บ้าแล้ว) แล้วทุกครั้งสายตาอาจารย์ทุกคนเป็นประกายวิ้งๆ ตอนอธิบายความเกรทของโรงอาบน้ำนี้ 




     THE THERME VALS 

    เหยดดดดดดดดดดดดดดดดด ด ด ดดดด

    ออกแบบโดยสถาปนิก PETER ZUMTHOR  เค้าเกรทมากก เค้าคือ living master
     
    ถ้าเหล่าสถาปนิกคือเจได ลุงจะเป็นโยดา
     ถ้านี่คือ Hogwarts ลุงจะเป็น Dumbledore
     ถ้านี่คือ Middle Earth ลุงจะเป็น Gandalf. 

    ลุงคือความเกรท เหนือ ความเกรทใดใด
    เวลามีสถาปนิกมาถามนะว่าชอบงานของใคร ตอบ Zumthor ไปคุณจะดูมีคลาส ดูลึกซึ้งขึ้นมาทันที
    (เด็กๆที่จะเข้าถาปัดนะจำไว้ไปตอบตอนสัมภาษณ์ก็ได้... ตอนเราโดนสัมภาษณ์เข้าเรียนตอบว่าสถาปนิกที่ชอบคือ อ. ศิลป์ พีระศรี อาจารย์ที่สัมภาษณ์ชอคไปเลยทีเดียว โอ้ยย โครตง่าว)

    เราไม่มีข้อสงสัยในความเกรทของลุง เราอยากสัมผัส อยากลูบไล้ความเกรท 
    เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้คือ การไปอาบน้ำ.ที่.Therme.Vals.

    จริงๆอาคารนี้เป็นอาคารที่เราปักหมุดจะไปโดนตั้งแต่รู้ว่าจะได้ไปอยู่ยุโรป 6 เดือน แต่มันเป็นโรงอาบน้ำร้อน ก็ต้องอาบตอนหน้าหนาวตอนหิมะตกสิ่ ถึงจะคิโมจิ๊ เรารอจนถึงเดือนสุดท้าย-ธันวาคม เพื่อจะพากายหยาบไปจุ่มน้ำในโรงอาบน้ำในตำนานแห่งนี้

    ฐานประจำการเราอยู่ที่ Milan, Italy
    จุดหมายปลายทางอยู่ที่เมือง Vals , Switzerland

    พูดถึงสวิส จะมีซักกี่คนที่รู้จักเมือง Vals แม้แต่เราเองยังคิดว่า Vals คือชื่อโรงแรมด้วยซ้ำ 555+
     มันเป็นเมืองที่โครตอินดี้ 
     Vals เมืองเล็กๆ อย่าเรียกว่าเมืองเลย เรียกว่าหมู่บ้านจะดีกว่า มีประชากรไม่ถึง 1000 คนดี ตั้งอยู่ในหุบเขา Valser แหล่งผลิตน้ำแร่ยี่ห้อ Valser หนึ่งใน"น้ำแร่จากเทือกเขาแอลป์"สุดไฮโซ
    ด้วยความที่เมืองนี้ดังเรื่องน้ำแร่ และวิวที่โครตแมกนิฟิซั่น  งานโรงแรมที่พักเลยเริ่มมาเป็นส่วนหนึ่งของเมือง โรงอาบน้ำ Therme Vals หรือ Thermal Vals สร้างขึ้นในปี 1996  จากหมู่บ้าน Valsก็กลายเป็นเมืองตากอากาศVals อะไรจะดีไปกว่าการได้อาบน้ำแร่จากเทือกเขาแอลป์

    เทคโนโลยีจ๋า จงบอกข้าเถิด จะเดินทางไป Vals ยังไง
    Rome2Rio แจ้งเส้นทางจากมิลานมาแบบนี้


    คือต้องมี Part ขับรถเข้าไป ไม่สามารถนั่งรถสาธารณะเข้าไปเมืองในหุบเขานี้ได้เลย ใครจะกล้าเช่ารถขับคนเดียวที่สวิสวะ ไม่เอาๆ เอาใหม่ 

    เว็ปหรือแอป Rome2rio จะให้ ไอเดียว่า มันมี"หนทาง"ไหนบ้างที่เราจะเดินทางจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองนึง บางเมืองก็ตรง บางเมืองก็เป็นแค่ไอเดียคร่าวๆไม่ได้ถูกเสมอไป แล้วราคาแค่นี้น่ะ มันไม่ได้รวมราคาเช่ารถด้วยแน่นอน มันคำนวณแค่ราคาน้ำมัน งบบานแน่นอน ไม่เอา เอาใหม่

    จำได้ว่าพี่ที่ทำงานบอกว่า เค้าเคยนั่งรถบัสMilan-Zurich ราคา 19 ยู ด้วยรถ Flixbus เวลาเดินทาง 3.40 ชั่วโมง

    แผนเลยเปลี่ยนว่า นั่งรถจาก Milan ไป Zurich  จาก Zurich ไป Vals เดินทางง่ายกว่าเยอะเลย ตามภาพ

    จาก Zurich ไป Vals ต้องเปลี่ยนรถ 2 ต่อ คือ 

    จาก Zurich ไป Chur (รถไฟความเร็วสูง) 1 ชั่วโมง
    จาก Chur ไป Ilanz รถไฟหวานเย็นธรรมดาแวะทุกสถานี ใช้เวลา 30 นาที
    จาก Ilanz ต่อ รถบัสสาย 431 อีกครึ่งชั่วโมงเดินทางถึง Vals เลย

    กลับจาก Vals มามิลานยังไงไม่รู้ Worst case ก็ ต้องนั่งรถกลับไปขึ้นรถบัสที่ Zurich ค่ารถกลับ 19 ยู ก็ไม่แย่มั้ง เอ้ะ หรือนอนที่โรงแรม 7132 ดี (โรงแรมที่มี Therme Vals นั่นแหละ)
    หรู๊ยยย ชีวิตดีไปอี๊กกกก นอนโรงแรม Thermal Vals เลยนะเว้ยยยยย
    เปิดเว็ปเลย ซักครั้งในชีวิต... เอาว๊ะ เอาห้องถูกสุดไม่เอาอาหารเช้า!

    ....เอาเหี้ยไรหล่ะ ร้องขอสติคืนแทบไม่ทัน คืนละ 490 ยูเนี้ยะนะ (ถึงในนี้มันบอกเป็น CHF ก็เหอะ ค่าเงินมันพอๆกัน แต่ยูโรแพงกว่านิดหน่อย เหมือนค่าเงินไต้หวัน(ยูโร)กับค่าเงินไทย(ฟรังก์) คือมันไม่ต้องหารอะไรเลย)

    1 ยูโร เท่ากับ 40 บาท... 40x490 = 19,600 บาท

    ...จ่ะ เอาที่สบายใจเลย
    เท่าตั๋วไปกลับไทย-ยุโรปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปป!!!!! 

    ตัดความเกร๋ที่จะพักที่โรงแรมนั้นเลยออกไปนะคะ แต่เรายังไปอาบน้ำเกร๋ๆได้ เพราะในเว็ปไซต์เค้าบอกว่า ค่าอาบน้ำในโรงอาบน้ำราคาประมาณ 25 ยูโร เอาน่ะ ยังพอรับได้ ไม่แย่ๆ แลกกับประสบการณ์ตำนาน

    ใน Zurich ก็ไม่ได้มีที่ๆอยากไปอะไรมาก อยากไปแค่ Freitag Flagship Store 
    หน้าตาประมาณนี้...

    แล้วปกติพวกเมืองใหญ่ๆจะมี hostel ราคาถูกอยู่  Hostel ทีไปพัก ราคา 38 ยู..  นี่ขนาดถูกที่สุดที่หาได้นะ

    เราวางแผนรอบคอบม๊ากกกกก 
    1วันถ้วน ก่อนไป
    แฮ่!
    ยังไงก็ไม่ตายหรอก สวิสนะเว้ย ปลอดภัยจะตาย
    แต่เพราะมึงไม่วางแผนดีๆ มึงจะตายเพราะ จน นี้แหละ T^T

    คือใครๆก็บอกว่า สวิสค่าครองชีพแพงมาก ความจริงก็เคยไปสวิส 2 ครั้งแล้ว แต่ทั้ง 2 ครั้งเป็นการไปกับทัวร์และมีสปอนเซอร์(คุณอา) ของที่ซื้อตอนนั้นก็มีแค่นาฬิกา Swiss Swatch แล้วราคามันกำลังน่ารักกุ๊กกิ๊ก 

    ใครจะคิดว่า การมาเองครั้งนี้จะทำให้หยั่งรู้ได้ว่า อาหาร2มื้อที่นี่ ก็จะซื้อนาฬิกาพลาสติกได้อยู่แล้ว
    เริ่มที่ กาแฟ จากcoffee stand ที่  Zurich Huafbanhof ราคา 5 CHF.
    Crossant chocolate อีก 4.5 CHF. อาหารเช้าโดนไป เกือบ 10 ยู
    แล้วเป็นอาหารที่กินยังไงก็ไม่อิ่ม เข้าใจมั้ย แต่กลัวไม่มีแรงเดินเลยจัดซักหน่อย

    มาต่อกันที่ Mcdonald ผู้ช่วยในการยังชีพในเมืองราคาแพงๆในยุโรป อาหารขยะชนชั้นต่ำสุด
    ปกติที่อิตาลี่ เราจะสั่งชุดhappy meal เพราะมันคุ้มสุดแล้ว เฟรนส์ฟรายก็ได้ นักเก็ตก็ได้ ได้น้ำด้วย
    ได้ของเล่นอีก ทั้งหมดนี้ในราคา 4 ยูโร ปกติเรากินhappy mealก็อยู่ได้แล้ว
    แต่ที่สวิสจ้าาาาา.... 7.2 ฟรังก์... ประมาณ 7 ยูโร เกือบจะ 2 เท่าอยู่แล้ว
    มาต่อกันที่ Kebab อาหารที่ใช้ดำรงชีวิตในการเที่ยวยุโรป เนื่องจากมันมีทั้งเนื้อผักแป้ง มีซอสด้วย กินยังไงก็ถูกปาก ที่อิตาลี่(ราคาประมาณ 4-5 ยูโร) หรือแม้แต่ สวีเดน(ราคาสแกนดิเนเวียนเลยนะเว้ย) ราคาก็ไม่เกิน 6 ยูโร
    แต่ที่สวิสจ้าาาาาา 10 ฟรังก์ ไสย์ ไสย์

    ค่าคมนาคมอีก ตั๋วรถไฟ รถบัส ในเมือง เที่ยวเดียว.. ย้ำว่า เที่ยวเดียวนะ 4.3 ฟรังก์ อันนี้คือใน 'ตัว'เมืองนะจ๊ะ มันคือ zone 1&zone 2  ถ้าอยู่นอกโซนนี้ต้องจ่าย 6 กว่าฟรังก์
    daily ticket ก็ 8.6 ฟรังก์

    ขอซื้อตั๋วเดิน1ใบค่ะพี่

    ขณะนี้เวลา 15.00น. หิวมากกกก แต่ก็หาร้าน freitag flagship ไม่เจอ เดินร่อนไปร่อนมา
    บน Bahnhofstrasse ถนนชอปปิ้งหลักของเมือง เรื่องของเรื่องคือ ไม่มีอินเตอร์เน็ทเลยเดินหาร้านที่ปล่อย wifi ฟรี ซึ่งก็ Mcdonald นี่แหละยังไงก็ต้องมี wifi ซึ่งก็มีจริงๆ แต่ที่เราไม่มีคือ เบอร์โทรศัพท์ลงทะเบียน (เพื่อกฏหมายความปลอดภัยในโลกไซเบอร์) เบอร์ที่อิตาลี่ถูกระงับไปแล้วเพราะไม่ได้จ่ายตังค์ (ก็จะกลับบ้านแล้วนี้จะจ่ายรายเดือนทำไม) อากาศหนาว แบตมือถือที่เสื่อมๆอยู่ก็ได้ทำให้มือถือตายจากเราไปแล้ว ข้อมูลที่หามารู้แค่ว่าตัว flagship เนี้ยอยู่แถวๆ สถานี Hardbrucke คือถ้านั่งรถไฟไปก็ถึงแล้ว แต่ ไม่นั่ง! แม่ง! แพง! เก็บเงินขึ้นรถไฟ 3 นาที ไปกินชาบูบุฟเฟ่ที่ไทยได้เลยนะเว้ย

    ความรู้สึกประดุจ homeless โดยสมบูรณ์ ไปเกาะหน้ากระจก Mcdonald เห็นราคา..กลืนน้ำลายแล้วตัดใจว่า กูไม่กินก็ได้ จะขึ้นรถไฟ ก็ไปยืนมองราคาหน้าตู้ขายแล้ว... อิสัส กูเดินก็ได้
    แต่กูจะไปยังไง๊!!! ความไม่มีเน็ตคือความไม่มีmap  
    พอดีว่าเดินผ่านร้าน Apple Store  ทางสว่างก็ได้บังเกิดกับดาว

    1.เดินเข้าไปในร้าน ทำเนียนๆว่ามาดูโทรศัพท์ กดเล่นๆไปหลายเครื่องเหมือนกัน
    2. ยิ้มแห้งๆ แล้ว ค่อยๆถึงสายชาร์ตเครื่องเค้า มาชาร์ตโทรศัพท์เรา  พนักงานทำหน้าเหม็นเล็กน้อย (คือถ้าจะมาไล่ให้ออกจากร้าน ก็จะถามทางโชว์เลย เอาสิ่.. มาสิ่..)
    3.หา route ว่าจะเดินไปที่หมายยังไงในมือถือของเค้า เพราะเป็นร้าน apple มือถือทุกเครื่องมีอินเตอร์เน็ต ...แล้วจดชื่อถนน
    4.ขอแค่แบตมือถือมันฟื้นแล้วเก็บแบตเตอรี่ไปซัก 10 เปอร์เซ็น เพื่อให้เราเดินตามGPS map ของมือถือได้

    ดูฉลาดมั้ยหล่ะ ... แต่เดินออกไปอีก 1 ชั่วโมง ก็กลับเข้าร้านมาใหม่ แบตหมดอีกแล้วจ้าาาาาา 
    แต่ทางที่เดินหลงไปเจอมุมนี้


    ไปเจอแลนด์มาร์คของที่นี่


    ไปเจอลุงกำลังสอนน้องคนนี้ทำฟองฉะบู่วววววววว ตั้ลล้าคคคคคคคค

    เลเวลความมุ้งมิ้งสวนทางกับอากาศเลยทีเดียว


    เวลาบ่าย2 เดินกลับมาตายรังที่ Apple store
    คราวนี้ดาวจะไม่พึ่งมือถือแล้ว อาการแบตเสื่อมหนักเกินเยียวยา ชื่อถนนที่จดมาก็หาย๊ากยาก
    ต้องมาจดรายละเอียดอีกรอบ คราวนี้ดู google street view ในจุดที่ต้องเลี้ยวเลย ว่าถึงอาคารหน้าตาแบบนี้ต้องเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาจะได้ไม่หลงทิศ

    รู้ทิศอยู่ประมาณ 20 นาที...

    แล้วกูก็หลงอยู่ดี ฮือออออ หิวแล้วด้วย
    4 โมงกว่าแล้วยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลย

    พอดีเดินผ่านร้านอาหารไทยที่นึง ขึ้นรูปเย็นตาโฟ หน้าทางเข้า โครตน่ากิน เดินเข้าไปดูราคา...
    22 ฟรังก์...

    โว้ยยยยยย 880 บาท คือซื้อเย็นตาโฟที่ไทยได้ 22 มื้อ
    ทำไมราคาค่าครองชีพพี่มันโหดเหี้ยมขนาดนี้ ห๊าาาาา มองเข้าไปในร้านเห็นคุณลุงหนวดกำลังกินแบบโครตอร่อยแล้วรู้สึกแบบ ลุงยอมจ่ายราคาขนาดนี้ได้ยังไง คือไม่ต้องเปรียบกับเงินไทยก็ได้ เปรียบกับที่มิลาน ราคา 22 ยูนี่กินอาหารในร้านอาหารไทยหรูๆอย่างน้อยก็ได้ซัก 2 อย่าง

    อยู่ในจุดที่หงุดหงิดประชาชนชาวสวิส เดินบนถนนแล้วอยากเข้าไปเกาะไหล่เขย่าๆถามว่า เหย ค่าครองชีพขนาดนี้ โอเคเหรอที่ต้องจ่ายราคานี้ แล้วเวลาไปต่างประเทศ ไม่ต้องนับไทยนะ ไปCzechงี้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นราชามั่งป่ะ (คือขนาดเราไปเช็คยังรู้สึกว่าใช้ง่ายจ่ายคล่องเลย) ชีวิตพวกเธอต้องดีมากแน่ๆ ทำไมความต่างของค่าครองชีพทำให้เรารู้สึกด้อยค่าก็ไม่รู้ รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับคนสวิส พอโพสบ่นในเฟสบุ๊ค (ตอนที่มีอินเตอร์เน็ทแล้ว) เพื่อนมาคอมเม้นท์ว่า 
    "มะคืนเพิ่งดูรายการ รายได้เฉลี่ยคนที่นั้นต่อปีสามล้าน คนไทยเฉลี่ยสองแสน 555 ฟัคชิดฟัคชิด"

    บ้าไปแล้ว
    200,000 กับ 3,000,000
    มันไม่ใช่ 10 เท่า แต่เป็น 10 เท่ากว่าๆ

    คนกวาดถนนที่สวิสอาจมีรายได้ดีกว่าพนักงานบริษัทในไทยที่ทำงานมาเกือบ 10 ปีด้วยซ้ำ
    คิดแบบนี้แล้วปวดร้าววววว
    ก็ถูกที่ค่าครองชีพของเค้าแพงมาก ค่ากิน ค่าอยู่ เลยทำให้ค่าครองชีพสูงตาม แต่ค่าครองชีพที่สูงก็ตามมาด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าไม่ใช่เหรอ มันอดคิดไม่ได้ว่าเรากับเค้ามันคนละ"ชนชั้น" กันจริงๆ
    เหมือนแม่งเป็นคนจากCapital แล้วกูอยู่ district 12 

    แม่ง เศร้า เห้ออออออ

    หาร้านก็ไม่เจอ เดินวนเป็นวงกลมมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ตอนแรกบอกแค่ 2.3 กิโล รวมระยะหลงด้วยก็น่าจะปาไป 4 กิโลแล้วนะ
    คุณแม่กับเด็ก2คนเดินผ่านมา โหวงเฮ้งมีความใจดีเลยถามทางเค้า และนี่เป็นการถามทางครั้งแรกในสวิส เป็นครั้งแรกที่ได้มีการสนทนากับคนท้องถิ่น  คุณแม่จะเป็นตัวชี้วัดความน่ารักของคนสวิสเลยนะ

    คุณแม่น่ารัก ตั้งใจบอกทางมาก หน้าตายิ้มแย้ม เค้าพูดอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ แต่ฟังออกว่าถามอะไร สื่อสารกลับมาว่า ให้เดินไปกับเค้าก่อน เค้าจะเดินไปขึ้นรถราง แล้วหนูน่ะ เดินตามเส้นรถรางไปเลย เลี้ยวซ้าย เดี๋ยวก็เจอ ก่อนขึ้นรถรางยังอวยพรว่า 'good luck' ด้วย 

    คนสวิส - ประทับใจ

    เพื่อนชาวสวิสอยู่คนนึงเคยบอกว่าคนสวิสจะค่อนข้างถือตัว จะเหยียดๆชาวต่างชาตินิดหน่อย ค่อนข้างมองโลกแง่ลบเพื่อป้องกันเหตุการที่ไม่คาดคิด คือ คิดเผื่อไว้ก่อน ถ้าหากมันไม่ดีหล่ะ
    ถ้าหากไอ่นี้จะมาโกงเราหล่ะ อะไรประมาณนี้ เราก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เพราะนี่คือความเห็นของคนๆเดียว แต่เท่าที่เดินๆมาก็ยังไม่เห็นใครทำหน้าเหม็นใส่เรานะ

    ระหว่างผ่านร้านเล็กๆตั้งป้ายไว้ว่าFREITAG OUTLET 
    กรี๊ดดดดดดดดดดดด
    เป็นร้านเล็กๆที่ข้างในมีกระเป๋าFreitagรุ่นต่างๆให้เลือกเต็มเลย และมี Corner outlet ที่สนนราคาอยู่ที่ครึ่งนึงของราคาจริง!!!!! เราตั้งใจจะซื้อกระเป๋าตังค์ เล็งได้อันนึง แต่ก็ยังอยากไปดูที่ Flagshipใหญ่อยู่ดี อยู่เผื่อมีลาย มีสีที่ชอบมากกว่า

    ในที่สุดก็ถึง Freitag Flagship Store 
    อาคารยังคง Concept Re-use เป็น Flagship headquarter ที่ถ่อมตัวมาก ร้านตั้งอยู่ในย่านฮิปเตอร์


    "oh.. that's one of those Freitag bags that used to be a big hit among Architects like.. 5 years ago"
    เพื่อนชาวเยอรมันกล่าวไว้ ตอนที่เราอวดว่าเพิ่งซื้อ Freitag มาใบแรกปี 2013 
    แกอย่ามาเหยียดหยามกระเป๋ากระสอบของชั้นนะ
    "you know.. Freitag means Friday in German"
    "So?"
    "nothing. I just don't buy it why people have to pay that much for a recycle bag"
    แกไม่ใช่คนแรกที่พูดแบบนี้ แม่ หรือ เพื่อนก็งงเหมือนกันตอนรู้ราคา
    แต่ตอนที่เรารู้จัก Freitag ครั้งแรกมันคือที่คณะ อาจารย์หลายคนใช้ นักเรียนก็ใช้บ้างประปราย

    ทำไมถึงใช้? เพราะมันยิ่งเก่ายิ่งสวยไง ซื้อมามันก็เก่าเลย ไม่ต้องมานั่งระวังกาแฟหกใส่ ไม่ต้องกลัวว่าจะวางพื้นไม่ได้  มันถึกด้วยใช้ยังไงก็ไม่พัง เหมาะแก่คนไม่รักษาปาข้าวของทิ้งอย่างข้าพเจ้ายิ่งนัก
    แล้วที่มันแพงเนี่ย แพงเพราะค่าแรงของคนสวิสแน่ๆ ค่าทำความสะอาด ค่าดีไซน์ ค่าเย็บ(ที่ไปจ้างประเทศเพื่อนบ้านเย็บ) มันเลยราคาสูงเอาเรื่อง
     
    ราคาข้างในไม่มีอันไหนลดเลย มีคุณป้าชาวญี่ปุ่น 2-3 คนยืนเลือกกระเป๋าอยู่  พนักงานเป็นเด็กวัยรุ่น3คนแต่งตัว Casual ประพฤติตัว Casual เช่นเดียวกันกับเสื้อผ้า คือนางนอนบนโซฟาตัดกระดาษ(ที่กำลังแต่งร้านอยู่)ร้องเพลง Robber ของ The 1975 อยู่ เอาเป็นว่า บรรยากาศในร้านชิคกะแด่วดีเลยทีเดียว ไอ่หนุ่มที่นอนตัดกระดาษลุกมาถามว่าสนใจรุ่นไหนเป็นพิเศษมั้ย เราบอกยังไม่รู้เลยเดินดูเฉยๆ  ราคาที่ outlet ยังตรึงตรา ราคากระเป๋าใบเดียวที่นี่ได้กระเป๋าที่outlet 2 ใบ ถึงจะมีสีที่โดนมากกว่า แต่ราคามันก็แรงไม่ใช่เล่น เราเลยแค่เดินเล่นเรื่อยๆขึ้นไปชั้นบนสุด(หอบแดกไม่เบา) เป็นดาดฟ้าที่เห็นวิวซูริคได้รอบๆ ได้ความประมาณนี้


    วิวซูริคมุมสูงทำให้รู้สึก...
    ..
    ..
    หิว!
    หิวว้อยยยยยยยยยยยยยย ย ย ย   

    *อารมณ์แบบตัวละครในหนังที่ไปบนภูเขาหรือบนที่สูงๆแล้วตะโกนอย่างบ้าคลั่ง*

    "พวกมึงน๊ะะะะะ ลดค่าครองชีพกันหน่อยได้มั้ยยยยยยย กูจ่ายไม่วั้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    ไอ่พวกบ้าาาาา ไอ่พวกป่าเถื่อนนนนนนนนน  นิสัยไม่ดี แม่ง แพงงงงงงงงงงงงงงงงงงง"

     คือปกติคนขึ้นไปที่สูงจะมีอารมณ์ตระหนักหยั่งรู้ป่ะ อารมณ์ความคิดตกผลึก เท่ห์ๆคูลๆ แต่นี่คือทั้งหมดที่คิดได้ตอนมองซูริคในมุมสูง


    ป้าที่ญี่ปุ่นเดินตามขึ้นมา ทำหน้าช็อคเล็กน้อยประมาณว่าทำไมนางเอเชี่ยนหน้าตาระบุสัญชาติไม่ได้คนนี้โวยวายอะไรบนดาดฟ้า หน้านางดีใจนิดหน่อยที่ฟังกูไม่รู้เรื่อง เพราะจะได้ไม่ร่วมสัญชาติกับคนบ้า
    เราหันไปสบตาป้าพร้อมกับสื่อสารทางสายตาว่า...

    "หนูไม่ใช่คนบ้านะป้า หนูแค่โมโหหิว"

    เดินกลับไปซื้อกระเป๋าที่ร้านoutletร้านเดิม เวลา 5 โมงกว่าๆ ฟ้ามืดหมดแล้ว
    โดนไป 2 ใบในราคาใบเดียว โครตตตต ภูมิใจ ตอนไปจ่ายตังค์
    'good choice' พี่หนวดที่counterชม

    กิกิ 

    mission complete ไป 1 











     











Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in