BETWEENตะเกียงดาว
กำเนิดโคล์ว
  • ลูกแก้วลอยเคว้งคว้างสะเปะสะปะไร้ทิ้งทางวกวนอยู่ในป่าทึบบางครากลับนิ่งค้างลอยอยู่กับที่อย่างไม่รู้ทิศทางเหล่าภูตผีปีศาจในไพรพฤกแหงนหน้ามอง ส่งเสียงกู่ก้องพึมพำร่ำลือส่งต่อกันปิติยินดีในสิ่งที่ได้พบเห็น ปากต่อปากส่งถึงกัน

     

              รูปกายด้านมืดถือกำเนิดแล้ว!!!

              รูปกายด้านมืดถือกำเนิดแล้ว!!!

     

    หากหูอันมือบอดของมนุษย์หากลับได้ยินเสียงเหล่านี้ไม่เนิ่นนานมาแล้วที่พวกมนุษย์ไม่เคยรับรู้การถือกำเนิดของสิ่งใดเลยแม้สิ่งนั้นจะงดงามควรค่าแก่การยกย่องนับถือควรค่าแก่การสักการะสักเพียงใดก็มิเคยได้ยินเว้นก็เสียแต่หมู่มวลเทวดาเพียงเท่านั้นที่ยกมือสาธุการ

     

     

    เด็กชายตัวน้อยในลูกแก้วใสนอนคุดคู้ไม่รับรู้สิ่งอันใดปีกสีดำทั้งคู่ห่มคลุมร่างกายเปลือยเปล่า เปลือกตาปิดสนิทลมหายใจแผ่วเบาสม่ำเสมอ

     

    เพียงชั่วครู่ที่ลูกแก้วใสนิ่งค้างหยุดพักปรากฏคล้ายลมหอบใหญ่สีดำเป็นสายพัดพาหายไปในพริบตาหากจะมองกันให้ชัดเจนสายลมเส้นใหญ่นั้นแท้จริงคือหมู่ค้างคาวจำนวนมากผลัดเปลี่ยนกันโอบอุ้มลูกแก้วใสกลับไปยังถ้ำเพิงพัก

     

    ความชื้นเย็นภายในถ้ำบางคราคล้ายเร่งเร้าการถือกำเนิดบางคราคลับคล้ายปลอบโยนให้สิ่งมีชีวิตภายในหลับใหลยาวนานไม่ยอมตื่นจากนิทรารมย์ละอองไอความเย็นแผ่ออกมาจากลูกแก้วใสเป็นระยะตามห้วงจังหวะการหายใจลูกแก้วใสถูกวางไว้ในส่วนกลางของถ้ำแลดูเสมือนหนึ่งห้องโถงใหญ่เกร็ดหินงอกหินย้อยสะท้อนแสงวูบวาบระยิบระยับวิจิตรตระการตา

     

              “ไม่น่าเชื่อว่าข้าจะได้เจ้าไว้ครอบครองง่ายดายเช่นนี้”

    บุรุษหนึ่งยิ้มลำพองในสิ่งที่หมายมาดการได้ถือครองความมืดบอดแห่งจิตใจมนุษย์ ความโง่เขลาเบาปัญญาการอยู่เหนือสิ่งนั้นคืออำนาจทั้งหมดทั้งมวลอันน่าปรารถนาเป็นที่ยิ่งการได้ครอบครองมนุษย์ผู้ถือว่าตัวเองฉลาดล้ำเหนือฟ้าเหนือดินเหนือธรรมชาติ

     

              ...มนุษย์เอย เจ้าผู้โง่เขลาเจ้าคิดว่าจะมีอำนาจเหนือธรรมชาติได้ฉันท์ใดกันเล่า...

     

    เด็กชายผู้ถือกำเนิดใหม่กระพริบตาถี่ ไม่รู้ตัวเองเป็นใครไม่รู้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เด็กชายลุกเดินอย่างคนละเมอกลิ่นสาบสางของบางสิ่งบางอย่างกระทบจมูก ตรงผนังถ้ำมีชีวิตเล็กๆห้อยหัวเรียงกันนับจำนวนไม่ได้พื้นหินเย็นบนก้าวย่างแต่ละก้าวส่งกระแสบางอย่างให้เด็กชายกระปรี้กระเปร่าสดชื่น

     

    รับรู้การมีชีวิตมีเลือดมีเนื้อของตัวเอง การสูดลมหายใจเข้าสู่ร่างกายส่งเสริมการมีชีวิตเด็กชายรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้โดยปริยายหลับตาสูดลมหายใจเต็มที่ กำหนดให้มันแผ่กระจายออกไปในทุกส่วนของร่างกาย แขนขาปลายนิ้วมือนิ้วเท้า เส้นผม

     

              “เจ้าสมควรมีอาภรณ์คลุมกาย” ผ้าผืนใหญ่สำดำถูกส่งให้ เด็กชายลืมตามองผู้อยู่ตรงหน้า

              “ปีกของข้าทำหน้าที่อยู่แล้ว”

              “นั่นก็ใช่ หากมันย่อมแตกต่าง” รอยยิ้มเย็นใจดีส่งให้คว้าผ้าผืนใหญ่ในมือเด็กชายที่ยังคงถือยู่คลุมให้

              “อาภรณ์ที่สวมใส่ย่อมทำให้ผู้พบเห็นมองไปในอีกแบบหนึ่ง”

              “ข้าไม่เข้าใจ”เด็กชายพึมพำมองดูผ้าสีดำผืนนั้นที่ชายแปลกหน้าห่มคลุมร่ายกายให้ผ้ามีขนวาวนิ่มในการสัมผัสหากเด็กชายไม่รับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างร่างไร้อาภรณ์กับยามมีมันมาคลุมกายหรือถ้อยคำของชายผู้นี้ความหมายของมันจะไม่ใช่อย่างที่เด็กชายเข้าใจ

              “วันหนึ่งเจ้าจะเข้าใจเอง”

              “ท่านเป็นใคร...และข้าเป็นใคร” เด็กชายถาม

              “ข้าคือแบด ส่วนเจ้าบุตรชายคนหนึ่งของอวานีนามของเจ้าคือโคล์ว”

              “เหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่” เด็กชายตั้งคำถาม ไร้ซึ่งคำตอบจากแบด

     

              เด็กชายเดินออกมานอกถ้ำ เหล่าบรรดาภูตผีปีศาจอมนุษย์ล้วนส่งเสียงอื้ออึงหมายครอบครองเพียงแบดสะบัดมือข้างหนึ่งพวกยื้อแย่งต่างถอยร่นปรากฏเส้นวงแหวนไฟนอกปากถ้ำกั้นแดน

     

              “เจ้าใช้อำนาจใดหมายครองครองผู้เสพความชั่วช้า” ปีศาจตนหนึ่งไม่ยอมง่ายดายหมายใจปลุกปั่นพรรคพวก

     

              แบดกวาดตามองถ้วนทั่ว

     

              “เจ้าเข้าใจผิดแล้วสหายเอ๋ย...ข้าเพียงแต่ดูแลเขาชั่วขณะจะส่งคืนมารดาในไม่ช้านี้”

              “เขามีอันใดให้เจ้าดูแล”

              “ใช่ๆๆ” เสียงสนับสนุนดังขึ้นทั่วไป

              “ผู้เสพความชั่วช้าหาต้องมีใครดูแลไม่เขาสามารถเติบโตได้ด้วยปีศาจในจิตใจมนุษย์”

              “นั่นก็ใช่ แต่ด้วยเขาเพิ่งถือกำเนิดจึงจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรนิดๆ หน่อยๆก่อนส่งคืนอวานี” แบดโปรยยิ้มแฝงเลศนัย

              “สหายทั้งหลาย ไม่มีใครครอบครองโคล์วได้พวกเจ้าย่อมรู้แล้วข้าไหนเลยจะทำเช่นนั้นได้” แบดนิ่ง รอให้ถ้อยคำของเขาได้รับการไตร่ตรองทิ้งระยะให้พวกมันได้คิด

              “เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป”

     

              แบดยิ้ม ความฉลาดล้ำในการใช้คำพูดย่อมอยู่เหนือผู้อื่น

     

              “ข้าเพียงแต่อยากขอร้องพวกเจ้าเหล่าสหาย ระหว่างโคล์วพำนักอยู่กับเราที่นี่”แบดเลือกใช้คำว่า เรา แทนคำว่า ข้า ด้วยเพราะรู้ผู้รับฟังย่อมรู้สึกแตกต่างกัน นี่เป็นกลวิธีหนึ่งในการควบคุม

              “พวกเจ้าอย่าได้กวนใจเจ้าชายของเราเท่านั้นเองอนุญาตให้เขาใช้เวลาในอาณาเขตของพวกเราอย่างสะดวกใจเท่าที่เขาปรารถนา”

     

              แบดเอียงคอค้อมหัวเล็กน้อย ผายมือเป็นท่วงท่าให้เกียรติแก่เหล่าปีศาจและอมนุษย์ทั้งหลายใช้มือดันเบาๆ ที่หลังเด็กชาย โคล์วก้าวเดินออกจากวงแหวนแห่งไฟไม่สะทกสะท้านแบดยิ้มกริ่มแค่สิ่งเล็กน้อยนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เหล่าภูติผีปีศาจไร้ข้อกังขาในตัวเจ้าชายผู้เสพความชั่วช้าไร้ข้อกังขาในความบริสุทธิ์ใจของเขา

     

              เพียงแค่อึดใจที่เด็กชายเดินออกมานอกถ้ำไกลออกไปเด็กชายมองเห็นแสงสีทองเหนือยอดไม้เรียกความสนใจใคร่รู้เด็กชายเดินตรงไปยังทิศทางแห่งแสงนั่น ครั้นรู้สึกเหมือนเข้าใกล้แสงนั่นจะถอยห่างออกไปทิ้งระยะให้เด็กชายเดินตาม แล้วค่อยถอยห่างออกไปอีกเป็นเช่นนี้อยู่พักใหญ่

     

              เสียงหัวเราะเบาๆ ลอยมา

     

              “เหตุใดเจ้าไม่ใช้ปีกของเจ้าเล่าเด็กน้อย”

     

              เด็กชายสับสนกับเสียงที่ได้ยิน และยิ่งสับสนกับตัวเองยิ่งกว่าอา...ใช่แล้ว เขามีปีก ปีกสีดำสวยงามคู่หนึ่งตรงสะบักซ้ายขวา

     

              “ปีกของเจ้าเฉกเช่นเดียวกับนก เจ้าสามารถบินได้ด้วยมัน”

              “ข้าขอโทษ”

     

              เสียงหัวเราะเล่นล้อดังขึ้นอีกครา

     

              “เหตุใดเจ้าต้องขอโทษเล่า”

              “เพราะข้าไม่รู้สิ่งที่ควรรู้” เด็กชายหน้าสลด

              “ความเยาว์วัยช่างน่าทะนุถนอม ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นเยี่ยงไรในภายภาคหน้าหากเมื่อเยาว์วัยกลับดีงามเสมอกัน”

              “...............”

              “ลาก่อนโคล์ว ข้าเพียงแต่แวะมาทักทาย”

              “เดี๋ยวก่อน ท่าน...เป็น...ใคร...” คำพูดสุดท้ายหายไปในลำคอ แสงสีทองที่เห็นหายไปแล้ว.

     

     

     

     

     

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in