กับดักรักพราวเสน่ห์อิงสิตางศุ์
บทที่ 1 ถูกจับคู่
  • สีหน้าเคร่งเครียดจมอยู่กับแฟ้มเอกสารภายในห้องกระจกล้อมรอบชั้นเกือบบนสู้บนตึกสูงระฟ้านั่นช่างไม่เข้ากับบรรยากาศเมืองหลวงของประเทศที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแสนคึกคักมากด้วยผู้คนที่กำลังเดินเที่ยวเตร็ดเตร่กันอย่างไม่ยีหระกับอากาศ และจำนวนคนในช่วงปีใหม่ที่เพิ่งผ่านมาได้ไม่กี่วัน แต่ทว่าบริษัทผู้ถือครองธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต และรับออกแบบสร้างบ้านแห่งนี้ยังคงมีคนบางส่วนมาทำงานกันตามปกติ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบริษัทนี้ถึงก้าวขึ้นเป็นอันดับต้นของประเทศในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งที่มีประธานบริษัทอายุน้อยที่สุดในวงการเดียวกัน


    เสียงปึงปังเปิดประตูไม้เงางามราคาแพงเข้ามาในห้องประธานหนุ่มโดยไม่แม้แต่จะเคาะประตูหรือส่งสัญญาณบ่งบอกตามมารยาทที่ผู้ใหญ่พึงมี เพราะเจ้าของห้องไม่เคยจะได้ยินมันเลยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ร่างสูงกำยำก้าวยาวเข้าห้องมานั้นอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำ กางเกงยีนส์ขายาวสีดำไม่เข้ากับตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตแม้แต่น้อย ชายคนเดิมคนที่มักมาในท่าทีไร้มารยาทแบบนี้ไม่อาจเรียกความสนใจให้คนที่นั่งก้มหน้าทำงานงกๆ ให้ละสายตาขึ้นมามองหาต้นเหตุได้


    “จะมีสักครั้งมั้ย? ที่นายคิดจะเคาะประตูก่อนจะเข้าห้องทำงานฉัน” แต่มีเหรอที่คนเข้ามาใหม่จะสนใจ ไหวไหล่แล้วตรงไปยังโซฟาทันที


    “นายคงไม่ทำเรื่องบัดสีอะไรในห้องนี้หรอกถูกมั้ยน้องชายแล้วอีกอย่างถึงฉันจะเคาะจนกระดูกแตกนายก็ไม่คิดจะตอบอยู่ดี”


    ก็เล่นเคาะประตูเป็นรัวกลองแบบนั้นใครมันจะไปอยากตอบ....

    เป็นพี่ชายแต่ทำตัวไร้สาระชะมัด...


    “เฮ้อ....เห็นแล้วเหนื่อยแทนว่ะ จะว่าไปเป็นก็โชคดีของฉันที่ไม่รับตำแหน่งประธานบริษัทแล้วโยนให้นายแทนไม่งั้นสภาพไม่น่ารอด ทำงานไม่มีวันหยุดแบบนี้มีหวังเครียดตาย”


    “มีธุระอะไรพัชร นายคงไม่ได้มาที่นี่เพราะคิดถึงฉันหรอกใช่มั้ย” พัชร ศิรินสกุล พี่ชายเพียงคนเดียวพ่วงด้วยตำแหน่งประธานกรรมการฝ่ายโรงแรม รีสอร์ท ของประธานบริษัท ศิริน คอปเปอร์เรชั่น ที่วันๆ เอาแต่นั่งทำงานหนักเพราะภาระที่พี่โยนมาให้ แต่พิชญ์ ศิรินสกุลก็รับตำแหน่งนี้มาด้วยความเหมาะสมและเต็มใจที่จะสานต่อธุรกิจครอบครัวที่พ่อแม่เหลือทิ้งไว้ให้


    “จะมีอะไร...ก็คุณพิมพ์ภาจอมขี้บ่นอีกนั้นแหละ รายนั้นเขาอยากอุ้มเหลน....... ‘ไอ่ฉันก็แก่แล้วหนำซ้ำยังเป็นโรคหัวใจจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้’ .....ว่ามาแบบนี้แล้วให้ฉันหาเมีย แกจะบ้าหรือเปล่าวะ! ฉันเพิ่งจะยี่สิบเจ็ดขอใช้ชีวิตวัยหนุ่มให้คุ้มหน่อยเหอะ” คนที่นอนยาวบนโซฟาบ่นพลางทำเสียงเลียนแบบพิมพ์ภาคุณย่าอันเป็นที่รัก ซึ่งตอนนี้เป็นผู้อาวุโสเพียงคนเดียวในครอบครัวหลังจากที่พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ไปเมื่อหลายปีก่อน


    “ลุกลามไปถึงนายแล้วเหรอ” เป็นเรื่องใหญ่พอที่สามารถทำให้พิชญ์ยอมละจากกองเอกสารหันมาสนใจพี่ชายพูดขึ้นพร้อมยกมุมปาก มีหรือเขาจะไม่รับรู้ความรู้สึกนั้น ก็เมื่อปลายปีที่ผ่านมายังถูกหลอกให้พาไปกินข้าว ที่ไหนได้เป็นการดูตัว อยากจะงอนใจจะขาดแต่ก็ทำไม่ได้เดี๋ยวคนแก่ขี้น้อยใจจะพาลงอนกลับ กว่าจะหายงอนเล่นไม่คุยด้วยเป็นอาทิตย์


    “ทำไงดีวะ...ยายแก่นี้ก็จริงๆ เล๊ย ดื้อชะมัด” ปากก็บ่นสมองก็คิดหาทางออก แต่ทางออกดีๆ มันหากันได้ง่ายๆ ที่ไหนกัน


    ประตูที่เปิดพรวดเข้ามาทำให้คนที่นอนดีดตัวเด้งพรวดขึ้นมานั่งด้วยความตกใจ เขาไม่อยากให้พนักงานบริษัทเห็นว่าตนนั้นทำตัวตามสบายแค่ไหนเดี๋ยวจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง โดยลืมนึกไปว่ามีไม่กี่คนหรอกที่เข้ามาในห้องนี้แล้วไม่เคาะประตู....ไม่กี่คนที่เขาว่าก็ไม่ได้พ้นจากคนสายเลือดเดียวกันเสียเท่าไหร่หรอก


    “ไงน้องรัก ทำไมถึงรวมตัวกันได้” พี่ใหญ่สุดของตระกูลศิรินสกุล พริ้มพราว พี่สาวคนโตและคนเดียวที่สวยสง่าเดินเข้ามานั่งตรงข้ามพัชร และยกขาขึ้นไขว้ห้างโดยที่เจ้าหล่อนไม่ได้คำนึกถึงเรื่องชุดเลยว่าจะแหวกไปถึงไหนต่อไหน ดีกรีสวยมั่นสุดเซ็กซี่น่ะใครเห็นก็พอจะดูจากการแต่งตัวก็รู้ แต่เห็นแบบนี้พริ้มพราวก็เก่งและแกร่งเกินหญิงเป็นสถาปนิกมือหนึ่งของบริษัทพร้อมตำแหน่งประธานกรรมด้านธุรกิจออกแบบก่อสร้างของบริษัทเลยทีเดียว



    “ไม่มีอะไรก็แค่......” พูดไม่ทันจบราวกับความชั่วร้ายวิ่งเข้ามาในสมองอย่างฉับพลันก่อนจะหันหน้ามองน้องเล็ก ที่สบตาก็รู้ว่าคิดอะไรอยู่อย่างรู้ใจก่อนจะยกยิ้มอย่างผู้มีชัย....ทางออกของปัญหาที่กลัดกลุ้มนั้นอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว


    “พี่มาถึงเมื่อไหร่” เป็นน้องชายคนเล็กที่รีบเปลี่ยนเรื่องพูด เบี่ยงความสนใจของเธอที่เริ่มจับได้ถึงบรรยายที่ผิดแปลกไปของน้องชาย ทว่าถึงเธอจะรู้สึกตะหงิดๆ มองหาจุดผิดปกติในท่าทีของสองหนุ่ม แต่แล้วพริ้มพราวเองก็ไม่ได้สนใจอะไรเนื่องจากถามไปเธอก็รู้อยู่ดีว่าน้องชายตัวดีก็ไม่คิดที่จะบอก เธอได้แต่ถอนหายใจกับการที่จะต้องกลับมาทำงานอีกครั้ง


    “เมื่อเช้า แล้วก็ตรงมานี่เลย น่าเบื่อชะมัดยังเที่ยวไม่หนำใจเล๊ย!” ว่าพลางบิดขี้เกียจด้วยความเมื่อยล้าจากการเดินทาง เธอเพิ่งกลับมาจากฝรั่งเศสที่มีแพลนจะไปต้นแต่ต้นปีที่แล้วก็เพิ่งจะมาได้ไปช่วงสิ้นปี ทุกคนต่างก็ดูดีว่าพริ้มพราวชอบท่องโลกกว้างมากแค่ไหน ก็มันเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานแถมยังได้พักผ่อนเป็นรางวัลที่ดีเยี่ยมสำหรับเธอ


    “นี่ นั่งดีๆ หน่อยแม่คุณ อยากจะเซ็กซี่ก็ช่วยลดระดับความห้าวกะโหลกกะลาลงบ้างเถอะ ฉันไม่ใช่พวกซิสค่อนที่จะหลงใหลในใต้กระโปรงพี่สาวหรอกนะ” ถึงปากจะพูดห้วนๆ ไปแบบนั้นแต่เธอก็รู้ดีว่าไม่มีอย่างอื่นแอบแฝงนอกจากจะเป็นห่วงเท่านั้น นั่นแหละที่ทำให้สาวมั่นคนนี้ชอบการแกล้งน้องชายด้วยวิธีนี้เสียเหลือเกิน


    “พูดก็พูดเถอะ น่าจะให้หยุดยาวกว่านี้ซักหน่อย เอ่อนี่พัชร พรุ่งนี้ย่าต้องไปหาหมอใช่มะ?”


    “แหงสิ! แล้วก็เป็นเวรเธอ เพราะครั้งที่แล้วเธอแลกกับฉัน” ไปโรงพยาบาลพูดถึงก็ขนลุกไม่หาย เมื่อเดือนที่แล้วเจอพยาบาลคนไหนสวยถูกใจไม่ได้ยุให้จีบอย่างเดียว น่าปวดหัวจริงๆ นึกภาพตามพลางกอดตัวเองแน่นส่ายหน้าพยายามลบภาพพวกนั้นออกจากหัว ใช่ว่าพยาบาลไม่สวยแต่เขาไม่ค่อยถูกโรคกับผู้หญิงที่โดนยัดให้เท่าไหร่ ลองเป็นเขาเดินเข้าหาเองสิ


    แม่จะซัดไม่เลี้ยง ใส่ไม่ยั้ง


    “โอเค ฉันไปละต้องไปเช็คแบบบ้านก่อน.....ฉันไม่รู้หรอกว่านายสองคนมีแผนชั่วอะไร แต่ถ้าทำฉันเดือดร้อนศพไม่สวยแน่” สายตาพิฆาตรมองผ่านไหล่มาพูดก่อนจะสาวเท้า ตั่ง ตั่ง ตั่ง ออกจากประตูและปิดลงอย่างเงียบสนิท


    ฟู่ววววววว~


    “น่ากลัวเป็นบ้า....แล้วเอาไงดีวะไอ่พิชญ์” พัชร พูดรักษาระดับความเบาของเสียงไว้ การที่พี่สาวสงสัยและยอมออกไปแต่โดยดีนั้นน่าระแวงกว่าคาดคั้นเอาความจริงเป็นไหนๆ


    ถึงห้องนี้จะเป็นห้องเก็บเสียงก็ตาม...


    “นายก็รู้นิไอ่พี่ชาย คิดจะทำการใหญ่ ใจต้องนิ่ง” รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนหน้าหล่อที่ดูอิดโรยจากการทำงานนั้นยกสมาร์ทโฟนของตนขึ้นต่อสายหาผู้เป็นย่าที่รักและเคารพทันที


    #####


    โรงพยาบาลวิริยะ......


    โรงพยาบาลเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศไทยถึงแม้จะถูกก่อนตั้งได้ไม่นาน แต่เป็นเพราะแพทย์ผู้ก่อตั้งและบุคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาลแห่งนี้มักถูกคัดสรรมาอย่างดี บวกกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและครบครันทำให้ก้าวเป็นอันดับหนึ่งได้ภายในไม่กี่ปี ที่สำคัญแบบร่างโรงพยาบาลสไตล์โมเดลทันสมัยแบบนี้ยังเป็นผลงานของคุณหญิงแห่งศิรินสกุลที่เคยออกแบบไว้ตั้งแต่สมัยเรียนอีกด้วย


    “ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตั้งแต่เช้า ชักระแวงแล้วนะเนี้ย” ร่างระหงที่เดินตามรถเข็นของพิมพ์ภามีบุรุษพยาบาลท่าทางตุ้งติ๊งคอยเข็นให้อยู่กล่าวขึ้น เธอชักเสียวสันหลังแปลกๆ ไม่รู้ว่าน้องชายตัวดีไปก่อเรื่องอะไรไว้จนมีอิมแพ็คมาถึงเธอหรือเปล่า แต่ความคิดนั้นก็หยุดลงเมื่อมาถึงหน้าห้องตรวจ


    แพทย์หญิงศศิวิมล นัตธภัทร...


    แพทย์หญิงประจำตัวย่าของเธอที่พริ้มพราวรู้จักมาพอสมควรเป็นแพทย์หัวใจที่เก่งที่สุดในประเทศและอยู่อันดับต้นๆ ของโลก โรงพยาบาลนี้มีแต่บุคลากรชั้นอ๋องพ่อถึงพาย่ามารับการรักษาที่นี่ การตรวจผ่านไปด้วยดี ทุกอย่างปกติอย่างที่เคยเป็นไม่มีภาวะอะไรแทรกซ้อนเพียงแต่ต้องออกกำลังกายเบาๆ บ้างเท่านั้น


    การตรวจเสร็จสิ้น เจ้าหล่อนอาสาเข็นย่าของเธอเองเพราะยังไงก็จะกลับอยู่แล้วจะได้ไม่เสียเวลาทำงานบริการคนไข้คนอื่นของบุรุษพยาบาลตุ้งติ๊งคนนี้


    “เห็นมั้ยหนูบอกแล้วว่าเดินบ้าง ไม่ใช่หิวน้ำก็หนูอิน เปิดทีวีก็หนูอิน” บทสวดจากหลานสาวเริ่มขึ้นเมื่อพูดถึงกิจวัตประจำวันที่เห็นบ่อยๆ ว่าย่าพิมพ์ภานั้นขี้เกียจเดินเองมากแล้วไหนจนต้องเรียกสาวใช้บ่อยๆ ทั้งที่ร่างกายตนเองก็แข็งแรงเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าด้วยซ้ำ


    “แกนี่มันขี้บ่นจริงๆ แล้วจะเข็นฉันไปไหนเนี้ยหื้อ” ประโยคที่คล้ายจะรำคาญไม่ได้ทำให้หลานสาวคนงามหยุดเข็นรถเท่าประโยคคำถามข้างหลัง รถเข็นถูกหยุดในทันที


    “กลับบ้านดิ”


    “อ้าวนี่ฉันไม่ได้บอกหรอกเร๊อะว่ามีนัดต่อ ลืมสนิท ฮ่าๆ ๆ ๆ” พูดเองเอ่อเองหัวเราะเองจนเป็นนิสัยสินะ คนๆ นี้ หมดคำพูดจากหลานสาวคนสวย หรือเรียกให้ถูกก็คือรอให้ย่าบอกมากกว่าว่าจะไปที่ไหน


    “ไปชั้น 20 เอ่อ พราวแกอยากได้สามีเป็นหมอมั้ย” บอกที่หมายเสร็จรถก็ถูกเข็นไปยังลิฟท์เฉพาะบุคคลเพื่อขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของโรงพยาบาล เป็นชั้นของผู้บริหารตั้งแต่พาย่ามาครั้งนี้คงเป็นครั้งที่สองที่พาย่าขึ้นมาห้องนี้แต่น้องชายทั้งสองก็ได้ขึ้นมาเหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าบ่อยแค่ไหน คนไข้วีไอพีที่รู้จักเจ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้ดี มาทำการรักษาตั้งแต่โรงพยาบาลเปิดใหม่ๆ จนสนิทชิดเชื้อกับแพทย์อาวุโสเป็นอย่างดี


    “หึ พูดอะไรเป็นการ์ตูน หมอมีผู้ชายที่ไหนกันห้าเปอร์เซ็นเป็นผู้หญิงสี่สิบเปอร์เซ็นเป็นตุ๊ด เกย์ อีกสิบเปอร์เซ็นที่เหลือไม่แคล้วเป็นผัวตุ๊ดเกย์ โอ๊ย! ” พูดไม่ทันจบมือเหี่ยวย่นแต่แรงดีไม่มีตกก็เอื้อมมาตีแขนเธอสุดกำลัง


    “พูดจาระวังหน่อยเป็นผู้หญิงอะไร เดี๋ยวแกลงไปรอฉันข้างล่างละกัน จะคุยธุระ” พริ้มพราวพยักหน้ารับรถเข็นถูกเข็นเข้ามาในห้องที่ขาวสะอาดถูกจัดแต่งเรียบร้อยแต่กลับไม่มีคนอยู่ก่อนเธอจะขอตัวเดินออกไป


    “ขอโทษที่ให้รอ สวัสดีค่ะย่าพิมพ์ภา ยังดูแข็งแรงเหมือนเดิมเลยนะคะ” ประภาพรรณ วิริยะสกุลวงศ์อดีตแพทย์ประจำตัวพิมพ์ภากล่าวขึ้นเมื่อเปิดประตูแล้วพบกับคนที่นัดเธอมาในวันนี้นั่งรออยู่ในห้องแล้ว พร้อมกับประวิท วิริยะสกุลวงศ์ผู้เป็นสามีและแพทย์อันดับต้นๆ ของโลกที่ผันตัวมาเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลแห่งนี้ เมื่อทุกคนกล่าวทักทายถามสารทุกข์สุกดิบกันเรียบร้อยก็ดูเหมือนสองสาวจะตั้งหน้าตั้งตาคุยกันอย่างจริงจัง ประวิทที่นั่งอยู่โต๊ะประจำตัวฟังเรื่องราวต่างๆ ด้วยความเหนื่อยใจกับการสุมหัวคุยที่ดูท่าจะเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยแบบไม่สนใจความคิดคนอื่น


    “จริงหรอคะ หนูพราวยังโสดเหรอ แล้วเธอจะยอมตกลงแต่งงานกับลูกชายฉันหรือเปล่าเนี้ยสิ”


    “รายนั้นว่าง่าย ว่าแต่ตาปวีย์เรียนจบแล้วเร๊อะที่จะให้แต่งงาน”


    “โอ๊ย..รายนั้นจบแล้วค่ะ ภาอยากให้ลูกแต่งงานจะได้เปลี่ยนนิสัยเอื่อยเฉื่อยมากระตือรือร้นที่จะดูแลครอบครัวบ้าง อีกอย่างความเห็นเราก็ตรงกัน อยากมีหลาน ตาปวีย์เอาแต่เรียนไม่สนใจผู้หญิงคนไหนเลย” ผู้เป็นพ่อไม่รู้จะช่วยลูกได้ยังไงในเมื่อเขาเองก็ไม่กล้าขัดภรรยา เลยต้องยอมตามน้ำไปลูกชายตัวดี มีหรือจะไม่ยอมถ้าแม่ของต้องเอ่ยปากแล้ว แต่ประภาพรรณก็ไม่อยากยัดเยียดลูกจนเกินไปเลยดึงสามีมาเกี่ยวเพื่อคิดแผนรับมือลูกชายสุดฉลาด


    ลูกจะมีเมียก็ไม่ใช่เรื่องแปลก.........หรอกมั้ง


    ##### แจ้งสักนิด #####


    สามารถติดตามตอนต่อๆ ไปในในรูปแบบ E-Book นะคะ


    https://www.mebmarket.com/ebook-79090-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B9%8C&page_no=1





เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in