TO ALL OF THE MOVIES I HAVE WATCHEDA real calico cat
รีวิว: Burn The Stage the movie "If we are together, even the desert becomes sea”
  • Burn The Stage the Movie (2018) เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวของ BTS หรือบังทันที่พวกเรารู้จักกันดีในช่วงการทำ Wing tour ซึ่งจริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้ได้มีสารคดีเรื่อง Burn the stageฉายที่ Youtube เหมือน เนื้อหาที่ฉายจะเป็นการนำเสนอเบื้องหลังในเชิงสารคดีเหมือน Footage ของบังทันตอนทำงานที่เราไม่ได้เห็นซะส่วนใหญ่ แต่พอพูดถึงหนังเรื่องนี้ เราว่ามันไม่ได้มีความเป็นสารคดีที่ Real อะไรขนาดนั้น ไม่มีFootageที่เห็นถึงการทำงานอะไรมากมาย แต่เป็นหนังที่ทำให้เราได้รับรู้ถึงการเป็นศิลปินที่ต้องเจอสิ่งต่าง ๆ มากมายกว่าจะมาเป็นบังทันในวันนี้ หนังเล่าเรื่องบังทันในฐานะเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่อยู่ด้วยกันในฐานะเพื่อน พี่ชาย น้องชาย และครอบครัว หนังเล่าเรื่องบังทันในฐานะมนุษย์ธรรมดาทั่วไปที่ต้องมีเรื่องให้คิดและกังวลแบบที่เราทุกคนเจอ ฉะนั้น mood and tone มันเลยไม่ได้ซีเรียส แต่เส้นเรื่องมันจะเรื่อย ๆ มีสนุกบ้าง ขำบ้าง เรียบ ๆ บ้าง หรือน้ำคลอจนสะอื้นก็มี และสุดท้ายหนังก็ได้เล่าถึงความสำคัญของ ARMY ต่อบังทัน ที่เอาจริง ๆ แล้วโดยส่วนตัวเรา เราว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นหนังของบังทันที่ทำออกมาเพื่อ ARMY อย่างแท้จริง หนังเรื่องนี้เราว่ามันเหมือนกับการเอาเพลง SEA ของบังทันซึ่งเป็น Hidden track ในอัลบั้ม Love Yourself: Her มาเล่าผ่าน footage ซึ่งคนที่จะรับรู้เรื่องราวและเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้อย่างแท้จริงแน่นอนว่าต้องเป็น ARMY ที่คอยอยู่ข้างกันมาตลอด เหมือน Hidden track ที่เป็นเพลงจากบังทันถึงเหล่า ARMY ของพวกเขา 

    ทั้งตัวของการเรียบเรียงภาพและเสียงบรรยายจากนัมจุนล้วนแล้วแต่มีคล้ายคลึงกับเพลง SEA ซึ่งเราเองก็คิดตรงนี้น่าจะเป็นกรอบหรือไอเดียของการทำหนัง หนังเปิดด้วยภาพการประสบความสำเร็จของบังทันใน wing tours ตรงนี้เราว่ามันเหมือนกับเนื้อเพลงท่อนแรกของเพลง SEA ที่ร้องว่า

      “ผมเดินมาถึงทะเลแห่งนี้ได้ยังไงกันนะ
    จากตรงนี้ผมหันกลับไปมองชายหาดที่อยู่ลิบตา
    เม็ดทรายนับล้านและสายลมที่โหมกระหน่ำ
    แต่ผมก็ยังมองไปที่ทะเลทราย”

    เพราะตัวหนังเองเป็นการเล่าเรื่องที่เปิดจากภาพการประสบความสำเร็จของบังทันก่อนแล้วค่อยย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากของบังทัน แต่ยังไงก็ตาม ความพยายามและความตั้งใจไม่ว่าจะช่วงเวลาไหนมันก็คือทะเลทรายตลอด เพียงแต่มันอาจจะมาในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป 

    “ท้ายที่สุด ภาพลวงตาที่พยายามไขว่คว้ากลับกลายเป็นจริงขึ้นมา
    จากทะเลทรายที่เคยหวาดกลัวกลับกลายเป็นทะเลด้วย เลือด เหงื่อและน้ำตาของเรา
    แต่ความกลัวที่แฝงมากับความสุขเหล่านี้คืออะไรกันนะ
    หรือเพราะเรารู้ดีว่าที่แห่งนี้ จริง ๆ เคยเป็นทะเลทรายมาก่อน”

    โดยต้นเรื่องจะเล่าถึงช่วงเวลาและความเหนื่อยเวลาที่ต้องเล่นคอนเสิร์ตต่างประเทศนาน ๆ ทั้งเวลานอนที่แทบจะไม่พอ ความล้าจากการซ้อมซึ่งมันเป็นRoutine ที่อยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ และยังมีเรื่องการบาดเจ็บจากการแสดงที่เอาเข้าจริงถ้าไม่มีสารคดีก่อนหน้านี้หรือหนังเรื่องนี้เราก็คงไม่มีทางได้รู้เลยว่าพวกเขาต้องเจอกับอะไรบ้างเพื่อแลกกับความสำเร็จและชื่อเสียง รวมถึงความสุขของเหล่า ARMY ในหนังที่ชัดเจนมากคงเป็นเรื่องความกังวลและความกดดันที่บังทันเจอมาทั้งในฐานะศิลปินและในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะประสบความสำเร็จมากแค่ไหนสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความคาดหวังที่มากขึ้น เหมือนกับประโยคในหนังที่พูดว่า “พวกเขาคาดหวังกับเรามากจนเป็นเราเองที่โตไม่ทัน” ภาพการซ้อมที่หนัก การกดดันตนเอง รวมถึงภาพความดีใจตอนได้ไปเล่นงานประกาศรางวัลระดับโลกล้วนแล้วแต่ให้ทั้งความสุขและความคาดหวังที่มากขึ้น และสิ่งที่เราชอบอีกอย่างในหนังคือ การเสนอแง่มุมที่เราเห็นบังทันในฐานะชายหนุ่มวัย 20 กว่า ๆ ที่ทั้งสับสนในตนเองและยังไม่มั่นใจในความรักที่ตนเองได้รับมาตลอดว่าพวกเขาคู่ควรกับความรักเหล่านี้หรือไม่ ทุก ๆ การแสดงจะเห็นภาพความประหม่าตลอด แต่ก็เป็น ARMY ที่สร้างความเชื่อมั่นและทำให้บังทันมีความมั่นใจในการแสดงและเชื่อในดนตรีของบังทันมาตลอด

    "อยากจมดิ่งลงที่นี่ กลืนกินทะเลนี้เข้าไป 
    แต่กลับรู้สึกกระหายกว่าเดิมเสียอีก"

    และสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นใจและสบายใจอย่างบอกไม่ถูกมันคือการที่เราได้เห็นพวกเขาใช้ชีวิตอย่างเด็กหนุ่มอายุ 20 ที่ถึงแม้ชีวิตจะมีเงื่ิอนไขมากมายจากการเป็นไอดอล แต่ภาพที่จินเล่นมุขตลก ๆ ที่แป้ก ความตลกหน้าตายของยุนกิ และภาพความเป็นธรรมชาติของพวกเขาเวลาอยู่ด้วยกันที่เหมือนทั้งพี่น้องและครอบครัว ภาพที่ได้เห็นพวกเขาไปช้อปปิ้ง พูดคุยกันเหมือนที่เราคุยกับเพื่อน (ฉากจองกุก จีมิน จินนั่งดื้มแล้วเล่นมุขคุยกันไปเรื่อยคือตลกมาก ไม่ล่อเล่น5555 ) สิ่งพวกนี้มันทำให้เราสบายใจและอบอุ่นหัวใจที่ได้รับรู้ว่าพวกเขาก็มีช่วงเวลาที่ดี ที่เราชอบสุด ๆ ก็คงเป็นประโยคของนัมจุนที่บอกว่า "ผมจะทำอะไรก็ตามที่ผมอยากทำ แต่ก็จะไม่ตามใจตัวเองจนเกินไป" แล้วก็ประโยคของบังพีดีนิมที่บอกว่าให้ไปหาอะไรทำ ถ้าพยายามทำสิ่งที่ไปเรื่อย ๆ สุดท้ายมันจะกลายเป็นการทรมานตัวเอง ตรงนี้เราคิดว่า ใช่ ชีวิตคนเรามันควรจะเป็นแบบนี้ ไม่มีความสุขตลอดไปแล้วชีวิตเราก็ไม่ได้ทุกอย่างที่เราต้องการ เราต่างหากที่ต้องรักตัวเองและในขณะเดียวกันก็ต้องหัดเข้าใจโลกโดยการไม่ตามใจตัวเองจนเกินไป (เราอินมาก กลับมาจากดูสามสี่วันก็ยังคุยกับตัวเองจากประโยคนี้) จริง ๆประโยคในหนังมีที่เราอินเยอะมาก แต่จำแบบถูกต้องไม่ได้เลย มีของยุนกิที่บอกว่า บอกตรง ๆ ว่าบางครั้งก็ไม่อยากทำสิ่งนี้อีกต่อไปแล้ว แต่พอคิดว่าวันหนึ่งอาจจะไม่มีโอกาสแล้วตอนนั้นอาจจะอยากทำมาก ๆ ก็คงทำไม่ได้แล้ว กับการตอบคำถามของจีมินที่เรารู้สึกถึงความจริงใจมาก ๆ 

    ครึ่งหลังของเรื่องจะเป็น Footage คอนเสิร์ตที่ต่าง ๆ แล้วก็มีไปสัมภาษณ์ ARMY ซึ่งตรงนี้มันน่ารักมาก คำตอบที่ว่าทำไมถึงชอบหรือรักบังทันเราว่าคนที่ไปดูมาก็ต้องคิดแบบนั้นเหมือนกัน เพราะว่าชอบในความสัมพันธ์ที่ดูเป็นครอบครัวของบังทัน ตรงนี้คืออะไรที่น่ารักมาก ๆ สำหรับเรา นอกจากนี้ในหนังยังมีบรรยากาศในคอนเสิร์ตตอนที่ ARMY แต่ละประเทศต่างร้องเพลง ส่งเสียงเชียร์บังทัน และร้องเพลงไปด้วยกัน ฉากพวกนี้เราว่ามันทำให้เราภูมใจในตัวบังทันและเห็นถึงความรักของ ARMY ที่มีให้กับบังทันอย่างที่ไม่มีใครจะประมาณได้

    ตอนท้ายของเรื่อง ซึ่งเราคิดว่าหลาย ๆ คนต้องร้องไห้แน่นอน สมาชิกแต่ละคนมานั่งให้สัมภาษณ์ซึ่งเราสัมผัสได้จริง ๆ ว่าเขารับรู้ทุกเรื่องของ ARMY และพยายามอย่างหนักที่จะตอบแทนความรักของพวกเรา ยิ่งตอนท้ายที่ตัดภาพไปตอนเริ่มเดบิวใหม่ ๆ ใครที่ตามมานานอาจจะเข้าใจว่าบังทันนั้นผ่านความยากลำบากมากขนาดไหนหรือคนที่อาจจะลืมไปแล้วก็อาจจะได้เห็นภาพแล้วคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้นได้ว่า กว่าจะมาถึงตรงนี้มันไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนในเนื้อเพลง SEA ที่ร้องว่า

    "ไอดอลจากค่ายเล็ก ๆ ที่ไม่สำคัญอะไร เคยเป็นชื่อที่สองของผม
    ถูกตัดแอร์ไทม์จากรายการจนนับครั้งไม่ถ้วน
    มีคนเคยบอกว่าค่ายพวกเรามันเล็ก ยังไงก็ไม่มีวันดังหรอก
    ย้อนกลับไปตอนที่พวกเรานอนในห้องด้วยกัน 7 คน
    หลับไปพร้อมกับความเชื่อว่าวันพรุ่งนี้จะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน"

    ถ้าจะมีใครที่เข้าใจความยากลำบากของบังทันได้ซักเศษเสี้ยวหนึ่งที่บังทันพบเจอ เราว่าคนคนนั้นคงเป็น ARMํY ที่อยู่กับบังทันมาตลอด หนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับ Hidden track ที่บังทันได้มอบให้ ARMY อาจจะไม่ใช่ของขวัญปลอบใจโดยตรง แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าเราได้เดินร่วมกันมาและผ่านอะไรด้วยกันมาขนาดไหน  เป็นหนังที่ทำให้เรารู้สึกได้ว่าเราจะรักบังทันในแบบที่เป็นเขาจริง ๆ ไม่ว่าจะตอนนี้หรือตอนไหน เราเชื่อในตัวตนของพวกเขา พอ ๆ กับที่พวกเขาเชื่อในดนตรีของพวกเขา เหมือนประโยคที่นัมจุนได้พูดเอาไว้ในหนังว่า "เราหวังว่าเราจะได้เจอกับ BTS ในแบบที่เราอยากให้เป็นในอนาคต" เพราะพวกเขาเองก็รักและเชื่อในสิ่งที่ทำมาตลอด พอได้ยินแบบนี้เราก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเหมือนพวกเราจะอยู่ด้วยกันอีกนานในฐานะ บังทันและ ARMY ที่สนับสนุนและรักในผลงานของบังทันต่อไป 

    (credit: @Hwan_bobbi)


    สุดท้ายก็ได้แต่หวังว่าจะมีแผ่นหรือฉายที่อื่นอีก และทำภาคต่อให้พวกเราได้ดู มันเป็นอะไรที่สร้างแรงบันดาลใจและทำให้เรายิ่งรักบังทันมากขึ้นเรื่อย ๆ 


    (เนื้อเพลง SEA เราเอามาจาก https://www.youtube.com/watch?v=-OaolZuVmAI ภาพและภาษาก็สวยมาก ขอบคุณมากนะคะที่ทำออกมา)



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in