เก็บมาเล่าAlizz N Triburut
เริ่มงานครั้งแรก
  •     เมื่อเรียนจบ ก็ถึงเวลาทำงาน กับคนอื่นเขาบ้าง  แต่กว่าจะเริ่มงานได้นั้น   ต้องจัดบ้านอยู่เกือบ1เดือน  จนเริ่มเข้าที่เข้าทาง ก็เริ่มเปิดสอน  ช่วงแรกก็รับไม่กี่คน    แต่ตอนนี้ มาเต็มเลย  แต่ฉันขอบอกนะว่าถ้ามาเรียนที่นี่แล้ว  จะไม่ได้แค่ภาษา แต่จะได้ความรู้รอบตัว เพราะ ฉันถือว่า เมื่อมาเรียนที่นี่แล้วแต่คุณจะได้ความรู้รอบตัว กลับไป 

    ทำไมถึงทำงานส่วนตัว

             บอกตรงๆ ก็อยากทำนอกบ้านเหมือนคนอื่นแหละแต่พอคิดดีๆแล้ว ฉันไม่ชอบทำงานข้างนอก เลย บางคนก็บอกว่าลองดูสิ จะได้มีประสบการณ์ แต่ฉันคิดว่า แบบนี้ดีแล้ว  ที่ไม่อยากทำงานข้างนอก ก็เพราะ  เบื่อสังคม  ที่ไม่มีความเท่าเทียม  5555   ที่สำคัญ ก็ปัญหาสุขภาพ  เลยคิดว่าแบบนี้แหละสบายใจดี     ช่วงแรกที่สอนที่  กังวลเลยนะ กูจะทำได้ไหม  จะมีใครพอใจเปล่า   เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งนี่สอนๆอออยู่ นี่มือสั่น แล้วก็เกร็ง จะเป็นลม ณ ตอนนั้น นี่คิดเลย ว่า  กูจะตายไหม   กูจะชักไหม  ( ถ้าชักนี่เป็นเรื่อง)  แต่พอ เหตุการณ์นั้นผ่านไป  ไม่เป็นลมไม่ชัก  นี่โล่งเลย   ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจตัวเอง  ว่าตอนนั้น เป็น (เหี้ย) อะไรขึ้นมา  พร้อมคิดว่า ดีแล้วที่ไม่ไปทำงานข้างนอก   เพราะว่าคงไม่มีใครมาเข้าใจฉันหรอก  ขนาดตัวเองยังตอบตัวเองไม่ได้เลย ว่าเป็นอะไร      ฉันจึงต้อพยายามควบคุมอารมณ์  ไม่ให้เครียด  ไม่กดดันตัวเอง    แต่ก็ต้องเผชิญกับความเครียดเสมอ   จึงกลัวว่า อาการที่เคยเป็นจะกลับมาอีก

    ปัญหาสุขภาพ

            นี่คืออีกปัญหาหนึ่ง ที่ฉันต้องเผชิญ  ก็คืออาการมึนหัว บางครั้งก็ปวดหัวหันมาก จนอาเจียน  หรือภาษาบ้านๆ เรียกว่าอ้วกฉันเป็นแบบนี้บ่อยมาก  บางครั้งมีอาการอยู่ แต่ เด็กที่ตัวเองรับผิดชอบมาก็ต้องไปสอนแบบ เบลอๆ งงๆ   บางครั้ง ก็ ต้องสอนที่ ตัวเอง  ไม่รับรู้อะไรแล้ว  แต่ยังต้องสอนไปเรื่อยๆ จนจบชั่วโมง   ป่วยแค่ไหนก็ต้องไปสอน   ตั้งแต่ 9 โมงช้า  ถึง 5 โมงเย็น  (บางครั้งก็ 6 โมง)  พัก 1  ชั่วโมงก็คือเที่ยงถึงบ่ายโมง บ่ายแล้วก็ต้องมานั่งดูว่า มีเด็กนักเรียนไหมถ้ายังไม่มา ก็นอกพักหลับตาสักครู่  (แถวหน้าทีวีนี่แหละ)  เพราะว่าบางครั้ง เด็กอาจจะมาช้า  วันไหน เด็กน้อย   ถือว่าเป็นสวรรค์   (แต่เด็กเยอะก็ไม่ใช่นรก  อย่าเข้าใจผิด)   พอทำงานเสร็จนี่ต้องรีบไปเอา ผ้าเย็นในตู้เย็นมาประคบหัว แล้วนอน เลย    หน้าทีวีนั่นแหละ  บางครั้งถ้าอาการหนักมาก็ฝากแม่แล้วไปนอนข้างบนเลย  (เพราะนางจะนั่ง หรือเดินไปเดินมา  แถวๆบริเวณที่สอน บางครั้ง ก็สอนอยู่ใกล้ๆกัน )   ถึงนอนก็ไม่หาย นอนไป จะอ้วกไป     (เซ็งตรงนี้แหละ)   บางวันนี่มึนจนนอนไม่ได้เลยนะ  

                 เคยสอนเสร็จ แล้วไปเดินถนนคนเดิน  ก็ใช่ว่าจะดีขึ้น  เคยไปเดินถนนคนเดิน หลังสอนรอบเย็นเสร็จ  กลับมาถึงบ้าน นี่กินข้าวงไม่ลงเลยนะ  กินได้สองสามคำ นี่วางช้อนเลย   แล้วไปนั่งพัก ( ซึ่งก็ไม่สบายตัว )แล้วสักพักก็อ้วก    (โล่งเลย)แต่ก็ไม่ดีขึ้นและต้องอยู่กับสภาพนั้น ไปจนกว่าจะถึงวันใหม่    ซึ่งบางอาทิตย์ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย   เคย เป็นแบบข้ามวัน  ปวดหัวตอนเที่ยงวันเสาร์  หาย เย็นวันอาทิตย์  (หรือไม่ก็บ่ายวันอาทิตย์  )   ถ้าอาการหนักมากก็เช้าวันจันทร์ เพราะเคยมีอาการมึนหลายรอบ   ในวันเดียวกัน   (อันนี้ไม่บ่อย)    สิ่งที่น่าเบื่อที่สุด ก็คือการสอนเด็กช่วงปิดเทอม  (รอบ มีนา เมษา และรอบตุลา ) ที่เบื่อนี่ไม่ใช่ต้องสอนนะ แต่เบื่อตัวเอง  เวลาสอนไปเรื่อยๆ มักจะไปสิงที่ห้องน้ำเพราะมึนหัว   หลักใหญ่คือทำธุระส่วนตัว  แต่บางครั้งนี่แถมท้ายด้วย อาการพะอืดพะออม จะอ้วก     เลยต้องนั่งที่โถส้วม เพื่อให้อาการดีขึ้นถ้าเห็นว่าหายไปไม่ต้องตาม   อยู่ในส้วมนั่นแหละ  และอีกสิ่งที่ตามมา ก็คือ อาการนอนไม่พอ   ง่วงเกือบตลอดเวลา     สอนเสร็จก็ต้องไปนอนพักช่วงบ่าย  แต่หลังๆเริ่มมีเด็กมาเรียนบ่าย  ทำให้ฉันต้องไปสอนแบบ ง่วงๆ   บางครั้งง่วง แต่ยังสอนต่อได้  แต่บางครั้ง อยู่ดีๆ ก็ง่วงและไม่รับรู้อะไรเลย   ง่วงไปหมด  หลายปีผ่านไป หลังการสอนมาหลายปี  สิ่งที่ฉันต้องเผชิญคืออาการประสาท  เครียดสติแตก  อยู่ๆก็เครียดและบ่นขึ้นมาเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้  ซึ่งนานทีปีหนจะสติแตกขนาดนี้  หรือปีหนึ่งเป็นแบบนี้สามสี่รอบแต่ย่างไรเสียไม่มีใครเข้าใจฉัน มักจะมาว่าฉันต่างๆนานนา   กล่าวหาว่าฉันยังไม่นิ่งบ้าง อะไรบ้างฉันขอย้อนกลับไปว่า แล้วฉันรู้ตัวไหม   

    มุมมองเรียนพิเศษ

              ฉันรู้ว่าการเรียนพิเศษเป็นสิ่งที่สำคัญ และพ่อแม่ก็มักจะให้ลูกเรียน บางคนก็อยาก  บางคนก็ไม่แต่ถูกบังคับ  (และเคสนี้ก็มากที่สุด)     ในฐานะที่เป็นผู้สอน และฐานะที่เคยเรียนพิเศษขอบบอกว่า   มันขึ้นอยู่กับเด็กไม่ใช่พ่อแม่ (แต่เด็กก็ต้องตามพ่อแม่อยู่แล้ว) ถ้าเด็กไม่อยากเรียน  แต่ถูกบังคับ  ก็จะเรียนอย่างไม่มีความสุข     ถ้าชอบก็สุข  ถ้าไม่ชอบก็ทุกข์   ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจล้วนๆ    และบางครั้งการเรียนพิเศษก็ก็อาจจะเป็นว่าเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่ตั้งใจ ก็ได้    เพราะว่าเท่าที่ดูแล้ว  พ่อ แม่ มักจะพาลูกมาเรียน เพราะ ไม่ค่อยเห็นเด็กคนไหนเลยที่เดินเข้ามาบอกว่า อยากเรียน   แต่อย่างไรเสีย ฉันว่า การเป็นครูทำให้ฉันรู้อะไรบางอย่าง นั่นก็คือ   เด็กจะเป็นอย่างไร มันขึ้นอยู่กับผู้ปกครองบางคนก็สร้างความเครียดให้กับลูก อยากให้ลูก เป็นนั่น เป็นนี่  สอบนั่นสอบนี่ จนลูกไม่เป็นตัวของตัวเอง (แต่เมื่อตัวเองทำสำเร็จ ก็จะมองว่าการที่พ่อแม่บังคับ เป็นเรื่องที่ถูกแล้ว ดีแล้ว ) แต่บางคน ตรงกันข้าม ซึ่งไม่น่าห่วงเท่าไหร่ ห่วงแต่พวกที่พ่อมาคาดหวังจะน่าเป็นห่วง  มาก   จนฉันต้องแอบแนะนำ ให้เด็กที่มาเรียน  อ่าน ธรรมะเพื่อที่จะได้เข้าถึงหลักธรรมคำสอนของศาสนาเพราะว่าเมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา จะได้ไม่ทุกข์ ถึงแม้ว่า พอแนะนำไปแล้วจะถูกพ่อแม่ว่าก็ตาม  แต่ฉันก็ยังแนะนำ เพราะฉันอยากให้เด็กที่มาเรียนเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดี  และมความสุขในชีวิตไม่ใช่มาได้ยินในภายหลังว่า เด็กที่มาเรียนกับฉัน มีอาการทางจิต  หรืออีกคนกระโดดตึกเรียนเพราะเครียด  

    เม้าท์มอยเด็กๆ

          เด็กๆที่มาเรียนกับฉันนั้น มีหลากหลาย   ไม่ใช่แค่ ตามใบปลิวที่แจกไป แต่   มีชั้นอื่น มาด้วย   และนอกจากระดับชั้นที่หลากหลายแล้วก็มาจากหลายๆที่ ทั้งใกล้ ทั้งไกล บางคนนี่ อยู่ไกล   เกือบ30 กิโลก็มาเรียน  มีทั้งคนหัวดี และหัวไม่ดี  จนถึงไม่เปิดใจรับอะไรเลย   ถามว่าชอบสอนใครมากที่สุด สำหรับฉันนั้นตอบยากนะ เพราะว่าเราเลือกเด็กไม่ได้ ฉันชอบคนทีไม่เก่ง แต่มีความรู้รอบตัว  และสนใจเรื่องที่สอน    เพราะฉันมีแพลนว่าจะเป็นเจ๊ ดัน     เพื่อให้เขามีตัวตนขึ้นมา  เพราะฉันเชื่อว่าพวกเขาสามารถพัฒนาได้ แต่ที่หนักใจที่สุดก็คือ การสอนเด็กเก่ง แถมชอบแข่งขัน   จึงจำเป็นต้องลดความเครียดให้เขา   พยายามไม่ใช้คำพูดเพื่อให้เขาลดการแข่งขันลง  

    บรรยากาศการสอน

         เมื่อสอนไปเรื่อยๆ  ฉันรู้สึกว่าเหมือนในห้องเรียนเกือบทุกอย่าง   เช่นความคึกคักสนุกสนาน หัวเราะเฮฮา  บางครั้งเด็กก็แอบบูลี่เพื่อนและคนสอนโดยไม่รู้ตัวแต่สิ่งที่ไม่เหมือนกับห้องเรียนก็คือความสนิทสนมของนักเรียนกับผู้สอน

    บรรยากาศการสอน

         เมื่อสอนไปหลายปีฉันรู้สึกว่าบรรยากาศที่บ้านบางอย่างเหมือนในห้องเรียนเกือบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความคึกคักสนุกสนาน หัวเราะเฮฮา (จนบางครั้งก็ดูไม่มีมารยาท)บางครั้งเด็กก็แอบบูลี่เพื่อนและคนสอนโดยไม่รู้ตัวแต่สิ่งที่ไม่เหมือนกับห้องเรียนก็คือความสนิทสนมของนักเรียนกับผู้สอน

    เราสอนอะไรเด็กได้บ้าง

           บางคนบอกว่าไม่ต้องสอนอะไรมากไม่ต้องปลูกฝังอะไรก็แค่สอนในตำราสำหรับฉันแล้วไม่ใช่   ฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นครู  แต่ฉันคิดว่า ฉันเหมือนพี่สอนน้อง น้า /อา สอนหลานบางครั้งคิดว่าสอนลูกตัวเองด้วยซ้ำ   ฉันคิดเสมอว่าตัวเองไม่ใช่ผู้สอน (teacher)  เพราะว่าผู้สอน มักจะสอนอย่าง โดยไม่มีความผูกพัน    แต่ฉันถือว่าตัวเองคือ ครู ที่มาจากคำว่าคุรุแปลว่าผู้ให้

    ฉัน คือพี่ คือน้า คืออา  สอนเด็กแบบคิดว่าตัวเองคือญาติผู้ใหญ่ฉันจึงมีความผูกพันกับเด็กๆ  เพราะคิดว่าเด็กๆเป็น น้อง เป็นหลาน เป็นลูก  จึงพยายามปลูกฝังความคิดดีๆให้กับเด็กถ้ามีอะไรที่ไม่สมควรหรือเด็กที่ฉันสอนมีความคิดบางอย่างที่ไม่โอเคหรือพยายามโชว์ออฟมากเกินไป  ก็จบอกว่า  น้อง คิดแบบนี้ไม่ได้นะ พูดแบบนี้ไม่ได้นะ ไม่โอเคแบบนี้มันเป็นการดูถูกคนนะ  ฯลฯ     พูดตรงๆไปเลย     เป็นคนตรงอ่ะนะ จะเกลียดก็ไม่ว่ากัน 

    งานที่ดี ต้อง???

    จำได้ว่า ทุกครั้งที่เปิดบ้าน สอนหนังสือ ทุกวันอาทิตย์(ซึ่งตรงกับวันที่มีตลาดนัดหน้าบ้าน) ป้าของฉัน มักจะโผล่มาแล้วบอกให้เด็กตั้งใจเรียน สองสามอาทิตย์นี้ก็เหมือนกัน นางก็เข้ามา แล้ว นางก็บอกว่าให้เด็กตั้งใจเรียนเพื่อจะได้เป็นข้าราชการ (กินบำนาญ) ในอนาคต หรือบางครั้งก็เข้ามาแล้วเห็นเด็กผู้หญิงนั่งเรียน นางก็บอกว่า เป็นผู้หญิงให้เรียนสูงๆแล้วจะสบาย เอ่อถ้าเป็นแบบนี้ ผู้ชายไม่ต้องเรียนสูงก็ได้ งั้นสิ   เมื่อนางเดินไปแล้ว ทำให้ฉันคิดว่า ทำไม ทำไมยังต้องมาฝังหัวเด็กด้วยความคิด(เชยๆ) แบบนี้อีก ทั้งๆที่ปีนี้ เป็นปี 2019 ไม่ใช่ 2500   แล้วงานฟรีแลนซ์ที่ฉันทำนั้นไมดี ไม่มีเกียรติหรือไง เพราะว่าปัจจุบันนี้ แต่ละคน ล้วนอยากเป็นนายตัวเองทั้งนั้น     หรืองานที่มีเกียรติ ต้อง เป็นงานรับราชการนั่งโต๊ะ และที่สำคัญ ต้อง เป็นลูกน้องคนอื่น แต่ในความคิดของฉันนั้น ไม่ว่างานอะไรที่เป็นงานที่สุจริต ก็ถือว่ามีเกียรติทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องรับราชการ  และไม่จำเป็นว่า เป็นผู้หญิงต้องเรียนหนังสือสูงๆ เพียงอย่างเดียว  แต่มันทั้งสองเพศ   แต่ฉันว่า ไม่ว่าจะเรียนสูง เรียนน้อยก็ควรรู้จักพัฒนาตัวเอง

    จากใจคนไร้ตัวตน

                หลังจากสอนเด็กนักเรียนมานาน  ฉันก็ลองถามเด็ก  ว่า เมื่อมาเรียนแล้ว    ทำคะแนนในห้องได้บางไหม เธอก็ตอบว่าเธอดีใจมาก    นอกจากคะแนนจะดีขึ้นแล้วทุกคนก็ยังมาสนใจเธออีกด้วยเรื่องของเธอทำให้ฉัน นึกถึงตัวเอง ที่ในช่วงหนึ่งของชีวิตไม่เคยมีใครสนใจมาก่อน เรียกว่า ไม่มีตัวตนเลยก็ได้   แต่ก็ยังมีส่วนหนึ่งพยายามสร้างตัวตนมกเกินไปและมีคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามทำเป็นว่า มองไม่เห็นฉันพร้อมกีดกันให้ออกจากสังคม   (ยกเว้นช่วงที่อยู่โรงเรียนใหม่)  ฉันจึงคิดว่า    เราไม่ควรให้ความสนใจแต่คนที่เรียนเก่งมากนัก   แต่ควรที่จะสนใจ ทุกๆคน  อย่างเท่าเทียมกัน   ไม่ใช่ เด็กคนไหนเก่ง  ก็สนใจกลุ่มเด็กเก่ง    คนที่ไม่เก่ง  หรือกลุ่มเด็กพิเศษ  ก็ชั่งหัวมัน เพราะว่าไม่เก่ง   เรียนอะไรก็ไม่ได้  โดยลืมไปว่า เราก็อยากให้คนอื่นมองเห็นเหมือนกัน 

    ขอขอบคุณ  เพื่อนๆ และคนอื่นๆ ที่พยายามมองเห็น เพื่อนร่วมโลกคนนี้

     

     

     

     

     

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in