N[wh]YCFAY
N[wh]YC : Brooklyn ครั้งที่สอง
  • หกโมงเย็น แดดยังเหมือนบ่ายสี่


    ผู้คนมากมายมารวมกันโดยไม่ได้นัดหมาย (หรืออาจจะนัด) ตั้งแต่ออกจากสถานีรถไฟ เราก็สัมผัสได้ว่าสะพานบรูคลินวันนี้จะต้องพ็อปปูล่าร์มากแน่นวล ด้วยความที่วันนี้เป็นวันเสาร์ อากาศก็อุ่นขึ้นมาก (กว่าเมื่อวาน) แสงเย็นกำลังสวย เหมาะแก่การเดินชิลชมวิวเล่น 



    สะพานบรูคลินเป็นแลนด์มาร์กสำคัญอีกแห่งหนึ่งของมหานครนิวยอร์ก นี่เคยเป็นสะพานแขวนที่ใหญ่ที่สุดในโลกเชียวนา ~ สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 1833 นู่น เป็นสะพานข้ามแม่น้ำอีส (East) ที่คั่นระหว่างเกาะแมนฮัตตันและฝั่งบรูคลิน สมัยก่อนเป็นรางรถไฟ,รถราง และทางสำหรับคนเดินเท้า 



    ในส่วนของปัจจุบัน สะพานบรูคลินไม่มีรถไฟผ่านแล้ว เปลี่ยนไปมุดใต้ดิน(น้ำ) แทน ตอนนี้ก็เป็นสะพานที่ใช้สำหรับให้รถวิ่งข้าม มีทางคนเดินเท้าและแบ่งเลนจักรยานไว้ชัดเจน จักรยานที่นี่เค้าปั่นกันเร็วมากเหมือนไปทำสถิติตูเดอฟรองซ์ เพราะฉะนั้น อย่าทะเล่อทะล่าไปเดินขวางเชียว สะพานบรูคลินจะออกแนวโค้งขึ้น คือเดินไปๆมันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีความยาวของสะพาน 1.8 กิโลเมตร (โดยประมาณ) 

    ถ้ามองด้วยตาเปล่า จะเห็นเทพีเสรีภาพจิ๋วๆอยู่ตรงนู้นนนนด้วยนะ 

    นับแค่สะพานนะ ไม่รวมถึงตอนตีโค้งขึ้นลงสะพานซึ่งรวมๆแล้วก็อยู่ประมาณ 2.2 กิโลเมตรได้มั้ง (วัดจากกูเกิ้ล) สารภาพอย่างไม่อายเลยว่าตอนทำแพลนมา ไม่รู้หรอกว่ามันยาวขนาดนี้ ถ้ารู้ก็คงเดินแค่เสาเดียวแล้วไปนั่งรถไฟเอา 5555555555 



    ช่วงแรกๆมันก็คึกคักดี มีเพื่อนร่วมทางเยอะ จะถ่ายรูปก็เจอแต่แบคกราวน์คนทั้งน้าน คือถ้าหนีเมียมาเที่ยวกับเมียน้อยก็น่าจะโดนเมียหลวงจับได้เพราะต้องไปติดกล้องใครซักคน 5555  แต่เท่าที่สังเกต ส่วนใหญ่ก็เดินมาแค่ครึ่งสะพานแล้วก็กลับกันหมด  ส่วนเราน้านนนน หนทางอีกยาวไกลจ้า ไกล และ ไกล แม่งไกลจริมๆ 

    คนเยอะประมาณนี้เลย
    สะพานบรูคลินนะไม่ใช่หอคอยโซลทาวเวอร์ แต่เมื่อก่อนมีคนล็อกกุญแจคู่หนักมากจริงๆ ตอนนี้มีป้ายละก็ยังล็อก! 
    สะพานแมนฮัตตัน 
    เดินจนถึงฝั่งบรูคลิน เหลือผู้รอดชีวิต เอ๊ย เพื่อนร่วมทาง น่าจะราวๆ 10% ของคนบนสะพานเห็นจะได้ แต่วิวฝั่งบรูคลินนี่ดีงามเหลือเกิน ถ้าอยากถ่ายรูปแบบไม่ติดหัวคน เดินเลยกลางสะพานมาหน่อย เราว่ากำลังสวยเลย แต่มันจะย้อนแสงหน่อยๆ (ไม่หน่อยล่ะ หน้าดำเชียว) ถ้าอยากได้รูปสวยๆ แสงงามๆ มาช่วงเช้าน่าจะดีกว่า



  • มาถึงบรูคลินก็แสงใกล้หมดพอดี น่าจะเป็นเวลาราวๆเกือบๆทุ่ม แต่เราไม่ได้มาเล่นๆแล้วกลับนะ ที่เดินมาถึงตรงนี้ก็เพราะตั้งใจจะมาเก็บภาพแสงสุดท้ายของแมนฮัตตัน ด้วยกล้องมิเรอเลสกับเลนส์คิทธรรมดาๆ ขาตั้งกล้องก็ไม่มี(มีแต่ขาตั้งกู) เอ้อเห้อ ช่างอาจหาญ 55555




    เรากำลังเดินไป Dumbo ซึ่งย่อมาจาก Down Under Manhattan Bridge Overpass #นิวยอร์กสายย่อ เดินเล่นๆจากเชิงสะพานไปถึงสวนก็ประมาณ 500 เมตร โดยสวนสาธารณะที่เราจะไปนั่งรอพระอาทิตย์ตกก็คือ Main Street Park 

    มุมมหาชน

    ก่อนอื่นก็แวะร้านชำแถวๆนั้น ซื้ออาหารเย็นกันก่อน  ร้านนี้เค้ามีโต๊ะให้นั่งกินด้วย แต่ในส่วนของเรานั้น จะไปดินเนอร์กันริมน้ำ ดูพระอาทิตย์ตกดิน ดูตึกฝั่งแมนฮัตตันค่อยๆเปิดไฟสว่างไสว ฟังดูโรแมนติก แต่หารู้ไม่ว่า....


    หน้าร้านติดป้ายห้ามนำสุนัขเข้ามา ตัดภาพมาในร้าน แมวตัวใหญ่มากกกก

    เมนูสิ้นคิด จนเพื่อนถามว่าไปญี่ปุ่นหรือไง เอาให้แน่

    โชคดีที่คนไม่ได้เยอะอะไร ส่วนใหญ่ผ่านมาถ่ายรูปเสร็จแล้วก็ไป เราเลยได้ที่นั่งริงไซต์โดยไม่มีใครแย่ง ระหว่างนั่งรอฟ้ามืด มาถึงก็แกะซูชิกินก่อนชิลๆ เป็นไส้อโวคาโดกับปลาทูน่า ซึ่ง....เริ่มมีกลิ่นตุๆเพราะปลามันไม่สด แต่ ณ.จุดนั้นก็ไม่ได้บอกทางฝั่งผู้ชายว่าเห้ย เราว่าปลาแม่งไม่ดีละว่ะ อาศัยเนียนๆกินน้อยๆ เสียสละให้นางกินเยอะกว่า ดูเป็นคนดี  


    นั่งดูแสงสีทองลับขอบฟ้า ชิลๆ...

    ชิลกะผี หนาวชิบหายค่ะคุณกิตติคะ!! 

    คือเจออากาศอุ่นๆมาทั้งวัน จนลืมไปว่าอิตรงนี้ มันเป็นริมแม่น้ำเว้ยแก ลมพัดมาที หนาวยะเยือก หน้าชา มือสั่น แต่ทิ้งที่นั่งริงไซต์ไปไม่ได้เพราะกลัวโดนแย่ง!! ยิ่งฟ้าใกล้มืดก็ยิ่งหนาวแบบโคดจะพีค จนต้องหยิบถุงร้อน (ไคโระ) ที่มีติดกระเป๋าอยู่ตั้ง 1 อัน ขึ้นมาเขย่าๆแล้วแบ่งกันกำ ในส่วนคอสตูมนั้นก็มีแค่เสื้อแจ็คเก็ตอัดใยสังเคราะห์บางๆ กับเสื้อยืดธรรมดาๆตัวนึง ถุงมงถุงมือ ผ้าพันคอ ไม่มี๊ น้องจะเอาอะไรไปสู้กับอากาศสิบองศาลบด้วยลมแรงๆจนน่าจะเหลือซัก 3-4 น้องหนาวเหลือเกินค่ะพี่คะ 


    ช่วงนั่งรอก็รับอาสาเป็นตากล้องให้คู่เดทที่เขาผ่านมาแถวนั้นบ้าง ถึงจะหนาว แต่บรรยากาศมันก็สุดยอดเลยนะ ช่วงเบื่อๆก็นั่งดูชาวบ้านเค้ามาถ่ายพรีเวดดิ้งกันไปพลางๆ รูปข้างล่างนี่ถ่ายติดมาตอนไหนไม่รู้ ผู้หญิงนี่ดูแค่จมูกยังสวยเลย 



    แต่กัดฟันรออยู่เป็นชั่วโมง สรุปว่าฟ้ามันก็ไม่มืดพอที่จะดึงแสงบนสะพานและตึกให้ดูเด่นขึ้นมาได้ซะที จนเริ่มไม่ไหวละ เกือบสองทุ่ม ฟ้ายังสว่างอยู่เลยแก สุดท้ายก็เลยถอดใจ เอาเป็นว่าไปดึงในไลท์รูมก็ได้วะ-_-  ก่อนกลับ ก็เลยเดินแวะเข้าอาคารใกล้ๆที่เขาว่าเป็นส่วนสำนักงานอะไรซักอย่าง กะว่าจะขอหลบหนาวซักหน่อย ข้างในมีคนมานั่งหลบหนาวอยู่เยอะเหมือนกัน ได้แวะเข้าห้องน้ำด้วย  ห้องน้ำที่นี่ก็โอเคนะ สะอาด ช่วงที่เราไป คนไม่ค่อยเยอะ ไม่มีคิวเลย 



    ยืนแช่อากาศอุ่นๆอยู่พักนึง ก็สังเกตได้ว่าข้างนอก ท้องฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินจัด แสงไฟจากบนสะพานเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ 

    พอออกมาดู ก็พบว่า 
    สวยมากกกกกกกกกก 
    สวยจนลืมหนาวไปเลย!! 


    ในรูปที่ถ่ายมานี่ยังสวยไม่เท่าของจริงเลย

    เราเดินย้อนกลับไปที่นั่งริมน้ำอีกรอบ เพื่อที่จะเก็บภาพ ด้วยกล้องกะป๊อกกะแป๊กที่มี ละก็เพิ่งสังเกตว่าคนเพิ่งจะเริ่มคึกคักก็ช่วงนี้แหละ (เค้าไปหลบหนาวรอกันในตึกที่แวะไปเข้าห้องน้ำไงแก) และที่สำคัญ ที่นั่งริงไซต์ที่เอาตูดยึดไว้เป็นชั่วโมงนั้นอ่ะ คือวิวมันไม่ได้ดีอะไรเลยเว้ยยยย มีทั้งรั้วทั้งป้าย จริงๆแค่เดินมาอีกไม่กี่ก้าวก็ได้วิวพาโนราม่าไม่มีรั้วแล้ว ถ่อว นังโง่!!


    รู้สึกฉลาดขึ้นมาละ หลังจากโง่นั่งหนาวอยู่เป็นชั่วโมง 55555555555 



    ท้องฟ้าของนิวยอร์กในยามค่ำคืนเป็นสีน้ำเงินจัด แบบนี้ใช่มั๊ยที่เขาเรียกว่า Midnight Blue ตัดกับแสงไฟระยิบระยับของตึกสูงบนฝั่งแมนฮัตตัน สว่างสะท้อนทอดเงาลงในแม่น้ำ เป็นภาพที่โคดจะ Stunning ไปเลยจริงๆ มันดีจริงๆ อยากให้ทุกคนมาเห็นด้วยตา 



  • กฎของการไปเยือนถิ่นที่ไม่คุ้นเคย คือเราจะไม่กลับห้องดึกเกินไป ใช่ เพราะเราง่วงนอน และปวดท้องตุ่ยๆ และนี่ก็ได้เวลาอันสมควรที่เราจะโบกมือลาดัมโบ้ และกลับห้องเสียที แต่คงไม่เดินกลับแล้วนะ เข็ด 555555 


    ร้าน West Elm เป็นร้านขายของแต่งบ้านเก๋ๆแหละพวกเธอ ไปเดินชิคๆกันได้ แต่เราดึกแล้ว เราขอลา 

    คือตรงนั้นมันจะมีสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือ York Street แต่คุณผู้ชายเสนอว่าเราควรเดินไปขึ้นอีกเส้นดีกว่า เพราะสายสีส้มที่ York Street มันไม่ถึงโรงแรม ต้องไปต่อ นางก็เสนอว่าเราไปขึ้นสายสีแดงเลยดีกว่า เดินไกลหน่อย แต่นั่งยาวๆถึงห้อง ไม่ต้องขึ้นๆลงๆเปลี่ยนขบวนให้เมื่อย


    จากดัมโบ้ไปสายสีแดง เดินประมาณ 1 กิโลได้ ดูเหมือนไม่ไกล แต่...

    น่ากลัวสัส!


    คือมันมืดแล้ว แล้วถนนฝั่งนั้นจะเป็นถนนใหญ่ๆ ใต้สะพาน ริมสนามบาส อะไรแบบนี้ มันเปลี่ยวอ่ะเอาจริงๆ นานๆจะเจอคนร่วมทาง พอเจอแล้วก็ต้องเหลือบมองอีกว่าน่ากลัวป่าววะ 55555 พอจะเดินมาเจอคนหน่อย ก็กลายเป็นว่าคนที่เจอคือเด็กหญิงอายุประมาณ12-13 ตัวอ้วนหัวฟูเดินอาดๆไล่ตะคอกเด็กแถวนั้น ฮืออออ ความขวัญอ่อน อีนี่เลยซอยเท้าจนขาจะขวิดเลยจ้าาาา แต่เราต้องทำเป็นไม่ตื่น ไม่กลัว ไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งใด (ถึงจะเป็นเด็กอายุ 12-13 แต่แม่งตัวใหญ่กว่ากูอี้กกกก) จนไปถึงสถานี Clark Street ค่อยหายใจโล่งขึ้นหน่อย 


    แต่เสียงหอบยังไม่ทันหาย 
    ความควายก็เข้ามาแทรก 


    สถานี ปิดซ่อมชั่วคราว กรุณาไปใช้สถานีใกล้เคียง


    โฮรวววว T.T

    ขากูยังไม่หายสั่นเลย 




    ป.ล 1 ตอนกลับก็เลยต้องเดินมาขึ้นสายสีน้ำเงินที่ High Street Brooklyn Bridge ซึ่งก็เดินย้อนกลับมาประมาณ 5 นาที 
    ป.ล. 2 กลับถึงห้อง ท้องเสียกันทั้งคู่ ได้เวลาสารภาพว่าเราว่าซูชิน่ะ ปลามันไม่สดแหละ เราได้กลิ่น เราเลยกินน้อยๆ...
    ป.ล. 3 แถว สถานีClark Street ออกแนวเป็นบ้านคน บ้านทาวน์เฮาส์ จริงๆก็ไม่น่ากลัวหรอกแต่ตอนนั้นบรรยากาศมันพาไป T.T  จริงๆบรูคลินมันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก ฮ่าาาา ตอนนั้นคิดเยอะไปเอง แต่ไม่ประมาทก็ดีนะ 
    ป.ล. 4 สถานีรถไฟปิดซ่อมคือเรื่องปกติของที่นี่ จริงๆเช็คจากแอพก็ได้ แต่ใครจะไปรู้ ว่าจะมาซวยที่เรา -_- 



    #ภาคสาระ


    ไปสะพานบรูคลิน

    ฝั่งแมนฮัตตัน สถานี Brooklyn Bridge สาย 2 (สีแดง) สาย 4,5,6 (สีเขียว)
    ฝั่งบรูคลิน สถานี High Street Brooklyn Bridge สาย A,C  (สีน้ำเงิน) หรือ สถานี York Street สาย F (สีส้ม) ระยะทางพอๆกัน 

    Dumbo เดินจากทางลงสะพานบรูคลินราว 10 นาที แถวนั้นมีร้านเบอร์เกอร์ Shake Shack สาขาดัมโบ้ด้วยนะเผื่อใครผ่านแล้วแวะไปทาน 

    สวนที่เราไปนั่งชื่อ Main Street Park อยู่เยื้องไปทางสะพานแมนฮัตตัน 
    มีจุดถ่ายรูปอีกหนึ่งที่คือม้าหมุน Jane's Carousel เดินทะลุกันได้เลย สังเกตไม่ยาก เห็นได้ตั้งแต่ไกลๆ (แต่ไม่ได้ไป) เสร็จแล้วจะเดินไปตรง Pier 1 Playground ก็ได้ไม่ไกลกันเลย เป็นอีกจุดที่ถ่าย Manhattan Skyline ได้สวยมั่กมาก

    ที่สำคัญหากจะไปถ่ายรูป Manhattan Skyline แถวๆ Dumbo เช็คช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกให้ดีก่อนนะจ๊ะ จะได้ไม่ไปนั่งเก้อ 






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
gettysburg (@peakaboo)
อ่านแล้วอยากกลับไปเที่ยวอีกเลยครับ
FAY (@faylabss)
@peakaboo เขียนไป ก็อยากกลับไปเที่ยวอีกเหมือนกันค่ะ คิดถึงนิวหยวกเนอะ