เมื่อวันที่ข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า (Depression Diary)Tongg Pongsathorn
ซึมเศร้า Diary (21) แอดมิดจิตเวช : 1
  • ช่วงระหว่างรอเตียงที่โรงพยาบาลจะบอกว่าเราดีขึ้นก็ไม่เต็มปาก เรากลับไปหงุดหงิดใส่ลูกอีกหลังเลิกงาน เช่น เรื่องสอนการบ้านลูกที่ลูกทำไม่ได้ดั่งใจ การที่ลูกเอาขนมมาให้ในวันฮาโลวีน ซึ่งเราไม่ได้สนใจไม่ได้โต้ตอบกับลูก เพราะมัวแต่แก้งานที่ค้างอยู่ แม้ว่าวันเสาร์-อาทิตย์เราก็ไม่ได้ให้ความสนใจลูกเลย แทนที่เราจะรู้สึกดีขึ้นเพราะเคลียร์ปัญหาเรื่องแม่ไปแล้ว แต่กลายเป็นเราที่รู้สึกอ่อนแอ เพราะมีครอบครัวหนุนหลังคอยดูแลเราทุกอย่าง จนมาถึงเช้าวันจันทร์ที่ 5 พ.ย. 2561 เราพ่ายแพ้ต่อเสียงในหัวของตัวเองในหัวของตัวเองว่าให้กินยาเกินขนาดอีกกับอีกเสียงนึงที่คอยบอกช่วยด้วย จริงแล้วเสียงนี้มีมาตลอดเวลา เช้าวันนั้นเราทนไม่ไหวแล้ว โดยตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว ออกมาหน้าหมู่บ้าน โดยลังเลว่าจะกินยาเกินขนาด จะไปทำงาน หรือจะไปหาหมอ สุดท้ายเราก็ตัดสินใจไปหาหมอก่อนนัด ซึ่งเป็นวันที่หมอเจ้าของไข้ไม่อยู่ เราเขียนโน้ตแนบในใบนัดว่ามีความคิดฆ่าตัวตายตลอดเวลา พยาบาลวัดความดันแล้วสููงเล็กน้อย และขอยึดยาที่เตรียมไว้พร้อมกุญแจบ้านไว้ก่อนเพราะเรามาคนเดียวและขอให้ติดต่อญาติให้มาด้วย เราโ?รหาพี่ที่ทำงานหวังจะให้มาแทนก่อน แต่พี่ดันโทรไปหาครอบครัวเรา เราเข้าพบหมอที่ไม่ใช่เจ้าของไข้เรา หมอถามเราว่าเป็นอะไรมีอะไรอยากให้หมอช่วยไหม เราก็เล่าไปว่าเราคิดจะกินยาเกินขนาดเพราะรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอและไร้ค่า แต่หมอเคยบอกว่าถ้าไม่ไหวให้มาหาหมอก่อนได้ แล้วหมอก็ถามเรื่องจิตใจและอารมณ์ แต่เราก็รู้ว่าหมอก็ทำการบ้านก่อนมาเหมือนกัน คืออ่านประวัติคนไข้มาก่อน จนสุดท้ายหมอตัดสินใจให้เราแอดมิดเพราะถือว่าเป็นเคสหนัก (Suicide) เรารอเตรียมเตียงและใบหมอส่งตัวถึงบ่ายสองโมง ถึงจะได้เข้าแอดมิดจริงๆ โดยมีพยาบาลเดินไปส่งเราที่ตึกและหอผู้ป่วย

    ไปถึงอันดับแรกก็ต้องเปลี่ยนเป็นชุดคนไข้ โดยมีกฎห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามห้อยสร้อยคอ สามารถพกเงินโดยไปฝากไว้กับพยาบาลได้ไม่เกินสามร้อยบาท สามารถซื้อบัตรโทรศัพท์เผื่อมีเรื่องติดต่อจำเป็น แค่เริ่มเข้าวอร์ดจิตใจเราก็หล่นวูบ จิตตกว่าทำไมตัวเองต้องมาอยู่ที่นี่ ตอนเช้าเราโง่มาที่โรงพยาบาลทำไม กินยาแล้วสลบไปก็ดีอยู่แล้ว กว่าจะทำเรื่องเสร็จก็เกือบสี่โมงเย็นแล้ว โดยที่นี่สามารถอาบน้ำได้ตั้งแต่เวลา 06.30 - 08.30 น. และ 16.30 - 18.30 น. เราจึงอาบน้ำก่อนโดยไม่กินข้าวเย็นเพราะเพิ่งกินเข้าตอนบ่ายสองระหว่างรอทำเรื่องส่งตัว กับพ่อและน้องสาว โดยห้องพักเป็นเตียงสองเตียง ไม่มีฉากกั้น กระจกหน้าต่างหนาไม่มีผ้าม่านข้างนอกมีรั้วเหล็กกั้นอีกชั้นกันหนี และมีห้องพิเศษโดยญาติสามารถมานอนเฝ้าได้ เป็นเตียงเดี่ยว มีห้องน้ำและทีวีในห้อง อาหารก็จะเป็นกับเข้าชุดๆ ไม่เหมือนห้องธรรมดาที่เป็นถาดหลุม และมีทีวีอยู่ในโซนส่วนกลางให้ดู

    หลังจากเราเป็นคนไข้แอดมิดสมบูรณ์ ก็มีหมอมาแนะนำตัวเองว่าเป็นเจ้าของไข้และสอบถามอาการ ซึ่งถือว่าเป็นแพทย์เจ้าของไข้ใหม่ จากนั้นก็มีไปคุยกับครอบครัว จนถึงเวลา 18.00 น. เราจึงให้น้องสาวพาพ่อกลับบ้าน แล้วเราก็นอนรอเวลาอยู่บนเตียงอยู่เฉยๆจนถึง 20.30 น. เพื่อกินยาก่อนนอน แล้วเมื่อยาออกฤทธิ์เราก็ค่อยๆผล่อยหลับไป..

    ปล. ภาพถ่ายบันทึกระหว่างที่แอดมิด เราตั้งใจเขียนจริงๆนะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in